Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องสั้น : ภาพคนเป็น

***ภาพคนเป็น***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


ฉันทำงานอยู่ร้านถ่ายรูปเล็กๆแห่งหนึ่ง หน้าที่ของฉันคือคอยตกแต่งตัดต่อรูปทุกอย่างที่เข้ามาทำในร้านนี้ ตั้งแต่ฉันเข้าทำงานที่ร้านนี้ทำให้ฉันต้องไปปรึกษาจิตแพทย์บ่อยครั้ง เพราะฉันรู้สึกว่ามีคนมาอยู่ข้างหลังฉันตลอดเวลา เรื่องแปลกของร้านนี้ก็คือวันหนึ่งๆ จะมีรูปที่ใช้เพื่อประดับหน้าโรงศพเข้ามาให้ฉันทำไม่น้อยกว่าสามรูปต่อวัน ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตายกันถี่ขนาดนั้น รูปที่น่ากลัวมากจะเป็นรูปเก่าสีขาวดำที่ต้องตัดต่อจากบัตรประชาชนของผู้ตาย ปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าฉันจะลบรูปทิ้งทุกๆสามเดือนแต่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของฉันก็ยังคงมีรูปคนตายที่ไม่ใช่ญาติไม่ต่ำกว่าสองร้อยรูป

หลังจากฉันเข้าทำงานที่นี่ได้เดือนกว่าๆ เจ้าของร้านก็ไว้ใจให้ฉันย้ายเข้ามานอนเฝ้าร้าน ฉะนั้นทุกๆ คืนฉันจะลงมาใช้คอมพิวเตอร์ ท่องอินเตอร์เนตไปเรื่อยเปื่อย เวลาที่ฉันนั่งอยู่คนเดียวจะได้ยินเสียงประหลาดๆเสมอ ฉันอดคิดไม่ได้ว่า วิญญาณของศพพวกนั้นจะมาเยี่ยมเยียนฉันหรือเปล่า ฉันคิดในแง่ดีเสมอว่าพวกเขาคงมาขอบคุณที่ฉันทำรูปสวยๆให้เขา มีบ่อยครั้งเหมือนกันที่ฉันต้องตกใจเพราะความซนของเจ้าสีสวาท แมวของเจ้าของร้าน แต่บางครั้งกรอบรูปที่ตั้งโชว์อยู่ดีๆก็ล้มลงมาเฉยๆ ประตูกระจกอยู่ดีๆก็เปิดอ้าออก พอให้ลมที่พัดแรง เข้ามากระทบตัวฉัน ยิ่งชั้นบนของร้านยิ่งน่ากลัวไปใหญ่ ชั้นบนเป็นไม้ทั้งหมด วันดีคืนดีก็มีเสียงไม้กระดานลั่นเสียงดัง และที่น่ากลัวที่สุดคือ เวลาที่ฉันนั่งอยู่ข้างล่าง ฉันจะรู้สึกเหมือนมีคนเดินอยู่ข้างบนเสมอ จิตแพทย์ที่ฉันเคยไปปรึกษา เคยมาดูที่ร้านนี้แล้วเขาบอกว่าเรื่องทั้งหมดที่ฉันเล่าให้เขาฟังมันเป็นเรื่องธรรมชาติ เกิดขึ้นได้กับบ้านที่เป็นไม้ทุกหลังและบางครั้งเราก็อาจเอาความรู้สึกเราเข้าไปผสมด้วย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ฉันไม่กล้าเล่าให้หมอฟังเพราะกลัวหมอจะบอกว่าฉันเป็นบ้า โรคจิต และฉันก็คิดว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแน่นอน

เมื่อสองวันที่แล้วมีหญิงสาวคนหนึ่งเอารูปใบเล็กมาให้ฉันเพื่อทำเป็นรูปตั้งหน้าศพ ฉันก็รับทำให้ โดยเขาให้ระบุว่าผู้ตายชาตะวันที่ 25 เมษายน 2524 มรณะวันที่ 10 มิถุนายน 2549 ถึงตอนนี้ฉันยังจำรูปนั้นได้ดี ผู้ตายมีลักษณะผิวขาว ผมหยิก จมูกโด่ง คิ้วดกดำ หน้าตาค่อนข้างดี อายุนับมาถึงวันตายก็เป็นพี่ฉันเพียงสามปีเท่านั้น ระหว่างเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงที่ฉันทำรูปนี้มีสิ่งแปลกๆมากมายเกิดขึ้น แต่สิ่งที่แปลกที่สุดก็คือ หลังจากที่ฉันทำรูปเสร็จ หญิงสาวคนเดิมกลับมารับรูปด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส แถมยังให้เงินฉันเพิ่มอีก เหมือนกับว่าผู้ชายในรูปตายสมใจเขา แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไรจนกระทั่งเวลาประมาณห้าทุ่ม ฉันนอนไม่หลับจึงเดินออกมานั่งเล่นหน้าร้าน ขณะที่นั่งมองรถวิ่งผ่านไปผ่านมา ฉันก็สังเกตเห็นหญิงสาวคนที่มารับรูปเมื่อเย็น ขี่รถมอเตอร์ไซผ่านหน้าร้านฉันไป หญิงสาวคนนั้นหันมายิ้มให้ฉัน ซึ่งฉันก็ยิ้มตอบไป แต่ผู้ชายที่ซ้อนท้ายรถเขามานี่สิ นั่งนิ่งมาก และหน้าตาก็คล้ายๆกับคนในรูปนั้น ด้วยความไม่แน่ใจฉันจึงนั่งรอเผื่อเขาจะกลับมาทางเดิมอีกครั้ง ฉันคิดไปในทางที่ดีเสมอว่า ผู้ชายในรูปนั้นคงมีคู่แฝด และถ้าไม่เป็นเช่นนั้นฉันคงโดนผีหลอกแน่นอน และฉันก็สมความปรารถนาเมื่อหญิงสาวคนนั้นขี่รถกลับมาทางเดิมอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ใกล้มากหล่อนขี่รถชิดซ้ายมาฝั่งเดียวกับร้านถ่ายรูปที่ฉันทำงานอยู่ เหมือนเดิมครั้งนี้ หล่อนหันมายิ้มให้ฉัน แต่สิ่งที่ฉันสนใจคือคนที่ซ้อนท้ายอยู่ ฉันจึงไม่ได้ยิ้มตอบกลับไป เมื่อฉันมองไปที่ท้ายรถฉันต้องตกใจสุดขีด เมื่อชายคนนั้นหันมายิ้มให้ฉัน หน้าตาเขามีความสุขมาก ไม่ว่าจะอย่างไรฉันคิดว่าคงเป็นผู้ชายคนในรูปเมื่อกลางวันแน่นอน หลังจากนั้นฉันนอนไม่หลับทั้งคืน ด้วยความสงสัยฉันจึงเปิดคอมพิวเตอร์ ดูรูปนั้นอีกครั้ง ทำให้ฉันต้องงงมากขึ้น รูปนั้นหายไป ฉันเดินไปหลังร้านเพื่อไปหารูปที่ฉันทำเสีย ซึ่งมีถึงสามรูป ฉันแอบเอาไปทิ้งไว้เพราะกลัวเจ้าของร้านด่า ซึ่งก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยทำรูปเสียมากขนาดนี้มาก่อน เหมือนเดิม ฉันหาเท่าไรก็ไม่พบ “ฉันโดนดีเข้าแล้ว”

