พฤษภาคม 2558

 
 
 
 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
Italy [Review] Part 6: Florence 1 วันกับที่สุดของที่สุด Uffizi & Accademia Gallery / Ponte Vecchio
1 วันกับที่สุดของที่สุด
ชมภาพวาด Birth of Venus ที่ Uffizi Gallery
คุยกับชายหนุ่มนามว่า David ที่ Accademia Gallery
และข้ามสะพาน Ponte Vecchio สัญลักษณ์ของเมืองฟลอเรนซ์



ความเดิมตอนที่แล้ว
Italy [Review] Part 1: Get Ready! จะไปอิตาลี รู้รึยัง?

ทวนกันอีกซักรอบ เรานอนที่ Florence 4 คืน แต่เที่ยวใน Florence 2 วัน และทำ one day trip ไป Pisa 1 วันและ Siena 1 วันค่ะ รายละเอียดดังข้างล่างค่ะ

Day 4 : Florence (Piazza del Duomo, Dante Church และ Pallazo Vecchio)

Day 5 : Florence (Uffizi Gallery, Accademia Gallery, Orsanmichele, และ Ponte Vecchio)

Day 6 : Pisa and “The Mall” Outlet

Day 7 : Siena (Piazza del Duomo และ Palazzo Pubblico)


วันที่สองในฟลอเรนซ์ค่า วันนี้เป็นวันที่เราต้องเก็บสถานที่สำคัญๆในเมืองนี้ทั้งหมด เนื่องจากอีกสองวันคือเสาร์อาทิตย์เราจะออกไปเที่ยวเมือง Pisa และ Siena ค่ะ

หลังจากผ่านเหตุการณ์ black death ที่คร่าชีวิตผู้คนมากมายไปในศตวรรษที่ 13 ยุโรปก็เริ่มฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งในศตวรรษที่14 โดยเมืองที่เป็นจุดเกิดของยุค Renaissance ก็คือเมือง Florence นั่นเอง  Renaissance มาจากคำว่า rebirth ก็คือการกลับมาเกิดใหม่ของศิลปะแบบกรีกและโรมันที่เสื่อมสลายไปตั้งแต่จักรวรรดิโรมันล่มสลาย ยุคนี้เป็นยุคที่เชื่อในความงามของมนุษย์ และเชื่อในศักยภาพที่อยู่ในตัวมนุษย์ เป็นยุคแห่งการแสวงหาและเริ่มมีการเข้ามาของวิทยาศาสตร์ ในด้านศิลปะ ศิลปินชื่อดังหลายท่านได้อาศัยและสร้างผลงานศิลปะในเมือง Florence ตัวอย่างเช่น Michelangelo ก็สร้างผลงานอยู่ที่ Florence ก่อนแต่ต่อมาถูกเรียกไปทำงานที่โรมทำให้ศิลปวิทยาแผ่ขยายไปยังเมืองอื่นๆในประเทศอิตาลีและประเทศอืนๆในยุโรป

ที่เมืองฟลอเรนซ์นี้มีพิพิธภัณฑ์ที่โด่งดังระดับโลกอยู่ 2 แห่ง คือ Uffizi Gallery และ Accademia Gallery ซึ่งวันนี้เราจองรอบเข้าชมตอนเช้าไว้ที่ Uffizi และตอนบ่ายที่ Accademia ราคาค่าเข้าชม Uffizi 12 ยูโร และ Accademia 8 ยูโร แต่ถ้าซื้อล่วงหน้ามีค่าซื้อ 4 ยูโร เพิ่มเข้าไปค่ะ เดือนมีนาที่เราไปคนยังไม่เยอะเท่าไหร่ จริงๆไม่ต้องซื้อล่วงหน้าก็ได้ แต่ถ้าเพื่อนๆไปช่วงหน้าร้อนที่อิตาลี ซื้อไปก่อนก็น่าจะดีกว่าค่ะ

