อ่านหนังสือ แล้วออกเดินทาง หรือ ออกเดินทาง แล้วอ่านหนังสือ - นาน นาน ที บล๊อก - ยินดีที่ผ่านมาพบนะ
Group Blog
 
All Blogs
 

ความลับสุดท้าย มหาวิหารศักดิ์สิทธ์The Last Secret Of The Temple

By PAUL SUSSMAN

แปลโดย วาดินี

 

สนพ.นกฮูก

 

 

  

 

 

“ช่วยเราด้วย สารวัตร จากมุสลิมคนหนึ่งถึงอีกคนหนึ่ง จากคนหนึ่งถึงอีกคนหนึ่ง ได้โปรด ช่วยเราด้วย”

 

คำขอร้องที่อาจมาพร้อมความสุขสงบหรือเสียงระเบิด อย่าเพิ่งเลือกข้าง...หรือตัดสินใจ...หากยังไม่ได้อ่านมัน

 หนังสือนวนิยานสืบสวนสอบสวนฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับประวัติกาสตร์ ศาสนา ความเชื่อ บนดินแดนทะเลทราย เชื่อมโยงแผ่นดิน ผู้คน อิสราเอล อียิปต์ และ ปาเลสไตน์

  

ผู้เขียนเริ่มเรื่องด้วยการชักจูงเราด้วยประวัติศาสตร์การเข้ายึดครองเยรูซาเลม จากโรมัน ใน ค.ศ. 70 การถอยร่นของชาวยิว พร้อม “บางสิ่ง” ที่สำคัญและต้องได้รับการปกป้อง พร้อมปริศนากับคนที่ถูกเลือก

“ประการแรก...น้องคนเล็กที่สุดในสิบสองคนจะมาพร้อมกับเหยี่ยวในมือ ประการที่สอง...บุตรของอิชมาเอลและไอแซ็กจะยืนเคียงกันฉันมิตรในวิหารแห่งพระเจ้า ประการที่สาม...สิงโตและแกะจะรวมเป็นหนึ่งเดียวโดยมีเปลวไฟรอบคอ เมื่อสิ่งเหล่านี้มาถึง ก็จะถึงเวลานั้น” หน้า 22

 

 และอีกครั้งที่ในค่ายกักกันชาวยิวของนาซีในปี ค.ศ. 1944 หย่อนเบ็ดความสงสัยด้วยการตายของชาวยิว 4 คนหลังทำภารกิจบางอย่างเสร็จสิ้น

  

ในภาคปัจจุบันผู้เขียนเริ่มต้นด้วยเหตุฆาตกรรมในอิยิปต์ การสืบสวนที่ค่อย ๆ สร้างความงุนงนให้กับเรา และลุ้นระทึกกับฉากและเหตุการณ์ที่สมจริง บนถนนในอิสราเอล และในพื้นที่ของปาเลสไตน์ ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการตามหาเบาะแสและคลี่คลายคดีล้วนมีความเชื่อ ความแค้นเป็นของตัวเอง เมื่อคดีชี้นำไปสู่เบาะแสทางประวัติศาสตร์ ศาสนา ระหว่างการสืบสวนและท้ายที่สุดของการค้นหาความจริง ความจริงซึ่งอาจสั่นคลอน ทำลายความเชื่อความศรัทธา ความลับที่ถูกปกปิดและส่งต่อ มันจะเป็นอาวุธทำลายล้าง หรือสร้างความศรัทธาให้เป็นหนึ่งเดียว....

สาเหตุการตายของหญิงชาวยิว เกี่ยวข้องกับการตายของชาวต่างชาติสัญชาติอียิปต์หรือไม่

ตำรวจอียิปต์ผู้สืบสวนการตายของชาวยิว ผู้ที่ต้องรอขอความช่วยเหลือจากตำรวจอิสลาเอล

ปริศนาความลับที่หญิงชาวยิวค้นหาและต้องการเปิดเผยคืออะไร

นักข่าวอิสระปาเลสไตน์ผู้ได้เบาะแส “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่ถูกเก็บซ่อน จะต้องร่วมมือกับตำรวจอิสลาเอลเพื่อช่วยคลีคลายปมปริศนาฆาตรกรรมหญิงชาวยิวคนหนึ่ง...แต่อาจต้องเปิดเผย “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่ชาวยิวคนหาเพื่อทำลายล้างชาวมุสลิม

เขาเหล่าจะสามารถรวมมือกันเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตายไปแล้วได้หรือไม่....บนความโกรธ เกลียด และความขัดแย้งที่รายรอบตัว

ตัวละครหลักคือ ตัวแทนจากมุสลิมกับยิว ที่ต้องร่วมมือกัน ต่อสู้กัน ท่ามกลางการสมคบคิด การหลอกล่อ ความหวาดระแวง และไม่ไว้วางใจ

- เพียต เจ่นเซ่น บุคคลลึกลับชาวต่างชาติที่นอนตายบนพื้นทรายในดินแดนอียิปต์

  - ฮันนาห์ ชเลเจล หญิงชาวยิวถูกฆาตกรรมเมื่อนานมาแล้ว แต่คดียังตามหลอกหลอนตำรวจผู้ร่วมกันปิดคดีด้วยการสังเวยผู้บริสุทธิ์

 - คาลิฟา ตำรวจอียิปต์ชาวมุสลิมผู้อยู่ในบ่วงแห่งความสงสัย และรู้สึกผิดกับคดีฆาตกรรมในอดีต

  - เบน รอย ตำรวจอิสลาเอล ชาวยิว ผู้ทนทุกข์กับการจากไปของคู่หมั้นในเหตุระเบิดพลีชีพของปาเลสไตน์(มุสลิม)

