อ่านหนังสือ แล้วออกเดินทาง หรือ ออกเดินทาง แล้วอ่านหนังสือ - นาน นาน ที บล๊อก - ยินดีที่ผ่านมาพบนะ
Group Blog
 
All Blogs
 

สุดยอดเรื่องราวสุดยอดจินตนาการและสุดยอดสัจจะ-CLOUD ATLAS-เวียน-ว่าย-ตาย-เกิด

ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ เราก็ยังหนีไม่พ้นสังคมที่กดขี่ แบ่งชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ สีผิว เพศ หรือวิถึของการเกิด เรายังคงกีดกั้น และเอาเปรียบผู้ที่ถูกผลักไปสู่ชั้นล่างของสังคมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเกิดและตายอีกสักกี่ครั้ง ชนชั้นจะยังคงอยู่ เรายังคงวนเวียนอยู่ในสังคมลำดับชั้น ข่มเหงรังแกเข่นฆ่าผู้ที่ต่ำกว่า และบอกกับโลกว่า นี่มันก็ถูกแล้วนี่ แต่ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ครั้งที่เราชนะ เราแพ้ เราถูก หรือเราผิด เราทำหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งจะมีผลผูกพันกันต่อไป เราทำเพื่อลำดับชั้นหรือเปล่า หรือเพื่อสิ่งใดกัน หรือเพียงเพื่อจะเกิดและตาย อีกครั้งและอีกครั้ง...แต่จะมีสักกี่คน(หรือกี่ครั้ง) "ที่ได้พบความรักที่แท้" และได้เชยชมกับความรักนั้น...

สรุปแว่ หนังมันสุดยอดว่ะ ไม่ควรพลาดอย่างแรงส์

ข้อควรระวัง อย่าดื่มน้ำเยอะก่อนเข้าโรงหนัง เพราะจะปวดฉี่

หนังยาวมาก และไม่ควรพลาดสักฉาก แต่ละฉาก สัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ทั้งหกชาติ หกยุค น่าอิจฉาที่แต่ละยุคผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ยุคปัจจุบันชาติปัจจุบันที่เราอยู่ มันช่างแสนยาวนานอยู่ในความเจ็บปวด




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2555    
Last Update : 3 ธันวาคม 2555 9:50:22 น.
Counter : 942 Pageviews.  

ดอนกิโฆเต้แห่งลามันช่าขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน-เหตุใดจึงเป็นหนังสือที่ควรอ่านในชาตินี้


เขียนโดย มิเกล์เดเซร์บันเตสซาเบดร้า-สเปน


 “ในชั่วชีวิตหนึ่ง หากแม้นสวรรค์ทรงอนุญาตให้อ่านหนังสือได้เพียงเล่มเดียว จงเลือกเล่มนี้เถิด ชีวิตจักไม่ตายเปล่าแน่แท้”


แปลโดยสว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์, สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ,พิมพ์ครั้งแรกในสเปนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1605 (นานขนาดนะ)


ขอขอบคุณผู้แปล ที่แปลหนังสือที่อ่านยากให้คนไทย(ผู้รู้ภาษาต่างประเทศน้อยเช่นข้าพเจ้า) ได้อ่านเรื่องราวเพ้อฝันที่เปี่ยมด้วยเหตุผลเช่นนี้


เนื้อเรื่องพอสังเกต : เกี่ยวข้องการเดินทางออกผจญอันตรายของขุนนางชราคนหนึ่งที่อ่านหนังสืออัศวินจนสติฟั่นเฟือน และต้องการจะออกเดินทางและปฏิบัติเช่นในหนังสืออัศวินในสมัยนั้นบ้าง ชื่อ “ดอนกิโฆเต้ เป็นชื่อที่เขาตั้งขึ้นเอง” (ดอน หมายถึงขุนนางสูงศักดิ์ ซึ่งขุนนางผู้นี้ไม่ได้มียศสูงเช่นที่ตั้งชื่อให้ตัวเอง) ระหว่างการเดินทางเขาได้พบกับ ชาวนาใกล้บ้านคนหนึ่ง ชื่อ ซานโช่ เป็นชาวนาที่อ่านหนังสือไม่ได้จึงไม่เคยหนังสืออัศวินในสมัยนั้นเลยแต่ปลักใจเชื่อว่า ดอนกิโฆเต้ สามารถออกเดินทางและเป็นอัศวินพเนจรได้จริง ๆ


ระหว่างทางทั้งคู่ก็พบเรื่องราวหลายแบบที่ต้องเขาไปต่อสู้ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น ซึ่งส่วนใหญ่จบลงด้วยการเจ็บตัวของทั้งสอง เนื่องจากความเข้าใจผิดกับคู่กรณี ทั้งจากคนเดินทาง ตำรวจ คนเลี้ยงแพแกะ หรือโจร ไม่เว้นแต่กระทั้งเครื่องทอผ้า กังหันลม เป็นต้น


หมายเหตุข้าพเจ้า : เล่มที่อ่านหน้า 600 ใช้เวลาอ่านนานที่สุดด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ต้องผลิกไปที่ภาคผนวกอ่านคำแปลของศัพท์เฉพาะต่าง ๆ รวมทั้งสถานที่ในศูนย์อพยพก็ไม่เอื้ออำนวยให้อ่านได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งไม่ใช่แนวนิยมของข้าพเจ้า แต่คงจะต้องอ่าน เพราะที่ปกหลังเขาเขียนไว้ว่า “ในชั่วชีวิตหนึ่ง หากแม้นสวรรค์ทรงอนุญาตให้อ่านหนังสือได้เพียงเล่มเดียว จงเลือกเล่มนี้เถิด ชีวิตจักไม่ตายเปล่าแน่แท้” หลังจากอ่านจบ กระแสจิตพุ่งขึ้นมาทันที “วะเว้ย นี่มันโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงนี่นา หลังจากยึดแผ่นดินโน่นแผ่นดินนี้แล้วยังจะหวังเข้ายึดแม้พื้นที่วรรณกรรมโลกเชียวหรือ” ข้าพเจ้าคิดไปนั่นเลย มันอาจจะจริงหรือไม่จริงก็เป็นได้


หลังจากดื่มกาแฟ เงียบ ๆ หลังจากเด็ก ๆในศูนย์ออกไปวิ่งเล่นกันหมด กระแสจิตก็พุ่งกลับตวัดฉวัดเฉวียนไปมา


Smileyด้านการเล่าเรื่องใช้ภาษาของยุคเก่า และเก่ากว่าสำหรับคำพูดของ ดอนกิโฆเต้ ที่เลียนแบบยุคหนังสืออัศวินรุ่งเรือง ซึ่งเป็นภาษาสละสลวย อาจเป็นเหตุให้เกิดความน่าเบื่อพอ ๆ กับอัศจรรย์ใจ


Smileyเนื้อเรื่องบางตอนที่เป็นความเข้าใจผิดของ ดอนกิโฆเต้  หรือ อัศวินสำรอง ก็ตลกขบขัน ในส่วนตัวบางครั้งข้าพเจ้าก็ออกจะเวทนาสงสาร บางทีก็เลยไม่ค่อยจะขำเท่าไหร่ เช่น การถูกทุบตีโดยคนทั่วไป ถูกกลั่นแกล้ง และหัวเราะเยอะ แต่ก็บ่งบอกว่า คนสติดีชอบทุบตี ใช้กำลังเหตุผลเพราะคนอื่นนั้นด้อยกว่า แต่ ดอนกิโฆเต้ ทุบตีคนอื่นเพราะมุ่งมั่นช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ (แม้เขาจะเข้าใจผิดก็ตาม)