วันรุ่งขึ้น เป็นวันที่ฉันเปิดร้านเช้ากว่าทุกวันที่ผ่านมา ฉันยังคงวุ่นอยู่กับเรื่องเมื่อคืนเหมือนเดิม ฉันเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อดูรูปชายคนนั้น ฉันค้นหาในคอมพิวเตอร์อยู่นาน และฉันก็พยายามหารูปที่ฉันทำเสีย ด้วยเช่นกัน ฉันวุ่นอยู่อย่างนี้จนกระทั่งบ่าย หญิงสาวคนเดิมเข้ามาในร้านพร้อมรูปตั้งหน้าศพที่ฉันทำให้เมื่อวาน หล่อนเศร้าโศกเสียใจมาก น้ำตาคลอเบ้าอยู่ตลอดเวลา หล่อนไม่ทันได้พูดอะไร ฉันก็เอ่ยปากถามหล่อนว่าผู้ชายในรูปเป็นใคร หล่อนได้ยินดังนั้นถึงกับน้ำตาตก แล้วเอ่ยปากบอกกับฉันหล่อนสาธยายยาวมากแต่ฉันจับใจความได้ว่า ผู้ชายคนนี้เป็นน้องชายซึ่งเหตุผลที่เขาเสียใจมากก็เพราะว่าเขามีกันอยู่เพียงสองคนพี่น้อง เป็นอันสรุปว่าชายคนนี้ไม่มีฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกันแน่นอน เวลานั้นฉันสั่นไปทั้งตัว ยิ่งตอนที่หล่อนยื่นรูปมาให้ ฉันถึงกลับต้องผวา เมื่อเป็นเช่นนั้นหล่อนจึงมองหน้าฉัน แล้วบอกฉันว่า “ช่วยเปลี่ยนวันมรณะให้หน่อย” , “ อะไรนะ ?” ฉันตะโกนใส่หน้าหล่อนเสียงดัง จนหล่อนต้องก้าวถอยหลังออกไป น้ำตาที่ไหลอยู่จู่ๆก็หยุด และหล่อนก็เล่าให้ฟังว่าครั้งแรกที่มาทำรูปตั้งหน้าศพนั้น เพื่อเป็นการเอาเคล็ดว่าคนในรูปได้ตายไปแล้วซึ่งเป็นความคิดของหมอดูเพื่อต่อชะตาให้กับน้องชายของเขาซึ่งโชคไม่ดีมาบ่อยครั้ง บางครั้งเกือบถึงชีวิต แต่ความคิดนี้ก็ต่อชะตาชีวิตได้เพียงวันเดียวและสุดท้ายฉันก็เปลี่ยนข้อความวันมรณะเป็น “มรณะ 11 มิถุนายน 2549”

นี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้ฉันไม่กล้าเล่าให้จิตแพทย์ฟัง เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดฉันก็คิดไปเองทั้งนั้น คนกลัวผีอย่างฉันมีอะไรนิดหน่อยก็คิดไว้ก่อนว่าโดนผีหลอก แต่ไม่ว่าจะอย่างไรชีวิตฉันก็ยังมีโชคเข้ามาเรื่อยๆเสมอ เจ้านายที่ใจดี ไม่ดุไม่ด่า บอกกับฉันก่อนจะโยนกระดาษให้สามแผ่น “อย่าเอารูปไปทิ้งหลังร้านอีกถังขยะหน้าร้านก็มี ” ฉันได้ยินดังนั้นก็โล่งอก ก่อนจะหน้าซีดเมื่อได้ยินคำว่า “เธอลืมลบรูปในคอมพิวเตอร์อีกแล้วนะ พี่เห็นมันเยอะแล้วพี่ก็เลยลบทิ้ง”




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2550    
Last Update : 28 ตุลาคม 2550 15:14:44 น.
Counter : 682 Pageviews.  

เรื่องสั้น : คงยังไม่สายเกิน

***คงยังไม่สายเกิน***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


ความทุกข์ใดจะมากกว่าความรู้สึกของคนที่สูญเสียลูก ฉันคิดว่าคงไม่มี ถึงแม้ว่าลูกชายฉันจะเลวเพียงใดก็ตามแต่ฉันรักของฉัน ตลอดเวลา 25 ปีที่อยู่ด้วยกันมาเขาไม่เคยทำให้ฉันสบายใจเลย แต่ก่อนเขาจะตาย 5 วัน เขาทำให้ฉันมีความสุขมากเขาทำดีกับฉันตลอด พูดจาไพเราะน่าฟัง มีอะไรมาทำให้เขาสำนึกผิด ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่ฉันรู้คือเขารักฉันมาก ฉันรู้ถึงแม้ว่าเขาจะใช้เวลาเพียง 5 วันในการบอกและทำให้ฉันรู้ก็ตาม
....................................................................

ลูกชายฉันมีนิสัยเกเรตั้งแต่เล็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ ฉันไม่รู้ว่าเขาไปเอานิสัยแบบนี้มาจากไหนทั้งๆที่ฉันไม่เคยสั่งสอนเขาให้เป็นคนแบบนี้เลย เขาหาเรื่องมาให้ฉันตลอดและเรื่องส่วนใหญ่ก็ทำให้ฉันเสียเงินทั้งนั้น วันๆเอาแต่ชกต่อยตีรันฟันแทงกับผู้อื่น นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ยังมีเรื่องผู้หญิงที่ฉันต้องคอยออกรับแทนไม่ว่างเว้น ฉันเสียเงินเท่าไรก็ยอมเพื่อไม่ให้ลูกตัวเองติดคุก มีอยู่ครั้งหนึ่งด้วยความโมโห ฉันจึงเอ่ยบอกกับลูกชายไปว่าอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ถ้าเกิดอีกจะปล่อยให้ติดคุก แต่สันดานมันไม่มีทางแก้ให้หายขาดได้ฉันรู้ดี คราวนี้เขาทำให้ฉันต้องไปสู่ขอเด็กอายุ 15 ปีซึ่งถ้าฉันไม่ทำอย่างนั้นเขาโดนข้อหาพากผู้เยาว์แน่นอน เป็นอันว่าคำพูดของฉันไม่เคยกระตุ้นให้เขากลับตัวเลย ด่าก็ด่า บ่นฉันก็บ่นมันทุกวัน มันไม่เคยสำนึก สงสัยมันคงเคยตัวที่ฉันช่วยเหลือมันมาตลอด แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาคือลูกชายของฉัน มีแม่คนไหนบ้างที่ไม่รักลูก และถ้าหากมีฉันคงไม่ใช่หนึ่งในนั้น