  - อัลมูลาธาม ผู้นำปาเลสไตน์หัวรุนแรง ผู้สั่งการระเบิดพลีชีพ

  - บารุก ฮาร์ไซออน ผู้นำกลุ่มยิวที่ตอบโต้อัลมูลาธาม

 และ อัล มาดนี นักข่าวอิสระชาวปาเลสไตน์ผู้สูญเสียพ่อท่ามกลางความขัดแย้ง และตกอยู่ในหลุมแห่งความเศร้าโศกเช่นเดียวกับ เบนรอย ตำรวจชาวยิว..แต่ให้ผลที่ต่างกัน

 

ถึงตอนจบของเรื่องจะไม่ได้จบแบบ “แล้วเราก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป” แต่ผู้เขียนก็ได้ให้ความหวังรำไร แต่ทว่าเรืองรอง แลในทางเดียวกันย่อมต้องมีความสูญเสียจากความขัดแย้งที่ไม่อาจเลี่ยงได้ ผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งเพียงพอที่จะยอมรับและมั่นคงในสิ่งที่ดีจริง ๆ อาจจะยังชีวิตอยู่ได้(หรือไม่)ท่ามกลางความเกลียดชัง

 

ความคิดเห็นของฉัน

 : หนังสือสนุก น่าติดตาม มีอดีตคอยโผล่มาให้สงสัย กับปัจจุบันของความขัดแย้งทางศาสนา การเมือง มีการตัดสลับฉากการสืบสวนของหลายคนทำให้ตื่นเต้นระทึกดี บางเวลาทำให้คิดไปว่ามันเป็นเรื่องจริงที่ถูกปกปิดเพราะมันมีเหตุการณ์จริงในปัจจุบันคู่กันไปเสมอ ซึ่งอาจทำให้เราหลงเลือกข้างไปได้โดยง่าย                   

: อย่างไรก็ตามในฐานะคนที่อยู่ในพุทธศาสนามาตั้งแต่เกิดจนเกือบแก่...ก็มีข้อโต้แย้งในบางแนวคิด เช่น ที่คุณซากีร์พูดในหน้า 270 “จำไว้นะ สารวัตร มีแสงสว่างและมีความมืด อิสลามและก็พวกที่ไม่ใช่อิสลาม ไม่มีทางสายกลาง ถึงเวลาที่คุณต้องเลือกแล้ว” ผู้นำชากีร์/ แต่...ทางสายกลางมีเสมอถ้าจิตใจเราเข้มแข็งพอที่จะเลือก

; หลังจากอ่านจบ สิ่งแรกที่นึกถึงคือ อุปทาน การหลงทางอยู่ในความยึดติดในหลายรูปแบบ

; การทำลายชีวิตผู้อื่นไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตามพิสูจน์แล้วว่า จะนำมาซึ่งความเสียใจของผู้ที่รัก ครอบครัวของผู้สูญเสีย ไม่ว่าเขาจะนับถือสิ่งเดียวกับเราหรือไม่...สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา...น้ำตาและระเบิดจะไม่จางหาย ความเคียดแค้นที่เพิ่มขึ้น และสงครามจะไม่มีวันจบ ความสูญเสียมันมากเกินกว่าชั่วชีวิตเรา หรือลูกหลานเราจะได้รับ ชั่วชีวิตที่เราควรใช้เพื่อความสุข ความสงบของจิตใจกลับต้องเสียไปด้วยความเร่าร้อน หวาดกลัว โกรธเคือง และลุ่มหลง

 

 

 และอย่าลืมว่า...หนังสือเล่มนี้...เป็นนวนิยาย...ค้นหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นบทเรียนและไม่ให้โทษแก่ผู้ใด

   

 




 

Create Date : 06 กันยายน 2555    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2556 12:21:32 น.
Counter : 465 Pageviews.  

ถนนหนังสือสายคาบูล-TheBooksellerOfKabul-สงครามอัฟกานิสถานบันทึกอดีตและปัจจุบัน

จิระนันท์พิตรปรีชาแปล, Asne Seierstad เขียน, สำนักพิมพ์มติชน

คงจะไม่แปลก ถ้าในอีกสิบปีข้างหน้า หนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นหนังสืออิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญเล่มหนึ่งของโลก

 

 

(รูปปกหนังสือจาก สำนักพิมพ์ มติชน http://www.matichonbook.com/index.php/non-fiction/civil/the-bookseller-of-kabul.htmlhttp://www.matichonbook.com/index.php/non-fiction/civil/the-bookseller-of-kabul.html)

ไม่เพียงแต่เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องสงครามในเมืองคาบูล อัฟกานิสถานเท่านั้น ยังเต็มไปด้วยแหล่งเรียนรู้ วัฒนธรรม วิถีชีวิต จากตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริง ในพื้นที่จริง ...พื้นที่แห่งความขัดแย้งทางศาสนา ความเชื่อและระบอบการปกครอง อีกนานหลายปีข้างหน้า หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่ถูกใช้ค้นหาความจริง และเรียนรู้จากคนรุ่นถัดไป จากคำบอกเล่า และการบันทึกข้อมูลของนักข่าวสงคราม ถึง “ครอบครัวคาน” สุลต่านคนขายหนังสือชาวอิสลาม และครอบครัวของเขา ทั้งหญิง ชาย เด็ก และผู้สูงอายุ ผู้ผ่านสงครามมาตั้งแต่ยุค สงครามระหว่างชนเผ่า, รัสเซีย, มูจาฮิดีน, และ ตาลีบัน...ชื่อที่จะไม่ถูกลืมในยุค ศต.ที่20 เราจะได้เห็นภาพบ้านเมือง แม่น้ำ ทุ่งหญ้า ก่อนสงคราม ระหว่างสงคราม และหลังสงครามในเมืองอัฟกานิสถาน

