Group Blog
 
All blogs
 
เรื่องสั้น : คนเห็นแก่ตัว

***คนเห็นแก่ตัว***

ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนตกงานกันเกลื่อนเมือง ที่เกลื่อนกรุง ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่หันหน้าเข้าหากันบนท้องถนน หันปืนชี้ฟ้า ตะโกนด่าจนดังกึกก้องไปทั่วโลก แต่เมธีต้องหันหน้าหนีจอทีวีทุกวี่ทุกวัน แม้แต่รายการปกติก็ถูกแทรกด้วยข่าวร้อน ข่าวด่วน ประเด็นเด็ด ประเด็นดัง ถ่ายทอดสดจากโน่น จากนี่วุ่นวายไปหมด ดูละครไม่ประติดประต่อ หลายครั้งที่ตัดใจปิดทีวี หลังจากที่ดูข่าวสังคมด้วยความเบื่อหน่าย แล้วนอนก่ายหน้าผากทุกครั้งไป กับคำถามเดิมที่ล่องลอยอยู่ในหัว “พรุ่งนี้จะไปหางานที่ไหนดี”

เมธี ตกงานมาได้สักสองเดือนเศษ เงินที่เหลือเก็บไว้ก็ร่อยหรอลงไปทุกที หางานก็ยังหาไม่ได้ ก่อนหน้านี้เคยได้ทำงานเป็นผู้บริหาร แต่เมื่อบริษัทปิดตัวลง ตัวเองก็โดนปิดช่องทางทำกินไปด้วย ด้วยเงินเดือนที่เคยทำค่อนข้างแพง ประสบการณ์ที่มีก็สูง ความรู้ก็มีติดตัวมาไม่น้อย หลายครั้งที่ถูกปฎิเสธเพียงเพราะเรื่องเงินเดือนที่เขาเรียกจนสูงเกินไป โดนผู้สัมภาษณ์งานต่อแล้วต่ออีก ทำเหมือนเขาเป็นปลาในตลาดสดไม่มีผิดเพี้ยน หลายครั้งที่เขาหอบเอาความสามารถไปขายแต่กลับได้รับคำห้วนสั้นกลับมาว่าความสามารถสูงเกินไป เมธีก็ยังแปลกใจ ว่าความสามารถที่ใครๆว่าสูงทำไมทุกวันนี้ยังไม่สามารถหางานได้ สุดท้ายทุกคืนของทุกวันก็จบลงกับการนอนเผลอหลับไป

ทุกเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จจัดแจงแต่งตัว แต่ทุกครั้งที่เปิดตู้เสื้อผ้าออกมา จะหยิบเสื้อแต่ละครั้งต้องระวังเรื่องสี ขืนหยิบสีใดสีหนึ่ง ที่มันแสบตา หรือเป็นที่สังเกตจนเกินไปจะทำให้ดูไม่เรียบร้อยได้ เวลาไปสมัครงานจะทำให้ดูเหมือนบุคลิกไม่ดี แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยสีน้ำตาล หรือสีครีม ที่เขาเคยสวมไปทำงานเหมือนแต่ก่อนเคย

เมธีเดินลงจากห้องเช่าชั้นห้า ก่อนหน้านี้เคยอยู่ชั้นล่างแต่ต้องย้ายขึ้นไปเพื่อค่าเช่าที่ถูกลงกว่าเดิม รถประจำตำแหน่งที่เคยมีขับ ตอนนี้ได้แต่ขี่มอเตอร์ไซต์โซมๆคันเดิมที่ผู้เป็นพ่อทิ้งให้ไว้ เขายืนมองมอเตอร์ไซต์ หลายครั้งก็คิดถึงอดีตภรรยาที่เคยขี่มันออกไปซื้อกับข้าวกับปลามารอท่าที่ห้องทุกวัน หลังจากตกงานหล่อนก็หอบผ้าหอบผ่อนหนี หอบเอาเงินเอาทองบางส่วนไปด้วย จะทำไงได้ก็ในเมื่อเงินอยู่ในบัญชีหล่อน อยู่ด้วยกันก็ไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายแต่อย่างใด คิดน้อยใจอยู่ทุกวันเช้ายันค่ำ ก็ไม่เกิดผล เขาตัดใจจากมอเตอร์ไซต์เก่าๆ เดินไปหน้าปากซอยแล้วหอบแฟ้มโตๆสองสามแฟ้มขึ้นไปนั่งเบาะด้านหลังสุด วันนี้มีนัดสัมภาษณ์งานที่กลางกรุง ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่อยากเข้าไปช่วงนี้เท่าไรนัก

