พฤษภาคม 2558

 
 
 
 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
Italy [Review] Part 7: เพราะโลกมันเอียงที่ Pisa และชอปปิ้งที่ The Mall Outlet
เพราะโลกมันเอียง ณ เมือง Pisa และชอปปิ้งที่ The Mall Outlet
ขึ้นรถไฟ นั่งรถบัสตะลุย 2 เมือง




ความเดิมตอนที่แล้ว

Italy [Review] Part 1: Get Ready! จะไปอิตาลี รู้รึยัง?

ผ่านมาครึ่งทางแล้วกับทริปอิตาลีค่ะ แต่ความสนุกยังไม่หมดเท่านี้แน่นอน วันนี้เราจะได้ออกนอกเมืองกันแล้วจ้า เป้าหมายของวันนี้มี 2 ที่ค่ะ ที่แรกคือ เมือง Pisa เพื่อไปดูให้เห็นด้วยตาตัวเองกับหอเอนปิซ่า สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เล่าเรียนกันมาตั้งแต่เด็ก อีกเป้าหมายนึง (ที่ดูจะขัดกันกับเป้าหมายแรกสุดๆ) คือการไปชอปปิ้งที่ outlet ชื่อ The Mall Outlet ค่ะ ตามมาเที่ยวกันเลย

9.30: Take a train to Pisa

เราไปเมืองปิซ่ากันด้วยรถไฟค่ะ เมืองปิซ่าห่างจาก Florence เพียงแค่ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เราเลยเลือกใช้บริการรถไฟแบบ local ค่ะ รถไฟประเภทนี้เราไม่สามารถซื้อล่วงหน้าตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทยได้นะจ๊ะ ต้องไปซื้อที่อิตาลี แนะนำว่าหากใครไปช่วงพีคๆนักท่องเที่ยวเยอะ อาจจะแวะไปซื้อตั๋วไว้ก่อนวันเดินทางก็ได้ค่ะ แต่ถ้าไปต้นมีนาอย่างเรา เราไปซื้อเอาวันที่จะไปเลย

วิธีการซื้อ ง่ายๆ เมื่อเอาตัวไปถึงสถานีรถไฟ Santa Maria Novella แล้ว มองหาตู้สีเชียวๆแดงๆของ trainitalia เลือกตู้ที่มันเขียนว่ารับทั้ง cash และ card นะคะ เพราะถ้าเป็น card มันต้องมี pincode ด้วย เราเลยใช้เงินสดซื้อค่ะ ถึงตู้ปุ๊ปก็เลือกสถานี Pisa Centrale (ต้องบอกก่อนว่าสถานีรถไฟที่ Pisa มี 2สถานี คือ Pisa Centrale และ Pisa San Rossore จริงอยู่ค่ะที่สถานี Pisa San  Rossore จะใกล้หอเอนปิซ่ามากกว่า แต่มันเป็นสถานีเล็กๆค่ะ รอบรถไฟจะไม่ค่อยมีบ่อยเท่าอีกสถานีเท่าไหร่ อีกทั้งถ้าไม่ได้ซื้อตั๋วแบบ roundtrip มา ขากลับนี่หาที่ซื้อไม่ได้เลยแหละ..ดังนั้นเราจึงแนะนำให้ลงที่ Pisa Centrale ค่ะ) และเนื่องจากเรายังไม่แน่ใจเวลากลับเลยซื้อตั๋วเที่ยวเดียวไว้ก่อนค่ะราคา 8 ยูโร ต่อคน/เที่ยว แล้วขากลับค่อยมาซื้อตั๋วขากลับอีกที

หลังจากได้ตั๋วแล้ว รอดูกระดาน Departure ว่ารถไฟของเราออกจากชานชลาไหน เมื่อทราบแล้วก็เดินไปเลยค่ะ อ๊ะๆ อย่าลืม Validate ตั๋วนะจ๊ะ เนื่องจากนี่เป็นรถไฟแบบ localค่ะ หาเครื่องเขียวแบบข้างล่างนี้ใส่ตั๋วเข้าไปในช่องเลื่อนไปทางซ้าย มีเสียงดังจิ๊ก เป็นอันเสร็จเรียบร้อยขึ้นรถไฟไปหาที่นั่งได้ตามสบาย

