Group Blog
 
All blogs
 
เรื่องสั้น : อักษรถ่ายภาพ

***อักษรถ่ายภาพ***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


บริษัทที่ผมทำงานอยู่เคยไปทำบุญที่สถานสงเคราะห์คนชราแห่งหนึ่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันนั้นเป็นวันเด็ก เราจัดเตรียมของขวัญ และวางแผนการดำเนินกิจกรรมต่างๆเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้สูงอายุหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมวันเด็ก แต่ดันไปทำบุญที่สถานสงเคราะห์คนชรา คงเป็นเพราะคนพวกนี้ก็เคยเด็กเหมือนกัน

ผมจำได้ดีวันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2550 ทันทีที่รถของบริษัทวิ่งตรงเข้าไปถึงสถานสงเคราะห์ ผมเห็นแล้วบรรยากาศร่มรื่น ต้นไม้เขียวขจี มองดูแล้วสดชื่นน่าอยู่ บ้านหลังน้อยหลังใหญ่ ตั้งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ และมีทางเดินเป็นพื้นปูนเชื่อมต่อกันระหว่างบ้านแต่ละหลัง ชื่อของบ้านแต่ละหลังนั้นไพเราะน่าฟัง “ฟ้ามีรุ้ง” ก็เป็นหนึ่งในชื่อบ้านที่ฟังแล้วน่าอยู่ รถวิ่งตรงไปจอดที่หอประชุมขนาดใหญ่ ผมก้าวลงจากรถเวลานั้นก็มีเสียง “ขิม”แว่วเข้ามาในหู พนักงานคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่าที่นี่เปิดเพลงเหมาะกับวัยจริงๆ ทุกๆคนหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่งหลังจากนั้นจึงช่วยกันขนย้ายอุปกรณ์และของขวัญที่ใช้จัดกิจกรรม ทยอยเข้าหอประชุม ผมไม่ใช่คนแรกที่เดินเข้าไปแล้วเห็นหญิงชราคนหนึ่งนั่งตีขิมอยู่ทุกคนหยุดอยู่ที่ประตูหอประชุมครู่หนึ่ง เวลานั้นเสียงขิมก็หยุด ลง แล้วก็ได้ยินคำเชิญที่ฟังแล้วออกมาจากใจของหญิงชราคนนั้น และนี่เป็นฉากแรกที่ผมประทับใจ

กิจกรรมทุกอย่างเริ่มขึ้นและดำเนินไปอย่างรวดเร็วผู้สูงอายุทุกท่านมีความสุข ร่วมสนุกกับพวกเราทุกกิจกรรม ระหว่างที่ผมวุ่นวายอยู่กับการแจกของรางวัลอยู่นั้น พนักงานคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “น่าจะเอาพ่อแม่มาอยู่ที่นี่บ้างเพื่อนเยอะดีจะได้ไม่เหงา” ผมหันไปมองหน้าและจำหน้าเขาได้ดี กิจกรรมทุกๆอย่างดูเหมือนจะจบลงอย่างมีความสุข แต่ก่อนจะกลับเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ชวนไปเยี่ยมคนชราอีกกลุ่มซึ่งไม่ได้ออกมาร่วมกิจกรรม ผมเดินตามเขาไปพอถึงบ้านหลังใหญ่ผมแหงนมองหาป้ายบอกชื่อบ้าน เป็นเรื่องแปลกที่บ้านหลังนี้ไม่มีชื่อและที่สะดุดใจที่สุดทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปผมเห็นป้ายขนาดใหญ่ เขียนว่า “ห้ามถ่ายรูปก่อนได้รับอนุญาต” ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุผลใด แต่ระหว่างนั้นผมก็พยายามมองหาเหตุผลเพื่ออธิบายป้ายขนาดใหญ่นี้

