Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องสั้น : เมื่อหัวใจถึงปลายทาง

***เมื่อหัวใจถึงปลายทาง***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล




เช้าตรู่มืดสลัวเสียงล้อเหล็กบดรางรถไฟดังก้องฝ่าความเงียบ เข้ามาใกล้มลฤดีที่ยืนอยู่หลังเส้นเหลือง อีกทั้งแสงสีส้มบนหัวรถจักร ส่องสว่างผ่านหมอกจางๆ แลเห็นเป็นลำแสงพุ่งตรงทอดยาวไปตามรางเหล็กที่คู่ขนานไปสู่ความมืดมิดเบื้องหน้า เสียงก้องจากการเสียดสีระหว่างล้อเหล็กและรางค่อยๆ เบาลง ขบวนรถค่อยๆ หยุดลงอย่างช้าๆ หล่อนและผู้คนอีกสองสามคนค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ขบวนรถไฟ ครู่หนึ่งเมื่อมีแสงสีเขียวส่องโดยนายสถานีไปสู่หัวขบวนรถ อันเป็นสัญญาณบอกให้ออกรถ ขบวนรถพลันค่อยๆ เคลื่อนขบวนอย่างช้าๆ พร้อมเสียงหวูดรถไฟนั้นพลันดังขึ้นก้องแก้วหูของหล่อน หล่อนค่อยๆ เดินไปด้านหัวขบวนรถจักร ในใจเฝ้าแต่นึกถึงชายหนุ่มอันเป็นที่รักสุดหัวใจ ซึ่งสิ้นลมหายใจไปก่อนหน้านี้เมื่อวันวาน แม้กายหล่อนอยู่สถานีต้นทาง แต่หัวใจไปรออยู่ที่ ณ สถานีปลายทางชานชลาใจของชายหนุ่มอันเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิต
...หล่อนค่อยๆ ก้าวเดินไปด้านหัวขบวนรถจักร ผู้คนมากมายบนขบวนรถต่างพากันหลับไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น หล่อนกำลังมองหาที่นั่งเหมาะๆ สักที่ เพื่อพักผ่อน เพื่ออิงไหล่ เพื่อเอนหลัง หลังจากเมื่อยล้ากับการนั่งรอรถไฟที่เสียเวลามาแสนนาน ระหว่างที่เดินไปนั้นหล่อนสังเกตเห็นที่นั่งด้านหน้า ซึ่งมีชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันนั่งนิ่งมองหล่อนตาไม่กระพริบ ในขณะที่หล่อนนั้นเดินเข้าไปใกล้ ชายหนุ่มนั้นก็ส่งยิ้มมาให้หล่อนตลอดเวลา เมื่อหล่อนเดินเข้าไปถึง เขาเอ่ยคำเชื้อเชิญด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ฟังดูแล้วเป็นน้ำเสียงที่เต็มใจยิ่งนัก เขาพูดเชื้อเชิญพร้อมลุกขึ้นมาช่วยยกสัมภาระอันหนักอึ้งขึ้นวางด้านบน หล่อนเข้าไปนั่งติดริมหน้าต่างด้านตรงข้ามกับที่เขานั่งอยู่
“ขอบคุณ” น้ำเสียงของหล่อนสั้นห้วนปานดังโกรธกันมาแต่ชาติปางไหน
