เธอทำให้ฉันเห็นวันพรุ่งนี้ ตอนที่ 7
เหตุการณ์ที่เลวร้ายและสะเทือนใจที่สุดในชีวิตผ่านพ้นไป หญิงสาวนอนไม่ค่อยหลับอยู่ครึ่งค่อนปี เธอไม่มีข้อความอะไรที่จะอ่านแทนคำพูดของแฟนหนุ่มได้เลย ที่ผ่านมาทั้งคู่ไม่ค่อยจะได้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเขียนอะไรหากัน เพราะอยู่ด้วยกันเกือบ 24 ชั่วโมง หากไม่ได้อยู่ด้วยกันก็จะวิดีโอคอลแบบเห็นหน้าเห็นตากันมากกว่าจะพิมพ์ตัวอักษรหากัน มีเพียงภาพที่ถ่ายคู่กัน หรือภาพที่แอบถ่ายกันไปมาระหว่างกันที่คอยเรียกน้ำตาทุกครั้งที่เปิดดูเท่านั้น

แม้ว่าทางครอบครัวของรชตจะให้เธออยู่ช่วยงานที่โรงงานต่อ แต่ระมิงค์ก็ต้องปฏิเสธไป เนื่องจากสภาพจิตใจเธอย่ำแย่เกินกว่าจะทำงานบริหารคนได้อีกต่อไป เธอขอลาออกเพื่อไปรักษาโรคซึมเศร้าที่คุกคามเธอจนไม่เป็นอันทำอะไร ถึงขั้นคิดอยากตายมาแล้ว แต่เรียกสติคืนเธอมาได้ว่า “อย่าเพิ่งตาย ต้องอยู่เป็นเพื่อนแม่ก่อน แม่อยู่คนเดียว ถ้าเราตาย แม่จะอยู่อย่างไร”
ตอนที่ตัดสินใจซื้อเรือนหอร่วมกันกับรชต รชตได้โอนให้เป็นชื่อเธอทันที จะได้ไม่ต้องมีปัญหาภายหลังเรื่องสินสมรสและอยากให้แฟนสาวได้มีสมบัติติดตัวไว้ แต่ตอนนี้รชตก็ไม่อยู่แล้ว บ้านหลังนั้นก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เธอจึงประกาศขายราคาต่ำกว่าทุนนิดหน่อยเพื่อจะได้ขายออกง่ายๆ ก่อนจะคืนเงินค่าบ้านทั้งหมดให้กับครอบครัวของแฟนหนุ่มแม้บ้านหลังนี้จะเป็นชื่อของเธอก็ตาม

ป๊ากับม้าของรชตก็ทุกข์แสนสาหัสที่สูญเสียลูกชายคนโตเช่นกัน แต่ยังเป็นห่วงความรู้สึกของว่าที่สะใภ้ไม่น้อย เพราะรู้ดีว่าระมิงค์ฐานะปานกลางอยู่กับแม่วัยเกษียณสองคน ออกจากงานตอนอายุสามสิบเศษ แถมยังป่วยทางใจอีก ใครจะดูแลเธอ

“มาอยู่กับป๊ากับม้ามั้ยลูก” ม้ายื่นข้อเสนอให้เธอด้วยความรักและห่วงใย
“ไม่เป็นไรค่ะม้า หนูกับแม่อยู่ได้ หนูขอโทษด้วยที่หนูไม่สามารถช่วยดูแลกิจการต่อไปได้” หญิงสาวสะอื้นไห้พลางก้มลงกราบบนตักหญิงสูงวัย
“ไม่ต้องขอโทษหรอกลูก ม้าเข้าใจ” ม้าลูบศีรษะเบาๆ
“ถ้ารักษาตัวหายแล้ว กลับมาทำงานกับพวกเราอีกนะ ป๊ากับม้ารอหนูอยู่” พ่อและแม่ของรชตยังคงเห็นเธอเป็นลูกสาวคนหนึ่งอยู่
“ค่ะ ขอบคุณป๊ากับม้ามากๆ นะคะที่ดูแลและเอ็นดูหนูมาตลอด”

การรับปากของเธอถือเป็นการบอกลาไปโดยปริยาย เพราะหลังจากวันนั้น ระมิงค์ค่อยๆ ปลีกตัวออกจากครอบครัวนี้ กระทั่งทุกวันนี้เธอไม่เคยติดต่อกลับไปอีกเลย ไม่ใช่ว่าจะคิดเนรคุณ แต่เธอเจ็บปวดทุกครั้งที่คิดถึงสมาชิกทุกคนในครอบครัวของรชตต่างหาก
“ป๊อบ มิ้งขอโทษนะ มิ้งรักษาสัญญาไม่ได้ มิ้งดูแลโรงงานและป๊ากับม้าไม่ได้” เธอรำพันทั้งน้ำตากับภาพถ่ายของคนรักในโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกผิดในใจ

เธอใช้เงินเก็บที่พอมีอยู่รักษาตัว ซึ่งไม่ใช่สามเดือนหกเดือนจะหายเสียทีเดียว มีบ้างที่ขัดสนหน่อยก็ห่างหายจากการรักษาไปปล่อยให้ธรรมชาติบำบัดตัวเอง จนอาการหนักขึ้น รู้ตัวว่าไม่ไหวแล้วกลัวจะพัฒนาไปเป็นไบโพล่าร์จึงกลับมารักษาใหม่อีกรอบ กระทั่งมีโอกาสได้เจอกับเจนที่คลินิกจิตเวชนั่นเอง