คำตอบที่ผมอยากได้คงไม่ง่ายนักที่จะเจอ แต่สิ่งที่ผมรู้และแน่ใจก็คือคำตอบต้องอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่นี้แน่นอน ผมลดสายตาลงจากป้ายนั้นลงมาด้านล่าง มีผู้ป่วยด้วยโรคชราท่านหนึ่งนอนอยู่บนเตียงด้วยอาการเหนื่อยหอบ ซึ่งตอนนั้นก็มีคนดูแลอย่างใกล้ชิดคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ จะมีใครที่ไหนบ้างที่หิวแล้วไม่อยากกินข้าวแต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อสังขารมันไม่อำนวย การป้อนข้าวป้อนน้ำเป็นไปด้วยความอยากลำบาก ตลอดเวลาที่ผมยืนอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงไอ ตลอดเวลาบวกกับอาการสำลักน้ำ ดูแล้วน่าสงสาร บางครั้งก็มีสำลักอากาศด้วยซึ่งผู้สูงอายุท่านนี้ก็จะกุมมือคนดูแลจนแน่น ผู้ดูแลบอกว่ายายท่านนี้ใกล้จะไปแล้ว อาการไปของยายผมว่าก็คงเป็นลักษณะนี้ ซึ่งดูแล้วมันทรมาน และผมก็สะดุดใจอย่างมากเมื่อมีเสียงแว่วมาจากด้านหลังผม “ญาติยายแกสั่งไว้ว่าถ้ายายแกตายเมื่อไรให้รีบโทรบอกทันที” ผมได้ยินแล้วทีแรกก็รู้สึกดีเพราะคิดว่าญาติพี่น้องของยายคงเป็นห่วง แต่ถ้าเป็นห่วงแล้วทำไมไม่เอาไปดูแลเอง มันเป็นเรื่องน่าคิดว่าทำไมต้องรีบโทรบอก ผมคิดว่าผลประโยชน์กับคนตายคงมีมากพอสมควร ผมตัดใจจากสภาพแย่ๆของยายผู้นี้แล้วเดินตรงเข้าไปด้านใน กวาดสายตามองไปรอบๆแล้วไม่รู้จะเดินไปมุมไหน มีแต่คนเจ็บคนป่วยด้ายโรคชราทั้งนั้น แต่ที่น่าสนใจที่สุดด้านซ้ายมือผม มีห้องขนาดเล็กเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวลักษณะห้องเป็นกรงเหล็กตาข่ายตาถี่ ข้างในมีเตียงพยาบาลอยู่หนึ่งเตียง ผมมองแล้วไม่แตกต่างกับกรงเลี้ยงสุนัขพันธุ์ดีที่ผมเคยเห็น ขณะที่ผมกวาดตามองไปตลอดแนวห้องเล็กๆนั้น ก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังเป็นจังหวะห่างๆกันเป็นระยะๆ ผมมองหาที่มาของเสียงจนเจอ ยายท่านหนึ่งแกยืนเกาะประตูอยู่ในห้องแล้วเคาะประตูด้วยกำปั้นจนแดง ท่าทางดูเหมือนแกอยากจะออก เวลานั้นก็มีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งหันมาบอกกับผมว่า ยายแกหลงจำอะไรไม่ได้ชอบเดินออกไปถนนใหญ่กลัวรถชนก็เลยต้องเอายายมาขังไว้แบบนี้ ผมฟังแล้วก็ยิ้ม ตอนผมเข้ามาสังเกตดูสถานสงเคราะห์แห่งนี้มีรั้วกั้นรอบทุกทิศ ที่ประตูทางออกก็มียามเฝ้าอย่างดี “ยายแกคงไม่มีแรงที่จะปีนออกไปแน่นอน” ยิ่งมองดูสถานสงเคราะห์แห่งนี้ผมก็รู้สึกว่าเหมือนเป็นธุรกิจเข้าไปทุกที คงเหมือนที่รับจ้างเลี้ยงเด็กอะไรประมาณนั้น ผมเดินเข้าไปด้านในตรงไปที่ยายคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนแกจะแข็งแรงที่สุดแล้วในบ้านหลังนี้ผมเข้าไปพูดคุยกับยายอยู่นาน แต่ผมจำได้แค่ประโยคเดียวคือ ผมถามยายไปว่า “ทุกคนที่นี่มีโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในกรงแบบนั้นทุกคนใช่หรือป่าว” คำตอบที่ผมได้คือ “ใครหลงๆลืมๆก็คงต้องเข้าไปหมด แต่ยายอยากตายก่อนที่จะหลงๆลืมๆเลยซะดีกว่า” ผมไม่รู้ว่าทำไมแกอยากตายก่อน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะญาติพี่น้องไม่ดูแล หรือว่าสถานสงเคราะห์แห่งนี้ดูแลไม่ดีหรือว่าทั้งสองอย่าง แต่จะมีใครรู้ตัวในเวลาที่สมองไม่รับรู้อะไร จำอะไรไม่ได้ เมื่อถึงเวลาผมว่ายายท่านนี้ก็คงลืมคำพูดตัวเองแกคงต้องเข้าไปอยู่ในกรงนั้นก่อนได้จากโลกนี้ไปแน่นอนถ้ายายแกไม่เจ็บป่วยเพราะโรคตรอมใจไปซะก่อน