 

เราจะได้รู้จักชีวิตของเด็กหญิงที่เกิดมาเพื่อรับใช้ แต่งงาน รับใช้ และตายไป

 

เราจะได้เห็นรูปแบบการปกครองในบ้านแบบเบ็ดเสร็จ พร้อมๆกับเส้นทางการบากบั่นต่อสู้ก่อร่างสร้าง “ร้านหนังสือ”ของ สุลต่านคานกับผู้ปกครองรัฐ

และการปฏิบัติตนให้เป็นทั้งลูกแกะ และหมาป่า ของสุลต่านคานสุลต่านคานกับหมาป่าและลูกแกะของเขา

เราจะได้เห็นฉากงานแต่งงานในหมู่บ้านที่เหลือแต่ซากจากปืนใหญ่ ลูกระเบิด และปืนกล เราจะได้รู้จัก ความคิดของเด็กๆ ...และแววตา ใน “หัวใจที่แตกสลาย”

 

แน่นอนว่า เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้เห็น น้ำตา จากผู้อดยาก เหยื่อชิ้นน้อยๆ แต่มีหลากหลายชิ้นจาก “สงคราม” แยกชิงแผ่นดินอัฟกานิสถาน

และเราจะได้เห็นมากกว่าที่เคยได้เห็นในภาพข่าวสงครามอัฟกัน

 

 

 

 

 

 

 

หน้าที่ 36 การสู้รบอันดุเดือดระหว่างฝ่ายต่างๆ ในกลุ่มกองกำลังมูจาฮิดีน ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเกือบห้าปี ครึ่งหนึ่งของนครคาบูลก็เหลือเพียงซากปรักหักพัง ประชาชนต้องสังเวยชีวิตไปถึง 50,000 ครน แล้วในรุ่งอรุณของวันที่ 27 กันยายน 1996 ชาวคาบูลก็ตื่นขึ้นมาพบกับความเงียบสงัดอย่างน่าพิศวง เย็นวันก่อนนั้น กองทัพของอาห์เหม็ด ชาห์ มาชุด ได้เคลื่อนพลหลบหนีออกไปทางทุ่งปานเชอร์แล้ว

      

ที่มา :

http://202.129.0.133/createweb/00000//00000-303/pic2.jpeg     

 

หน้าที่ 155 มานซูร์ (ลูกชายของสุลต่านคาน) ยืดคอมองจนเมื่อย เขาไม่เคยเห็นท่านผู้นำมาก่อน (ฮามิด การ์ซาอี)...เขาเคยสนับสนุนตาลีบันในระยะแรกแล้วต่อมาได้ใช้ฐานะผู้นำชนเผ่ารวบรวมกำลังต่อต้านอำนาจรัฐตาลีบัน เมื่ออเมริกาส่งเครื่องบินมาถล่ม เขาเสี่ยงชีวิตควบจักรยานยนต์ตระเวนไปตามแหล่งขุมกำลังตาลีบัน เพื่อเกลี้ยกล่อมผู้นำของแต่ละกลุ่ม ว่ายุคของตาลีบันได้สิ้นสุดลงแล้ว และทุกๆ ฝ่ายควรวางอาวุธหันมาปรองดองกัน กล่าวกันว่าครั้งนั้นเขาได้รับการยอมรับนับถือเพราะความกล้ามากกว่าความคิด... หน้าที่ 156 คำปราศรัยของ ฮามิด การ์ซาอี ”คนพวกนั้น จะทำลายศิลปวัฒนธรรมของเรา ทำลายประเพณีอันดีงามของเรา และจะทำลายความเป็นอิสลามของเรา” “ตาลีบันทำให้อิสลามต้องมัวหมอง ทำให้บ้านเมืองล่มจมด้วยการหาเรื่องต่อสู้กับชาติอื่นๆ ทั่วโลก แต่เรารู้ดี...รู้ว่าอิสลามคือความสงบสันติ วันขึ้นปีใหม่ที่เราฉลองกันวันนี้ มีจุดเริ่มต้นในปี 1381 ...เราจะสืบทอดเจตนารมณ์นั้นด้วยการทำให้สังคมของเรามีความผาสุกรุ่งเรืองต่อไป ขณะนี้เราได้รับการยอมรับจากทั่วโลกแล้ว และสักวันหนึ่ง...วันข้างหน้า...เราจะต้องเป็นประเทศที่ช่วยเหลือชาวโลกได้ด้วย” เขาประกาศก้อง มหาชนไชโยโห่ร้องแสดงความพอใจ “เราะเนี่ยนะ มานซูร์พึมพำ “...จะไปช่วยชาวโลก

 

 

 

 