เพียง 1 ชั่วโมงนิดๆก็ถึงสถานี นักท่องเที่ยวลงกันมาเยอะเลยค่ะ จากสถานีสามารถนั่งรถบัสไปหอเอนปิซ่าหรือจะเดินไปก็ได้ค่ะ ประมาณ 30 นาที เราเลือกที่จะเดินไปเอง ทางง่ายมากๆตรงไปบนถนน Corso Italia อย่างเดียวเลย สุดทางแล้วก็เลี้ยวซ้าย ไม่มีทางหลงเลยจ้า มีเพื่อนเดินเยอะแยะ อีกทั้งบน Corso Italia ยังมีร้านค้าให้ดูเพลินๆอีกด้วย

หน้าตาตั๋วและเครื่อง Validate ตั๋วที่สถานี Firenze SMN



สถานีรถไฟ Pisa Centrale


แผนที่แบบอาร์ตๆที่สถานีช่วยให้เห็นภาพมากขึ้น


บรรยากาศบน Corso Italia


ถึงแล้วค่า หอเอนปิซ่า


Leaning Tower of PisaSmiley

หรือหอเอนปิซ่า คือ หอระฆังค่ะ จำได้มั๊ยเอ่ยตอนที่เราพาไปเที่ยว Duomo ของ Florence กัน Piazza del Duomo ของ Florence ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1. Bell tower 2. Cathedral หรือDuomo และ 3. Baptistery ที่เมือง Pisa ก็เช่นเดียวกันค่ะ พื้นที่กว้างๆบริเวณนี้ก็ชื่อ Piazza del Duomo เหมือนกัน ประกอบไปด้วย 3 สถานที่สำคัญเช่นกัน ดังนั้นเวลาไปคุยกับใครอย่าลืมบอกชื่อเมืองนะคะ เดี๋ยวจะงงกันไปหมด Smiley

ทำไมหอเอนปิซ่าถึง “เอน”? Why the leaning tower of Pisa, lean?

หอเอนปิซ่ามีการเอียงไปข้างนึงก็เพราะ”ดิน”มันนิ่มเกินไปค่ะ ทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักของ Bell tower ได้ งานก่อสร้างเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1173 ภายใต้การควบคุมของ Guglielmo และ Bonnano Pisano การเอียงของ tower พบครั้งแรกตอนปี 1185 จ้า พบปุ๊ป งานก่อสร้างหยุดปั๊ปไปอีก 90 ปีเลยค่ะ จนต่อมามีการเข้ามาจัดการกับความเอียงนี้ อย่างไรก็ดีมันก็ไม่สามารถกลับมาตรงได้ดังเดิม สุดท้ายในปี 1360 เลยต้องตัดจบความสูงของ Leaning tower ไว้เพียงประมาณ 51 เมตร ตามที่เราเห็นค่ะ

เรื่องมันไม่จบเพียงเท่านั้น ภายหลังมีการก่อสร้างเพิ่มเติมบริเวณนี้ในต้นศตวรรษที่ 19 ทำให้หอเอนมันเอนเร็วขึ้นกว่าเดิมค่ะ เค้าจึงได้มีการปิดหอเอนไม่ให้ใครขึ้นไปช่วงหนึ่ง และเพิ่งจะมาเปิดอีกครั้งก็ตอนปี 2001 นี่เอง


ดังนั้นเพื่อนๆสามารถขึ้นไปบนหอเอนปิซ่าได้นะคะ ด้วยราคา 18 ยูโร จำกัดเวลาครั้งละ 30 นาทีค่ะ ตั๋วสามารถซื้อได้ที่ตึกใกล้ๆกันหรือสามารถจองล่วงหน้าไปก่อนที่ www.opapisa.it

หัวใจดวงใหญ่ๆที่หอเอนปิซ่า Smiley


ถ้าเพื่อนๆมีเวลาลองแวะไปชม Cathedral, Baptistery และตึกอื่นๆรอบๆนั้นได้นะคะ Cathedral ให้เข้าชมฟรีค่ะ ส่วน Baptistery เสียค่าเข้าชม 5 ยูโร

วันนั้นที่ไป Cathedral มีการซ่อมแซมอยู่


Baptistery


ระหว่างทางเราก็แวะทานข้าวแถวๆนั้นค่ะ ก่อนเดินกลับไปสถานีรถไฟเพื่อกลับไป Florence

15.30: Take a bus to TheMall Outlet

ลงรถไฟปุ๊ป ก็พร้อมไปชอปปิ้งต่อที่ outlet แล้วค่ะ The Mall Outlet ตั้งอยู่ที่เมือง Leccio ถือว่าเป็น outlet ที่ใกล้ Florence มีหลายแบรนด์และเดินทางสะดวกค่ะ