“ไม่เป็นไรครับ” เขาพูดพลางจ้องปากแดงๆ ของหล่อนครู่หนึ่ง แล้วจึงละสายตามาสบตา หล่อนหลบตาหันหน้าหนี แล้วเอนหัวพิงผนังริมหน้าต่าง กอดอก เหลือบมองหน้าเขา แล้วอมยิ้ม แล้วหลบตาอีกครั้ง แล้วจึงค่อยหลับตาลง หล่อนไม่ง่วงเลยแม้แต่นิด แต่หลับตาเพื่อนึกถึงภาพอมยิ้มของเขาที่ยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน ด้วยความดีใจ และประทับใจชายผู้นี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จึงทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ทำให้หล่อนไม่รู้สึกเดียวดายกับการเดินทางไปกับขบวนรถไฟเหมือนก่อนเคย
ปากแดงๆ ของหล่อน ยังดึงดูดชายผู้นั่งฝั่งตรงข้ามได้ตลอดเวลา เขานั่งมอง เขานั่งจ้อง เมื่อเห็นว่าหล่อนไม่ลืมตาขึ้นมาแน่ เขาจึงเริ่มลดสายตาต่ำลง ผ่านหน้าอกที่มีแขนทั้งสองข้างกอดรัดอยู่จนแลไม่เห็นเนินนูนใดๆ มันอาจราบเรียบเป็นปกติ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะแขนทั้งสองข้างของหล่อนกดมันจนเป็นพื้นที่ราบก็เป็นได้ อีกที่ข้อมือหล่อนยังมีด้ายสายสิญจน์สีขาวแต่หม่นลงมากแล้ว ต่ำลงมาอีกกระโปรงหล่อนเป็นลายดอกไม้กลีบสีแดง สลับกับสีพื้นกระโปรงที่เป็นสีน้ำตาลเข้ม ต่ำลงมาอีกรองเท้าหล่อนก็เป็นเพียงรองเท้าแตะธรรมดาเท่านั้น บนเรือนร่างหล่อนนั้นมองหาความหรูหราไม่ได้เลย มีเพียงความเรียบง่ายที่ขัดกับสีริมฝีปากหล่อนที่แดงเยิ้มตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามแต่ใบหน้าหล่อนนั้นเข้าพิมพ์กับใบหน้านางในฝันของเขาพอดี เขาจึงประทับใจในความสวยที่ตรงใจตั้งแต่ฉากแรกเห็น

มลฤดียังคงนั่งเอนอิงพิงไหล่ไว้กับผนัง อีกศีรษะนั้นก็แนบชิดกับผนังนั้นด้วย แต่ด้วยสายลมที่เคยแรงของขบวนรถที่กระทบหน้าหล่อนค่อยๆ แผ่วลง เสียงลมที่โกรกหูอยู่ก็ค่อยเบาลง เสียงรางและล้อเหล็กนั้นก็พลันหยุดลงด้วย ทันทีที่รถหยุดนิ่ง หล่อนพลันลืมตาขึ้น เก้าอี้เบื้องหน้าหล่อนนั้นเหลือแต่ความว่างเปล่า เหลือแต่เพียงเก้าอี้ไม้ เหลือแต่เพียงภาพอมยิ้มของสุภาพบุรุษที่ตรึงใจ และกลับกลายเป็นความเดียวดายไร้เพื่อนร่วมทาง หล่อนผิดหวังกับชายคนนี้อย่างมาก เพราะในใจนั้นหวังว่า ชายผู้นี้จะคงนั่งเคียงไปสู่ปลายทางสถานีเดียวกัน ในขณะที่หล่อนจ้องเก้าอี้ไม้อยู่นั้นขบวนรถไฟค่อยๆ เคลื่อนขบวนออกจากสถานี หล่อนเริ่มกลับไปสู่อิริยาบถเดิมๆ หล่อนค่อยๆ เอนไหล่พิงผนัง แต่เมื่อหล่อนเอนหัวถึงริมผนังนั้นสายลมที่เพิ่มความแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับความเร็วของขบวนรถนั้นพัดกระทบหน้าหล่อนอย่างจัง หล่อนลุกขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม หล่อนนั่งแทนที่ความว่างเปล่าจากฝีมือชายผู้ที่สร้างความประทับใจ ปล่อยความว่างเปล่าอยู่กับเก้าอี้ตัวเดิม หล่อนกอดอกเมื่อความหนาวเย็นกระทบเข้ากับผิวกาย