Smileyมีบางส่วน ที่อธิบายเกี่ยวกับประวัติ ความเป็นมาของประเทศสเปน ศาสนา และหนังสือในยุคนั้น ทำให้เป็นหนังสือที่ผู้ที่สนใจประเทศสเปนอ่านแล้วจะเข้าใจได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องสเปนนัก ดั่งเช่นข้าพเจ้าที่รู้จักสเปนในสมัยก่อนที่เคยเป็นนักล่าอาณานิคมจากหนังสือเรียนชั้นมัธยม ได้มารู้จักพี่แกอีกที่ก็ตอนได้เป็นแชมป์บอลโลกปี2010แค่นั้นเอง


Smileyที่สำคัญในด้านภาษาสเปน ผู้เขียนใช้วิธีการล้อเลียน ปรับแต่งภาษาเพื่อให้เกิดความหมายที่ผิดเพี้ยนหรือตรงข้ามกัน ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นวิธีการที่น่าทึ่งมาก


Smileyที่สำคัญอีกเช่นกันคือ มีหลาย ๆ ตอน ที่บาทหลวงกับพระวิจารณ์หนังสือยุคอัศวินได้อย่างเจ็บแสบ ซึ่งถ้าในปัจจุบันจะหาคนกล้าหาญเปรียบเปรยหนังสือที่ขายดีให้ป่นปี้ลงไปได้ยากยิ่ง ถึงขนาดว่าหนังสือขายดีนั้นไม่มีแก่นสารสาระอะไร นอกจากการรบพุ่งกัน อภินิหารที่อยู่ไกลความจริง ความรักที่เพ้อฝัน และความไม่มีเหตุผลของเนื้อเรื่อง ฯลฯ โห้ย....แรงแต่จริง


ส่วนสิ่งที่ข้าพเจ้านำมาคิด ก็คือ ความมุ่งมั่นปฏิบัติตนตามแบบอย่างอัศวินที่ดีของ ดอนกิโฆเต้ แม้ว่าเขาจะไร้สติในบางช่วงและหลาย ๆ ช่วง แยกแยะความจริงในชีวิตความไม่จริงจากหนังสืออัศวินที่แต่งขึ้นมาไม่ได้ แต่เราก็ควรที่จะนับถือในความมุ่งมั่นของเขา ในคุณงามความดีของอัศวิน ที่ดอนกิโฆเต้ ทำ หรือที่เขาคิดจะทำ การช่วยเหลือผู้อ่อนแอ ซึ่งแม้ไม่ต้องผจญมังกรแปดหัว แต่แค่ช่วยเหลือผู้อื่นยามที่ทุกข์ยากก็นับว่าเป็นอัศวินแล้ว...


Smileyอย่างไรเสีย ก็ควรเข้าใจว่าผู้ใดต้องการเป็นอัศวินพเนจรอย่าง ดอนกิโฆเต้ กรณีอ่านเล่มนี้ หรือ เล่มอื่นที่เกี่ยวกับการต่อสู้ปิศาจต่าง ๆ แล้วสติเริ่มเลอะเลือนอยากออกไปตัดหัวปิศาจ จอมมารอะไร ก็ควรจะหาเงินไว้ใช้ระหว่างทางด้วย เพราะ ดอนกิโฆเต้ ก็งงงวยหลังจากไดรู้ว่า อัศวินยุคหลัง ๆ นี่ต้องใช้เงินในการเข้าพักแรม ซ่อมอาวุธ ซื้ออาหารกิน และแม้ในปัจจุบันก็ต้องใช้ในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า หรือไปต่อเรือด้วยนะ เพราะเดินทางด้วยม้าอาจจะไม่ได้แล้วเพราะถนนน้ำท่วมหมด


Smileyแต่การเดินเรื่องที่ออกจะล่าช้า ภาษาก็มากมายเลยอาจทำให้ผู้อ่านเช่นข้าพเจ้าออกจะง่วงนอนบ่อย ๆ ก็เป็นการดีเหมือนกันที่ค่อย ๆ อ่านไปวันละนิด หนึ่งอาทิตย์ก็จบพอดี...เฮ้อ โดยส่วนตัว เป็นหนังสือที่อ่านไม่ค่อยสนุก แต่ซ่อนแง่คิดให้ตีความ ความบันเทิงน้อยกว่าความจริงที่แฝงไว้ ซึ่งเป็นความจริงที่ค่อนข้างหลากหลาย สำหรับคนรู้ภาษาสเปนอาจเป็นหนังสือตลกโปกฮาแห่งศตวรรษก็ว่าได้ สำหรับผู้ละเมียดละไมในการอ่านอาจเป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเช่นกัน


 ตัวอย่างบางตอน คำพูดของ ดอนกิโฆเต้


“เหนืออื่นใด มนุษย์เรานั้นเป็นบุตรแห่งการกระทำ มิใช่บุตรแห่งชาติตระกูล”


“ซานโช่เอ๋ย พึงรู้ไว้ด้วยว่าผู้จะเป็นคนเหนือคนได้นั้นจักต้องเผชิญความลำเค็ญยิ่งกว่าผู้อื่น ลมพายุลูกแล้วลูกเล่าที่เราประสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหลังฝนซาฟ้าก็ใส อีกมิช้านานสิ่งดี ๆ จักบังเกิดแก่เรา อันเป็นธรรมดาของโลกที่ชั่วเจ็ดทีย่อมดีเจ็ดหน เมื่อความทุกข์ยากอยู่คู่เรามานานแล้ว แต่นี้ไปความสุขก็คงอยู่มิห่างเรานัก”


“มีด้วยหรือที่อัศวินต้องเสียค่าภาษีที่ดิน ค่าส่วยอากร เงินช่วยราชินีภิเษก เงินรักษาความเป็นขุนนาง...ค่าตัดเสื้อคนใด...เจ้าของประสาทคนใดหรือจักเรียกค่าพักแรมเอาจากเขา ...แลสุดท้าย ไม่ว่าในกาลปรัตยุบันนี้ แลสืบต่อไปภายหน้า มีด้วยหรืออัศวินพเนจรที่เป็นคนขลาดมิกล้าทุบตีตำรวจหลวงสี่ร้อยนายที่ยืนอยู่ตรงหน้าสักสี่ร้อยที”


********************************************************************************************


หากแม้นเกิดมาแล้วในชาตินี้ ก็ควรที่จะหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเถิด แต่ถ้า...จักต้องอ่านได้เพียงเล่มเดียว ในช่วงปี 16-17 ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น ด้วยข้าพเจ้าไม่รู้ได้ว่ายังมีเล่มอื่นที่น่าอ่านกว่าอีกหรือไม่ ถ้ามีแต่หนังสืออัศวินแล้วไซร้ ยังไงเสียอ่านเล่มนี้ก็ชีวิตก็จักไม่ตายเปล่าจริง ๆ นั่นแหละ แต่ ณ ปรัตยุบันนี้ ข้าพเจ้าเชื้อเชิญตัวเองว่าขออ่านเล่มอื่นก่อนเถิดหากแม้นว่าฤกษ์งามยามดีแล้วไซร้ เช่นช่วงเฉื่อยชาเฉอะแฉะเช่นนี้ข้าพเจ้าจึงได้หยิบมาอ่าน(ด้วยความอดทนและมุ่งมั่น)...ช่วงกาลนี้หนังสือดีมีมากกว่าหนึ่งร้อยเล่มเลือก และอนาคตกาลมันก็จักเติบโตมากมายกว่าหลายพันเล่มให้เลือกอ่านกันด้วยว่ามี ดอนกิโฆเต้เป็นพื้นฐานและแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนในยุคต่อมาอีกหลายคน เช่น ชาร์ลส์ ดิกเกนส์  ผู้ประพันธ์ โอลิเวอร์ ทวิสต์ และ Great Expectations ซึ่งแรงใจและไฟฝันนี้ก็ไปปรากฎอยู่ในรายชื่อหนังสือดีของมาทิลดา เด็กหญิงที่ยอดนักอ่านของโรอัลล์ดาห์ลอีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลและอีกหลายประการที่ข้าพเจ้ามิได้เอ่ยอ้าง จึ่งเป็นเหตุให้ พองเราชาวประชาผู้หลงใหลวรรณกรรมในศตวรรษที่21 ควรที่จะหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน...นั่นแล






Free TextEditor
สุดท้ายขอขอบคุณเจ้าของหนังสือที่ให้ยืมอ่านก่อนจะเลยชาตินี้ไป




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:21:17 น.
Counter : 3928 Pageviews.  