หลังจากที่นั่งรถเมล์มาเกือบชั่วโมง เมธีก็ลงเดินพร้อมกลางแผนที่ซะดิบดี แต่ไม่ทันได้ดูเขาก็เหลือบไปเห็นป้ายบริษัทที่นัดสัมภาษณ์งานนั้นอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขายืน เป็นฤกษ์งามยามดีแท้ ช่างง่ายดายอะไรปานนี้ เขารีบเดินจ้ำไป พลางดูนาฬิกาบอกเวลาที่ข้อมือ เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก็ได้เวลาสัมภาษณ์ ไปถึงคงเหลือเวลาอีกนิดหน่อย ระหว่างทางที่เดินไป แปลกใจเหลือเกินร้านริมทางดูเงียบเหงาไม่มีผู้คน กลางเมื่องแต่ทำไมมันเงียบขนาดนี้ มิหนำซ้ำหลายร้านก็ปิด ร้านที่เปิดก็แง้มประตูเพียงน้อยนิด เดินไปไม่นานก็ถึงหน้าบริษัท เขาหยุดยืนดูชื่อด้านหน้าก็ตรงกับแผนที่ในมือ แต่หน้าบริษัทปิดประตูแน่นหนามีรั้วเหล็กมากั้น อุตส่าห์ตัดสินใจมาสัมภาษณ์งานบริษัทเล็กๆชื่อเสียงไม่โด่งดัง แต่มาถึงก็ไม่มีโอกาสได้เข้าไป เขาไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร บริษัทนี้ทำไมนัดมาในวันที่บริษัทปิด โทรแจ้งก็ไม่มี คนเราในสังคมตอนนี้ช่างขาดความรับผิดชอบสิ้นดี เขานึกในใจ

หลังจากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางและปลายทางทำให้ผิดหวัง หลังจากกลับมาถึงห้องก็โยนแฟ้มไปมุมห้องรกๆ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง เอื้อมมือไปคว้ารีโมทเปิดทีวี นั่นไงถนนสายนั้นที่เขาลงรถเมล์เดินไปบริษัทที่นัดสัมภาษณ์งาน ผู้คนมากมายเดินอยู่นั่น ถือป้ายขับไล่คนนู้นคนนี้ เมธีอ่านชื่อแล้วบางคนก็ไม่รู้จัก บางคนก็เคยได้ยินตามข่าว แต่ก็สงสัยอยู่ดีว่าชื่อในป้ายเป็นใคร แล้วไปขับไล่เขาทำไม ไม่เห็นคนพวกนี้จะมาทำอะไรให้เมธีเดือดเนื้อร้อนใจอะไร ที่ร้อนใจตอนนี้มีเรื่องเดียวเท่านั้น เรื่องตกงานที่วกวนวุ่นวายอยู่ในหัวตลอดเวลา เมธีดูไปก็บ่นพึมพรำ "รักชาติก็รักอยู่" แต่จะทำอย่างไรได้ ไม่มีงานทำ เงินก็ไม่มี มัวไปรักชาติเดินอยู่ตามท้องถนนแบบนั้นอดตายแน่ "แต่ตอนนี้ขอรักตัวเองก่อน" จะทำอย่างไรได้ ไหนจะแม่อีกคนที่ต่างจังหวัด ไม่ได้ส่งเสียแกมาหลายเดือน คิดถึงแม่แล้ว เมธีก็ส่ายหัว เขาพยายามฝืนใจดูทีวีต่อ เพราะการโมโหแล้วไปปิดมันบ่อยๆ ทำให้วันนี้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรว่าจะมีการมาเดินขบวนที่ถนนเส้นนี้ ไม่งั้นแล้วคงไม่ต้องไปให้เสียเวลา เขานอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงอยู่พักใหญ่ปล่อยจอทีวีฉายอยู่อย่างนั้นไม่สนใจเรื่องค่าไฟปลายเดือน อย่าว่าแม้แต่ค่าไฟ ค่าห้องก็ไม่รู้จะเอามาจากไหน ครู่หนึ่งเขาก็ยกหูโทรศัพท์โทรไปหาคนข้างบ้านที่ต่างจังหวัดหมายใจจะคุยกับแม่ให้ผ่อนคลายสักหน่อย
"ป้าทุม ผมเมธีนะครับ ผมรบกวนป้าทุมหน่อย ผมอยากคุยกับแม่ครับ ป้าช่วยวิ่งไปหาแม่ผมหน่อยนะครับ"
"ไอ้ธีเอ้ย แม่เอ็งไปกรุงเทพฯ ตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว นี่แกไม่ได้ไปหาเอ็งหรอกหรอ"
"เปล่าครับ แล้วแกไปยังไงล่ะครับ"
" มีรถมารับแกไป คนที่นี่ก็ไปกันเยอะ แต่คนอื่นเขากลับกันมาหมดแล้วนา"
เมธี วางสายโทรศัพท์พลางหันมาจ้องดูทีวีอีกครั้ง จ้องเข้าไปเรื่อยๆ จ้องจนเข้าไปไกล้ ก็ไม่เห็นแม่ตัวเอง มีแต่หนุ่มๆสาวๆเดินอยู่เรียงรายเต็มไปหมดแล้วแม่ไปอยู่ส่วนไหนกัน เขารีบปิดทีวีเร่งรี่ลงไปคว้ามอเตอร์ไซต์คันโซม คันเดิมที่เห็นเมื่อเช้า เขารีบสตาร์ทเครื่อง แล้วก็สตาร์ทไปหลายทีแล้วยังไม่มีวี่แววใดๆ ที่รถจะพาเขาไปได้ เขาตัดใจจอดรถไว้ตามเดิม ดูนาฬิกาที่ข้อมือนี่ก็แค่สองทุ่มหน่อยๆ ยังมีรถเมล์วิ่งอยู่ จึงรีบเดินไปขึ้นรถที่ปากซอย ขึ้นไปได้ไม่นานนัก รถเมล์เจ้ากรรมก็ดันเลี้ยวไปคนละเส้นทางกับเมื่อเช้า ทันทีที่รถจอดป้ายถัดมาเขาเรียกแท๊กซี่ทันที เขานั่งไปจนใกล้เส้นทางนั้นมากที่สุด หลังจากลงรถเขารีบเร่งฝีเท้าเดินไป เขาแลเห็นกลุ่มผู้คนมากมายไกลสุดตา สวมเสื้อสีเดียวกันหมด หันดูสีเสื้อตัวเองที่เป็นคนละสีกับผู้คนเบื้องหน้า แต่ยังคงเดินดุ่มๆเข้าไป ก่อนผ่านเข้าไปในหมู่ชน เขาโดนตรวจ ค้นจนทั่วเหตุผลที่เข้ามาเขาก็บอกไปตรงๆว่ามาตามหาแม่ ไม่ได้พูดเท็จ โกหกหลอกลวงแต่อยากใด

หลังจากเข้ามาได้เมธีเดินลัดเลาะ เสาะหา ส่ายสายตาไปทั่ว ครั้นจะถามใครสักคนก็ไม่ค่อยมีใครจะสนใจ ยิ่งอากาศที่มืดครึ้ม รมเย็นพัดโชยมาต้องผิวกาย เขาเอามือลูบแขนผ่านขนที่รุกตั้ง ขึ้นลงไปมา ครู่หนึ่งเม็ดฝนก็เริ่มร่วงหล่น ผู้คนเริ่มจางสลายไปข้างถนน เข้าหาที่กำบังให้พอที่จะคุ้มฝนได้ ผู้คนเริ่มสลายไปแล้วแต่เมธียังคงยืนหมุนไปหมุนมามองหามารดาอยู่บนท้องถนนที่เวลานี้นั้นโล่งแล้ว ฝนเริ่มทวีความรุนแรงเสียงดังซู่ๆ เป็นจังหวะพร้อมกับกระแสลมที่กรรโชก พัดเอาฝุ่นผงหนังสือพิมพ์ ถุงพลาสติก ติดตามมาด้วย

“ไอ้หนู นั่นเอ็งใช่หรือเปล่า ?”
นั่นเสียงแม่เขาจำได้ดี ได้ยินดังนั้นเขาหันไปรอบ มองหาที่มาของเสียงกระแสลมที่รุนแรงแบบนี้ทำให้ไม่รู้แน่ชัดว่าเสียงนั้นมาจากทิศใด จนร่างหนึ่งโผล่ออกมายืนเด่น ริมถนนเลยผู้คนทั้งหลายออกมา
“เอ็งจะไปยืนตากฝนทำไม เข้ามานี่ !”
เห็นแม่เรียกพลางกวักมืออย่างนั้นก็ยังคงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวขาตามแม่เข้าไป