และมองออกไปด้านนอกขบวนรถ ตอนนี้ไม่มีสายลมกระทบดวงตาหล่อนอีกแล้วทำให้มองเห็นบรรยากาศด้านนอกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในขณะที่เพลินใจอยู่กับธรรมชาติด้านนอกขบวนรถในยามเช้าตรู่อยู่นั้น หล่อนต้องหันกลับเข้ามาในขบวนรถอีกครั้ง เมื่อชายหนึ่งนั่งลงที่เก้าอี้ด้านหน้า หล่อนอมยิ้มและลุกขึ้น
“ขอโทษค่ะฉันคิดว่าคุณลงไปแล้ว”
“ไม่เป็นไรครับ ผมนั่งตรงนี้ก็ได้” สุภาพบุรุษพูดเป็นนัย เหมือนกำลังจะบอกหล่อนว่านั่งตรงไหนก็เห็นหน้าหล่อนชัดเจนเหมือนกัน
หล่อนอมยิ้มแล้วนั่งลงตามเดิม
หลังจากลุกไปเข้าห้องน้ำมา เขาก็ต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษอีกครั้ง ด้วยการสละที่นั่งดีๆ ที่ปราศจากลมแรงที่คอยโกรกหน้าให้กับมลฤดี เขานั่งจ้องหน้าหล่อนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มกอดอกเอนหัวพิงผนังและหลับตา เพื่อหลบลมที่โกรกแรง ทันทีที่เขาหลับตาลง มลฤดีก็หันมาจ้องหน้าเขา แต่ก็มองไม่ค่อยถนัดนัก เพราะสายลมที่โกรกแรงนั้นพัดเอาผมมาปิดหน้าผากจนจรดขอบตา แต่ไม่ว่าจะอย่างไร อะไรก็ไม่สามารถทำให้หล่อนลืมหน้าตาผู้ชายที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปี เมื่อจ้องหน้าอยู่ครู่หนึ่งจนมั่นใจว่าต้องใช่ชายผู้ที่เคยมีลูกด้วยกันเป็นแน่ หล่อนล้วงกระจกบานใหญ่ออกจากกระเป๋าถือ ส่องหน้าตัวเอง พลางบ่นพึมพำ
“เราก็ยังสวยเหมือนเดิม... ?!?”
หล่อนละสายตาจากกระจกมามองหน้าเขาอีกครั้ง
“แต่เขาหล่อไม่เหมือนเดิม...?!?”
พูดจบก็อมยิ้มแล้วเก็บกระจกเข้าตามเดิม
จังหวะหนึ่งชายนั้นละมือจากหน้าอกมาเสยผมพร้อมลืมตาขึ้น หล่อนจึงเมินหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่าง ชายนั้นลุกขึ้นและล้วงขวดน้ำออกจากกระเป๋าผ้าด้านบน เขาลงนั่งแล้วเปิดฝาขวดพร้อมใส่หลอด แล้วยื่นให้หล่อน หล่อนยิ้มแล้วรับไว้ ก่อนจะดูดแค่จิบให้หายแห้งคอ แล้วยื่นขวดน้ำคืนให้ชายผู้เป็นสุภาพบุรุษนั้น แล้วหล่อนก็หลบตาเมินหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ยิ่งชายผู้นี้เห็นพฤติกรรมของหล่อนก็รู้สึกแปลก หล่อนทำท่าเหมือนงอน เหมือนเขาเคยไปทำอะไรให้หล่อนโกรธก็ปานนั้น
“เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า?” เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
มลฤดีหันมามองหน้าอยู่ครู่หนึ่ง จนแน่ใจว่าเขาจำหล่อนไม่ได้เป็นแน่
“ไม่เคย!!!” พูดจบหล่อนก็หันออกนอกหน้าต่างตามเดิม