ที่ผ่านมาเขาไม่เคยบอกว่ารักฉันสักคำ ยิ่งการกระทำที่แสดงออกบอกได้ว่ารัก ฉันยิ่งไม่เคยเห็น แต่มีเหตุการณ์หนึ่งเมื่อต้นเดือนที่แล้วลำโพงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในห้องนอนหล่นใส่หัว เขาสลบไปครู่หนึ่ง ตอนนั้นเขาไม่มีบาดแผลจึงไม่ได้พาเขาไปหาหมอ และทันทีที่เขาฟื้นขึ้นมาฉันก็ดีใจ ตอนนั้นฉันร้องไห้และกอดเขาไว้แน่นด้วยความที่กลัวว่าเขาจะจากฉันไปไกลลับตา ไม่กลับมาอีก หลังจากนั้นนิสัยเขาก็ยังไม่เปลี่ยนไป จนกระทั่งเขามีอาการชักอย่างรุนแรง ฉันและคนอื่นๆในครอบครัวจึงพาเขาส่งโรงพยาบาล ต่อมาก็ทราบอาการจากหมอว่าเขามีเลือดแข็งตัวจับเป็นก้อนอยู่ในสมอง และเป็นเชื้อราด้วย ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าอาการอย่างที่หมอบอกเป็นแล้วผู้ป่วยจะมีอาการอย่างไร ส่งผลอะไรต่อผู้ป่วยบ้าง แต่แค่ฉันเห็นลูกชายนอนหายใจอยู่ก็สุขใจแล้ว ฉันเป็นคนดูแลเขาตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล ฉันชอบนั่งจ้องหน้าเขาและอมยิ้มให้เขาเสมอ ทุกครั้งที่เขาส่งสายตามาที่ฉัน ฉันมีความสุขมากกว่าการปล่อยให้เขาไปเกเรที่อื่น ฉันนั่งจ้องหน้าลูกชายอยู่อย่างนั้นจนสังเกตุเห็นอาการชักกระตุกที่แขนและขา และจู่ๆเขาก็เกิดหยุดหายใจกระทันหัน ตอนนั้นฉันเรียกหมอลั่นโรงพยาบาลแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว หมอไม่สามารถกระตุ้นให้เขาหายใจได้อีก ฉันทำอะไรไม่ถูกทำได้เพียงแค่โทรศัพท์ไปบอกคนทางบ้านเท่านั้น ตอนนั้นหมอยังไม่ได้ย้ายร่างของลูกชายฉันไปที่อื่น หมอบอกว่าจะเคลื่อนย้ายได้ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปอย่างน้อยสองชั่วโมง ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหมอมีเหตุผลอะไร ตอนนั้นฉันกำลังสับสนเดินไปเดินมาอยู่แถวนั้น ระหว่างนั้นเองฉันเหลือบไปเห็นร่างของลูกชายที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ขยับและลุกนั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วถ้าหากเป็นร่างของคนอื่นฉันคงตกใจวิ่งหนีไปแล้ว เห็นดังนั้นฉันจึงผวาเข้ากอดเขาที ฉันกอดเขาอยู่นาน จนลืมเรียกหมอ หลังเขาตื่นขึ้นมาเขาก็ยืนยันจะกลับบ้านอย่างเดียว แต่หมอขอให้เขานอนที่โรงพยาบาลต่ออีกสองวัน หมอฉีดยาให้เขาสองสามอย่างก่อนจะพูดบอกกับเขาว่า ออกไปโดยที่ไม่หายดีเดี๊ยวก็ต้องกลับมาอีก หลังจากที่ลูกชายฉันได้ยิน จึงตอบสวนคำพูดของหมอกลับไปทันที “ผมไม่กลับมาที่นี่อีกแน่นอนครับ” หมอได้ยินดังนั้นจึงยิ้มแล้วเปิดประตูห้องออกไป

ตลอดเวลาหลังจากนั้นสองวันที่อยู่ที่โรงพยาบาลฉันได้ยินเขาบอกรักฉันวันละหลายครั้ง เขาพยายามทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง โดยบอกว่าไม่อยากให้แม่ลำบาก คำหนึ่งที่ฉันประทับใจที่สุดคือ “ต่อไปนี้ผมจะเป็นคนดีของแม่ ผมคิดว่าคงยังไม่สายเกินไปนะครับ” เขาพูดจาไม่แข็งกระด้างเหมือนก่อน เขาเคารพผู้ใหญ่มีสัมมาคาราวะมากขึ้น ฉันคิดไว้ไม่ผิดจริงๆ ว่าสักวันหนึ่งเมื่อโตขึ้นลูกชายฉันจะเป็นคนดี หลังจากกลับไปอยู่บ้านเรื่องของลูกชายฉันก็เป็นเรื่องคุยกันสนุกปาก กลายเป็นเรื่องตลกเฮฮา เพราะหลังจากที่ฉันโทรศัพท์มาบอกว่าลูกชายฉันเสียชีวิต ญาติพี่น้องก็จัดแจงจองวัดกวาดศาลากันเรียบร้อย แต่เมื่อลูกชายฉันฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นเรื่องคุยล้อเล่นกันสนุกหู ส่วนลูกชายฉันก็ไม่ได้สนใจอะไร ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน ก็ทำความสะอาดห้องนอนตัวเอง ซึ่งเขาไม่เคยทำเองเลยตั้งแต่เกิด ฉันเป็นคนทำให้เขามาโดยตลอด อาหารมื้อแรกที่ฉันกินตอนหลังจากกลับจากโรงพยาบาลก็เป็นฝีมือเขา ตอนฉันนอนเขาก็เข้ามาบีบนวดพูดคุยกับฉันเสมอ ฉันรอคอยวันนี้มานาน ฉันเพิ่งรับรู้ถึงความรู้สึกของคนที่มีลูกดีๆ ความรู้สึกภูมิใจในตัวลูกชาย ตอนนี้มันมีมากเหลือเกิน นอกจากจะทำดีกับฉันแล้ว ลูกชายฉันก็ยังดีกับคนอื่นด้วย ทำให้คำว่า “ลูกชาย...เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยนะ” คำนี้ฉันได้ยินจนชินหู และฉันก็มั่นใจได้ว่าเขาจะไม่สร้างปัญหาให้ฉันอีกแน่นอน