ลอร์ดออฟเดอะริงส์1-มหันตภัยแห่งแหวน-เดินทางในป่าลึกกับทางเลือกที่มิอาจเลี่ยงด้วยความหวังยังพอมีอยู่

ถ้าชอบเพชรพระอุมา ลองหาเล่มนี้มาอ่านนะ ไม่แค่เพียงการเดินทางผจญภัยหากแต่ยังแฝงด้วยความงามของภาษาและความสูงค่าของจิตใจที่กล้าหาญ


จุดเริ่มต้นและที่มาของการเดินทาง ของโฟรโดและคณะเพื่อรักษาแหวนแห่งอำนาจ จากดินแดนสงบสุขของไชร์ สู่เขาสูงมืดดำ “มอร์ดอร์” เป้าหมายคือ การนำแหวนไปทำลาย ณ แหล่งกำเนิดของมัน แหวนที่มีอำนาจควบคุมผู้คน และบริวาร แหวนที่จะทำให้ผู้ครอบครองเป็นใหญ่ในมัชฉิมโลก เหตุใด ฮอบบิทน้อย ที่มีร่างกายเล็กแคระ และอาศัยอยู่ในโพรง ไม่ชอบผจญภัยไม่เคยเดินทาง จึงได้รับมอบหมายให้กระทำการอันหมิ่นเหม่ต่อความปลอดภัยของมวลมนุษย์และสรรพชีวิตทั้งมวล


“แหวนสามวงแด่กษัตริย์พรายใต้แผ่นฟ้า
เจ็ดวงแต่เจ้าชาวแคระในท้องพระโรงศิลา
เก้าวงนั้นหนาแด่มนุษย์ผู้ไร้นิรันดร์
วงเดียวแด่เจ้าแห่งอสูรผู้ครองบัลลังก์ดำ
ในแดนมรณะแห่งมอร์ดอร์
วงเดียวเพื่อครองพิภพ วงเดียวเพื่อค้นพบจบหล้า
วงเดียวเพื่อสาปสิ้นทุกวิญญาณ์ พันธนาไว้ในความมืดมน
”


( มันไม่มีใครได้อะไรมาง่าย  ๆ โดยไม่มีอะไรแลกเปลี่ยนอะนะ )


เนื้อเรื่องแบ่งเป็น 2 ภาคย่อย
ภาคแรก

งานเลี้ยงที่รอคอย, เงาแห่งอดีต, สามคนเพื่อนตาย, ทางลัดไปดงเห็ด, แผนลับเปิดเผย, ป่าดึกดำบรรพ์, ในบ้านของทอม บอมบาดิล, หมอกบนเขาสุสาน, ที่โรงเตี๊ยมแพรนซิ่งโพนี่, สไตรเดอร์, มีดในความมืด, หนีข้ามแม่น้ำ


โดยรวมแล้ว เรื่องราวในภาคหนึ่งนี้ เป็นเรื่องราวการเดินทางของฮอบบิท สี่คน  จากไชร์ดินแดนบ้านเกิด สู่ริเวนเดลล์ ดินแดนของเอลล์ที่มีเอลรอนด์ปกครองอยู่ การเดินทางในช่วงแรก ผ่านป่า และการไล่ล่าติดตามของภูติม้าดำ จากเซารอน โดยมีแกนดัลฟ์พ่อมดเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางหนีออกจากไชร์ ระหว่างทางเขาได้รับความช่วยเหลือจาก พรายกิลดอร์ และได้พบกับสไตรเดอร์ หรือ เอรากอร์น ในที่สุดซึ่งจะเป็นผู้ช่วยนำทางพวกฮอบบิทไปจนถึงจุดหมาย ตลอดทาง พวกเขาหวังว่าจะได้พบแกนดัลฟ์ ซึ่งแยกไปหาข้อมูลเกี่ยวกับแหวน แต่สุดท้ายก็ได้พบเพียงช่วงสั้น ๆ และข่าวร้ายที่สะพานคาซัดดูม จากการต่อสู้ของแกนดัลฟ์ กับบางสิ่ง จนกระทั่ง...คณะผู้ถือแหวนจากเผ่าต่าง ๆ ทั้ง มนุษย์ เอลฟ์ คนแคระ และฮอบบิท ต้องแยกทางกันในที่สุดบนร้อยราวความความละโมบ และจิตใจที่ได้เห็นจากกระจกเงา


+++++การเดินเรื่องในภาคนี้ โดยส่วนตัวข้าพเจ้าเห็นว่ามีความน่าตื่นเต้น สนุกสนาน คล้าย ๆ กับ “เพชรพระอุมา” ทั้งเรื่องการเดินทางเพื่อหลบหนีภูตม้าดำ และการเดินทางผ่านเข้าไปใน “ป่าดึกดำบรรพ์”ทั้งการปรากฏตัวของ “สไตรเดอร์” ก็ทำให้ข้าพเจ้านึกไปถึง “แงซาย” ผู้ลึกลับ แต่ตัวเอกของเรื่องกลับไม่ใช่หนุ่มสาวอย่างรพินทร์ กับดารินทร์ แต่เป็นฮอบบิท เผ่าพันธุ์ร่างแคระสี่คนที่มีความรักของเพื่อนเป็นที่ตั้ง “โฟรโด (ผู้ถือแหวน), แซมไว (คนสวนผู้ซื้อสัตย์และกล้าหาญ), เมอร์รี่ (เพื่อนผู้รอบคอบและเฉลียวฉลาด) และปิ๊บปิ้น (เพื่อนผู้สนุกสนานและหัวเราะได้เสมอ)  ฉากระทึกในขณะที่โฟรโดหนีภูตทั้งเก้าผ่านแม่น้ำไปและได้รับความช่วยเหลือจากพราย ฉากนี้ในหนังทำได้ตระการตามาก ตอนที่สายน้ำกลายเป็นม้าขาวเข้าโจมตีม้าดำที่กำลังข้ามน้ำมา


ระหว่างการผจญภัยนานาประการ ก็ยังมีรอยยิ้มและภาษาที่งดงาม หรือถ้อยคำเรียบง่ายที่มีความหมายให้ขบคิด