9.30: Uffizi Gallery

เดินจากที่พักมา Uffizi Gallery แค่ 10 นาทีก็ถึงแล้ว เอาใบที่ปรินท์ออกมาไปแลกกับตั๋วจริงเสร็จแล้วก็เข้าไปชมได้เลยค่ะ Uffizi Gallery เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีงานศิลปะดังๆเยอะมากและก็มีขนาดกำลังพอดีๆไม่ใหญ่จนเกินไปค่ะ ตัวตึกเป็นรูปตัวยูมี 2 ชั้น ชั้นบนจะเป็นรูปภาพกับรูปปั้น ส่วนชั้นล่างจะเป็นรูปภาพค่ะ เราเริ่มจากการเดินด้านบนก่อน แต่ละห้องจะแบ่งเป็นแต่ละยุคตั้งแต่ภาพสมัยยุคกลางจนมาถึงยุค Renaissance ระเบียงด้านหน้าของแต่ละห้องปูด้วยหินอ่อนและประดับด้วยรูปปั้นอย่างสวยงามค่ะ

ทางเดินใน Uffizi



“Primavera”, Botticelli, 1478


ภาพนี้แสดงบรรยากาศในฤดูใบไม้ผลิ ตรงกลางคือ Venus, Goddess of love เดินเล่นในสวนส้มด้านขวาสุดตัวสีฟ้าๆเป็นตัวแทนของลมค่ะ ด้านซ้ายสุดเป็นเทพ Mercury ยืนอยู่กับตัวแทนความรักทั้งสาม คือ love of beauty, love of people, และ sexual love ส่วนด้านบนเป็น cupid ถูกปิดตาอยู่ แต่ก็ยังเล็งลูกศรอยู่นะ เอ๊ะ ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วลูกศรแห่งความรักจะไปถูกใคร Smiley

“Birth of Venus”, Botticelli, 1485


ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Botticelli อยู่ที่ Uffizi นี่เองค่ะรูปนี้คุ้นตาดีตั้งแต่เด็กๆ Venus ยืนอยู่บนฝาหอยเพิ่งเกิดขึ้นมาจากคลื่นในทะเล ด้านขวามีพี่เลี้ยงคอยรอแต่งตัวให้ ส่วนด้านซ้ายก็เป็น god and goddess of wind ค่ะ ลมพัดจนดอกไม้ปลิวว่อน ฟรุ้งฟริ้งดีจัง วีนัสนู้ดยืนอยู่ตรงกลาง body line แบบ S Curve ผมปลิวสไวตามลม ประกอบกับการใช้สีโทนพาสเทลของศิลปิน ช่างดูอ่อนละมุนมากเลยค่ะ

“Slander”, Boticelli


“Annunciation”, Leonado Da Vinci


“Madonna and Child with Two Angels”, Filippo Lippi, 1465


“Madonna of the Goldfinch”, Raphael


เดินเสร็จประมาณ 12.50 ก็แวะไปหาอะไรทานก่อนจะไป Academia Gallery ค่ะ

Uffizi Gallery เปิดวันอังคาร ถึง อาทิตย์ ตั้งแต่ 8.15-18.50 ค่ะ ที่นี่ปิดวันจันทร์ วันที่ 1 มกราคม 1 พฤษภาคมและ 25 ธันวาคม ค่ะ

13.10: Lunch at I Fratellini

ร้านแซนด์วิช I Fratellini เป็นร้านแซนด์วิชเล็กๆที่ขายแบบ to go ค่ะ เค้าจะมีไส้ให้เลือกกว่า 20 ไส้แหนะ เราก็แค่เลือกแล้วก็บอกไปว่าเอาเบอร์อะไร แปปเดียวก็ได้แซนด์วิชร้อนๆค่ะ ไส้มันอาจจะไม่ได้เยอะเท่าไหร่นะคะ แต่เราว่าไส้และขนมปังร้านนี้อร่อยมากเลยค่ะ เข้ากันดี คน local ก็มาทานกันเยอะ แสดงว่าเป็นร้านที่ใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย ราคาประมาณชิ้นละ 2.5-3 ยูโร ร้านเปิดตั้งแต่ 9.30 ถึงเย็นๆค่ะ