เรื่องราวมากมายที่ไม่คาดฝันในโลกนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ อย่างเช่นลูกชายฉันตายแล้วฟื้น และยังเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเหมือนฟ้าส่งคนใหม่มาเกิด แต่หลังจากกลับมาอยู่บ้านได้สามวันเขาก็มีอาการชักกระตุกอีก แต่ครั้งนี้ยังไม่ทันได้ส่งโรงพยาบาลเขาก็ตาค้างและสิ้นลมหายใจทันที ฉันทำเหมือนที่หมอทำ ฉันปล่อยเขานอนอยู่ตรงนั้นไม่ให้ใครย้ายร่างเขาไปไหนเป็นเวลาสองชั่วโมง เขาก็ไม่ฟื้น ระหว่างนั้นฉันก็ยังคงนั่งจ้องหน้าเขาอยู่ ฉันอมยิ้มให้ทั้งๆที่ไม่มีสายตาของเขามองมาที่ฉันเลย ตลอดเวลาห้าวันที่เขาทำไห้ฉันมีความสุข และความดีเพียงห้าวันก็ทำให้ฉันรู้สึกเสียดายชีวิตเขามาก และฉันก็เชื่อว่าถ้าหากจะถามถึงเรื่องตอนที่เขามีชีวิตอยู่ ฉันและคนอื่นๆก็คงจะจำได้เพียงแค่ห้าวันที่หลายคนประทับใจเท่านั้น ไม่มีอะไรสายเกินไป เหมือนกับวันนี้ที่ฉันกำลังจะบอกรักเขาอีกครั้ง




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2550    
Last Update : 28 ตุลาคม 2550 7:42:00 น.
Counter : 490 Pageviews.  

เรื่องสั้น : ขอคืน

***ขอคืน***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


ที่มุมห้องบนเก้าอี้รถเข็น สมชาย พยายามคิดว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตของตนเองที่แย่ลงทุกวัน แขนและขารีบเล็ก ผิวหนังแห้งตึงเหี่ยวย่น เหมือนคนไม่ได้อาบน้ำมาเป็นแรมปี และที่เอวของสมชายมีปืนพกหนึ่งกระบอกซึ่งอยู่เป็นเพื่อนมานาน ยามเหงาสมชายจะลูบคลำปืนเล่นเสมอ
................................................................................

เมื่อเช้า สมชาย ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส ภาพของลูกชายแต่งชุดนักศึกษา ยกมือไหว้ แล้วกล่าวลา ยังติดตาตรึงใจมาโดยตลอด “อีกไม่นานจะเรียนจบแล้ว ผมจะทำงานหาเลี้ยงพ่อเองครับ” เสียงลูกชาย ยังคงกังวาลอยู่ในหู ทำให้สมชายหวนคิดถึงตอนที่ตัวเองเป็นนักศึกษา ซึ่งมีความเย่อหยิ่ง และรักสนุกอยู่พอควร สมชาย ไม่เคยคิดที่จะทำงานหาเลี้ยง พ่อ-แม่ เลยแม้แต่นิดเดียว และก็ไม่เคยคิดจะมีครอบครัวด้วยซ้ำไป ด้วยเป็นเช่นนี้สมชายจึงเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย วุฒิ ม.6 เป็นสิ่งสุดท้ายที่อยู่ในมือ และวุฒิการศึกษานี้ทำให้สมชายได้เข้าทำงานในบริษัทใกล้บ้านตนเอง พอทำงานได้ สมชายก็มีเงินเหลือพอที่จะแบ่งปันให้ พ่อ-แม่ ทุกเดือนไป สมชายรู้มาตลอดว่า “งาน” ทำให้ตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เขาเริ่มต้องการคนดูแลเอาใจใส่ ต่อมาสมชายจึงมีภรรยาและมีลูกด้วยกันสองคน มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่สมชายตกอับที่สุด ตอนนั้นลูกชายอายุประมาณ 15 ปี ลูกสาวอายุ ประมาณ 10 ปี แม่ของสมชายเสียชีวิตด้วยโรคชรา ส่วนพ่อตกบันไดหัวฟาดพื้นตายคาที่ ตอนนั้นยังไม่ได้ทำบุญร้อยวันแม่ของเขาเลยด้วยซ้ำ บาปซ้ำกรรมซัด สมชายถูกให้ออกจากงานด้วยอัตราเงินชดเชยไม่กี่บาท แต่สมชายยังคงเดินหน้าสู้ต่อไป เขาหางานทำใหม่ โชคร้ายอีกเหมือนเดิม ไม่มีบริษัทไหนรับเขาเข้าทำงานเลย อีกหนึ่งเหตุการณ์คือภาพสุดท้ายที่เขามองเห็นท้ายรถสิบแปดล้อ แล้ววูบหลับไป หลังจากตื่นขึ้นมาเขาก็ไม่พบลูกสาวและภรรยาอีก และที่นั่งอยู่บนรถเข็นทุกวันนี้ก็เป็นเพราะท้ายรถสิบแปดล้อที่ติดตาเขามาจนถึงปัจจุบัน สิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในชีวิตคือลูกชายคนโต ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของเขา ทุกครั้งที่สมชายอยู่คนเดียวเขาจะนึกถึงภาพของลูกชายส่งปืนให้เขาหนึ่งกระบอก “เก็บไว้ป้องกันตัวครับพ่อ” และเสียงนี้ก็ประทับใจสมชายยิ่งนัก ด้วยเหตุที่บ้านของสมชายตั้งอยู่ห่างจากบ้านหลังอื่นๆ จึงค่อนข้างอันตรายอยู่พอสมควร ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่สมชายหาได้ตอนร่างกายแข็งแรงดีก็มีค่ามากอยู่ อีกทั้งบ้านก็สวยดึงดูดใจโจรเสียเหลือเกิน ซึ่งก่อนหน้านี้รถมอเตอร์ไซที่จอดอยู่หลังบ้านก็หายไปหนึ่งคัน เขาไม่รู้ว่ามันหายไปไหน แต่วินาทีนี้เขามีความสุขมากที่สุดที่รู้ว่าลูกชายเป็นห่วง สมชายตื้นตันใจมากจึงยกเงินก้อนสุดท้ายที่เก็บไว้ ให้ลูกชายไปหลายหมื่นบาท