ตัวอย่างบางตอน


การพูดคุยกันของพรายกิลดอร์ และฮอบบิทโฟรโด
“อย่าไปขอคำแนะนำจากพราย เพราะพวกนี้จะบอกทั้งใช่และไม่” โฟรโด(แกนดัลฟ์เล่าเรื่องของพรายให้ฟังมาก่อน)
กิลดอร์หัวเราะ “พวกพรายไม่ให้คำแนะนำสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก เพราะคำแนะนำเป็นของขวัญที่อันตราย แม้แต่คำแนะนำจากปราชญ์ต่อปราชญ์ด้วยกันก็เถอะ และเรื่องทุกอย่างอาจเลยร้ายลงได้เสมอ”
“แต่ผมจะเอาความกล้ามาจากไหน, นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการเหลือเกิน”โฟรโด
“ความกล้าหาญจะพบได้ในที่ที่ไม่นึกฝัน, จงมีความหวัง...เราจะส่งข่าว(การเดินทางของเจ้า)ไปทั่วแผ่นดินนี้...และผู้ซึ่งมีพลังดีงามจะคอยจับตาดูเจ้า ข้าขอแต่งตั้งเจ้าเป็นสหายพราย ขอให้ดวงดาวทอแสง ณ จุดหมายปลายทางแห่งการเดินทางของเจ้า น้อยนักที่เราจะได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินเช่นนี้จากคนแปลกหน้า ดีเหลือเกินที่ได้ฟังถ้อยคำภาษาโบราณจากปากของผู้อื่นซึ่งท่องอยู่ในโลกนี้ร่วมกัน”


บทที่ทอม เล่าเรื่องป่าดึกดำบรรพ์ให้ฮอบบิทฟัง สาเหตุที่ต้นหลิวเฒ่า เคียดแค้นและชิงชังสิ่งที่เดินได้ทั้งหลายจนกระทั่งพยายามดึงฮอบบิทเข้าไปลำต้นของต้นไม้ “ความคิดจิตใจของต้นไม้ซึ่งดำมืดและแปลกประหลาด เต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อสรรพสิ่งที่เดินท่องอย่างเสรีบนพื้นโลก และเที่ยวขุดแทะ หักร้างถางพง โค่นบุกรุก ทำลายและยึดครอง...ภายในป่านี้ ปู่ของปู่ของต้นไม้ยังดำรงอยู่ แก่เฒ่าโรยราไปอย่างช้า ๆ ดั่งขุนเขา และยังจดจำวันเวลาเมื่อครั้งพวกต้นไม้ยังครอบครองความเป็นใหญ่ได้อยู่เสมอ”


จดหมายที่แกนดัล์ฟ ฝากไว้ให้กับโฟรโด ที่โรงเตี๊ยมแพรนซิ่งโพนี่ บอกให้เขาเดินทางออกจากไชร์ และเมื่อมาถึงบรี จะได้พบเพื่อนนึง ที่จะช่วยเหลือให้เดินทางไปพบเอลรอนได้ ถ้าเขาไม่ได้ไปถึงก็ให้ทำตามคำแนะนำของเอลรอนต่อไป  ตอนท้ายของจดหมายมีว่า “ด้วยความเร่งรีบ แกนดัล์ฟ (ชอบอ่ะ)


“ป.ล. อย่าใช้มันอีกเป็นอันขาดไม่ว่าเหตุผลกลใด และอย่าเดินทางตอนกลางคืน”
“ป.ป.ล. จงให้แน่ใจว่าเป็นสไตรเดอร์ตัวจริง มีคนแปลก ๆ มากมายอยู่บนถนน ชื่อจริงของเขาคือ อารากอร์น"
แวววาวใช่เนื้อทองทั่วนา คนจรหาใช่ผู้หลงทางไม่ ...
“ป.ป.ป.ล. หวังว่าบัตเตอร์คงจะส่งจดหมาย ฉบับนี้ทันที่ เขาเป็นคนดีน่านับถือคนหนึ่ง แต่ความจำของเขาเหมือนห้องเก็บของรก ๆ อะไรที่ต้องการมักหาไม่เจอเสมอ ถ้าบัตเตอร์เบอร์ลืม ข้าจะจัดการย่างเขาเอง”
ลาก่อน


ภาคสอง
พบ, ที่ประชุมของเอลรอนด์, แหวนลงใต้, การเดินทางในความมืด, สะพานแห่งคาซัดดูม, ลอธลอริเอน, กระจกเงาของกาลาเดรียล, อำลาลอริเอน, แม่น้ำใหญ่, คณะเดินทางแตกสลาย


เมื่อฮอบบิทและสไตรเดอร์หนีการไล่ล่าของภูติม้าดำข้ามสะพานเข้าสู่ริเวนเดลโดยความช่วยเหลือของพรายและเอลรอนด์ผู้ปกครองริเวนเดล และแกนดัล์ฟทีเดินทางมาถึงแล้ว


เอลรอนด์ได้เล่าถึงเรื่องราวในครั้งยุคก่อนที่เซารอน(แห่งมอร์ดอร์)เคยเรืองอำนาจและมนุษย์ยังยิ่งใหญ่ในอาร์นอร์และกอนดอร์)


ผู้ถือแหวนและผู้ติดตามรวม 9 คนถูกเลือกมาเพื่อรับมือกับภูตทั้งเก้า (ฮอบบิท 4 และผู้ร่วมทาง 5)
-กิมลี บุตรแห่งโกลอิน คนแคระจากภูเขาทางใต้ (มีดาอินปกครองอยู่)
-สไตรเดอร์ หรืออาร์รากอน บุตรอาราธอร์น ผู้สืบเชื้อสายจากอิสซิลดูร์เจ้าชายมนุษย์ที่ช้ดาบหักของบิดาตัดนิ้วเซรอนและเป็นจุดเริ่มแห่งวงจรการแย่งชิงแวดในยุคปัจจุบัน
-โบโรเมียร์ มนุษย์จากกอนดอร์ บุตรจากตระกูลขุนนางผู้พิทักษ์กอนดอร์ หลังกษัตริย์ สาบสูญไป
-เลโกลัส บุตรธรันดูอิล กษัตริย์แห่งพรายจากป่าเมิร์กวู้ดเหนือ
-แกนดัล์ฟ พ่อมดเทา ผู้เดินทางเป็นที่รู้จักและเกรงขาม เป็นแสงนำทางให้กับคณะและฮอบบิท


คำพูดในที่ประชุม
เอลรอนด์
“ในที่สุดเราก็ต้องเลือกหนทางที่วิบาก หนทางที่ไม่มีใครนึกถึง ความหวังของเราอยู่ที่นั้น ถ้าหากยังพอมีหวังเหลืออยู่...”, “ผู้ที่ไม่เคยเห็นรัตติกาล อย่างพึงปฏิญาณว่าจะเดินทางในความมืด”
แกนดัล์ฟ
“ไม่ใช่สิ้นหวัง เพราะความสิ้นหวังเป็นของผู้ซึ่งมองเห็นจุดจบมารออยู่ทนโท่แล้ว แต่ไม่ใช่เรา การตระหนักถึงข้อจำกัดในเมื่อหนทางอื่น ๆ ถูกใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่เป็นสิ่งที่ฉลาด แม้ว่ามันจะฟังดูโง่เง่าสำหรับผู้ติดอยู่ในความหวังอันจอมปลอมก็ตามที...”