ด้านหน้าร้านมีคนยืนทานอยู่เลย



วันนั้นเราทานไส้เห็ด แตงกวาดองแล้วก็แฮม


ซื้อเสร็จปุ๊ปก็รีบเดินมา Accademia Gallery ค่ะ รอเวลาเข้าอีกสักพักเลยได้นั่งทานแซนด์วิชจนหมดพอดี

13.30: Accademia Gallery

มาที่นี่เพื่อมาดูรูปปั้น David ฝีมือ Michelangelo โดยเฉพาะเลยค่ะ ในปี 1501 Michelangeloในวัย 26 ปีได้รับมอบหมายให้ปั้นรูปปั้นขนาดใหญ่เพื่อประดับบนหลังคาของ Duomo Michelangelo ได้รับหินอ่อนมา 1ก้อน ซึ่งเป็นก้อนที่ถ้าเป็นคนอื่นคงปฏิเสธและให้เปลี่ยนก้อนไปแล้ว เพราะมันทั้งสูงทั้งบางแล้วก็ทั้งเปราะ แต่ Michelangelo ก็ไม่ยอมเปลี่ยนค่ะ เค้าเป็นคนที่ชอบความท้าทาย ว่าแล้วก็หยิบค้อนมาจัดการหินก้อนนี้จนกลายเป็น David นั่นเอง


เรื่องราวของ David มาจากคัมภีร์ไบเบิ้ล David เป็นชื่อของชายหนุ่มซึ่งกล้าหาญที่จะสู้กับยักษ์ตนหนึ่งนามว่า Goliath อาวุธของ David มีเพียงห่วงเชือกที่เอาไว้ขว้างหิน (Sling) กับหินหนึ่งก้อนเท่านั้น สุดท้าย David ก็ล้มยักษ์ Goliath ได้...ทำให้ David ถือเป็นตัวแทนของ Renaissance Man อย่างแท้จริง เพราะมีเพียงแค่รูปร่างที่พระเจ้าให้มาและสติปัญญาในการต่อสู้ของเค้า ก็ทำให้ได้รับชัยชนะแล้ว หากเรามองดูรูปปั้น David ใกล้ๆเราจะเห็นกล้ามเนื้อของ David และสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

รูปปั้น David สูงกว่า14 ฟุต ท่วงท่าของ David ก็คือท่าที่พาด sling อยู่ที่บ่า มืออีกข้างกำหินอยู่ค่ะ ตามองไปที่ยักษ์ Goliath พร้อมต่อสู้ ตอนแรกที่บอกว่ารูปปั้นนี้ตั้งใจจะให้อยู่ที่ Duomo สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ นำมาไว้อยู่หน้า Town hall หรือ Palazzo Vecchio ที่พาไปเที่ยวกันในบลอคที่แล้ว ผ่านฝนผ่านหนาวมากว่า 350 ปีรูปปั้น David ก็เริ่มจะโทรมลง ทางการจึงนำ David เค้ามาอยู่ในที่ร่ม เอ๊ะ อยู่ที่ไหนดี สร้างบ้านให้ David เลยละกัน จึงเกิด Accademia Gallery ขึ้นมาค่ะ

บ้านใหม่ของ David สวยงามเชียว


ดูดีๆ David จะหัวโตนิดหน่อย เพราะตอนแรกตั้งใจจะให้อยู่บนหลังคา แล้วเรามองจากมุมล่างค่ะนอกจาก David แล้วที่นี่ยังแสดงผลงานอื่นๆของ Michelangelo ด้วย