ผมสังเกตดูในบ้านหลังนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ดูแลไม่กี่คนคงดูแลได้ไม่ทั่วถึง เลยต้องทำกรงขังไว้อย่างนั้น ในขณะที่เพื่อนร่วมงานที่บริษัทหลายคนกำลังคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่อยู่นั้นผมพลันหยุดภาพเหตุการณ์ อย่างกะทันหันนึกถึงใครบางคนที่อยู่ทางบ้านนับย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาเขาเป็นผู้ที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่แรกเกิด ที่เป็นเช่นนี้เพราะพ่อแม่ผมไปทำงานไกลบ้าน ทำไห้ผมต้องอยู่กับผู้เป็นย่ามาโดยตลอด ถึงวันนี้ย่าล้มป่วยด้วยโรคชรา เข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ส่วนผมก็ไม่มีโอกาสได้ดูแลย่าอย่างเต็มที่ ที่สำคัญผมยังไม่ได้บวชแทนคุณเลย วันนี้อาจเป็นวันที่ตอกย้ำให้ผมนึกถึงย่าที่สุด แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าย่าคงอยู่กับผมอีกไม่นาน คงไม่มีอะไรมาฉุดรั้งความชราภาพลงได้ สภาพย่าผมไม่แตกต่างอะไรกับคุณยายที่นอนอยู่ในห้องเล็กๆ ด้านหน้าผมตอนนี้หรอก ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมต้องแยกคุณยายท่านนี้ออกจากท่านอื่นๆ ที่สำคัญยายแกไม่ได้ถูกขังกรง

ห้องนี้เป็นห้องเล็กๆ ไม่มีประตูปิด เดินเข้าเดินออกได้อย่างสบาย เวลานั้นยายแกกำลังกินขนมปังอยู่ ซึ่งผมสังเกตดูแล้วมันแข็งมากๆ แต่ยายท่านนี้ก็ยังฝืนกินเข้าไป ผมยืนดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินเข้าไปหาพร้อมกับเพื่อนสาวที่ร่วมงานอยู่ด้วยกัน ทันทีที่เดินเข้าไปถึง ผมสองคนก็ช่วยกันป้อนขนมป้อนน้ำ หลายคำถามที่ผมถามแกไปผมได้คำตอบกลับมาไม่กี่ประโยค แกบอกว่าลูกทำงานกันหมดไม่มีใครมาเยี่ยม ที่สำคัญก็ไม่อยากให้มาเพราะมาแล้วก็เสียการเสียงาน แกบอกว่าลูกเป็นห่วงแกมากอยากจะมาเยี่ยม แต่แกห้ามไม่ให้มา ผมฟังแล้วก็รู้สึกแปลกพิกลเหมือนแกพูดปลอบใจตัวเอง ผมคุยอยู่กับแกเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนกลับแกสั่งว่าให้เอาของทุกอย่างมาไว้ที่เก่า ผมก็จัดเข้าที่ครบทุกอย่าง แกเอามือคลำดูแกก็บอกว่าของไม่อยู่ที่เดิมเอาไว้ที่เดิมให้แกหน่อยเดี๋ยวหาไม่เจอซึ่งตอนนั้นน้ำเสียงแกก็ดังขึ้นเหมือนไม่พอใจ ผมก็พยายามจัดของเข้าที่ตามเดิมอีกครั้งตามที่ยายแกบอก หลังจากจัดเสร็จแกก็บอกว่าแกตาบอด “บอดทั้งสองข้างเลยหรอครับ” ผมถามออกไปด้วยความตกใจ “ใช่ บอดทั้งสองข้างเลย” ยายแกตอบสวนกลับมา ผมยืนดูแล้วยายแกตาบอดแต่ดวงตายังใสเหมือนคนตาดี ยืนคุยมาตั้งนานผมยังไม่รู้เลย แกคงบอดเพราะโรคชรา โรคนี้น่ากลัวจริงๆ รักษาก็ไม่หาย ทำได้เพียงให้อาการบรรเทาลงเท่านั้น