การต่อสู้ในความมืด
หลังจากการต่อสู้กับหมาป่าที่ล้อมคณะในค่ำคืนที่มืดมน เป็นฉากที่ระทึกใจ แต่ลงท้ายด้วยความน่ารัก สนุกสนานและมองโลกในแง่ดีของฮอบบิท
“พวกหมาป่าไม่มีทางทำอะไรคุณแกนดัลฟ์ได้ ท่านมองเห็นทุกอย่างไม่มีผิดพลาด เสียแต่เกือบจะเผาหนังหัวผมเกรียมไปเท่านั้น”


การต่อสู้ที่สะพานแห่งคาชัดดูม
ใต้เหมืองมอเรีย ที่คนแคระในอดีตเคยเขามาค้นหาแร่ธาตุบางอย่าง มีผีร้าย ปริศนา และความลึกลับรอคอยอยู่ มีการบรรยายบรรยากาศที่มืดทึบของเหมือง ประวัติที่ยังถูกปกปิด ความเงียบและเสียงสะท้อน มีการเป่าเขาเรียกและข่มขวํย มีความน่ากลัวและน่าหวาดหวั่น ช่วงกลางการเดินทางได้พบกับซากกระดูกพร้อมกับบันทึกที่เขียนถึงเรื่องราวในอดีตของคนแคระกับการต่อสู้กับบางสิ่งในเมือง (คล้ายกับการพบบันทึกพรานป่าของรพินทร์ระหว่างการเดินทาง) การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังของแกนดัล์ฟกับ
“บัลร๊อก” ยมทูตแห่งดูริน เมื่อบัลร๊อกติดตามมาถึง แกนดัล์ฟยืนอยู่กลางสะพานให้คณะที่เหลือข้ามสะพานไปก่อน... “เจ้าข้ามไปไม่ได้ ข้าคือบ่าวแห่งไฟอันเร้นลับ ผู้ถืออาญาสิทธิ์เหลวเพลิงแห่งอะนอร์ เจ้าข้ามสะพานไปไม่ได้ เปลวเพลิงแห่งอูดูน ไฟแห่งความมืดของเจ้าจะไร้ผล จงกลับไปสู่ความมืด เจ้าข้ามไปไม่ได้” สุดท้ายแกนดัล์ฟหล่นลงไปใต้สะพานพร้อมกับบัลร๊อก หลังการต่อสู้อันตื่นตาจบลง


การเดินทางไปพบกับกาลาเดรียลแห่งลอธลอริเอน อาณาจักรพราย
กฎและความบาดหมางของคนแคระกับพราย เมื่อ คนแคระกิมลีต้องเดินทางเข้าไปในป่าของพราย แต่สุดท้ายความขัดแย้งในอดีตก็ถูกบรรเทาโดยการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม(มันเกี่ยวกับการถูกปิดตา...ลองอ่านดู) หลังจากได้พบกับกาลาเดรียลนางผู้เป็นใหญ่ลอธลอริเอนแล้ว ความโกรธเคียงได้ถูกชำระและได้รับการแก้ไข...(ถ้ากาลาเดรียลมาเกินในสยามประเทศในเวลานี้ ความขัดแย้งระหว่างสีอาจถูกลบล้าง...เฮ้อก็บ่นไป)


“ยินดีต้อนรับ กิมลีบุตรแห่งโกลอิน นานเหลือเกินที่เราไม่ได้เห็นคนของดูรินในคารัสกาลาธอน แต่วันนี้เราได้ละเมิดกฎเกณฑ์ที่ยึดถือมายาวนาน บางทีนั้นอาจจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า แม้โลกจะตกอยู่ในความมืดมน แต่วันเวลาที่ดีกว่ากำลังจะมาถึงและมิตรภาพระหว่างผู้คนของเราจะสมัครสมานขึ้นใหม่”


ของขวัญจากพราย :~ เสื้อคลุมพราย เป็นเสื้อคลุมที่ใช้อำพรางตัวไปกับสภาพแวดล้อมเช่น ต้นไม้ หิน พรายให้คำอธิบายเกี่ยวกับเสื้อคลุมนี้ว่า มันไม่สามารถป้องกันอาวุธได้ แต่ใช้อำพรางตัวไปเป็น สรรพสิ่งต่าง ๆ  “เพราะพวกเราใส่ความคิดคำนึกเกี่ยวกับทุกสิ่งที่เรารักเข้าไปในงานทุกอย่างที่เราทำ อย่างไรก็ตามเสื้อคลุมพวกนี้ก็เป็นเพียงอาภรณ์เท่านั้นหาใช่เกราะกันอาวุธไม่”


คณะเดินทางแตกสลาย
เมื่อมีเกิดก็ต้องมีดับ เมื่อความละโมบและอำนาจเข้าสิงสู่ในจิตใจคน การยอมผ่ายแพ้ของอำนาจมืดของโบโรเมียร์ โฟรโดใส่แหวนที่นิ้วเพื่อหลบนี้การเข้าทำร้ายของโบโรเมียร์แต่นั่นก็ทำให้

“เซารอน” มองเห็นโฟรโด ในความมืดที่ชั่วร้ายก่อนที่จิตใจอันแน่วแน่จะนำโฟรโดออกจากการเกาะกุมของอำนาจเซารอนได้ “พลังสองอยางขับเคี่ยวกันอยู่ในตัวเขา ชั่วขณะหนึ่งเขาดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตัวอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องหรือดวงตานั่น โฟรโดมีอิสระที่จะตัดสินใจ มีอิสระที่จะยืนหยัดอย่างแน่วแน่ตามทางที่ได้ตนได้เลือกแล้ว ...เขาถอดแหวนนั่นออกจากนิ้ว...”

********นี่ไม่ใช่เรื่องการหมั้นหมายหรือความรัก แม้ฉากการถอดแหวนอาจทำให้เราระลึกถึงความผูกพันหรือการผูกมัดก็ตามที...อย่างไรเสีย..การถอดทอนซึ่งอำนาจ..ก็ยาก...เกินกว่าผู้ที่ไม่เคย....รัก...ก็ปลดมันออกได้(ซะอย่างงั้น)*********






Free TextEditor

ฝากชื่อ ทักทายกันคะ







Free TextEditor



Free TextEditor




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2554    
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:20:59 น.
Counter : 933 Pageviews.  

ลอร์ดออฟเดอะริงส์โดยเจ.อาร์.อาร์.โทรคีน-หนังสือโลกสะเทือน-ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลก

เขียนโดย เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน, แปลโดย วัลลี ชี่นยง, สนพ.แพรวเยาวชน




โลกมนุษย์ได้รู้จักโลกอีกโลกหนึ่งที่ โทลคีน สร้างขึ้น
โลกที่ประกอบไปด้วย มนุษย์ พราย ผีร้าย คนแคระ ฮอบบิท เอล์ฟ โทรลล์ และเผ่าพันธุ์อื่น ๆ
โลกที่เริ่มตั้งแต่ครั้ง "ที่โลกยังเยาว์" จนถึง "ยุคมัชฉิมโลก"
โลกที่มีภาษา ภูมิศาสตร์ และกาลเวลา ของมันเอง


ไม่น่าเชื่อ ว่าคน ๆ หนึ่งจะสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ ด้วยภาษาและเรื่องราวที่งดงาม ตระการตา มหัศจรรย์ และแฝงคุณธรรม ความดีงามของชีวิตไว้มากมาย


ผลตอบรับ (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)


ผลตอบรับต่องานของโทลคีนมีหลายระดับตั้งแต่ "แย่มาก" ไปจนถึง "ยอดเยี่ยม" แต่ส่วนใหญ่คำวิจารณ์จากสื่อต่าง ๆ จะเป็นไปในทางที่ดี บทวิจารณ์ในซันเดย์เทเลกราฟ (Sunday Telegraph) กล่าวว่า "นี่เป็นจินตนิยายที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในศตวรรษที่ยี่สิบ" นิตยสารซันเดย์ไทมส์ (Sunday Times) บอกว่า "ผู้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษในโลกแบ่งออกได้เป็นสองพวก คือ พวกที่อ่าน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ และ เดอะฮอบบิท แล้ว กับพวกที่กำลังจะอ่าน" และนิวยอร์กเฮอรัลด์ (New York Herald) ก็ลงความเห็นว่า "หนังสือจะเป็นที่นิยมอย่างมาก และจะอยู่ไปอีกนานยิ่งกว่าช่วงชีวิตของเรา"[16]