“The Prisoner” 1516 – 1534


หินหลายๆก้อนชุดนี้ได้ชื่อว่า Prisoner ค่ะ จะว่าไปมันเหมือนแบบร่าง แบบ sketch ของศิลปินที่วาดรูปแต่นี่มันคือแบบฝึกฝนของ Michelangelo รู้มั๊ยคะว่าเค้าเป็นคนที่ไม่มีการร่างแบบก่อนด้วยนะ เรียกว่า ได้หินมาปุ๊ปหยิบค้อนแกะทันที (จำได้มั๊ยค่ะว่าเราเคยคุยไปว่า Michelangelo มีชื่อเสียงในงานแกะสลักหินและเค้าก็ถือว่าตัวเค้าเป็นช่างแกะสลักหินมากกว่านักวาดรูปซะอีก แต่คนเก่งทำอะไรก็เก่งเนอะขนาดไปแหงนหน้าวาดรูปบนเพดานใน Sistine chapel ยังโด่งดังระดับโลกเลย)

ชื่อ Prisoner นี่ก็สื่อดีเหมือนกันเพราะหินแต่ละก้อน Michelangelo แกะสลักยังไม่เสร็จซักชิ้นบางชิ้นมีแค่ตัวกับขา หัวยังไม่มีเลย ก็เหมือนกับนักโทษที่กำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพเอาตัวเองออกมาจากสิ่งที่กักขังไว้ คือก้อนหินนั่นเองค่ะ

The Unfinished Pieta อีกหนึ่งรูปปั้นผลงานของลูกศิษย์ Michelangelo ค่ะ


Giambologna’s Rape of the Sabines


Accademia Gallery เปิดวันจันทร์ ตั้งแต่ 8.15 ถึง 14.00 วันอังคารถึงอาทิตย์ เปิดตั้งแต่ 8.15 - 19.15 ที่นี่ปิดวันจันทร์หลังบ่าย 2 วันที่ 1 มกราคม และ 25 ธันวาคมค่ะ

14.30: Orsanmichele

ระหว่างทางจาก Accademia Gallery จะไป Ponte Vecchio ก็เดินผ่านอีกหนึ่งสถานที่สวยๆค่ะ แต่ก่อนที่นี่เคยเป็นยุ้งฉางและเป็นตลาดค้าเมล็ดธัญพืช แต่ต่อมาก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นโบสถ์จนถึงปัจจุบันนี้ Orsanmichele งามทั้งด้านนอกและด้านในค่ะ เรามาเริ่มจากด้านนอกก่อนผนังของที่นี่ได้รับการตกแต่งด้วยรูปปั้นที่บรรดาพ่อค้าผู้ร่ำรวยแต่ละตระกูลก็ไปจ้างศิลปินมาปั้นมาหล่อรูปปั้น saint ที่ตัวเองนับถือ ศิลปินเหล่านั้นได้แก่ Ghiberti, Donatello, Verrocchio, และ Giambologna แต่ที่เราเห็นตอนนี้เป็นแค่ของจำลองค่ะ ของจริงเก็บอยู่ที่ด้านใน ใน Museo di Orsanmichele ซึ่งเปิดแค่วันจันทร์ แค่นี้ก็เวอร์วังค์อลังการมากแล้วใช่มั๊ย ไปต่อกันด้านในจะเห็น Tabernacle หรือแท่นบูชาแบบ Gothic ผลงานของ Andrea Orcagna ในแท่นบูชานี้มีรูปวาด Madonna and Child ตั้งแต่ปี 1348 อยู่ด้วย

Orsanmichele จะอยู่ในถนนแคบๆเองค่ะ ถ้าไม่สังเกตดีๆอาจจะเดินเลยผ่านไปได้


หนึ่งในรูปปั้น


Tabernacle ด้านใน


เดินเล่นระหว่างทาง ผ่านมาเจอ Piazza della Repubblica


17.30: Ponte Vecchio

มาถึงที่นี่ตอนเริ่มเย็นพอดีค่ะ ถ้าใครได้อ่านหนังสือ Inferno ของ Dan Brown มาคงคุ้นเคยกับที่นี่ดีเลยแหละ ตอนเราอ่านก็ตื่นเต้นมากๆ มีที่ไหนพระเอกวิ่งอยู่บนสะพาน แต่เป็นทางเชื่อมที่สร้างทับบนสะพานอีกทีนึกยังไงก็นึกไม่ค่อยออก จนต้องมาแอบดูรูปค่ะถึงจะเริ่มเข้าใจ สะพานที่ว่านี้คือ Ponte Vecchio เป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำ Arno