คุณยายหลายคนยังไม่เคยแต่งงาน ตัวคนเดียวไม่มีญาติพี่น้อง ถึงเวลานี้ก็ไม่มีใครดูแล แต่ธารน้ำใจอย่างพวกเราที่หลั่งไหลเข้ามาบ่อยครั้งก็ทำให้คุณยายมีกำลังใจสู้ต่อ ถึงแม้ว่าจะไหลมามากเกินจนบางครั้งไม่มีเวลาพักผ่อน คำตอบที่ผมตามหามาโดยตลอดผมก็ได้พบได้เจอ มันพอทำไห้ผมรู้ถึงเหตุผลว่าทำไมถึงห้ามถ่ายรูปก่อนได้รับอนุญาต หลายสิ่งหลายอย่างที่ดำเนินไปด้วยความจำเป็นหลายประการ บางสิ่งบางอย่างไม่มีเหตุผลอยู่ในคำตอบ และหลายเหตุการณ์ที่ผมถ่ายทอดสู่ตัวอักษรที่ผ่านเหตุการณ์จริง เพียงเพื่ออยากให้นึกถึงคนที่เคยดูแลเรามา เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องการคนดูแล คนที่ดูแลเขากับไม่ใช่ญาติพี่น้อง ซึ่งเขาไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง มิหนำซ้ำยังมีบางท่านที่ถูกทิ้งไห้อยู่ลำพังนอกสถานสงเคราะห์ หลายคนคงนึกว่าตัวเองไม่มีเวลา เวลาของหลายคนคงมีไว้เพื่อเสียใจในวันที่เขาเหล่านี้จากเราไปเพียงเท่านั้น อักษรที่ผมใช้เป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพถึงแม้จะไม่เห็นภาพที่ชัดเจนเท่ากับกล้องดีๆราคาแพง แต่ผมเชื่อว่าจะทำไห้ใครหลายคนเห็นความรู้สึกของตัวเองชัดเจนมากขึ้น

แต่สำหรับผมนั้นการได้มาอยู่ออย่างนี้ในที่ที่ตัวเองไม่อยากให้ญาติพี่น้องมาอยู่ ผมคิดว่าผมเห็นภาพชัดเจนมากกว่าผู้ใด และก็ไม่ได้ทุกข์ใจเท่าไรนัก จะทำอย่างไรได้ในเมื่อ ลูกชายและลูกสาวผมไม่มีเวลาดูแลเขาทำงานกันหมด จะมาเยี่ยมก็เสียเวลางาน ผมเลยห้ามไม่ให้มาเยี่ยมบ่อยๆ เห็นเขาสองคนมีครอบครัวที่อบอุ่นมีการมีงานดีๆทำ ผมก็สุขใจ คนที่นี่เขาก็ดูแลผมเป็นอย่างดี ข้าวน้ำก็ได้กินไม่เคยผิดเวลา แต่ผมเองก็นิสัยเคยตัว ดันอยากกินตอนที่เขาไม่ให้กิน นึกแล้วก็ท้อใจ กลืนอะไรไม่ค่อยลง



Create Date : 28 ตุลาคม 2550
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2550 21:29:18 น. 3 comments
Counter : 415 Pageviews.

 
รบกวนเสนอแนะด้วยจ้า เรื่องนี้เขียนไว้ตั้งแต่ต้นปี ลองนำมาลงดูอะ เผื่อชอบกัน...


โดย: ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล (ศิลป์ใจ ) วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:1:11:27 น.  

 
เรื่องนี้ให้ 9 เต็มสิบ
อีกหนึ่งคะแนนหายไปจากการที่ ทำให้พูต้องอ่าน
ตอนสุดท้ายสองครั้ง
งง ว่าตอนแรกบอกไปทำกิจกรรม ตอนหลังกลับไปอยู่ซะเอง ไม่รู้ไปอยู่ตอนไหน อิอิ
ชอบใจตรง วันนี้วันเด็กแต่ไปสถานสงเคราะห์คนชรา
อาจจะเป็นเพราะคนพวกนี้ก็เคยเด็กเหมือนกัน
อ่านแล้วอมยิ้มเลย อิอิ


โดย: พูไทเกอร์ IP: 124.157.204.77 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2550 เวลา:21:01:55 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์จ้า สำหรับคุณพูไทเกอร์ ก็มีข้อแนะนำดีๆให้ เลยลองเปลี่ยนคำนิดหน่อยในตอนต้น เพื่อลดข้อผิดพลาดจ้า


โดย: ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล (ศิลป์ใจ ) วันที่: 14 พฤศจิกายน 2550 เวลา:21:35:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ศิลป์ใจ
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




******###@###*****
...เรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เลือกเรื่องเล็กๆที่เป็นช่องว่างของสังคม มา ตัด เสริม เติม แต่ง ซึ่งอาจเหลือความจริงเพียงน้อยนิด และเรื่องราวเหล่านี้อาจทำให้ใครหลายคนก้าวเข้าไปถึง ช่องว่างที่ใครหลายคนอาจไม่เคยเห็น...
*******************
*****###@###******
...งานเขียนใน Weblog นี้เป็นของ ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗...
*******************
Friends' blogs
[Add ศิลป์ใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.