ชายผู้ที่สงสัยในพฤติกรรมของหล่อนตัดใจจากท่าทีที่ดูเหมือนโกรธ มามองที่หลอด ปลายหลอดนั้นเปื้อนสีแดงจากริมฝีปากหล่อน แต่เขาก็ใช้ริมฝีปากประทับลงไปที่ปลายหลอดนั้น ปากนั้นดูดน้ำ แต่สายตาเขาเหลือบมองหล่อนตาไม่กระพริบ เขาสังเกตเห็นหล่อนนั่งทำหน้าบึ้งแต่ก็มีเห็นว่าบางครั้งหล่อนก็หลุดอมยิ้มออกมาให้เห็น หล่อนยังคงมองอยู่นอกหน้าต่างและดูเหมือนว่ามุมนี้อาจเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดของหล่อนเวลานี้
เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ระหว่างเขาและหล่อนสงบลง มลฤดีผู้มีจุดหมายปลายทางของใจอยู่กับคนที่ไร้ลมหายใจผู้เป็นชายหนุ่มที่หล่อนรักยิ่งกว่าชีวิต พลันนึกถึงร่างอันไร้ลมหายใจขึ้นมาทันที ก่อนหน้านี้หล่อน ยิ้มหล่อนมีความสุข แม้จะงอนชายผู้ที่เคยเป็นสามี ผู้ที่เคยมีลูกด้วยกัน กับเรื่องเล็กน้อยในเรื่องที่เขาจำหล่อนไม่ได้เลย แต่รวมๆ แล้วภาพความเป็นสุภาพบุรุษของเขาทำให้หล่อนลืมทุกข์ได้ กับการขึ้นรถไฟที่มีผู้คนมากมาย และการขึ้นรถไฟทุกครั้งที่หล่อนต้องรู้สึกเหงา ครั้งนี้อดีตสามีทำให้หล่อนมีความสุข เหมือนบนรถไฟนี้มีเพียงแค่หล่อนและเขาเพียงสองคนเท่านั้น แต่เมื่อทุกอย่างนิ่งสงบลง เมื่อนึกถึงชายหนุ่มอันเป็นที่รักสุดหัวใจ ตอนนี้หล่อนเหมือนอยู่เดียวดายไม่มีใครอยู่บนขบวนรถนี้เลย น้ำตาหล่อนเริ่มไหลเป็นทาง
“คุณ คุณ คุณ.....!!!...” เสียงชายฝั่งตรงข้ามเรียกด้วยความตกใจ “...เป็นอะไรไปครับ”
ได้ยินดังนั้นหล่อนก็โผเข้ากอดเขาทันที ทำให้เขาตกใจมากกว่าเดิม
“คุณจะกอดผมก็ได้นะ ถ้ากอดแล้วคุณสบายใจ แต่นี่มันบนรถไฟนะคุณ”
หล่อนไม่พูดอะไรกลับมาและยังกอดเขาแน่นกว่าเดิม
ชายผู้ตกใจนั้นยังคงหันมองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นว่าบนขบวนรถไม่มีใคร สนใจ เขาก็เริ่มโอบกอดหล่อน
“รู้สึกอย่างไรเมื่อคุณกอดฉัน ?”
“รู้สึกดี เหมือนได้กอดคนที่ผมรัก” เขาตอบแต่ก็ยังงงๆ
“แค่เหมือนคนที่คุณรักเท่านั้นหรือ ?”
“ใช่ครับ !”
“แล้วคนที่คุณรักเป็นใคร ?” หล่อนถามทั้งที่ยังคงสะอื้นไห้
“ผมว่าเราเลิกกอดกันแล้วมาคุยกันดีๆ ...” ทั้งสองผละออกจากกัน “...เขาเคยเป็นภรรยาผม เขาชื่อมลฤดี ผมก็หวังว่าวันนี้ผมจะได้เจอเธอ ที่งานศพลูกชาย...”
หล่อนได้ยินดังนั้น ก็หันออกนอกหน้าต่างและฉีกยิ้ม
“…เรื่องไม่เป็นเรื่องที่เราทะเลาะกันทำให้ต้องเลิกกันตั้งแต่ลูกชายคลอดได้ไม่กี่เดือน”
มลฤดีหันกลับมาแล้วยิ้มทั้งน้ำตา
“คุณคิดว่าถ้าคุณเจอเธอ คุณจะจำเขาได้หรือเปล่า ?”