หน้าที่ 250 นักข่าวหนุ่ม “บ๊อบ” กับล่าม “ทัชเมียร์” และ “พัดชา ข่าน” ผู้ว่าราชการจังหวัดภัคติยะ ผู้มีบทบาทสำคัญในระบบข่าวกรองสหรัฐ หน้าที่ของ พัดชา คือสืบหาที่ซ่อนของกองกำลังตาลีบันและอัลกออิดะห์แล้วรีบรายงานฝ่ายอเมริกัน เขาได้โทรศัพท์มือถือผ่านดาวเทียม...ทุกครั้งที่เขาโทร.ไปรายงานความเคลื่อนไหวของอัลกออิดะห์ ฝ่ายอเมริกันจะระดมสรรพกำลังมาจัดการกับหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้ ยิงถล่มขบวนหัวหน้าเผ่าที่กำลังเดินทางไปร่วมพิธีสาบานต้นับตำแหน่งผู้นำประเทศของการ์ซาอี กราดกระสุนใส่งานเลี้ยงหรือคนที่นั่งคุยกันอยู่ในบ้าน กระทั่งพวกที่สนับสนุนอเมริกาก็ยังโดน ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอัลกออิดะห์แม้แต่น้อย แต่ทุกกลุ่มที่ตกเป็นเป้มการโจมตีมีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการเป็นศัตรูคู่อริกับพัดชา ข่าน หน้าที่ 256 นักข่าวหนุ่ม “บ๊อบ” กับล่าม “ทัชเมียร์” และ “คามาล ข่าน” น้องชายคนเล็กของ พัดชา คามาล ข่าน หนุ่มหล่อวัยยี่สิบเศษยืนยันแข็งขันว่า ตระกูลข่านมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะปกครองจังหวัดนี้

 

“มวลชนอยู่ข้างเรา เราจะสู้ไว้ลายจนเลือดหยดสุดท้าย อำนาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ” เขาพูดหน้าตาย “ประชาชนต่างหากล่ะ...เรามาตามคำเรียกร้องของประชาชน ประชาชนต้องการเรา และสมควรมีผู้นำอย่างเรา เราแค่ทำตามคำเรียกร้องเท่านั้น”

 

 

 

รูปภาพจาก wikipedia (พระพุทธรูปบาบิยันที่ถูกทำลายโดยตาลีบัน หนึ่งในอีกหลายชิ้นประวัติศาสตร์โลกที่ถูกทำลาย)

   

 

หน้าที่ 19 Migozarad ! (มันจะต้องผ่านพ้นไป) ข้อความบนฝาผนังร้านน้ำชาแห่งหนึ่งในนครคาบูล

 

 __________________________________________________________________________________________

คงจะไม่แปลก ถ้าในอีกสิบปีข้างหน้า หนังสือนิยายที่เขียนจากนักข่าวสงครามโดยการสัมภาษณ์ประชาชนในแผ่นดินอัฟกานิสถานเล่มนี้จะกลายเป็นหนังสืออิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญเล่มหนึ่งของโลก...

___________________________________________________________________________________________

แผ่นดินทุกแผ่นดินย่อมมีประวัติศาสตร์ยาวนานแตกต่างกัน แต่ทุกแผ่นดิน ย่อมมีทั้งความสุขและความทุกข์ ชั่วแต่ว่าแผ่นดินไหนกันที่มีความสุขมากมายพ้นทวี ส่วนแผ่นดินไหนหนอที่ความทุกข์ถาโถมครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งจากคนภายนอก ภายใน ประเทศ ไม้เว้นแม้แต่คนในครอบครัวเดียวกัน... อัฟกานิสถานก็เป็นแผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้ชาติใด ตั้งแต่ 1,457 ปีก่อนพุทธศักราช ผ่านยุคสมัยของชาวอารยัน,เปอร์เซีย, ชาวเมเดีย ชาวกรีก ชาวเมารยะและชาวแบกเทรีย ราชวงศ์เมารยะจากอินเดีย และแม้แต่เจงกิสข่าน ผู้ครอบครองดินแดนมากที่สุดในโลกก็ยังเคยยืน...บนแผ่นดินนี้ ประเทศผู้เคยใช้ทั้งระบอบการปกครองแบบกษัตริย์, คอมมิวนิสต์, ศาสนา และสาธารณรัฐอิสลาม ได้เรียนรู้ทั้งพุทธศาสนา,คริสต์ และอิสลาม เหตุไฉนกันอาณาจักรที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ความเจริญรุ่งเรืองทางความรู้ จึงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง การเข่นฆ่า การสู้รบมากมายเช่นนี้ในปัจจุบัน หรือว่าการถูกครอบครองจากหลากหลายความเชื่อ อาจทำให้เกิดการฝังรากลึกของแนวคิด วิถีชีวิต จนไม่อาจผสมให้กลมกลืมกันได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง...จะมีสิ่งใดกันที่ช่วยผสมความแตกต่างเหล่านี้ให้เกิดการอยู่รวมบนแผ่นดินเดียวกันได้อีกครั้ง..... ถ้าเพียงเพราะแนวคิดที่แตกต่างกันเพียงอย่างเดียว จะส่งผลต่อการสู้รบ เอาชีวิตซึ่งกันและกันอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นนี้หรือ หรือเป็นเพราะศาสนา หรือเป็นเพราะระบอบการปกครอง หรือมันจะเป็นเพียงเรื่องผิวเผินง่าย ๆ แค่คำว่า “อำนาจ” ข้าพเจ้าก็ไม่อาจรู้...มันคงยากเกินความเข้าใจของข้าพเจ้า หรือไม่...มันก็คงเป็นไป...ตามทางของมัน ก็ได้แต่หวัง...อย่าให้แผ่นดินใดต้องผ่านทุกข์โศกของสงครามยาวนานขนาดนี้เลย...

 

ความสุขก็เช่นเดียวกัน

 

 

 

 สันติภาพที่แท้จริงไม่อาจยั่งยืนได้ด้วยการบังคับ

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2556 12:22:19 น.
Counter : 421 Pageviews.  