ครั้นจะให้กลับไปสมัครงานประจำก็คงยาก เธอรู้ว่าตัวเองไม่เหมือนเดิม ผลจากการกินยาที่ช่วยให้นอนหลับ ทำให้เธอสมองเบลอไร้เรี่ยวแรงขาดความกระตือรือร้นที่จะทำงานใดๆ วันๆ เอาแต่นอนจนคิดอะไรไม่ออก แล้วใครจะรับได้หากมีพนักงานเป็นโรคซึมเศร้านั่งง่วงเหงาหาวนอนที่ทำงานทั้งวัน แค่คิดก็ถอดใจแล้ว และเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เธอขาดการรักษาไปช่วงหนึ่งโดยหวังว่าจะหายได้เอง

ช่วงระยะเวลาที่บำบัดอาการป่วย มีใครต่อใครเข้ามาแวะเวียนพูดคุยกับเธอบ้างเมื่อรู้ว่าเธอโสดแล้ว แต่ทุกคนก็เป็นได้แค่เพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทของรชต หรือจะเป็นเพื่อนเก่าทั้งสมัยอนุบาล มัธยม และมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่พ่อม่าย ทุกคนล้วนดีกับเธอหมด ไม่มีข้อตำหนิใดๆ และยอมรับในความเป็นเธอได้ทุกอย่างพร้อมเยียวยารักษาความเศร้าด้วย แต่ในเมื่อเธอไม่เปิดใจให้ใครเข้ามาจึงได้แค่ยืนรอหน้าประตูใจเท่านั้นเอง

“มิ้งจะปล่อยให้ตัวเองอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ เหรอ ทำไมแกไม่คิดจะหาใครสักคนมาดูแลแกกับแม่”
“ฉันยังไม่พร้อม ฉันยังคิดถึงป๊อบ ฉันอยากจะซื่อสัตย์กับความรักที่เขามีให้ฉันอยู่” ระมิงค์ตอบคำถามพิชาเพื่อนสนิทไม่กี่คนที่รับรู้ความเป็นไปในชีวิตของเธอ
“ตอบราวกับคำตอบของนางเอกมิวสิควิดีโอเชียวนะ”
“รู้สึกยังไงก็ตอบแบบนั้น”
“ป๊อบจะสบายใจเหรอ ที่ผ่านมาสี่ห้าปีแล้ว แกก็ยังป่วยยังเศร้าอยู่อย่างนี้”
“ไม่รู้สิ แต่ฉันคิดว่าอยู่ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชินไปเอง”
“แม่แกก็คงไม่โอเคหรอกนะที่แกจะอยู่คนเดียว” พิชาพยายามโน้มน้าวใจเพื่อน
“แกพูดกับฉันแบบนี้มากี่ปีแล้ววะพิชา” ระมิงค์หันไปถามเพื่อนกลับ พิชาหน้ามุ่ยไม่ตอบ

แน่นอนว่ามันเป็นคำถามและคำตอบซ้ำๆ ที่ถามกันมาทุกปี และทุกทีที่นัดเจอกัน พิชาไม่ชอบเห็นเพื่อนตกอยู่ในห้วงความระทมอย่างนี้นานๆ จึงอยากจะรีบฉุดเธอขึ้นมาในเร็ววัน ตั้งแต่รู้จักกันมานานนับสิบปีระมิงค์เป็นผู้หญิงที่เคยร่าเริงสดใส มีรอยยิ้มกับเพื่อนๆ และคนรอบข้างเสมอ จนทำให้เธอมีเสน่ห์กับเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม แต่เมื่อชีวิตพลิกผัน หญิงสาวพูดคุยกับเพื่อนน้อยลง ไม่ค่อยออกจากบ้าน ไม่ติดต่อเพื่อนฝูง ปฏิเสธการเจอกับผู้คนโดยไม่จำเป็น

ระมิงค์เคยเปรยกับเพื่อนสนิทว่าไม่อยากได้ยินใครๆ ที่รู้ว่าเธอป่วยแล้วบอกกับเธอว่า “อย่าคิดมาก ปล่อยวางซะบ้าง” “ไปหาอะไรสนุกๆ ทำดีกว่า” “มีแฟนใหม่สิ เดี๋ยวก็หาย” “ใช้ธรรมะสิ” ถ้ามันง่ายอย่างนั้น เธอจะไปรักษาที่โรงพยาบาลให้เสียเงินเสียเวลาทำไม

ทุกวันนี้แม้จะมีรอยยิ้มมากขึ้นอยู่บ้าง แต่เป็นรอยยิ้มที่เปื้อนความเศร้าหมอง หากคนเคยรู้จักระมิงค์ก็สัมผัสได้ทันทีว่าเธอเปลี่ยนไป แม้แต่คนไม่เคยรู้จักกันอย่างเจนยังสังเกตได้




Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2565
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2565 10:09:38 น.
Counter : 612 Pageviews.

0 comments
๏ ... คิดบ้าง > ลิง ค่าง < บิดเบือน ... ๏ นกโก๊ก
(9 มิ.ย. 2567 18:31:15 น.)
๏ ... ใต้ฟ้า เหนือดิน ... ๏ นกโก๊ก
(8 มิ.ย. 2567 12:20:08 น.)
O, du mein holder Abendstern from Tannhäuser by Richard Wagner ปรศุราม
(8 มิ.ย. 2567 11:28:26 น.)
๏ ... สรรเสริญ เทอดทูน คุณพระ คัมครอง ... ๏ นกโก๊ก
(8 มิ.ย. 2567 17:49:01 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Magnolia.BlogGang.com

Alex on the rock
Location :
มหาสารคาม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 42 คน [?]

บทความทั้งหมด