ภาพเมื่อเช้าของเมื่อสองปีก่อนยังคงติดตาสมชายมาถึงทุกวันนี้ วันนี้สมชายมองไปรอบๆกาย สิ่งที่เขาพบคือความว่างเปล่า ของในบ้านทุกสิ่งทุกอย่างที่สมชายทำตัวเป็นยามคอยเฝ้าได้อันตรทานหายไปหมด เพราะสมชายต้องเอาของที่มีอยู่ไปแรกข้าวมาประทังชีวิต แต่สมชายก็ยังคงโชคดีที่เมื่อสองเดือนที่แล้วมีครอบครัวเล็กสองสามีภรรยามาปลูกบ้านติดกับบ้านของสมชาย เขาแบ่งปันข้าวปลาอาหารให้เสมอ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นมื้อเช้าและมื้อเย็น สมชายคิดถึงเรื่องแบบนี้ทีไรน้ำตาก็รินออกมาให้เห็นทุกครั้ง

สมชาย ตัดใจจากเรื่องราวต่างๆที่นึกถึงแล้วขยับมือจากหน้าตักไปหมุนล้อรถเข็นให้เลื่อนไปด้านหน้าตรงไปที่ประตูทางออกหน้าบ้านสมชายค่อยๆเอื้อมมือไปเปิดประตูออกอย่างช้าๆ ทันทีที่มีช่องพอให้แสงเข้าได้รำไรๆ สายลมก็พัดตามเข้ามากระทบกายของสมชาย ทำให้เขารู้สึกสดชื่น เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอด แล้วผ่อนออกโดยเร็ว หลังจากนั้นสมชายก็นั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาเหม่อมองออกไปตามทางเดินจากหน้าบ้านไปถึงสุดทางโค้ง สมชายจ้องมองเพียงหวังว่าให้ลูกชายกลับมาหาเพียงเท่านั้นก็พอ

ถึงเวลาเย็นอีกครั้งหนึ่งที่สมชายต้องอดข้าว ก่อนจะกลับเข้าบ้าน เขาหันไปมองบ้านของเพื่อนบ้านที่แสนดีซึ่งก็ยังคงเงียบเหมือนเดิม สมชายมองผ่านกระจกเข้าไปด้านในเห็นทีวีขนาดชินตา ซึ่งเคยเป็นของสมชายมาก่อน แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อต้องอาศัยกินข้าวกับครอบครัวนี้ทุกวัน และยังมีข้าวของเครื่องใช้อีกหลายอย่างที่สมชายยกให้คนในบ้านหลังนี้ไป สมชายมองพลางส่ายหัว เขาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตต้องมาเป็นแบบนี้ ชีวิตบนรถเข็นมันช่างทุกข์เสียเหลือเกิน สมชายไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน รวมทั้งเสื้อผ้าก็ไม่ได้เปลี่ยน ต้องคอยให้เพื่อนบ้านที่แสนดีมาเปลี่ยนให้ สมชายต้องคิดอยู่เสมอว่า สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นกับชีวิตเขาได้อย่างไร ทั้งๆที่คนดูแลเขาน่าจะเป็นลูกชายที่เขารักมากที่สุด “ลูกชาย” คือสิ่งเดียวที่ติดอยู่ในสมองตลอดเวลา เป็นความหวังเดียวที่ตอนนี้ไม่เหลืออะไรให้หวังอีก บุญคุณนั้นก่อนหน้านี้สมชายไม่เคยคิดจะทวงคืนแต่วันนี้สมชายอยากนำมาแลกกับอาหารเพียงสามมื้อเท่านั้นก็พอใจ

สมชายยังคงนั่งอยู่ที่รถเข็นแววตาเหม่อลอยคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ระหว่างนั้นเองสมชายหันไปเห็นแสงไฟ จากบ้านของเพื่อนบ้านที่แสนดีสว่างขึ้น ทำให้สมชายมีหวังที่จะได้กินข้าวมื้อเย็นอีกครั้ง เขาคิดว่าเพื่อนบ้านคงมีน้ำใจเอามาให้โดยที่เขาไม่ต้องไปตะโกนร้องขอเหมือนวันก่อน เขารออยู่นานก็ไม่มีวี่แวว มือขวาของสมชายค่อยๆขยับไปจับปืนที่เอวอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกหิว เวลานี้แม้จะเป็นกับข้าวเหลือเดนที่อุ่นพอร้อนๆ เหมือนวันก่อนๆ ที่เพื่อนบ้านนำมาให้สมชาย ก็กินได้ทั้งนั้น ,โทรทัศน์ พัดลม ตู้เย็น เครื่องซักผ้าและเงินทอง สมชายก็ยกให้เขาไปหมด แต่สิ่งที่ได้คืนมาคือ อาหารเหลือเดนเพียงสองมื้อต่อวัน สมชายแค้นมากอยากจะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ยังคงใจเย็นและบอกกับตัวเองว่า “ยังไม่ถึงเวลา” ในขณะที่สมชายเห็นเพื่อนบ้านเดินผ่านไปมาที่ช่องหน้าต่างเวลานั้นเองสมชายเอื้อมมือไปคว้าถ้วยแกง ที่เพื่อนบ้านใส่น้ำแกงมาให้เมื่อวาน มาวางไว้บนหน้าตัก แล้วละมือทั้งสองข้างไปดันล้อรถเข็นให้เลื่อนไปด้านหน้า สมชายหมุนล้อจนกระทั่งรถเข็นไปหยุดอยู่ที่ริมรั้วบ้าน สมชายมองบ้านของเพื่อนบ้านที่แสนดีอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงหยิบถ้วยแกงขว้างข้ามรั้วไปในบ้านหลังนั้น “เพล้ง” ถ้วยแกงไปตกตรงไหนสมชายไม่รู้ สมชายรีบหมุนล้อรถกลับเข้าบ้าน ทันใดนั้นมีคนสองคนวิ่งออกมา ผู้หญิงวิ่งมาหยุดอยู่ที่ริมรั้วส่วนผู้ชายกระโดดข้ามรั้วแล้ววิ่งเข้าไปในบ้านของสมชายพร้อมกับเศษถ้วยแตกหนึ่งชิ้น แล้วเอ่ยปากพูดกับสมชายเสียงดังว่า “ทำไมพ่อทำแบบนี้” เขาพูดพลางขว้างเศษถ้วยในมืออย่างแรงผ่านตัวสมชายไปแตกที่ด้านหลัง “ชีวิตให้ได้ทำไมจะเอาคืนไม่ได้” สมชายพูดพลางเล็งปืนไปด้านหน้าระดับสายตา ชายผู้นั้นยกมือสองข้างขึ้นบังวิถีกระสุนเอาไว้ “อย่า....พ่อ!!!”