สองแม่ลูกได้พบหน้ากันก็ไถ่ถาม ถึงชีวิตความเป็นอยู่ซึ่งกันและกัน
“ทำไมแม่มาอยู่ที่นี่”
“ที่นี่มีข้าวกิน แม่ไม่อดหรอก เอ็งไม่ต้องห่วง”
มองไปมองมาเมธีก็สังเกตการแต่งตัวของแม่ โดยเฉพาะเสื้อไม่ได้เหมือนกับคนอื่นเลยแม้แต่นิด แม่แต่งตัวเหมือนอยู่บ้านไม่มีผิด
“ทำไมแม่ไม่ใส่เสื้อสีเดียวกับเขาล่ะแม่”
“มันไม่เกี่ยวหรอกไอ้หนู ว่าจะใส่สีอะไรน่ะ อยากมาแม่ก็มา”

สายฝนยังไม่หยุดยั้ง ยังคงแรง สายตาหลายคู่ก็จ้องมองผ่านสายฝนไป มันมืดมัวไปหมดแสงสว่างจากหลอดไฟเบื้องบนก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นไปไกลเท่าไรนัก ยิ่งมองไปไกลยิ่งไม่เห็น มองใกล้ก็แลเห็นแต่เม็ดฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ทิศเบื้องหน้าที่ต่างคนก็อยากไปให้ถึง ตามคำบอกเล่าของผู้นำทาง ได้แต่หวังกันลมๆแร้งๆว่าปลายทางจะคือสิ่งที่ทุกใจถวิลหา สายฝนตกปานจะหยุดเอาความตั้งใจทั้งหลายเอาไว้ ก่อนหน้านี้เมื่อยังไม่ค่ำลง แดดที่ร้อนจ้าก็ทำหน้าที่นี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่เกิดผลใดๆ แต่ฝนเจ้าจะตกได้ตลอดไปหรือไม่ และเป็นธรรมดาตามธรรมชาติไม่นานนักสายฝนก็ค่อยเบาลงจากฝนที่เทลงจากฟ้า เหลือแค่คำว่าฝนริน เวลาก็ปาเข้าไปสามทุ่มแก่ แสงไฟที่ส่องสว่างลงบนพื้นถนน ก็พอทำให้แลเห็นไอที่ลอยสวนแสงไฟนั้นขึ้นไป แผ่นดินที่ร้อนระอุ หลังจากโดนฝนพรมคงเริ่มทุเราลง แต่ฝนเองหาได้ตกพร้อมกันทั่วฟ้า แม้ยามค่ำคืนที่ไหนสักแห่งอาจยังคงร้อนอยู่ ไม่นานนักเมื่อฝนหยุด ไฟร้อนก็รุกรามครอบคลุมเข้าตามเดิม

“ไอ้หนูไปเร็วเขาเรียกรวมแล้ว”
“ไปไหนแม่ กลับบ้านกันเหอะ พรุ่งนี้ผมต้องไปหางานทำ แม่ก็ไปพักที่ห้องผมก่อน”
“เอ็งนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ ประเทศชาติจะล่มจมอยู่แล้ว”
“ผมจำเป็นต้องเห็นแก่ตัว ไม่งั้นเราจะกินอะไรกันล่ะแม่”
“อยู่นี่ก็มีข้าว มีน้ำให้กิน ไปเร็ว”
แม่เดินนำหน้าไป เมธีก็ก้าวตามไปติดๆ
“แล้วถ้าคนพวกนี้เลิกทำเพื่อชาติกันแล้ว เราจะทำยังไง จะเอาอะไรกิน”
“เอ็งไม่ต้องห่วง พวกนี้เลิก อีกพวกก็มา ก็มีกินเหมือนเดิม ได้ทำเพื่อชาติด้วย เอ็งจะไปไหนก็ไปไอ้คนเห็นแก่ตัว”
“แล้วถ้าเขาเลิกกันทั้งสองฝ่ายล่ะแม่”

หล่อนหยุดนิ่ง…
“เอ็งจะไม่ส่งเสียแม่หรือไง”
“ก็นั่นไง ผมถึงต้องไปหางานไงล่ะ แม่กลับห้องกับผมเหอะ พรุ่งนี้ผมต้องไปหางานแต่เช้า”

