เธอทำให้ฉันเห็นวันพรุ่งนี้ ตอนที่ 27
“ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” เป็นพุทธภาษิตที่สุดยอดจริงๆ ในความรู้สึกของคนที่เคยป่วยทางจิตอย่างระมิงค์ แม้จะไม่ได้ประกาศให้โลกรู้ว่าเธอหายจากอาการป่วยซึมเศร้าอย่างเป็นทางการ แต่เธอก็แสดงออกอย่างเปิดเผยให้ใครๆ ได้เห็นว่าเธอสามารถกลับมามีความสุขกับชีวิตอีกครั้งโดยไม่ต้องพึ่งยาแล้ว สิ่งจำเป็นนอกเหนือจากที่ได้พูดคุยกับจิตแพทย์ก็คือการสร้างกำลังใจให้ตัวเองมากๆ หากได้รับกำลังใจและความเข้าใจจากคนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง ที่เป็นเหมือนลมใต้ปีกคอยพยุงให้เดินต่อได้ โอกาสหายไวก็มีเพิ่มขึ้น ใครก็ตามที่เข้าข่ายมีอาการป่วยอย่างที่เธอเคยเป็น ระมิงค์จะแนะนำทันทีว่า อย่าอายที่จะยอมรับว่าตัวเองป่วย และให้รีบเข้ารับการรักษาทันที ช้าบ้างเร็วบ้างก็ต้องหาย โดยเธอสัญญากับตัวเองว่าจะไม่กลับไปเป็นซ้ำอีก มันทรมานเกินกว่าจะอธิบายให้คนที่ไม่ป่วยเข้าใจได้ มาถึงวันนี้เธอรู้ซึ้งถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่แล้ว

พิชา หนึ่งในกำลังใจที่สำคัญของระมิงค์เห็นเพื่อนดูมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นก็เลยออกปากชวนไปงานเลี้ยงรุ่นที่จัดขึ้นทุกปี แต่ระมิงค์ไม่เคยไปเลยสักปีนับแต่สูญเสียชายคนรักไป บวกกับมาป่วยเรื้อรังซ้ำ เลยพาลไม่อยากพบเจอผู้คนให้ใครต้องมาสงสารหรือเห็นใจ มาปีนี้เธอตอบตกลงที่จะไปร่วมงานเป็นครั้งแรกด้วยความตื่นเต้น ปกติก็นัดกินข้าวกับเพื่อนสนิทแค่คนสองคน แต่นี่ต้องไปเจอเพื่อนที่ไม่สนิทด้วย เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ให้เธออีกหน

งานเลี้ยงรุ่นปีนี้จัดขึ้นที่โรงแรมกลางเมือง แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ได้เจอเพื่อนเก่าๆ ที่เรียนร่วมรุ่นเดียวกันสมัยมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่จะได้เจอกับสมาชิกในครอบครัวของเพื่อนๆ ด้วย หลายปีที่ผ่านมาเพื่อนๆ ได้รู้จักกันไปบ้างแล้ว ขณะที่ระมิงค์ไม่เคยเจอพวกเขาเลย จึงออกอาการประหม่ากว่าใครเพื่อน

“พิชา ฉันคิดผิดหรือเปล่าวะที่มางานนี้” ระมิงค์แสดงสีหน้ากังวลเล็กน้อย เมื่อเห็นลูกเล็กเด็กแดง และคนแปลกหน้ามากมายอยู่ในฮอลล์
“คิดมากน่ะ เดี๋ยวก็ชิน โต๊ะพวกเราอยู่ทางนู้นแน่ะ” พิชาไม่สนใจสีหน้าของเพื่อน เดินจูงแขนระมิงค์ไปยังโต๊ะที่มีเพื่อนๆ สมัยเรียนนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“เฮ้!” พิชาโบกมือทักทายสมาชิกในโต๊ะ
“เอ้า พิชา นั่งๆๆ” เพื่อนชายคนหนึ่งกวักมือให้มานั่งเก้าอี้ว่างข้างๆ เขา
“เฮ้ย! อย่าบอกนะว่าแกเอายายมิ้งค์มาได้” เพื่อนสาวอีกคนตาโตเมื่อเห็นระมิงค์ยืนอยู่ข้างหลังพิชา
“ฮ่าๆๆๆ” พิชาหัวเราะเสียงใส “เซอร์ไพร้ส์ป่ะล่ะ” เธอทำเสียงสูง ระมิงค์ยิ้มทักทายแบบเหนียมๆ เหมือนเพิ่งรู้จักกัน ทั้งที่แต่ละคนเป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันทั้งนั้น จะมีสามีและภรรยาของเพื่อนที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาปนมาด้วยอีกสองสามคน
ทุกคนในโต๊ะปรบมือต้อนรับด้วยความยินดี แล้วเชื้อเชิญให้พิชาและระมิงค์ร่วมโต๊ะอย่างเป็นกันเอง

“ขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่ได้มาร่วมงานหลายปีเลย นานจนคิดว่าเพื่อนๆ จะจำไม่ได้แล้ว” ระมิงค์เอ่ยปากสำนึกผิด
“โอ๊ย อย่าไปคิดอะไรมาก ไม่มีใครสะดวกมาทุกปีหรอก นอกจากยายพิชา ฮ่าๆๆ” เพื่อนสาวคนเดิมแซว
“แน่ะ หาว่าฉันว่างเหรอ”
“เปล๊า....”
“พวกเราเข้าใจสถานการณ์ของเธอดีนะมิ้ง ไม่ต้องกังวล ปีนี้เธอมาได้พวกเราก็ดีใจมากแล้ว” เสียงทุ้มๆ ทำให้ระมิงค์หันไปมองเจ้าของเสียง

ภัทรเป็นเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกันกับพิชา พวกเขามักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ นั่งเรียนก็นั่งด้วยกัน ทำงานกลุ่มก็ทำด้วยกัน กระทั่งพอระมิงค์เป็นแฟนกับรชตก็แยกตัวออกไป ทำให้ไม่สนิทกับภัทรเหมือนเก่า จนเมื่อเขารู้ว่าระมิงค์สูญเสียคนรักและเป็นโสดอีกครั้ง ภัทรพยายามจะกลับเข้ามาในชีวิตเธอ แต่ไม่ใช่ในฐานะเพื่อนสนิทอย่างเคย เขาอยากจะเข้ามาเยียวยารักษาหัวใจที่บอบช้ำของเธอมากกว่า

หลังจากเทียวไล้เทียวขื่ออยู่หลายเดือน แต่ไม่เป็นผล ระมิงค์ไม่ยอมใจอ่อนด้วยอาการป่วยที่ทำให้เธอไม่มีกะจิตกะใจจะให้ความสำคัญกับใครเลยสักคน และไม่เคยมองภัทรเป็นอย่างอื่นนอกจากเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง เขาจึงยอมแพ้และถอยห่างออกมา จนค่อยๆ เงียบหายไปไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย

วันนี้ภัทรดูเป็นผู้ใหญ่ที่ภูมิฐานมากขึ้นสมกับเป็นผู้บริหารระดับสูง เขามากับหญิงสาวหน้าหวานคมคิ้วดกหนาขนตางอน พร้อมกับลูกที่น่ารักอีกคนที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในงานกับเด็กคนอื่นๆ ระมิงค์นึกในใจว่าดีแล้วที่เขาเลือกผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยา ขืนยังมาเกาะแกะวนเวียนอยู่กับเธอไม่เลิกรา ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาจะได้แต่งงานมีลูกหรือเปล่า

ชายหนุ่มลุกมาหาเธอใกล้ๆ พร้อมกับแนะนำให้ระมิงค์รู้จักกับภรรยาของเขาเป็นครั้งแรก เพราะเพื่อนๆ รู้จักมาก่อนหน้านี้แล้ว
“นี่เมียเราเอง ศรัณย์พร”
“สวัสดีค่ะพี่มิ้ง” ศรัณย์พรยกมือไหว้ระมิงค์อย่างนอบน้อม
“สวัสดีค่ะ” ระมิงค์รับไหว้ก่อนจะหันไปพูดกับภัทรต่อ “เมียเธอสวยมากภัทร เป็นนางงามมาก่อนหรือเปล่าเนี่ย” คำชมของเพื่อนสาวทำให้เขาหันไปมองภรรยาอย่างภูมิใจ
“ให้เครดิตขนาดนั้นเลยเหรอ เป็นนางงามปักษ์ใต้น่ะ” ภัทรตอบยียวน
“อุ๊ย ไม่ได้เป็นค่ะอย่าไปเชื่อพี่ภัทร” ศรัณย์พรอมยิ้ม “พรมีลูกแล้ว แก่แล้วค่ะ”
“ไม่แก่เลยค่ะ สวยจริงๆ ทำงานที่เดียวกับภัทรหรือคะ”
“เปล่าค่ะ พรเป็นอาจารย์อยู่ค่ะ”

ภัทรเปิดโอกาสให้ภรรยาของเขาคุยกับเพื่อนเก่าอย่างระมิงค์เต็มที่ เพราะในวงสนทนาที่มีสิบกว่าคนแต่ละคนกำลังแย่งกันเจรจาจนไม่รู้จะฟังใครก่อนดี ขณะที่สองสาวยังดูขัดเขินจึงปล่อยให้ทั้งคู่ได้คุยเป็นเพื่อนกันพลางๆ และดูเหมือนจะถูกคอกันเสียด้วยเพราะศรัณย์พรอัธยาศัยดีจนระมิงค์ผ่อนคลายไปได้เยอะ