“ผมคิดว่าผมจำได้นะ จำได้แน่นอน ผมคิดว่ามลก็คงหน้าตาคล้ายๆ คุณนี่ล่ะ”
มลฤดียิ้ม พร้อมๆ กับหวูดรถไฟดังขึ้น
“ผมต้องไปก่อนนะ”
รถไฟค่อยๆ เบาลง และเขาก็ก้าวเท้าออกไปสู่ประตูทางลงท้ายขบวน หล่อนยิ้มและก้าวเท้าออกไปสู่ประตูทางลงด้านหัวขบวน
ชายหนุ่มผู้มุ่งมั่นหวังจะได้เจอนางอันเป็นที่รักที่งานศพลูกชายเดินตรงไปหาลูกสะใภ้ที่ยืนรอรับอยู่ด้านหน้าสถานี
“รถไฟเสียเวลาพ่อเลยมาช้าไปหน่อย” เขาพูดพร้อมกับเดินตรงไปที่รถ
“เดี๋ยวค่ะพ่อ…” เสียงลูกสะใภ้ที่เรียกเขาว่าพ่อได้อย่างเต็มปาก ตะโกนเสียงหลง
“...รอแม่ก่อนค่ะ”
“แม่ไหน ?” เขาพูดพลางมองไปเห็นหญิงผู้ที่เขาโอบกอดบนขบวนรถ และหล่อนกำลังเดินเข้ามาใกล้
“คุณลงสถานีนี้ด้วยหรือ ?”
“ใช่ ฉันจะมางานศพลูกชายที่รักของฉัน แล้วคุณล่ะมาทำไม” เสียงมลฤดีตอบและหล่อนเมินหน้าหนีเขาอีกแล้ว
ผู้เป็นอดีตสามีของมลฤดีหันไปมองหน้าลูกสะใภ้ ลูกสะใภ้พึงยิ้ม
“พ่อจำแม่ไม่ได้หรือคะ” พูดจบเธอยังคงยิ้มค้าง
“ทั้งๆ ที่แม่ก็สวยเหมือนเดิม เขายังจำแม่ไม่ได้ คนแบบนี้ไม่น่าคุยด้วย” พูดจบมลฤดีก็จูงมือลูกสะใภ้ตรงไปที่รถ เบื้องหน้ามีหลานชายตัวเล็กยืนอยู่ข้างรถส่งยิ้มให้ย่าอย่างน่าเอ็นดู
ด้วยความฉุนเฉียวไม่มีใครสนใจ ชายผู้เป็นอดีตสามีหล่อนนั้นจึงตะโกนลั่นสถานี
“สวย ! เมื่อสามสิบปีที่แล้ว กับสวย! ตอนนี้มันไม่เหมือนกันโว้ย !!!”
มลฤดีได้ยินดังนั้นก็อมยิ้ม หล่อนได้สมใจ เมื่อครอบครัวได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง ต่างกันก็เพียงแต่ร่างหนึ่งได้สิ้นลมหายใจลงเสียแล้ว รอยยิ้มเล็กๆ แลกกับการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ อันได้แก่การเข้าใจปัญหาเล็กๆ ในอดีต แลกกับการสูญเสียลูกชายคนเดียวในปัจจุบัน ทำให้หญิงอย่างมลฤดีปลงตก ก่อนจะหันหลังแล้วตะโกนบอก
ชายผู้ที่หล่อนหวังให้เขากลับมาหา
“คุณจะเป็นสุภาพบุรุษมากกว่านี้ ถ้าคุณมาถือตะกร้าหมากให้ฉัน” หล่อนพูดขณะที่ริมฝีปากหล่อนยังคงแดงเยิ้ม...