The Mall outlet เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00-19.00 แต่ขยายเวลาปิดเพิ่มถึง 20.00 สำหรับเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม

ปิดวันที่ 1 มกราคม 5 เมษายน 25 และ 26 ธันวาคม

วิธีสะดวกที่สุดคือนั่งรถบัสของ the mall outlet ประมาณครึ่งชั่วโมง มาลงที่ outlet เลยค่ะ แต่ไม่ฟรีนะจ๊ะ มีค่ารถ 5 ยูโร ดาวน์โหลดตารางรถขาไปขากลับได้ ที่นี่

ก่อนอื่นเลยเราต้องหาท่ารถบัสให้เจอก่อนค่ะ ค่อนข้างยากเหมือนกันนะ มันอยู่ใกล้ๆสถานีรถไฟ Firenze SMN นั่นแหละค่ะ แต่ต้องข้ามถนนมาถึงจะเจอกับท่ารถบัส ที่อยู่ของมันคือ BUSITALIA/SITAdepot – Via Santa Caterina da Siena 17

เมื่อไปถึงแล้วก็เดินไปที่อาคารซื้อตั๋วค่ะ บอกเค้าไป the mall outlet ซื้อแบบ roundtrip ไปเลยนะคะ เสร็จแล้วก็ถามเค้าว่าให้รอที่ท่ารถเบอร์อะไร ก่อนขึ้นรถก็ต้องเอาตั๋วไป validate เหมือนกันเครื่องหน้าตาสีเหลืองๆค่ะ

ภายในสถานี


เครื่อง validate


พอได้เวลารถก็จะวนมารับ เพื่อนร่วมทางของเราก็เป็นชาวเอเชียทั้งนั้นเลยค่ะ แต่ละคนนี่เอากระเป๋าเดินทางกะมาหอบกระเป๋ากลับบ้านกันเลย

เรามาดูกันดีกว่าว่าที่ The Mall Outlet มี Brand อะไรขายบ้าง

BRAND



รุ่นและราคา

ก็เป็นธรรมดาค่ะที่ outlet จะเอาของตกรุ่นมาขาย แต่ก็พอมีสวยๆอยู่บ้างนะคะ แต่อย่างบางแบรนด์เราก็ไม่เคยเห็นรุ่นนั้นมาก่อนด้วยซ้ำ จนบางครั้งคิดว่านี่เค้าผลิตมาเพื่อขายใน outlet โดยเฉพาะเลยหรือเปล่า เพื่อนๆต้องลองมาเลือกดูด้วยตัวเอง…โดยส่วนตัวคิดว่ากระเป๋าที่น่าจะมาซื้อที่ outlet ที่สุดก็พวกกระเป๋าสตางค์ค่ะ มีแบบให้เลือกเยอะมากๆ หลากสี ดูแล้วก็ไม่ตกรุ่นค่ะ แถมราคาก็ถูกกว่าไปซื้อข้างนอกแน่นอน

บรรยากาศร้านต่างๆ โดยเฉพาะ Gucci และ Prada ใหญ่โตมากเลยค่ะ




Tax Refund

ในฐานะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เราสามารถขอ VAT Refund คืนได้ 12.5% ค่ะ (จาก VATจริงๆของราคาของใช้และเครื่องประดับทั่วไป 22%) มูลค่าขั้นต่ำที่จะต้องซื้อเพื่อให้ได้ VAT Refund คือ 155 ยูโร ต่อใบเสร็จ ดังนั้นเวลาไปเที่ยวอย่าลืมพกพาสปอร์ตไปด้วยนะคะ แล้วก็ขอให้เค้าทำเอกสาร VAT Refund ค่ะ ไม่ว่าจะชอปปิ่งที่เมืองไหนในอิตาลีก็ตามนะ เค้าจะให้มาเป็นซองกระดาษ ด้านในมีใบเสร็จกับใบ VAT Refund มีข้อมูลว่า ราคาของเท่าไหร่ เราจะได้เงินคืนเท่าไหร่ ใครเป็นคนซื้อ passport เบอร์อะไร ประมาณนี้ เก็บไว้ให้ดีนะคะ เงินทั้งนั้นเลย