รูปนี้ถ่ายจาก Uffizi Gallery ค่ะ


Ponte Vecchio เป็นสะพานที่เก่าที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในฟลอเรนซ์สร้างขึ้นในปี 1345 โดย Taddeo Gaddi เสน่ห์ของสะพานนี้จะอยู่ที่ร้านขายของสองข้างทางบนสะพาน ที่ทำให้เราแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าอยู่บนสะพาน ร้านค้าบนสะพานเป็นร้านขายทองขายเครื่องประดับค่ะ เลยไม่ได้ซื้ออะไรเลย แต่ก่อนเป็นร้านขายเนื้อนะ แต่หลังจากกษัตริย์ Cosimo ที่หนึ่งย้ายมาอยู่ที่ Palazzo Vecchio ก็ทนกลิ่นไม่ไหวจึงสั่งให้พ่อค้าเนื้อทั้งหลายย้ายไปอยู่ที่อื่นและเอาร้านเครื่องประดับมาแทนจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

เชื่อหรือไม่ว่า ความสวยทำให้ Ponte Vecchio หลบลูกระเบิดได้ในปี 1944 ตอนที่กองทัพนาซีบุกอิตาลี นายทหารได้รับคำสั่งให้ระเบิดสะพานทุกสะพานในเมืองเพื่อไม่ให้ข้าศึกใช้เป็นทางข้ามแม่น้ำได้แต่เพราะความสวยของ Ponte Vecchio นายทหารทำไม่ลงค่ะไปวางระเบิดที่อื่นแถวๆนั้นแทน ทำให้สะพานที่เราเห็นวันนี้เป็นของแท้ดั้งเดิมจริงๆ

ตัวสะพานทาสีเก๋ไก๋นะคะ วันนั้นมีการซ้อมพายเรือด้วย


ซูมใกล้ๆ


ร้านค้าบนสะพานค่ะ


Vasari corridor

สังเกตดีๆจะเห็นหน้าต่างบานเล็กๆเรียงกันอยู่บนสะพานตรงส่วนที่ทาสีเนื้อๆนั่นแหละค่ะ เค้าเรียกกันว่า Vasari Corridor หรือคือ Corridor ที่ออกแบบโดย Vasari นั่นเอง ทางเดินนี้สร้างทับบนสะพานเลยค่ะ ใช้เชื่อม Palazzo Vecchio และ Palazzo Pitti เอาไว้ให้กษัตริย์เดินทางจากพระราชวังหรือ Pallazo Pitti ไปทำงานที่ Palazzo Vecchio ได้สะดวกๆไงค่ะ นอกจากนี้ก็เอาไว้เผื่อฉุกเฉินเป็นช่องทางหลบหนีด้วยค่ะ


ที่นี่เองที่ Professor Langdon ใน Inferno ใช้หนีผู้ร้ายโดยที่ผู้ร้ายก็ไม่เห็นเลย เพราะผู้ร้ายยืนอยู่บนสะพาน แต่ Langdon วิ่งอยู่ข้างบนนั่นเอง!!

Palazzo Pitti

ปราสาทหลังนี้สร้างและมีชื่อตามพ่อค้า ชื่อ Luca Pitti แต่ต่อมาปราสาทนี้ก็ตกเป็นที่อยู่ของตระกูล Medici มาตั้งแต่ปี 1540 ค่ะ ด้านในปราสาทประกอบไปด้วย 5 พิพิธภัณฑ์ด้วยกันได้แก่ Galleria Palatina, Royal Apartments, Pitti’s modern gallery,Costume gallery และ Museum of silverware ค่ะ ซึ่งแต่ละที่จะแสดงภาพวาดของศิลปินชื่อดัง และของสะสมของตระกูล Medici นอกจากนั้นด้านหลังของ Palazzo Pitti ยังมีสวน Boboli Garden สวนสไตล์ renaissance อีกด้วย ราคาตั๋วค่าเข้าชมทั้งหมด12 ยูโรค่ะ..ที่นี่เราไม่ได้เข้าไปชมนะคะ ได้แต่เดินแวะมาถ่ายรูปค่ะ