เรื่องธรรมดาเขียนโดย ชาติ กอบจิตติ : เรื่องสั้นแสบๆคันๆสะท้อนสังคมและตัวตนของสังคมเมือง



ฉบับที่อ่าน พิมพ์ครั้งที่ สิบสาม (มีนาคม 2543) สำนักพิมพ์หอน  / ปกใน มันเขียนไว้ว่า: เสียงร้องแห่งวรรณกรรมของชาติ
(เจ็บปวด รวดร้าว จริง ๆ เลย)


เรื่องสั้น หน้า 95 หน้า (หน้าเล็ก ๆ มันน่าจะเป็น a6 อะนะ) ปีที่พิมพ์ได้รับการแปลเป็นภาษา จีน ฝรั่งเศล มลายู
ดำเนินเรื่องโดยการ  
“เล่าเรื่อง” โดยผู้เล่า แทรก ความคิด อารมณ์ ที่แสบสัน และกระแทก ทะลุทะลวงเข้าไปในก้น
หลืบของสามัญสำนึกเลยทีเดียว
เหมือนถูกตบหน้าให้ชาแล้วชาอีก...


ตัวละครหลักและผู้สังเกตการณ์ หรือผู้คนในสังคม หรืออาจจะเป็นเราก็ได้ในหนังสือเล่มนี้
ยาย
:: ผู้ดูแลห้องเช่าไม้เก่า ๆ ในซอยแคบของเมืองใหญ่ / หญิงแก่ที่ชอบคุย ชอบพูดกับคนในบ้านเช่า เช่นคนไทยในยุคก่อนเก่า
ลูกสาวยาย
:: อายุ สามสิบกว่า ๆ ครั้งหนึ่งเคยสวย และเป็นที่มาของ หน้าปกหนังสือ
แฟนของลูกสาวยาย
:: ผู้ที่ผู้เขียนแสดงความเห็นว่า “ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ทิ้งลูกสาวยายและยายไป”
คุณหมอหน้าอิ่ม :: ที่รักษาผู้ป่วยตามบ้าน โดยวิธีการรักษานั้นแกคิดเอง และไม่ผ่านมาตรฐานใด ๆ
พร้อมเสมอที่จะจากไปเมื่อหมด..เงิน..หรือหมดทาง

เจ้าพ่อเดช
หรือแมลงวันหัวเขียว :: .....ไม้ผุ ๆ ที่ลอยเข้ามา ยามที่ยายและลูกสาวสูญสิ้นความหวัง
หมอดู :: อาศัยอยู่ในบ้านเช่า อีกหนึ่งความหวัง..
และผู้เช่ารายอื่น ๆ
:: ผู้ผ่านมาแล้วจากไป..ทราบบ้างไม่ทราบบ้าง...กับ “ความเจ็บป่วย” และ “ความตาย” 
ของชีวิตหนึ่งที่อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่เมตร


*******************************************************************************
“ผมเกิดคิดขึ้นมาได้ว่า ไม่ใช่เรื่องอะไรของผมที่จะพาตัวเองเข้าไปสู่บ่วงหายนะด้วย ถ้าบังเอิญยายเชื่อผมขึ้นมา
แล้วลูกสาวของแกเกิดเป็นอะไรไป (เพราะรักษาที่โรงพยาบาล) ผมมิต้องกลายเป็นผู้รับเคราะห์เรอะ
ที่ชี้นำให้คนทังสองไปสู่หนทางหายนะ ถ้าเรื่องเกิดขึ้นทำนองที่ว่า ผมจะอยู่ดูหน้ายายได้อย่างไร
แน่นอนผมต้องเดือดร้อนเสาะหาที่อยู่ใหม่อีก  สู้อยู่อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ ไม่ใช่เรื่องของเรา อยู่ดูสิ่งที่มันเกิดขึ้นและเป็นไป
นั่งดูอย่างสงบ เหมือนผู้ชมที่ดีในขณะที่การแสดงกำลังดำเนิน...
”


****************************************************************************************


ขณะที่เรื่องดำเนินไป ผ่านหน้าฉากของความป่วยไข้ธรรมดา ๆ ในเมืองกรุง
บ้านเช่าธรรมดา ๆ ผู้คนธรรมดา ๆ ตามที่เรื่องราวย้ำเตือน
ในความธรรมดานั้น มันได้สาดซัดหมัดเข้าหน้าของเราทีละมัด ทีละมัด
เราเป็น...เช่นเดียวกับผู้เล่า..
หรือ
เราเป็น...เช่นเดียวกับผู้เช่า
หรือ
เราเป็น...แมลงวันหัวเขียวที่บินเข้าไปในบ้านคนป่วย...
แล้วเราก็ปล่อยให้ความธรรมดาของสังคม ของชีวิต พาเราพลัดเข้าไปในความเฉยชา เพิกเฉย ของเรื่องธรรมดา
(อันเป็นความเป็นความตายของผู้อื่น..ผู้ร่วมโลกกับเรา...) เช่นนั้นหรือ...
หรือเรากันแน่....ที่พาสังคม...และคนอื่น ๆ ให้เฉยชา เพิกเฉย..ต่อทุกข์ร้อนของผู้อื่น


ก่อนจะปรามาสไปว่า “เฮ้ ชั้นไม่ได้เลวหรอกนะ ชั้นไม่ทำอย่างนั้นหรอกนะ ชั้นชอบช่วยเหลือคนอื่น ชั้นเป็นคนดี”
ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู เราอาจได้เห็น
“ตัวตนของเราที่แท้จริง” ในยามที่เราพบเจอเรื่องธรรมดา....
เรื่องการเจ็บ..การตาย...ความทุกข์อย่างแสนสาหัสของผู้อื่น...เรา..จะประพฤติอย่างไร...ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับว่า....เรา...คิดอย่างไร