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2551    
Last Update : 11 สิงหาคม 2551 21:02:32 น.
Counter : 825 Pageviews.  

เรื่องสั้น : อย่าหย่ารัก

***อย่าหย่ารัก***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


ราตรี หันมองเข็มนาฬิกา เข็มบอกชั่วโมงนั้นใกล้ถึงเลขห้าเข้าไปทุกที เข็มนาทีก็กำลังจะเคลื่อนเข้าหาเลขสิบสอง ใกล้ถึงเวลาเลิกงานของหล่อนแล้ว ทำให้หล่อนต้องคิดว่าหลังเลิกงานจะไปเที่ยวที่ไหนดี สองวันที่ผ่านมาก็นัดเจอเพื่อนเก่าๆจนหมด หล่อนหันซ้ายหันขวา จึงชวนเพื่อนสาวคนหนึ่งไปเที่ยวด้วยกัน ฝ่ายนั้นก็ตอบปากรับทันที แน่นอนวันนี้หล่อนคงไม่ได้กลับบ้านอีก หล่อนปล่อยลูกกับสามีนอนเฝ้ารออยู่ที่บ้าน หล่อนไม่มีความรู้สึกอยากกลับบ้านเลยแม้แต่นิด หนำซ้ำหล่อนยังเล่าเรื่องราวต่างๆนาๆของสามีตัวเองให้เพื่อนฟังบ่อยครั้ง และเรื่องที่เล่าทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องไม่ดีทั้งสิ้น วันนี้หล่อนตั้งใจไปกินเหล้าปล่อยแก่ให้สาใจ

“ไม่ใช่ไม่รักผัว แต่ไม่รู้ทำไมไม่อยากกลับบ้าน...” หล่อนกระดกแก้วเหล้าใส่ปาก “...กลับไปมันก็บ่น ไม่กลับมันก็บ่น ไม่กลับมันเลยดีกว่า ไม่ต้องรำคาญใจ”
“อย่าไปคิดมาก...” เพื่อนสาวปลอบใจ
“อย่าไปคิดมากเลย ผู้ชายก็เป็นแบบนี้” เสียงชายหนุ่มผู้ทรยศเพศเดียวกัน ตำหนิชายด้วยกันได้อย่างสนิทใจ
“อ้าว ทำไมว่าเพศเดียวกันอย่างนั้น” ราตรีถามกลับก่อนยกแก้วอีกครั้ง
“ผมไม่เหมือนผู้ชายคนอื่น...”
“ไม่เหมือนผู้ชาย ก็แสดงว่าไม่ใช่ตัวผู้ ตัวเมียหรือเปล่าเนี่ย” ราตรีพูดขัดจังหวะขึ้นทันควัน
มันเป็นคำดูถูกที่ฟังแล้วผู้นั้นต้องนิ่ง เพราะถูกเหยียดหยามความเป็นชายเข้าอย่างจัง

เสียงครวญของคนตรีสิ้นเสียงลง วงเหล้าเริ่มไม่เป็นวงดังเริ่มแรก ต่างก็เมากันถ้วนหน้า โดยเฉพาะราตรีและเพื่อนสาวไม่มีสติที่จะกลับบ้านเลย หล่อนทั้งสองถูกหิ้วไปคนละทิศละทาง แต่ผู้ที่หิ้วราตรีไปนั้นเป็นชายผู้ที่ถูกหล่อนเหยียดหยามความเป็นชายไว้ หลังจากตื่นขึ้นหล่อนได้ยินคำถามคำเดียวที่ตรึงหูจนถึงบ้าน “หายสงสัยหรือยังว่าผมเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย” กับรอยยิ้มสะใจเล็กๆของชายผู้พิสูจน์ความจริงให้หล่อนได้รับรู้