มันสายไปเสียแล้ว ลูกกระสุนปืนวิ่งผ่านมือทั้งสองของเขาเลยไปถึงศรีษะ ทะลุกระโหลกไปด้านหลัง ชายผู้นั้นคงไม่รู้ว่ามือทั้งสองข้างของเขา มันกันกระสุนปืนไม่ได้ พอกับสมชายที่ไม่รู้ว่า กระโหลกศรีษะของเขาก็กันกระสุนปืนไม่ได้เหมือนกัน




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2550    
Last Update : 28 ตุลาคม 2550 7:34:37 น.
Counter : 392 Pageviews.  

เรื่องสั้น : นักโทษประหาร

***นักโทษประหาร***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมต้องตัดสินชีวิตคน การตัดสินใจของผมมีผลทำให้คนหนึ่งๆมีชีวิตอยู่ต่อ หรือต้องตายจากโลกนี้ไป ผมไม่ได้มีอาชีพเป็นผู้พิพากษา และผมก็ไม่ได้เป็นหมอที่จะคอยช่วยเหลือผู้ป่วยที่กำลังจะตาย แต่ผมเป็นญาติของคนใกล้ตายที่สามารถลงชื่อยินยอมในการรักษาของแพทย์ได้ และก็มีถึงสองชีวิตแล้วที่ตายเพราะมือผม
..........................................................................................

ผมเป็นผู้หนึ่งที่มีครอบครัวพร้อมอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ผมไม่เคยรู้สึกถึงอารมณ์ของการสูญเสียคนที่ผมรัก แต่แล้ววันหนึ่งผมก็ได้สัมผัสกับอารมณ์และความรู้สึกแบบนั้น ผมต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายมากที่สุด เมื่อผู้เป็นพ่อ ล้มป่วยด้วยโรคชราต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่พ่อผมเข้าโรงพยาบาลไปแล้วไม่มีชีวิตรอดออกมาอีกเป็นเพราะผมเอง ผมทำให้พ่อตายก่อนเวลาอันควร ผมจำได้ว่าตอนนั้นเวลาประมาณตีสองทางโรงพยาบาลติดต่อผมเพื่อให้ผมไปดูใจพ่อเนื่องจากพ่อกำลังจะสิ้นลม เมื่อผมไปถึง พ่อผมยังรู้สึกตัว แต่รู้สึกเพียงครึ่งซีกเท่านั้น ผมยืนดูอาการพ่ออยู่นานผมพูดกับพ่อ ผมพยายามเรียกพ่อแต่พ่อได้แต่มองหน้าไม่พูดจาอะไรทั้งสิ้น ความทรมานคงมีมากจนเกินที่พ่อผมจะทนไหว พ่อผมน้ำตาไหลตลอดเวลาตั้งแต่ผมไปยืนอยู่ต่อหน้า ผมตัดสินใจเดินไปบอกหมอให้ถอดเครื่องช่วยหายใจ แต่หมอไม่ถอดให้ หมอบอกว่าต้องเป็นญาติใกล้ชิดเท่านั้นจึงจะถอดได้ เวลานั้นผมทำอะไรไม่ถูก ยังเอ่ยปากบอกกับหมอไปว่าถอดไม่เป็น “แค่ดึงออกเท่านั้น” หมอตอบผมแล้วเดินหนีไป “หลับให้สบายนะพ่อ” ผมพูดพลางดึงเครื่องช่วยหายใจออก พ่อผมน้ำตาไหลออกมาเป็นสายจากดวงตาที่ยังคงเปิดกว้าง หลังจากนั้นผมยืนดูอาการพ่ออยู่ครู่ใหญ่จนพ่อหยุดหายใจแล้วผมจึงเข้าไปเอามือปิดหนังตาบนของพ่อให้หลับลง จะมีใครสักกี่คนที่ยืนดูพ่อตัวเองตายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย มิหนำซ้ำผมเหมือนเป็นผู้พิพากษาตัดสินชีวิตให้พ่อผมตายเร็วขึ้นโดยที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมต้องตัดสินชีวิตคนว่าให้มีชีวิตอยู่ต่อ หรือต้องตายจากโลกนี้ไป ผมต้องทำตัวเหมือนผู้พิพากษาอีกครั้ง เมื่อพี่ชายผมล้มป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือที่เรียกสั้นๆว่าเอดส์ เขาเป็นถึงระยะสุดท้าย ต้องเข้านอนในโรงพยาบาลเล็กๆประจำอำเภอ หมอให้พี่ชายผมนอนห้องพิเศษหมายเลขหนึ่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อจากภายนอก ก่อนหน้านี้ผมเคยแนะนำให้เขาไปหาหมอบ่อยๆ แต่เขาไม่ยอมไปเพราะกลัวว่าจะถูกส่งไปอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ เขาเคยบอกว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเขาขอตายอยู่ที่บ้าน ชีวิตเขาไม่ต่างอะไรจากนักโทษประหาร เขาได้แต่รอวันตายอย่างเดียว และวันนี้ก็คงจะเป็นวันตายของเขา เมื่อหมอติดต่อให้ผมมาคุยเพื่อรับทราบอาการ คำแรกที่ผมได้ยินจากปากหมอคือ “ญาติทำใจดีๆนะคะ” ผมได้ยินดังนั้นผมก็ไม่รู้สึกอะไร ผมอยากพูดบอกกับหมอว่าผมทำใจมานานแล้ว และผมก็ทำดีแล้วเพื่อที่จะช่วยให้เขาอยู่กับครอบครัวได้นานๆ หมอยังบอกกับผมอีกว่า คนไข้หายใจช้าลงเรื่อยๆ ถ้าเกิดเหตุการณ์คนไข้หยุดหายใจ จะให้กระตุ้นหัวใจหรือไม่ หลังจากผมได้ยินผมอึ้งไปพักหนึ่งก่อนที่จะลุกจากเก้าอี้ เดินออกจากห้องหมอตรงไปที่ห้องพิเศษหมายเลขหนึ่ง ผมเปิดประตูเข้าไปดูอาการเขา ปกติแล้วเขาจะนอนครวญครางด้วยความเจ็บปวดตลอดเวลา แต่ตอนนี้เขานอนนิ่ง ผมเรียกเท่าไรเขาก็ไม่รับปากเหมือนครั้งก่อนๆ และสิ่งที่ผมเห็นคือน้ำตาเขารินไหลออกมาเป็นแนวยาวลงมาทั้งสองข้าง ผมเดินกลับไปหาหมออีกครั้ง แล้วบอกกับหมอว่าผมทำใจได้ ถ้าเกิดคนไข้หยุดหายใจก็ไม่ต้องกระตุ้นให้หายใจอีก หลังจากนั้นหมอก็ให้ผมลงชื่อเพื่อเป็นการยืนยัน ถึงตอนนี้ถ้าผมเป็นหมอผมคงหมดปัญญาที่จะช่วยเหมือนกัน หลังจากผมลงชื่อแล้วสองชั่วโมงต่อมาพี่ชายผมก็ขาดใจ