######################################################################


ผลงานของน้าชาติ  


ทางชนะ (พ.ศ. 2522)
จนตรอก (พ.ศ. 2523)
คำพิพากษา (พ.ศ. 2524) ได้รับรางวัลซีไรต์
เรื่องธรรมดา (พ.ศ. 2526)
มีดประจำตัว (พ.ศ. 2527)
หมาเน่าลอยน้ำ (พ.ศ. 2530)
พันธุ์หมาบ้า (พ.ศ. 2531)
นครไม่เป็นไร (พ.ศ. 2532)
เวลา (พ.ศ. 2536) ได้รับรางวัลซีไรต์
บันทึก : บันทึกเรื่องราวไร้สาระของชีวิต (พ.ศ. 2539)
รายงานถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2539)
ลมหลง (พ.ศ. 2543)
เปลญวนใต้ต้นนุ่น (พ.ศ. 2546)
บริการรับนวดหน้า (พ.ศ. 2548)
ล้อมวงคุย (พ.ศ. 2551)






Free TextEditor

ฝากชื่อ ทักทายกันคะ







Free TextEditor


Free TextEditor




 

Create Date : 21 กันยายน 2554    
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:17:46 น.
Counter : 1805 Pageviews.  

เดอะคีย์โดยจุนนิชิโร ทานิซากิ: 4ชีวิตที่ถูกล๊อคอยู่ในกิเลสและตัณหา

หมายเหตุ จขบ.: 18 น.
(หนังสือเล่มนี้ควรได้รับการแนะนำโดยผู้ปกครองแก่เด็กอายุตำกว่า
18ปี/แต่ไม่ได้แนะนำโดยจขบ.หรือกระทรวงหรือคณะกรรมการใดๆ)


นวนิยายว่าด้วยสัมพันธ์ภาพที่บกพร่องทางศีลธรรม
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บ้านหนังสือ
แปลโดย สุจินดา ขันตยาลงกต


เล่าเรื่องโดยการใช้บันทึกของสามีภรรยาคู่หนึ่ง
เรื่องราวในบันทึกเป็นเรื่องการไม่สอดคล้องกันในเรื่องเพศสมรส
แต่ละคืนที่ผ่านไป
ต่างฝ่ายต่างต้องการให้อีกฝ่ายรู้ความรู้สึก นึกคิด และความต้องการของตน
ต่างเขียนบันทึกเพื่อเป้าหมายบางประการ
ลูกสาว และชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่เข้ามาเกี่ยวพัน และถูกอ้างอิงอยู่ในบันทึกของแต่ละฝ่าย
ในหนังสือไม่ได้ชี้ชัดว่าทั้งคู่ เขียนบันทึกหรือไม่
แต่ทั้งคู่ต่างมีส่วนให้บันทึกดำเนินไปในทิศทางที่ลุ่มหลง มัวเมา มากขึ้นจนถึงจุดสุดท้ายของใคร...สักคน..หรือหลายคน


เมื่อครั้งที่ได้ฉันได้อ่านหนังสือเล่มนี้ 2-2-47 ได้เขียนไว้ในเศษกระดาษ
คิดไปว่ามันเป็นบันทึกของฉัน

“เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก แต่ภาษาที่ใช้และลำดับเรื่องราวก็น่าติดตาม จนต้องอ่านจนจบ”
"โปรดระมัดระวังในการอ่านหนังสือเรื่องนี้"


                Smileyบันทึกเริ่มขึ้นเมื่อ สามี ศาสตราจารย์หนอนหนังสืออายุ 55  เริ่มมีปัญหาการหลับนอนกับภรรยา อายุ 44 ที่ยังสาวสราญหรือว่าปัญหาถึงจุดที่ไม่อาจแก้ไขได้ หรือว่าอะไรก็ตามแต่ วันปีใหม่ คือวันที่เขาเริ่มต้นบันทึก โดยไม่อาจรู้ได้เลยว่า อีก สี่เดือนหลังจากนั้นเขาจะไม่ได้เขียนบันทึกอีกเลย


                ในยุคนั้น ญี่ปุ่น กำลังเข้าสู่ยุคการเปิดประเทศ เริ่มมีวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาแพร่หลาย แต่สังคมญี่ปุ่นและขนบธรรมเนียมยังคงเข้มแข็ง


               Smiley ภรรยา ที่ถูกกล่าวว่า เป็นเมียตัวอย่าง ผู้ที่แต่งงานตามความต้องการของครอบครัว ไม่ได้เกิดจากความรักเป็นพื้นฐาน ผู้เฝ้าบอกตัวเองว่า ต้องทำตามความต้องการของสามี แม้ว่าเธอจะไม่ชอบวิธีการที่สามีใช้ ในยามค่ำคืน ทว่า...มันไม่ง่ายอย่างนั้น ภรรยาผู้สงบเสงี่ยม สุภาพ ไม่เปิดแม้หลังเท้าให้สามีให้ เมื่อถึงจุดสูงสุด เธอกับมีกำลังวังชามากมาย ที่สามีไม่อาจทนทานได้





Smileyทั้งคู่ต่างก็มีความต้องการที่ต่างกันในเรื่องนั้น(...) แต่ก็มิอาจขาดจากกันได้
Smileyในวันหนึ่งชายหนุ่มคนใหม่ ที่เป็นคนรู้จักกับลูกสาวSmiley ถูกชักนำเข้ามา
ความพร่อง และความเกิน ก็เกิดขึ้น
SmileySmileyต่างฝ่ายต่างยังคนเขียนบันทึกโดยเข้าใจอีกฝ่ายคงจะอ่านมัน เพื่อให้ชีวิตของเขาได้ถูกเข้าใจง่ายขึ้นจากอีกฝ่าย
แต่เปล่าเลย....
Smileyสามี ต้อนรับ ชายหนุ่ม เพื่อเหตุผลบางอย่าง
Smileyภรรยา ต้อนรับ ชายหนุ่ม เพื่อเหตุผลบางอย่าง
Smileyลูกสาว  ต้อนรับ ชายหนุ่ม เพื่อเหตุผลบางอย่าง
Smileyจริงแท้ทีเดียว...ที่ว่ากิเลศตัณหา...นั้นหอมหวานยิ่งนัก

Smiley1 พฤษภาคม บันทึกฉบับสุดท้าย ก่อนเหตุน่าเศร้าจะเกิดขึ้น , มิถุนายน บันทึกถูกอ่านทั้ง สอง ฉบับ....แต่มิอาจแก้ไขสิ่งใดได้Smiley

Smileyความตายได้มาเยือนแล้ว... และชีวิตอีก 3 กำลังเริ่มต้น...