การแสดงออกมาว่าเสียใจ การมีน้ำตา การมีสีหน้าหม่นหมอง ไม่ช่วยอะไรให้สิ่งที่เสียไปแล้วกลับคืนมาดังเดิม หล่อนพลาดที่ทรยศสามีตนเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ที่สำคัญหล่อนไม่ได้ขาดสติเพราะฤทธิ์เหล้า เพียงแต่สติที่เหลือเพียงน้อยนิดนั้นมันคล้อยตามอารมณ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้อื่นและหล่อนไม่สามารถควบคุมมันได้ จะว่าเต็มใจก็มีส่วน จะว่าไม่เต็มใจก็ไม่เชิง ความสนุกมันเกิดขึ้นแล้วตอนนั้นก็มีความสุข แต่หลังจากนั้นกลับเครียดเพราะคนที่หล่อนนอนด้วยเมื่อคืนนั้นไม่ใช่สามีตัวเอง สิ่งต่อไปที่หล่อนต้องทำคือการปกปิดมันเอาไว้ไม่ให้เขาได้รับรู้ หล่อนกับบ้านด้วยสภาพโทรมๆ ไม่ได้แต่ง ไม่ได้อำพรางใดๆ ทันทีที่เข้าไปในบ้าน เหมือนเดิมกลิ่นเหล้ายังฟุ้งทั่วห้อง อีกร่างสามีที่นอนเหยียดยาวบนโซฟา มันต้องตาหล่อนเหมือนเคย หล่อนเข้าไปเก็บขวดเหล้าและจานกับแกล้ม จังหวะหนึ่งหล่อนทำขวดเหล้าล้มลง
“กลับบ้านเป็นด้วยหรือเมีย ไปไหนมาไม่รู้จักห่วงลูกห่วงเต้า”
“ห่วงสิ” ราตรีหน้าบึ้ง
“ห่วงแล้วทำไมไม่กลับ รู้ไหมว่าผัวเป็นห่วง”
จากเรื่องลูกกลายมาเป็นพูดเรื่องตัวเอง แท้จริงแล้วคงเจตนาดังนี้ตั้งแต่แรก
“ไม่ต้องเป็นห่วง โตแล้วดูแลตัวเองได้” ราตรียังคงวุ่นอยู่กับการเก็บกวาด
“ดูแลตัวเองได้ ก็อยู่คนเดียวไปเลย จะมีผัวไว้ทำไม” น้ำเสียงผู้เป็นสามีเริ่มดังขึ้น
“เออ อยู่คนเดียวได้อยู่แล้ว ไม่เหมือนบางคน เมียไม่กลับบ้านวันสองวันก็เมาอย่างหมา”
“ไม่ต้องมายอกย้อน ไม่สนใจอยู่แล้ว ที่เมาเพราะอยากเมา ไม่เกี่ยวกับเมีย”
“แต่ที่ไม่กลับบ้าน มันเกี่ยวกับผัวเฮงซวยอย่างแก จู้จี้ ขี้บ่น น่ารำคาญ” ราตรีพูดจบก็ลุกหนี
“ถ้าปัญหามันมากนัก ก็เลิกกันไปเลย !”
“เลิกก็เลิก ดีเหมือนกันจะได้ไม่มีผัวอย่างแกมากวนใจอีก” หล่อนหันมาตะโกนใส่
ได้ยินดังนั้นสามีหล่อนจึงลุกขึ้นจากโซฟา วิ่งไปคว้าแขนหล่อนเอาไว้
“แอบมีคนอื่นอยู่ใช่ไหม มันถึงพูดง่ายนัก”
หล่อนเงียบ....
เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้นสามีหล่อนเข้าใจว่านั่นคือคำตอบ หล่อนต้องมีใครแอบคบหากันอยู่แน่ๆ สิ่งที่ตามมาคือหน้ามือของเขาที่พุ่งไปกระทบแก้มหล่อนอย่างจัง ราตรีน้ำตาตก หน้าแดงเป็นรอยฝ่ามือ หล่อนจึงพาร่องรอยที่ถูกทำร้ายนี้เข้าแจ้งความจับสามีตัวเอง พร้อมกับบอกอีกว่าสามีเอามีดไล่ฟัน หล่อนพยายามบอกให้เจ้าหน้าที่ไปจับผัวขี้เมามาขังคุก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นบอกกับหล่อนว่าให้ไปหย่ากันให้เรียบร้อยก่อนแล้วจะดำเนินการให้
เมื่อหล่อนกลับมาถึงบ้าน สามีนั้นยังคงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา
“ไปไหนมา...”