บริษัทที่ออกเอกสาร VAT Refund ใหญ่ๆที่อิตาลีมีอยู่ 3 บริษัทด้วยกัน คือ

1. Global Blue 2. Vat Refund และ 3. Premiere Tax Free

VAT Refund counter ที่แอร์พอร์ต

ถ้าเพื่อนๆกลับทาง Milan Malpensa Airport เคาเตอร์ทำเรื่อง VAT Refund อยู่ Terminal 1 ชั้น 1 Gate B แต่ถ้ากลับทาง Rome Fiumicino Airport เคาเตอร์ทำเรื่องVAT Refund อยู่ Terminal 3 Gate H นะคะ

ขั้นตอนในการทำ VAT Refund แบบรับเป็นเงินสด

1. ตรวจสอบให้เรียบร้อยว่ามีเอกสารสำหรับของทุกชิ้นที่เราจะขอ VAT Refund

2. เดินไปต่อคิวศุลกากรเพื่อให้เจ้าหน้าที่ประทับตราให้ค่ะ (ไม่ใช่แถว Cash refund ของแต่ละบริษัทนะ อันนั้นขั้นตอนต่อไป) ขั้นตอนนี้ลากกระเป๋าเข้าไปด้วยนะคะเพราะบางทีเค้าก็ให้โชว์ของที่ซื้อมา เอกสารการจองตั๋วเครื่องบินขากลับก็ต้องมี เจ้าหน้าที่บางคนขอดูเพื่อเป็นการยืนยันว่าเราจะออกนอกประเทศจริงๆ

3. เมื่อเจ้าหน้าที่ปั๊มให้เรียบร้อยแล้วก็เดินไปต่อคิวขอ Refund จากแต่ละบริษัทค่ะ เช่น ถ้าเอกสารมีทั้งของ Global Blue และ Premiere Tax Free ก็ต้องไปต่อคิวทั้ง 2 บริษัทนะคะ

การขอคืนเป็นเงินสดมีข้อดีคือ เราได้เงินมาเลยไม่ต้องรอค่ะ เพราะเราเคยขอที่อังกฤษเป็นแบบเครดิต กว่าเงินจะเข้าก็หลายเดือนเลย บางบริษัทให้มาเป็นเชคต่างประเทศ ค่าเอาเชคไปขึ้นเงินผ่านธนาคารไทยยังแพงกว่า refund ที่ได้คืนอีกค่ะ จากนี้ไปเลยเลือกเอาเป็นเงินสดเลยดีกว่า…ส่วนข้อเสียคือเค้าจะหักค่าธรรมเนียมไว้ส่วนนึง ประมาณ 3 ยูโร ต่อใบเสร็จ เราก็จะได้เงินน้อยกว่าที่ควรจะได้คืนค่ะ ก็ต้องแลกกันไปเนอะ

เพื่อความไม่ประมาท เผื่อเวลาการขอ VAT Refund นี้ไว้ซัก 1 ชั่วโมงเลยค่ะ

(ปล. หากใครยังไม่จุใจ ตามเราไปชอปปิ้งต่อที่มิลานได้ค่ะ)

ชอปปิ้งกันเพลินๆที่ The Mall Outlet ถ้าหิวขึ้นมาก็มีร้านอาหารให้ทานนะคะ ถ้าใครจะเข้าห้องน้ำก็ไปเข้าในร้านอาหารได้เหมือนกัน

ชอปปิ้งกันถึงเย็น


วันนั้นสุดท้ายได้กระเป๋าติดมือกลับมาด้วย 2 ใบค่ะ พ้ายแพ้คุณพี่ชาวจีนที่ถือมากันเต็มไม้เต็มมือ 55 ระวังอย่าชอปปิ้งเพลินนะคะ ดูเวลารถกลับด้วย ใกล้ๆเวลาก็มารอรถที่เดิมกับตอนขามาค่ะ พอรถมาปุ๊ป ยื่นตั๋วให้คนขับดูแล้วก็ขึ้นนั่งได้เลย

ตื่นมาอีกทีก็ถึง Florence แล้ว เป็นอีกหนึ่งวันที่สนุกและก็เหนื่อยค่ะ เพราะเดินทางเยอะอยู่ ขึ้นรถไฟต่อรถบัสกันทั้งวัน ขอตัวกลับที่พักก่อนะคะ พรุ่งนี้จะไป SIENA ค่ะ เมืองที่เราชอบมากๆในทริปนี้ ฝากติดตามกันด้วยค่ะ


ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยค่ะ

Day 7 : Siena (Duomo and Piazza del Campo) here

Day 8: Venice (Saint Mark Basilica, Doge’s palace, Bride of sighs) here

Day 9 : Murano and Burano island here

 Day 10 : Milan (Duomo and Santa Maria Church for “The Last Supper”) here




Create Date : 10 พฤษภาคม 2558
Last Update : 25 มิถุนายน 2558 21:48:11 น.
Counter : 24744 Pageviews.