อย่างไม่อาจคาดเดาได้ หรือไม่กล้าจะเดา


ว่าความพร่องทางศีลธรรมจะไม่เกิดขึ้นอีก Smiley


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บางตอนมีคำพูดสั้น  ๆ คนผู้อ่านที่นั่งดูความสัมพันธ์นั้นอยู่ จะจินตนาการและได้ยินฝีเท้า ท่ามกลางความเงียบ ในบ้านแบบญี่ปุ่นได้ดี


บันทึก วันที่ 25 เมษายน
“ห้าทุ่ม ฉันได้ยินฝีเท้าในสวน”


บันทึก วันที่ 28 เมษายน
“ห้าทุ่ม ฝีเท้าในสวน...”


บันทึก วันที่ 29 เมษายน
“ห้าทุ่ม ฝีเท้าในสวน...”



หมายเหตุผู้แต่ง




: จุนนิชิโร เกิดปี 1886 และเสียชีวิตในปี 1965 ได้รับรางวัล Imperial Award ในปี 1949 เป็นนักเขียนที่เป็นที่ยอมรับในญี่ปุ่นและคนชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ American Academy

 


 





 






Free TextEditor

ฝากชื่อ ทักทายกันคะ







Free TextEditor


Free TextEditor




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2554    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2556 12:22:55 น.
Counter : 369 Pageviews.  

อสรพิษ โดยแดนอรัญ แสงทอง:หนังสือไทยไปไกลถึงฝรั่งเศส

ดั่งเช่นที่มาร์แชล บารังส์ นักแปลชาวฝรั่งเศส ผู้นำพา อสรพิษ ไปสู่ความยิ่งใหญ่ในวงการวรรณกรรมฝรั่งเศส
กล่าวไว้ว่า
“มันจะสถิตอยู่ในความทรงจำของท่านชั่วนิรันดร์ เหมือนกับ ดิโอลด์ แมน แอนด์ เดอะ ซี
หรือ เรื่องสั้นชั้นดี ของ มาเกอริต ยูร์เซนาร์, วิลเลียยม โฟล์คเนอร์ หรือ เอ็ดการ์ อัลลัน โป ไม่น้อยกว่านั้น”


ในส่วนของข้าพเจ้า เมื่ออ่านจบแล้ว ไฉนหนอจึงนึกไปถึง “หมายเหตุฆาตกรรม ของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ”


เรื่องราวของชนบทไทย ที่ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละคร เด็กชายพิการอายุราว 10 ขวบ ที่แขนข้างขวาลีบ ข้อศอกงอพับไม่ได้ จนถึงนิ้วมือ แต่มีแขนซ้ายที่ทรงพลัง เนื่องจากอุบัติเหตุการตกต้นตาลตอน 8 ขวบ ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่หนามแดง


เป็นเรื่องราวสั้น ๆ ที่สอดแทรกเรื่องราว ความคิดมากมาย และแสดงถึงสังคมชนบทของไทย สะท้อนไปถึงสังคมโดยทั่วไปด้วยเช่นกัน


คำถามที่ค้างอยู่ในห้วงคำนึงของเรามากมายถึงจุดจบของเรื่อง สาเหตุของเรื่อง อสรพิษที่ชั่วช้า พิษร้ายของมัน และในที่สุดแล้ว อสรพิษที่เดินดิน และเที่ยวพ่นพิษของมันไปทั่ว....จะกัดกินดวงจิตที่บริสุทธิ์อย่างเด็กน้อยคนขึ้น...ไปอีกนานแค่ไหน


ผู้เขียนบรรยาย ฉากประทับใจ แห่งท้องถิ่นไทย ที่ร่มเย็น แห้งแล้ง ยากแค้น และมีความสุข การเล่าเรื่องบางช่วงก็ตื่นเต้นและน่าหวาดหวั่น โดยใช้คำพูดที่ไม่ฟุ่มเฟือย แต่เห็นภาพได้ชัดเจน ดั่งว่าครั้งหนึ่งที่เราได้นั่งใต้ต้นไม้ มองดูควายกินหญ้า ฟังเสียงแม่น้ำไหลริน หยีตามองฝ่าเปลวแดด และเดินดุ่มในบ้านมุงจากเรียงราย บรรยากาศเช่นเดิมที่เราเคยผ่าน และยังมีหลงเหลืออยู่ ณ ดินแดนห่างไกล


เด็กพิการ ที่ถูกเรียกขานในนามว่า แป เล่าถึงวิถีชีวิตของเขา ครอบครัว และชาวบ้านในหมู่บ้าน ที่มีวัดเป็นศูนย์กลาง ความไม่มีความรู้ และห่างไกลความเจริญ ทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับเจ้าพ่อ เจ้าแม่ เป็นหลักยึดของชาวบ้าน นอกเหนือไปจากเจ้าอาวาส