หลังจากกล่อมแม่ตัวเองสำเร็จ กลับมาถึงห้องคำถามที่ยังคาใจอยู่ก็หลุดออกมา
“แม่แล้วทำไมแม่ไม่ใส่เสื้อสีเดียวกับเขาล่ะ”
หล่อนหันมายิ้ม
“แม่เห็นมันรักชาติกันทั้งสองกลุ่ม แม่ก็เลยไม่รู้จะใส่สีอะไร อีกอย่างเดี๋ยวพออีกสีหนึ่งออกมาแม่ก็ไปช่วยได้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อ เอ็งเข้าใจและเห็นข้อดี ของการไม่เลือกสีแล้วใช่ไหม หายสงสัยหรือยัง”
เมธียืนอึ้งกับแม่ตัวเอง พลางเปิดทีวี
“เอ็งว่า… แล้วทำไมมันรักชาติเหมือนกันทำไมไม่ใส่สีเดียวกัน”
“ผมไม่รู้หรอกแม่ ผมรักแต่ตัวเอง ผมก็ต้องเห็นแก่ตัวไว้ก่อน ประเทศชาติมาทีหลัง”

ทีวียังคงฉายภาพเดิมๆ ยังจะฉายไปอีกกี่สมัยเมธียังไม่รู้ และก็ไม่สนใจ



Create Date : 14 กันยายน 2552
Last Update : 14 กันยายน 2552 0:31:13 น. 5 comments
Counter : 1456 Pageviews.

 
ความเจริญและเทคโนโลยีเข้ามาการศึกษาก็สูงขึ้น....แต่จิตใจคนยิ่งตกต่ำไม่รู้ทำไมความเห็นแก่ตัวของคนมีมากขึ้นทุกวัน..คนเรารักชาติไม่จำเป็นต้องเรียกร้องไม่ต้องป่าวประกาศ เพียงทำประโยชน์ให้สังคมหรือไม่ทำให้คนอื่นต้องเดีอดร้อน ทำไม ทำไม ทำไม สังคมเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ "พฤติกรรมเช่นนี้หรือที่เรียกว่ารักชาติ"


โดย: คนดี ความดี คืออะไร IP: 115.67.186.31 วันที่: 20 กันยายน 2552 เวลา:10:45:28 น.  

 
ขอบคุณที่ไปเยี่ยมที่ blog นะคะ และเป็นกำลังใจให้ ขอให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่รักค่ะ


โดย: tiara วันที่: 2 ตุลาคม 2552 เวลา:8:25:40 น.  

 


เอาคนมาเฝ้าบ้านให้ค่ะ
ลูกน้องข้างบ้านซนเหมือนลูกลิงเลยหละ
แอบเอาลุกเขามาเม้า เพิ่งจะมารับไปนอนกินนม
ฝากไว้ด้วยนะจ๊ะผู้หญ่าย


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 17 ตุลาคม 2552 เวลา:13:33:58 น.  

 
สู้ต่อไปนะนักเขียนระดับประเทศ


โดย: พี่อั๋นเอง IP: 202.29.86.254 วันที่: 4 พฤศจิกายน 2552 เวลา:10:04:38 น.  

 
คิดแล้วอิจฉาประเทศเพื่อนบ้านเรานะ (ลาว)เขาอยู่อย่างพอเพียง มีความสุขตามอัตภาพ ดูทีวีบ้านเราก็เหมือนคุณเขียนนั่นแหละเสื้อสีนี้เลิกสีใหม่ก็ออกมา ไม่รู้เมื่อไรจะสงบสุข ช่วยกันส่งเสริมคนดีก็แล้วกัน


โดย: คนผ่านทาง IP: 180.180.34.147 วันที่: 14 เมษายน 2553 เวลา:11:30:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ศิลป์ใจ
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




******###@###*****
...เรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เลือกเรื่องเล็กๆที่เป็นช่องว่างของสังคม มา ตัด เสริม เติม แต่ง ซึ่งอาจเหลือความจริงเพียงน้อยนิด และเรื่องราวเหล่านี้อาจทำให้ใครหลายคนก้าวเข้าไปถึง ช่องว่างที่ใครหลายคนอาจไม่เคยเห็น...
*******************
*****###@###******
...งานเขียนใน Weblog นี้เป็นของ ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗...
*******************
Friends' blogs
[Add ศิลป์ใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.