ส่วนคำวิจารณ์ในทางไม่ดีก็มีเหมือนกัน โดยจูดิธ ชูเลวิทซ์ (Judith Shulevitz) นักวิจารณ์จากนิวยอร์กไทมส์ กล่าวว่า "โทลคีน ทำให้เกิดความเชื่อผิด ๆ ในการเขียนวรรณกรรมแบบอนุรักษ์ ซึ่งจะทำให้วงการวรรณกรรมไม่ก้าวหน้า" และ ริชาร์ด เจนคินส์ (Richard Jenkyns) นักวิจารณ์จาก นิวรีพับลิค บอกว่า "นิยายเรื่องนี้ไม่มีมิติทางด้านจิตวิทยาเลย ทั้งเนื้อเรื่องและตัวละครต่างฉาบฉวย ไม่มีเนื้อมีหนัง"


แม้แต่เพื่อนในกลุ่มชมรมอิงคลิงส์ ของโทลคีนคนหนึ่ง คือ ฮิวโก ดีสัน (Hugo Dyson) ก็เคยบ่นเมื่อโทลคีนอ่านผลงานของตนให้สมาชิกกลุ่มฟังว่า "ให้ตายสิ! มีเอลฟ์บ้าโผล่มาอีกแล้ว" แต่ ซี. เอส. ลิวอิส สมาชิกอีกคนหนึ่งกลับบอกว่า "งานชิ้นนี้ เป็นความงดงามที่เฉียบคมราวคมดาบ ลุกโพลงเหมือนเหล็กเยือกเย็น เป็นหนังสือที่จะละลายหัวใจของคุณ" ถึงกระนั้น ภายใต้คำวิจารณ์มากมายเหล่านี้ หนังสือชุดปกอ่อนก็ขายหมดอย่างรวดเร็วทุกครั้งที่พิมพ์ในช่วงทศวรรษ 1960 แม้แต่ชุดปกแข็งก็ยังขายดีมาก


เมื่อปี พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) หนังสือชุด เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับรางวัลนิยายแฟนตาซียอดเยี่ยม จาก International Fantasy Award การได้พิมพ์เผยแพร่กับสำนักพิมพ์ Ace Books และ Ballantine ที่สหรัฐอเมริกา ทำให้หนังสือคงความนิยมอย่างสูงได้ตลอดช่วงทศวรรษ 1960 และติดอันดับหนังสือขายดีมาจนตลอดศตวรรษที่ 20 ในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) สถานีโทรทัศน์บีบีซี จัดสำรวจความนิยม "หนังสือในดวงใจ" ของประเทศอังกฤษ และ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ผลสำรวจในเยอรมนีและออสเตรเลียก็ปรากฏว่า เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ครองความนิยมอันดับหนึ่งที่ผู้คนชื่นชอบที่สุดเช่นกันนอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) เว็บไซต์อเมซอนดอตคอม เว็บหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้จัดสำรวจความนิยมของผู้อ่าน และ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับการโหวตให้เป็น "หนังสือยอดเยี่ยมแห่งสหัสวรรษ"






Free TextEditor

หนังสือเล่มนี้เดิมมีเพียงเล่มเดียวแต่ความหนาที่มากเกินไปจึงแบ่งออกเป็นตอน เนื้อเรื่องมีความยาวมาก ตัวละครหลายร้อยตัว มีเหตุการณ์ต่อเนื่องหลายศตวรรษ มีห้องสมุดในโลกของเขาให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเขาเองจนบ้างครั้งเราอาจหลงเชื่อไปว่า “มัชฉิมโลก” แห่งนี้ “มันเคยมีอยู่จริง”


ตอนที่ 1 มหันตภัยแห่งแหวน ฉบับที่อ่าน พิมพ์ครั้งที่ 9 /2545 (ม.ค.) 642 หน้า วางแผงครั้งแรกในอังกฤษ 1954 (ข้าพเจ้ายังมิเกิดเลย)
ตอนที่ 2 หอคอยคู่พิฆาต ฉบับที่อ่าน พิมพ์ครั้งที่ 1 / 2545 (มี.ค.) 529 หน้า
ตอนที่ 3 กษัตริย์คืนบัลลังก์ ฉบับที่อ่าน พิมพ์ครั้งที่ 1 / 2545(ต.ค.) 463 หน้า


ปี 1999 ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงกว่า 250,000เสียง ให้เป็นหนังสือยอดเยี่ยมแห่งสหัสวรรษ ความดีงามของหนังสือเล่มนี้ มีการเขียนและวิเคราะห์ออกไปได้เป็นหนังสืออีกหลายเล่ม มีการเรียนในห้องเรียน ในมหาวิทยาลัยถึงเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้
(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)ผลกระทบจากงานของโทลคีนต่อสังคมทำให้คำว่า "แบบโทลคีน" ("Tolkienian" และ "Tolkienesque") ถูกบรรจุลงในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ด

ความนิยมอย่างล้นหลามและยาวนานในหนังสือ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ยังเป็นจุดกำเนิดของงานเทศกาล ประเพณี ชมรม และสมาคมต่าง ๆ มากมาย โดยบรรดาผู้ชื่นชอบผลงานของเขา รวมทั้ง หนังสือในแง่มุมหลายหลากเกี่ยวกับตัวของโทลคีนหรืองานเขียนชิ้นต่าง ๆ ของเขา เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้สร้างให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่องต่องานศิลปะ ภาพวาด ดนตรี ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ เกม และวรรณกรรมชิ้นอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน มีการดัดแปลงนิยายเรื่องนี้ไปเป็นบทละครวิทยุ ละครเวที รวมถึง ภาพยนตร์หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ไตรภาคในระหว่างปี ค.ศ. 2001-2003 เป็นครั้งที่กระตุ้นให้เกิดกระแสความสนใจในผลงานของโทลคีนขึ้นมาอย่างสูงมากอีกครั้งหนึ่ง


J.R.R. Tolkien ย่อมาจาก John Ronald Reuel เป็นชาวอังกฤษ แต่ไปเกิดที่แอฟริกาใต้ ในปี ค.ศ. 1892 ประวัติและการใช้ชีวิตของเขา หล่อหลอมและนำไปสู่ หนังสือที่ยิ่งใหญ่ ที่ประกอบไปด้วย เทพนิยาย อำนาจ ความตาย การต่อสู้ การดำรงอยู่ของชีวิต มิตรภาพ ความสามัคคี ความรัก ความหวัง ความงดงาม และความละโมบ ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ปรัชญาและความเพลิดเพลิน เป็นนิทานสอนเด็ก และเป็นความจริงสอนผู้ใหญ่...และ.เป็นอย่างอื่นอีกมากมาย..เกินกว่าใครจะบรรยายได้หมด


ตอนเด็กหลังจากพ่อเสียชีวิต เขาถูกส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนคาทอลิก ในอุปการะของบาทหลวงพรานซิล ซาเวียร์ มอร์แกน ซึ่งภายหลังได้เป็นพ่ออุปถัมภ์ของเขาและน้องชาย ที่นี่เขาได้ศึกษาเรื่องราวของยุคกลางตามประวัติศาสตร์ที่แท้จริง นอกจากประวัติศาสตร์แล้ว เขายังได้เรียนรู้ วรรณคดี เทพนิยาย นิทานปรัมปรา เป็นต้น