วิถีชีวิตเดิม ๆ ผ่านไปในแต่ละวันอันเป็นปกติสุข และความไม่ลงรอยกันของทรงวาด หรือ ร่างทรงของเจ้าแม่แพรกหนามแดง ชายอายุประมาณ 50 ปี กับพ่อของแป


 มีการเล่าถึงประเพณีของชาวบ้าน วันลอยกระทง การเล่นหนังตะลุง ค่อย ๆ บอกให้เราทราบถึงจิตใจที่ดีงามของแป ความรัก ความเมตตาของพ่อแม่ และเจ้าอาวาสวัดที่มอบให้แป กล่อมเกลาเขาให้เป็นเด็กที่มีที่ยืนในสังคม ช่วยลบล้างความบกพร่องทางกาย ไปเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับจิตใจของเขา


คำอธิษฐานของแป ในวันลอยกระทง


“และท้ายที่สุด ก็ขอให้เขา (แป) จงอย่าได้รู้สึกเกลียดชังทรงวาด และขอให้ทรงวาดอย่าได้เกลียดชังเขา”


จนในเย็นวันหนึ่ง ที่ดวงอาทิตย์สาดแสงให้กับหนังตะลุงตัวน้อยของแป อันเป็นวันเช่นเดิม หลังจากพาควาย 8 ตัวของเขาไปกินหญ้าเสร็จแล้ว ฟ่อน ฟางแห้งที่แปทำขึ้นมาเองเป็นตัวแสดง เด็ก ๆ เลี้ยงควายเพื่อนของเขารุมล้อม เป็นผู้ชมที่กระตือรือร้น ความสุขจากการร้องเล่าเรื่องราวของเจ้าชาย ที่แปขับขาน ความใคร่จะเสพศิลปะของผู้ชมวัยเยาว์กำลังเริ่มขึ้น


ขณะนั้นเอง อสรพิษ เพศเมียตัวหนึ่งที่สุ่มจับจ้องอยู่อย่างระแวดระวังภัยให้กับไข่ของมัน อาณาเขตที่กำลังถูกแปรรบกวนและเข้ายึดครอง


การต่อสู้ระหว่างแป แขนเดียว กับ อสรพิษ แม่ลูกอ่อน ดำเนินไปยาวนาน ผ่านผู้คนในหมู่บ้าน ฉากระทึกที่เกิดขึ้น จนเราต้องเอาใจช่วยเขาไปตลอดทาง และรู้สึกได้ถึง ความเลียบลื่นของผิวงูที่ดูเหมือนว่าจะได้รัดร่างเราเช่นเดียวกับร่างของแป


สุดท้าย...แม้ว่าเขาจะไม่ได้เสียชีวิตจากพิษของงูแม่ลูกอ่อนตัวนี้


แต่เขากลับสูญเสียสิ่งบางสิ่งไป


อันเนื่องจากอสรพิษอีกตัว และความนิ่งเฉยของผู้คนรอบข้าง


“ทรงวาดเดินเข้ามาใกล้เขา ใกล้มากกว่าที่คนอื่น ๆ จะกล้า ทรงวาดจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา เขาจ้องตอบโดยไม่สะทกสะท้าน ในดวงตาของคนทรงเจ้า เจ้าเด็กแขนพิการเห็นรอยยิ้มแห่งชัยชนะ มีแต่เขาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ว่านั่นคือชัยชนะขอนักลวงโลกผู้ยิ่งใหญ่ เขารู้แล้วว่าคำอธิษฐานของเขาต่อแม่พระคงคงในคืนลอยกระทง.....นั้นไม่สัมฤทธิ์ผลดังที่เขาได้มาดหมาย และแล้วทุกองคาพยพของเขาก็พลันอ่อนยวบสิ้นแรง”


หนักอึ้ง และมิอาจลืมเลือนต่อสิ่งที่ได้ฟังจากการอ่าน อสรพิษ






Free TextEditor

ฝากชื่อ ทักทายกันคะ







Free TextEditor



Free TextEditor




 

Create Date : 29 เมษายน 2554    
Last Update : 27 ธันวาคม 2554 11:18:29 น.
Counter : 1903 Pageviews.  

1  2  

normalization
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




"ขอทุกท่านจง ปกติ สุข ในทุกวัน"
วันแรกสร้าง : 25 กุมภา.54


ในส่วนของข้อธรรมะที่นำมาเสนอไว้ในที่นี้ ไม่ได้มีเจตจำนงในการถือตนว่าเข้าใจในหลักธรรมนั้นดีแล้ว เพียงแต่เป็นช่องทางให้ผู้ที่ชื่นชอบ สนใจ ได้มองผ่าน หรือ สัมผัส กับสิ่งที่ผู้เป็นต้นเรื่องแห่งความรู้นั้นได้เคยบันทึกไว้เท่านั้น หากเพียงเกิดผลดีกับผู้ใดแม้เพียงสักแม้ชั่วลมหายใจเข้าและออก ข้าพเจ้าผู้นำมาแสดงไว้ต่อก็รู้สึกยินดีแล้ว แม้ว่าข้าพเจ้าเองอาจจะไม่ได้เข้าใจลึกซึ้ง อย่าว่าแต่ปฏิบัติเลย ยิ่งอยู่เป็นบัวใต้น้ำมากกว่า

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ.2539
ห้ามมิให้มีการทำซ้ำ คัดลอกหรือลอกเลียน ทั้งภาพถ่ายและ/หรือข้อความต่างๆไปใช้และ/หรือเผยแพร่ ในเชิงพาณิชย์ การค้าหรือหาประโยชน์ทางธุรกิจ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการอ้างอิง,การศึกษา
free counters สำหรับธงขอขอบคุณ blog paradijs
New Comments
Friends' blogs
[Add normalization's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.