เย็นแล้วแวะหาอะไรทานง่ายๆก่อนกลับโรงแรมค่ะ สุดท้ายได้มาทานร้านที่อยู่บริเวณ Palazzo Vecchio ดีใจมากเพราะมันมีอาหารหน้าตาคล้ายๆยำบ้านเรา อร่อยดีค่ะ เปรี้ยวดี หายเลี่ยนเลย



ร้านสวยๆระหว่างเดินกลับโรงแรมค่ะ



ก่อนจาก Florence ขอทิ้งท้ายด้วยภาพฟ้าสวยๆ..คืนนี้หลับฝันดีแน่นอนค่ะ Smiley


เวลาผ่านไป ฟ้าเปลี่ยนสี สีสวยมากกกกกSmiley



เย่ๆ เก็บครบหมดแล้วใน Florence, Florence เป็นเมืองที่มีของสวยๆงามๆเยอะ แถมการเดินทางก็ง่ายมากค่ะ ใครมาอิตาลีพลาดไม่ได้กับเมืองนี้ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปเยี่ยมสิ่งมหัศจรรย์ของโลกกันที่เมือง Pisa แล้วก็แวะไปชอปปิ้งละลายทรัพย์ที่ The Mall Outlet ค่ะ ปูเสื่อรอได้เลย!!

ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะค่าา ตามด้านล่างเลย 

Day 6 : Pisa and “The Mall” Outlet here

Day 7 : Siena (Duomo and Piazza del Campo) here

Day 8: Venice (Saint Mark Basilica, Doge’s palace, Bride of sighs) here

Day 9 : Murano and Burano island here

Day 10 : Milan (Duomo and Santa Maria Church for “The Last Supper”) here


facebook Page: Jellyjourney
Instagram: Jellyjourney
Bloggang: //jellyjourney.bloggang.com



Create Date : 03 พฤษภาคม 2558
Last Update : 26 กันยายน 2558 16:09:06 น.
Counter : 15117 Pageviews.

4 comments
  
สวยมากเลยค่ะ

เดี๋ยวนี้ทางมิวเซียมไม่ห้ามถ่ายรูปข้างในแล้วเหรอคะ?

โดย: 000 IP: 14.207.143.21 วันที่: 4 พฤษภาคม 2558 เวลา:12:07:23 น.
  
ใช่ค่า ตอนนี้ให้ถ่ายรูปได้แล้ว ^.^
โดย: jellyjourney วันที่: 4 พฤษภาคม 2558 เวลา:20:03:59 น.
  
กรี๊ดดดด ดีงาม สองปีที่แล้วแค่ควักมือถือดูนาฬิกาเจ้าหน้าที่ยังมองเลยค่ะ 555 รอชมรีวิวถัดไปอยู่นะคะ ชอบค่ะดูรูปรีวิวมิวเซียมกับเมืองในอิตาลีสวยๆ
โดย: 000 IP: 27.130.156.198 วันที่: 6 พฤษภาคม 2558 เวลา:16:36:10 น.
  
สวยจัง กำลังจะเดินทางไปอาทิตย์หน้า
โดย: นาตาลี IP: 212.47.252.101 วันที่: 26 พฤษภาคม 2560 เวลา:13:00:06 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jellyjourney
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 57 คน [?]



สวัสดีค่ะ ชื่อ เยลลี่ นะคะ blog นี้สร้างขึ้นเพื่อเอาไว้แบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ในการไปเที่ยวของเรากับเพื่อนๆทุกคน เข้ามาเยี่ยมชม มาคุยกัน หรือมีอะไรติชมแนะนำกันได้นะคะ

Facebook page: Jellyjourney

follow my Instragram @JELLYJOURNEY for extraordinary pics in my ordinary life
+++ Please stay tuned for "Norway" trip +++