9 comments
  
สวยมากค่ะ น่าไป
โดย: mariabamboo วันที่: 10 พฤษภาคม 2558 เวลา:18:47:56 น.
  

มาเยี่ยมชม มาทักทายครับ

มาตามเที่ยวตามชมด้วยคนครับ เห็นภาพบ้านเมืองเขาแล้วดูสะอาดสะอ้านดีจังเลยครับ หอแอนฯ เห็นเวลานักท่องเที่ยวไปถ่ายภาชอบทำท่าผลักหอเอียงครับ จขบ. ได้แต่กระโดดอย่างเดียวเองเหรอครับ?

บล็อกนี้เรื่องราวและรายละเลียดเยอะมาก ๆ เลยครับ เป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังหาข้อมูงท่องเที่ยวมากเลยครับ ว่าแล้วผมก็โหวตเพื่อเป็นกำลังใจให้ครับ

บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ




บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
jellyjourney Travel Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


อิอิ

โดย: อาคุงกล่อง วันที่: 10 พฤษภาคม 2558 เวลา:18:49:12 น.
  
อาคุงกล่อง...นู๋ก็ทำท่าผลักน้าา แต่รูปออกมาท่าทางประหลาดมากค่า ไม่กล้าเอามาลง
ขอบคุณที่เข้ามาโหวตให้นะค้า
โดย: jellyjourney วันที่: 10 พฤษภาคม 2558 เวลา:22:17:10 น.
  
thx u crab
โดย: Kavanich96 วันที่: 15 พฤษภาคม 2558 เวลา:2:20:56 น.
  
ได้ทั้งสาระและความบันเทิง อ่านเห็นภาพ น่าเดินตามรอยค่ะ อาหารแพงมากๆเลย
โดย: Nitaya IP: 37.59.6.32 วันที่: 13 พฤษภาคม 2559 เวลา:14:06:57 น.
  
รบกวนถามหน่อยค่ะ ราคาที่outletพอจะมีกระเป๋าหรือกระเป๋าตังค์ ที่ราคาไม่เกิน100€ หรือร้อยต้นๆ มั้ยคะ? จะไปอิตาลีช่วงกค-สคนี้ค่ะ กลัวไปละมันแพงเกิน ฮ่าๆ ขอบคุณนะคะ
โดย: ปราง IP: 171.7.22.6 วันที่: 31 พฤษภาคม 2559 เวลา:9:30:50 น.
  
ปราง - มีค่ะมี แต่ไม่แน่ใจว่าจะถูกใจรึปล่าวน้า
โดย: jellyjourney วันที่: 12 มิถุนายน 2559 เวลา:22:27:22 น.
  
ต้นเดือนหน้าจะไปลุยแล้วค่ะ. ขอบคุณข้อมูลดีๆค่ะ
โดย: นางน้อย IP: 58.11.69.164 วันที่: 7 มิถุนายน 2560 เวลา:3:10:00 น.
  
ถ้าช้อปเพลินเลยเวลารถบัสรอบสุดท้าย. ค่าแท็กซี่ไม่รู้แพงป่ะคะ. แล้วจะไปแบบเจาะจงPrada เลย เพื่อsave time ต้องทำการบ้านยังไงบ้างคะ
โดย: นางน้อย IP: 58.11.69.164 วันที่: 7 มิถุนายน 2560 เวลา:3:13:00 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



jellyjourney
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 56 คน [?]



สวัสดีค่ะ ชื่อ เยลลี่ นะคะ blog นี้สร้างขึ้นเพื่อเอาไว้แบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ในการไปเที่ยวของเรากับเพื่อนๆทุกคน เข้ามาเยี่ยมชม มาคุยกัน หรือมีอะไรติชมแนะนำกันได้นะคะ

Facebook page: Jellyjourney

follow my Instragram @JELLYJOURNEY for extraordinary pics in my ordinary life
+++ Please stay tuned for "Norway" trip +++