หลังจากแม่เสียชีวิตลง เขาได้เริ่มคิดภาษาขึ้นมาใช้เองในหมู่เพื่อนของเขา ไม่น่าเชื่อว่าเขาประดิษฐ์ภาษาขึ้นมาตลอดชีวิตได้ถึง 12 ภาษาที่สามารถใช้ได้ในชีวิตจริง เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาได้สมัครไปเป็นทหาร และสูญเสียเพื่อนสนิทไปในสงคราม กลับจากสงคราม ไปเป็นครูสอนภาษาที่มหาวิทยาลัยลีดส์ และเป็นศาสตราจารย์ด้านภาษาที่ออกช์ฟอร์ด ที่นี่เองที่เขาได้ให้กำเนิด “ฮอบบิทคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในรูแถวนั้น” บนหน้ากระดาษว่างเปล่าของผู้เข้าสอบคนหนึ่ง หลังจากนั้นมา 17 ปี ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ก็ออกสู่พื้นพิภพ เขาแต่งงานกับอีดิธ แบรทท์ มีลูกชาย 3 คน และชอบเล่านิทานที่แต่งขึ้นเองให้ลูก ๆ ฟัง เขาเสียชีวิตในปี 1973 ทิ้งผลงานอมตะไว้มากมาย


The Hobbit
Leaf by Niggle
ON Fairy-Stories
Farmer Giles of Ham
The Homecoming of Beorhtnoth
The Lord of the Rings
The Adventures of Tom Bombadi
The Road Goes Ever On (with Donald Swann)
Smith of Wootton Major
The Silmarillion
The Father Christmas Letter


(ข้อมูลจากหนังสือ ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ภาค1, แผนที่มิดเดิร์นเอิร์ล:จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)


โปรดจำไว้ว่า "ความกล้าหาญจะพบได้ในที่ที่ไม่นึกฝัน" และ "ความหวังยังมีอยู่" อีกชั่วฮอบบิทกินข้าวเสร็จ จะได้นำเรื่องราวในภาค 1 มหันตภัยแห่งแหวนมากล่าวไว้ใน group "อภิมหาหนังสือเล่มหนึ่ง" ...







Free TextEditor

หมายเหตุ แผนที่มิดเดิร์นเอิร์ล: http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/5/59/Middle-earth.jpg

ฝากชื่อ ทักทายกันคะ







Free TextEditor



Free TextEditor




 

Create Date : 03 ตุลาคม 2554    
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:20:08 น.
Counter : 1314 Pageviews.  

ชายเฒ่ากลางทะเลลึกThe Old Man And The Sea:เราได้อะไรจากการตกปลาของชายชราคนหนึ่ง



เฮ็มมิงเวย์ เขียน
อาษา ขอจิตต์เมตต์ แปล
สำนักพิมพ์แสงดาว


มีคำกล่าวถึงไว้ว่า “เป็นเรื่องที่เขาแทรกปรัชญาความคิดไว้อย่างล้ำเลิศ”


หลังจากที่อ่านเรื่องนี้จบไป ข้าพเจ้าก็ยังสงสัยว่าทำไมหนอ ผู้คนจึงยกย่องเรื่องนี้นัก


ผ่านไปอีกหลายวัน (สำหรับข้าพเจ้ามันช่างนานนักที่จะเข้าใจหนังสือเล่มนี้...ได้เพียงบางส่วนเท่านั้นเอง) ข้าพเจ้า อยู่ระหว่างทางกลับจากการทำงานด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย ฝนตกจนอากาศเป็นสีขาว และแสงไฟจากรถที่สาดซ้าย สาดขวาก็ร้ายกาจพอ ๆ กับการประชุมที่แสนจะตึงเครียด กรุ่นโกรธ มาทั้งวัน จนฉันพูดขึ้นมาว่า “ฉันเกือบจะมาถึงจุดขาดปึ๋งแล้วนะ” จนเมื่อได้มาพบกับร้านอาหารเพียงร้านเดียวในซอยก่อนถึงบ้าน ในยามดึกสงัด แต่เสียงท้องร้องนั้นหอนโหยเหลือเกิน ป้ายดำ ๆ ที่หน้าร้าน “ร้าน...ปิด...แล้ว” ข้าพเจ้าก็คิดขึ้นมาว่า “การมาถึงของจุดขาดปึ๋งเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า” นี่มันเป็นตัวอักษรในหนังสือเล่มบาง ๆ ที่โผล่ออกมาในยามดึกสงัด และโดดเดี่ยวของข้าพเจ้า เป็นการชักนำและติดอยู่ในสมองหลังจากได้อ่าน "การต่อสู้กลางทะเลกว้างของปลาที่ยาวกว่าเรือกับสายเบ็ดที่ตึงจนเกือบจะขาดปึ๋งในมือของชายแก่คนหนึ่ง"


มันเป็นเรื่องของ คุณตาคนหนึ่ง ที่ในหนังสือ เรียกแกว่าชายเฒ่า ปัจจุบัน อยู่อาศัยในหมู่บ้านชาวประมง ตัวคนเดียว กับ บ้านหลังเล็ก เรือ 1 ลำ เตียง 1 หลัง หมอน 1 ใบ ที่ตอนกลางวันมันคือกางเกงของแก กับเครื่องยังชีพเพียงนิดหน่อย ส่วนเด็กหนุ่มลูกศิษย์ของแก ซึ่งพ่อแม่ของเขาไม่อนุญาตให้ออกทะเลกับคุณตาอีก เพราะว่าคุณตาไม่สามารถหาปลาได้ ซึ่งก็หมายถึง ไม่มีเงินจากขายปลานั่นเอง ยังไงเสีย เด็กหนุ่มก็ให้ความเคารพนับถือคุณตา และวนเวียนแวะเอาอาหาร หนังสือพิมพ์มาให้แก มาพูดคุยและอาทร เป็นทั้งลูกศิษย์และลูกหลาน


84 วันก่อน ที่ออกทะเลโดยไม่ได้ปลา
40 วันแรกที่ ออกทะเลไปพร้อมกับเด็กหนุ่มและไม่ได้ปลากลับมา
และ 44 วันต่อมาที่ ออกทะเลไป..เพียงคนเดียว..พร้อมกับหัวใจและบางสิ่ง...แล้วกลับมาโดยไม่ได้ปลา...เช่นเดิม


เช้าตรู่วันที่โชคดีกำลังจะมาถึง..ก็เป็นวันเหมือนเช่นเดิม..ในการออกทะเล
ระหว่างการเดินทาง และระหว่างการค้นหา การต่อสู้กับปลาและต่อสู้กับตัวเอง


ความคิด และการกระทำ ของคุณตา อายุเยอะ ๆ คนหนึ่งที่ยืนหยัดอย่างเด็ดเดี่ยวเพียงลำพัง บนเรือลำน้อย ใต้ท้องฟ้างาม และท่ามกลางทะเลกว้างใหญ่...พร้อมกับความล้มเหลว 84 วันที่ไม่ได้ปลา...อย่างไรเสีย...วันที่ปลา...พบคุณตาก็จะมาถึงในสักวัน...