ความรู้สึกนี้ไม่แตกต่างอะไรกับตอนที่ผมสูญเสียพ่อเลย ความทรมานของคนทั้งสองคนไม่แตกต่างกัน และคนทั้งสองคนก็รู้ตัวมานานแล้วว่าตัวเองต้องตายเพราะอะไร “โรคชรา” ไม่มีใครคนไหนที่หนีพ้น และ “โรคเอดส์” ถ้าเป็นแล้วก็ยากที่จะหนีพ้นเช่นกัน ทั้งสองคนเหมือนนักโทษประหารที่รอวันตาย แต่วันตายไม่มีกำหนดแน่นอนทั้งสองคนต้องกำหนดวันตายของตัวเองโดยไม่รู้ตัว คนไหนดูแลตัวเองดีก็อยู่ได้นาน พ่อผมดูแลตัวเองดีอยู่ได้ถึง 76 ปี ส่วนพี่ชาย หลังจากที่เป็นเอดส์แล้วอยู่ได้เพียง 3 ปีเท่านั้น ผมยังสั่งลูกชายผมเสมอว่าไม่ต้องยื้อชีวิตผมไว้ ถ้าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับตัวผมเพราะผมไม่อยากทรมาน ผมรู้ตัวดีเพราะวันหนึ่งผมอาจมีชีวิตเหมือนนักโทษประหารที่รอวันตายก็เป็นไปได้

วันนี้ภาพลูกชายผมยืนอยู่ตรงหน้า ผมดีใจมากจนพูดอะไรไม่ออก เพราะผมไม่ได้เจอหน้าเขามานาน ผมรู้สึกรักเขามากกว่าทุกวันผมอยากอยู่กับเขาให้นาน ไม่อยากให้เขาจากผมไปไหนอีก แต่เขาต้องไปเพราะเขาแค่มาเยี่ยมเท่านั้น ลูกชายผมทำงานอยู่ต่างจังหวัดคงลางานมาอยู่กับผมหลายๆวันไม่ได้ ภรรยาก็ต้องทำงาน ลูกสาวก็เรียนหนังสือ มาเยี่ยมเยียนกันทีได้เจอหน้ากันไม่ถึงสองชั่วโมง แต่ผมก็เข้าใจต่างคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง ผมนอนที่โรงพยาบาลนี้หลายวันแล้ว คิดถึงบ้านก็กลับไม่ได้ เวลาที่ผมเหงาผมก็มองไปที่ห้องพิเศษหมายเลขหนึ่งเสมอ ตอนนี้ผมรู้สึกคิดถึงพี่ชายของผมมากกว่าทุกวัน ถ้าเขามีชีวิตอยู่เขาคงมาเยี่ยมผมพร้อมกับขนมหม้อแกงที่ผมชอบ ผมอยากเจอหน้าทุกคนที่ผมรู้จัก อยากเจอภรรยาที่แสนดี อยากเจอลูกสาว

ผมไม่แน่ใจว่าผมจะได้กลับบ้านหรือเปล่า ยิ่งนับวันผมยิ่งรู้สึกเหมือนนักโทษประหารเข้าไปทุกที อายุก็มาก แล้วยังมาเป็นโรคที่สังคมรังเกียจอีก ถึงอยู่ได้อีกนานโลกนี้ก็คงไม่สวยงามสำหรับผมอีกต่อไป ถึงเวลานี้ผมคงต้องตัดสินชีวิตตนเองเสียที ผมคงสามารถลงชื่อยินยอมในการรักษาให้กับตัวเองได้




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2550    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2550 15:11:41 น.
Counter : 890 Pageviews.  

เรื่องสั้น : สายเลือด

***สายเลือด***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


แม่ของฉันถูกสังคมกล่าวหาว่าชอบแย่งสามีชาวบ้าน พ่อของฉันเป็นโรคร้ายที่สังคมรังเกลียด ตัวฉันเองก็เรียนหนังสือไม่จบเพราะต้องลาออกมาคอยดูแลพ่อ น้องชายของฉันคงจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในครอบครัว และเขาก็โชคดีมากถึงแม้ว่าเขาเกิดในครอบครัวที่มีสภาพแบบนี้ก็ตาม
…………………………….


พ่อฉันเป็นหัวหน้าครอบครัวที่แสนดี จนกระทั่งเมื่อต้นปีฉันก็รู้ว่าพ่อเป็นวรรณโรค ทำให้พ่อทำงานไม่ไหว รายได้หลักของครอบครัวลดน้อยลง ส่วนแม่เมื่อรู้ว่าพ่อเป็นโรคร้ายจึงเริ่มตีตัวออกห่าง และในที่สุดแม่ฉันก็มีสามีใหม่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แม่ของฉันถูกสังคมกล่าวหาว่าแย่งสามีชาวบ้าน และถ้าจะพูดกันตรงๆแม่ฉันก็เป็นคนขี้เหล้าดีๆคนหนึ่ง ทำให้อยู่กับใครไม่ได้นาน ส่วนใหญ่แล้วไม่เกินหนึ่งเดือน แม่จะกลับมาบ้านทุกครั้งหลังจากที่เลิกกับคนอื่น วันที่แม่กลับมาบ้าน ครอบครัวของฉันจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะพ่อจะเป็นคนที่ดีใจออกหน้าออกตาที่สุด แม่จะมาอยู่กับพ่อเหมือนเดิมที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมามากกว่า 20 ปี แต่แม่ก็กลับมาอยู่กับพวกเราได้ไม่นาน ทุกครั้งที่แม่เมาแม่จะหายออกจากบ้านไปทุกครั้ง รู้ข่าวอีกทีก็ตอนที่แม่ไปกินไปนอนอยู่บ้านคนอื่น หลายครอบครัวต้องลงเอยด้วยการหย่าร้างโดยมีแม่ของฉันเป็นต้นเหตุ

เรื่องร้าย ๆ ซ้ำเติมชีวิตฉันมากขึ้น เมื่อมีข่าวลือในหมู่บ้านว่าพ่อของฉันเป็นเอดส์ ทำให้ฉันไม่สามารถพึ่งพาอาศัยใครได้เลย ทุกคนในหมู่บ้าน ต่างเมินหน้าหนี ฉันได้ยินข่าวลือนี้หลังจากที่ฉันได้รู้จากหมอว่าพ่อฉันติดเชื้อเอดส์เพียงสองวันเท่านั้น ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันจากวรรณโรคกลายเป็นเอดส์ไปได้อย่างไร ตอนนั้นน้องฉันยังไม่เกิด และฉันก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีน้องด้วยซ้ำไป เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเป็นช่วงรอยต่อชีวิต เพราะ ฉันต้องลาออกจากโรงเรียนในขณะที่กำลังจะจบ ม.3 ต้องออกมาดูแลพ่อ ช่วยพ่อหาเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกจิปาถะ

หลังจากที่พ่อของฉันได้รู้ว่าตนเองกำลังประสบกับโรคร้ายที่น่ากลัวที่สุด ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ในตอนนั้นแม่ฉันไม่ได้อยู่ด้วย ทุกๆเย็นหลังกลับจากทำงานพ่อจะมานั่งนิ่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้หน้าบ้าน รอคอยแม่ของฉันทุกวัน ร่างกายพ่อฉันนั้นนั่งนิ่งก็จริง แต่เสียงครวญครางจากความปวดศรีษะมีให้คนผ่านไปผ่านมาได้ยินเสมอ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่คนเป็นโรคนี้จะมีไข้ขึ้นสูงเวลาอากาศเย็นๆ มีอยู่วันหนึ่งฉันเฝ้ามองดูพ่อเหมือนกับทุก ๆ วัน ฉันเริ่มแปลกใจเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของพ่อ ที่ห่างหายจากชีวิตฉันไปนาน ด้วยความสงสัยฉันจึงมองเลยพ่อของฉันออกไปตามทางเดิน สังเกตุเห็นผู้หญิงผมยาว รูปร่างสูง พร้อมกระเป๋าหิ้วใบใหญ่หนึ่งใบ หล่อนเดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนพ่อฉันลุกยืนจากเก้าอี้ เวลานั้นเองทำให้ฉันรู้ว่า หล่อนคือผู้ให้กำเนิดฉันเอง

หลังจากที่แม่เข้ามาอยู่บ้านแม่ไม่รู้ว่าพ่อเป็นเอดส์จึงอยู่กินกับพ่อปกติ แต่ส่วนใหญ่แล้วแม่จะมานอนกับฉัน แม่บอกกับฉันว่าไม่อยากจากฉันไปไหนอีก และก็เหมือนเดิมแม่ยังคงกินเหล้าทุกวันจึงทำให้ที่นอนฉันมีกลิ่นเหล้าฟุ้งเต็มห้องไปหมด แม่ไม่จากฉันไปไหนเหมือนอย่างที่พูดจนเวลาผ่านไปประมาณสามเดือนฉันก็เริ่มสังเกตุเห็นท้องแม่ใหญ่ขึ้น และก็เป็นอย่างที่ฉันคิดจริงๆ แม่กำลังจะมีน้องตัวน้อยๆให้ฉันอุ้ม เวลานั้นฉันดีใจมากที่จะมีน้อง แต่ฉันก็รู้อยู่แก่ใจว่าพ่อฉันมีเชื้อเอดส์ ฉันจึงดีใจได้ไม่นานนัก

พ่อของฉันเครียดมากเมื่อได้รู้ว่าแม่ตั้งท้อง รอยยิ้มของพ่อหายไป ทุกๆวันพ่อจะออกไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวเดิม อาการซึมของพ่อดูแล้วเหมือนตอนแม่ไม่อยู่ด้วย สิ่งที่ฉันทำได้ดีที่สุดในเวลาแบบนี้คือออกไปนั่งคุยเป็นเพื่อนพ่อเท่านั้น ส่วนแม่ก็ยังคงดื่มเหล้าเหมือนเดิม แต่ก็ยังดื่มน้อยลงกว่าเก่า เรื่องราวต่างๆในครอบครัวของฉันเป็นแบบนี้จนกระทั่งน้องชายตัวน้อยๆของฉันลืมตาดูโลก วันนั้นพ่อมีรอยยิ้มให้กับเด็กตัวน้อยๆอีกครั้ง ฉันรู้สึกว่าคงเป็นวันที่ครอบครัวฉันมีความสุขที่สุด เวลานั้นหมอที่โรงพยาบาลยังไม่รู้ว่าพ่อของเด็กเป็นใคร เพราะถ้ารู้น้องชายตัวเล็กของฉันคงจะโดนเจาะเลือดเหมือนฉันโดนเมื่อตอนปลายปีที่แล้ว

หลังจากแม่ฉันคลอดน้องออกมาแล้วแม่ก็หายหน้าไปเหมือนเดิม ฉันเป็นคนดูแลน้องมาโดยตลอดจนตอนนี้น้องอายุได้ประมาณสองขวบ เวลานี้เองที่ น้องชาย แม่ และตัวฉัน ถูกทางโรงพยาบาลเรียกไปตรวจเลือด ผลการตรวจของแม่ออกมาเหมือนดังที่ฉันคิดไว้ แม่ฉันติดเชื้อเอดส์ ตัวฉันเองก็ปลอดเชื้อเหมือนเดิม แต่น้องชายของฉันนี่สิ มันไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิดเลย เขาโชคดีจริง ๆ ที่ไม่ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งทำให้ฉันไม่แน่ใจว่าแม่ติดเชื้อมาจากพ่อหรือไม่ ?

ที่ฉันบอกว่าน้องชายของฉันเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในครอบครัว เหตุผลก็เพราะว่า เด็กน้อยไร้เดียงสาอย่างเขาจะรู้เรื่องอะไร และเขาก็เป็นคนที่โชคดีมากเพราะเขาไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาไม่มีเลือดของพ่ออยู่ในตัวเลยสักนิด และถ้าเขารู้เขาก็คงจะดีใจ !!! สายเลือดเขามาจากไหนฉันไม่รู้ แต่เขาคือน้องชายร่วมมารดาเดียวกับฉัน “ฉันรักทุกคนในครอบครัว” แต่ที่ฉันเอาเรื่องไม่ดีของคนในครอบครัวมาเล่าให้ทุกท่านฟังก็คงเป็นเพราะ “ฉันรักสังคมมากกว่า” อย่าทำแบบนี้กันอีกเลย “ขอร้อง”




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2550    
Last Update : 28 ตุลาคม 2550 7:29:39 น.
Counter : 716 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

ศิลป์ใจ
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




******###@###*****
...เรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เลือกเรื่องเล็กๆที่เป็นช่องว่างของสังคม มา ตัด เสริม เติม แต่ง ซึ่งอาจเหลือความจริงเพียงน้อยนิด และเรื่องราวเหล่านี้อาจทำให้ใครหลายคนก้าวเข้าไปถึง ช่องว่างที่ใครหลายคนอาจไม่เคยเห็น...
*******************
*****###@###******
...งานเขียนใน Weblog นี้เป็นของ ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗...
*******************
Friends' blogs
[Add ศิลป์ใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.