“น้องพรทั้งสวยทั้งเก่งจังเลยค่ะ ไม่รู้มาก่อนเลยนะว่าภัทรจะได้เมียเป็นดอกเตอร์ดีกรีเมืองนอกด้วยไม่ได้คุยกันนานมากแล้ว พี่ไม่ได้อัปเดตชีวิตเพื่อนเก่าๆ เลยค่ะ”
“พี่ภัทรเคยเล่าถึงเพื่อนเก่าๆ สมัยเรียนให้ฟังค่ะ พูดถึงพี่มิ้งด้วยบอกว่าเคยจีบแต่ไม่ติด”
“ว่าไปนั่น” ระมิงค์ส่ายหน้าปฏิเสธเพราะไม่อยากให้คู่สนทนาคิดมาก จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“อีกไม่นานน้องพรก็คงได้ตำแหน่งรศ.แล้วสิคะ”
“รอลุ้นอยู่ค่ะเหนื่อยเหมือนกัน เลี้ยงลูกด้วย ทำงานวิชาการด้วย เป็นอาจารย์มหาลัยยุคนี้เครียดค่ะ ภาระงานเยอะมาก ยิ่งมหาลัยออกนอกระบบยิ่งกดดันสูง แต่โชคดีที่เราเป็นนักเรียนทุน เขายังไม่กล้าไล่ออกง่ายๆ ต้องอยู่ใช้ทุนให้หมดก่อนอีกหลายปีน่ะค่ะ หึๆๆ”
“ไปเรียนที่รัฐไหนนะคะ”
“เท็กซัสค่ะ”
สมองของระมิงค์ประมวลคำตอบของศรัณย์พรอัตโนมัติจนรู้สึกว่าโปรไฟล์ของเธอใกล้เคียงกับแฟนคนแรกของเจนเหลือเกิน ซึ่งเขาเคยเล่าว่าเคยแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งตอนพบกันที่อเมริกาแต่ระมิงค์ก็ไม่กล้าที่จะถามเธอตรงๆ ว่ารู้จักกับเขาหรือเปล่า

“โลกมันจะกลมขนาดนั้นเหรอ” ระมิงค์ยังสันนิษฐานอย่างมั่นใจว่าต้องใช่คนเดียวกันแน่ๆ และแอบเปรียบเทียบกับตนว่า ถ้าเจนเลือกที่จะคบกับศรัณย์พรต่อ ชีวิตของเขาคงมีอนาคตที่ดีกว่านี้ เพราะผู้หญิงคนนี้มีความเพียบพร้อมทุกอย่าง ขณะที่ระมิงค์กลับไม่มีอะไรที่จะสนับสนุนเจนทั้งฐานะและหน้าที่การงานที่จะสร้างความภูมิใจให้เจนได้เลยเมื่อเทียบกับศรัณย์พร จะมีก็แต่กำลังใจที่ให้หายจากอาการป่วยเท่านั้น

ก่อนงานเลี้ยงจะเลิกรา เธอกับพิชาขอตัวกลับก่อนเพื่อนๆ เพราะบ้านไกลสุด ระหว่างทางนั่งรถกลับ ระมิงค์เล่าให้พิชาฟังถึงเรื่องของศรัณย์พรกับเจน แต่พิชากลับมองตรงข้ามกับจินตนาการของเพื่อน
“ฉันว่าไม่แน่หรอก ถ้าน้องพรยังคบกับเจนอยู่ น้องพรอาจจะเป็นฝ่ายแย่ลงก็ได้นะ เพราะเจนยังเด็กแถมเรียนไม่จบ เท่าที่แกเล่ามาเขาดูคลั่งรักมากกว่าคลั่งเรียน ส่วนน้องพรคลั่งเรียนมากกว่า มันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าขืนคบกันต่อ มันต้องมีคนใดคนหนึ่งพัง และฉันว่าน้องพรน่ะที่จะพัง”

พิชายังคงตั้งแง่กับความเป็นเด็กของเจนอยู่ไม่น้อย แต่ระมิงค์ก็ไม่ได้โต้เถียงใดๆ ประสบการณ์ของพิชาทำให้เธอไม่ไว้ใจใครง่ายๆ ก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา



Create Date : 26 พฤษภาคม 2565
Last Update : 26 พฤษภาคม 2565 15:22:38 น.
Counter : 503 Pageviews.

0 comments
: รูปแบบของพระเจ้า : กะว่าก๋า
(18 พ.ค. 2567 04:36:22 น.)
๏ ... Suno น้อย ... ๏ นกโก๊ก
(15 พ.ค. 2567 09:20:16 น.)
: รูปแบบของงานศิลปะ : กะว่าก๋า
(15 พ.ค. 2567 05:13:31 น.)
เวลวที่หายไป - บทที่ 33 ดอยสะเก็ด
(14 พ.ค. 2567 21:00:14 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Magnolia.BlogGang.com

Alex on the rock
Location :
มหาสารคาม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 42 คน [?]

บทความทั้งหมด