ข้าพเจ้าจะไม่ขอกล่าวถึง ความนึกคิดที่ย้อนไปในอดีตที่รุ่งเรื่องของแกเกี่ยวกับ วัยฉกรรจ์ อันสง่างามและห้าวหาญ ซึ่งในบางครั้ง ก็ทำให้ข้าพเจ้าก็หวนนึกย้อนไปในอดีตที่เลอะเทอะของตัวเองเหมือนกัน ถึงมันจะไม่น่าเกรงขามเช่นคุณตา แต่ก็ตรึงใจสำหรับตัวข้าพเจ้าเอง...คงจะเช่นเดียวกับคนอื่น...ยามตกอยู่ในความเวิ้งว้างและว่างเปล่า


ตัวอย่างบางข้อความจากความคิดของคุณตา ก่อนที่ปลา...ตัวใหญ่ที่สุด...จะกินเบ็ด


“นกมีชีวิตแร้นแค้นกว่ามนุษย์ ยกเว้นนกร็อบเบอร์และนกตัวโตและแข็งแรง ทำไมจึงสร้างนกมาให้แบบบางและเล็กจิ๋ว เช่นนกนางแอ่นทะเล ในเมื่อมหาสมุทรแสนโหดร้ายและทารุณ? มหาสมุทรเมตตากรุณาและสวยงาม แต่มันเปลี่ยนเป็นแสนโหดร้ายทารุณได้อย่างปุบปับ และนกเล็ก ๆ เหล่านี้พากันบินเฉี่ยวลงบนพื้นทะเลเพื่อหาอาหาร พร้อมกับร้องเสียงค่อย ๆ และเศร้า เป็นเสียงกระจ้อยร่อยเมื่อเปรียบทะเลกว้างใหญ่ไพศาล”


“ฉันรักษาระยะเบ็ดแต่ละอันได้ถูกต้องแน่นอน เพียงแต่ฉันไม่มีโชคเสียเลยเท่านั้น แต่ใครจะรู้? โชคอาจจะมาหาฉันวันนี้ ทุกวันเป็นวันใหม่ การมีโชคเป็นของดีอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างไร ๆ ฉันจะต้องให้เบ็ดอยู่ในความลึกที่ไม่ผิดพลาด ครั้นแล้วเมื่อโชคดีมาหาฉันพร้อมที่จะต้อนรับ”


เมื่อปลากินเบ็ดแล้ว..ปลายักษ์ อยู่ใต้น้ำและว่ายน้ำไปเรื่อย..โดยไม่โผขึ้นมา


“ฉันทำอะไรมันไม่ได้และมันก็ทำอะไรฉันไม่ได้ เขาคิด แต่มันจะทำอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้เช่นเดียวกัน”


“เพราะมันโดนฉันล่อลวงให้กินเหยื่อที่มีเบ็ดอยู่ข้างใน จึงจำเป็นที่มันจะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง...มันเลือกอยู่ใต้น้ำลึกดำมืดเพื่อพ้นจากบ่วงทั้งหมด กับทุกชนิดและทุกการล่อลวงทุกอย่าง ส่วนฉันเลือกไปข้างหน้าเพื่อพบมัน ซึ่งไม่มีใครทั้งนั้นสามารถเข้าถึงตัวมัน ไม่มีใครทั้งนั้นในโลกนี้เข้าถึงตัวมัน เป็นอันว่าเราร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นและได้กระทำมาตั้งแต่เที่ยงวัน และไม่มีผู้ใดช่วยเหลือเราทั้งสองฝ่าย”


แม้แต่ช่วงหนึ่งของการยื้อกันของคุณตากับปลายักษ์


มีนกทะเลตัวหนึ่งบินมาเกาะที่เรือ คุณตาบอกว่าเจ้านกตัวนี้มันพักเหนื่อยจากการเดินทางไกล เมื่อมันบินจากไป ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นคำอำลาจากแก “แกอยู่ไม่นานเลย...แต่แกจะไปทางไหนก็เถอะ มันมีแต่ความไม่ราบรื่นจนกว่าแกจะไปถึงฝั่ง”


เมื่อคุณตาเห็นเครื่องบิน “ฉันสงสัยจริงว่าทะเลมีรูปร่างอย่างไรหนอถ้าได้มองจากที่สูงอย่างนั้น? คนอยู่ในเรือบินสามารถเห็นปลาได้ดีถ้าไม่บินสูงเกินไป...”


“ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร....แต่ฉันจะลองพยายามอีกครั้ง.....(ทุกครั้งที่พยายามการฉุดปลาจนตะแคง แต่สุดท้ายปลายักษ์ก็จะทรงตัวได้และว่ายออกไป...) ฉันจะลองพยายามอีกครั้ง ชายเฒ่าให้คำมั่นแก่ตัวเอง....เขาลองพยายามอีกครั้งและผลเช่นเดิม....ฉันจะลองพยายามอีกครั้ง”


ระหว่างทางกลับสู่ชายฝั่งและหมู่บ้านพร้อมปลายักษ์


“เจ้าปลาครึ่งตัว” “แกยังคงเป็นปลาอยู่นั่นเอง ฉันเสียใจที่ออกไปห่างฝั่งมากเกินไป มันทำให้เราป่นปี้ด้วยกัน...”



หมายเหตุ : ชื่อหนังสือ ชายเฒ่ากลางทะเลลึก หรือ เฒ่าผจญทะเล ==================================================================


เราจะรู้สึกเช่นไร หากว่าได้ทำทุกวิถีทางแล้วในการต่อสู้กับบางสิ่ง และได้ครอบครองด้วยหัวใจอันพองโต...แล้วเพียงไม่นาน...เราก็ต้องสูญเสียมันไป...แม้ว่าเราจะพยายามยื้อยุดมันไว้...ครั้งแล้วครั้งเล่า..ในที่สุดเราก็พ่ายแพ้...และยอมจำนน...เราจะยังคงยืนนิ่งถือหางเสือเรือ..นำพาชีวิตเราให้เดินต่อไปได้อย่างไร...เมื่อซากของความพ่ายแพ้นั้นยังคงอยู่เคียงข้างเรามาตลอดเส้นทาง...ที่มืดมน...






Free TextEditor

ฝากชื่อ ทักทายกันคะ







Free TextEditor




 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2560 16:50:18 น.
Counter : 3 Pageviews.  

1  2  

normalization
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




"ขอทุกท่านจง ปกติ สุข ในทุกวัน"
วันแรกสร้าง : 25 กุมภา.54


ในส่วนของข้อธรรมะที่นำมาเสนอไว้ในที่นี้ ไม่ได้มีเจตจำนงในการถือตนว่าเข้าใจในหลักธรรมนั้นดีแล้ว เพียงแต่เป็นช่องทางให้ผู้ที่ชื่นชอบ สนใจ ได้มองผ่าน หรือ สัมผัส กับสิ่งที่ผู้เป็นต้นเรื่องแห่งความรู้นั้นได้เคยบันทึกไว้เท่านั้น หากเพียงเกิดผลดีกับผู้ใดแม้เพียงสักแม้ชั่วลมหายใจเข้าและออก ข้าพเจ้าผู้นำมาแสดงไว้ต่อก็รู้สึกยินดีแล้ว แม้ว่าข้าพเจ้าเองอาจจะไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง อย่าว่าแต่ปฏิบัติเลย ยิ่งอยู่เป็นบัวใต้น้ำมากกว่า

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ.2539
ห้ามมิให้มีการทำซ้ำ คัดลอกหรือลอกเลียน ทั้งภาพถ่ายและ/หรือข้อความต่างๆไปใช้และ/หรือเผยแพร่ ในเชิงพาณิชย์ การค้าหรือหาประโยชน์ทางธุรกิจ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง,การศึกษา
free counters สำหรับธงขอขอบคุณ blog paradijs
New Comments
Friends' blogs
[Add normalization's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.