“ไม่ต้องมาถาม...” ราตรีตวาดเสียงดัง “....พรุ่งนี้เราสองคนไปจดทะเบียนหย่ากัน คงเป็นทางออกที่ดีของเราสองคน”
เขาเงียบ....
“เงียบทำไม อยากเลิกนักไม่ใช่หรือ” ราตรีกล่าวหวังให้สามีพูดประโยคดีๆ สักประโยคที่ลื่นหู
“เออ หย่าก็หย่า !!!”

เมื่อทั้งคู่ตกลงกันอย่างไม่เรียบร้อยเท่าไรนัก ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันเข้านอน หลังจากที่ราตรีอาบน้ำเสร็จ ก็แยกไปนอนกับลูกชาย ส่วนสามีนั้นอาบน้ำเสร็จทีหลังเข้ามาในห้องนอนไม่เจอภรรยาตัวเอง จึงตรงไปเคาะประตูห้องลูกชายทันที
ก๊อก ก๊อก ก๊อก.... ก๊อก ก๊อก ก๊อก....
“นอนหรือยังลูก”
“อ่านหนังสืออยู่ครับ” พูดพลางเดินมาเปิดประตู
ทันทีที่ลูกชายเปิดประตู เขาก็รีบเข้าไปคว้าแขนราตรีกระชากขึ้นจากเตียง
“จะมารบกวนลูกทำไม พรุ่งนี้ลูกมันจะสอบ”
เขาฉุดกระชากราตรีกลับไปที่ห้องนอน แล้วรีบปิดไฟนอนทันที ครู่หนึ่งเขาพยายามกอดราตรีในขณะที่หล่อนนอนหันหลังให้ แต่หล่อนก็ปัดแขนออก และเว้นเวลาไปอีกไม่นานนัก เขาก็กอดราตรีอีกครั้ง และครั้งนี้ราตรีไม่ขัดขืนแล้ว แต่คงนอนนิ่งเฉย มีอมยิ้มเล็กน้อย ในใจหมายจะแสร้งทำว่าหลับแล้ว
“ผมรักคุณนะคนดี”
เงียบ...
“ผมรู้ว่าคุณยังไม่หลับ”
เงียบ...
“ผมรักคุณมากเลยนะ”
เมื่อยังคงเงียบอยู่เขาจึงชะโงกดู และเข้าใจว่าหล่อนหลับแล้วแน่ๆ จึงละแขนออกแล้วนอนกอดอก
ตลอดทั้งคืนราตรีนอนหันหลังให้ แต่ก็นอนไม่หลับ ทั้งคู่ไม่อยากให้พรุ่งนี้เช้ามาถึง แต่ก็ไม่มีใครห้ามเวลาให้หยุดเดินได้ เมื่อมีแสงตะวันส่องลอดช่องหน้าต่าง บอกเวลาว่าสายแล้ว ราตรีลุกขึ้น ในขณะที่สามีหล่อนยังคงนอนนิ่ง
“ตื่น ตื่น มันสายมากแล้ว...” ราตรีเขย่าแขนสามี แต่เขายังคงนอนนิ่ง“...ตื่นได้แล้วเรามีธุระต้องไปสะสางกันให้เรียบร้อย”
“ผมปวดหัว !”
ได้ยินดังนั้นราตรีจึงเอาหลังมือแตะหน้าผาก และคลำตามแขน
“จริงด้วย ! ตัวคุณร้อนมากเลย”
พูดจบหล่อนก็ลุกจากที่นอนไปเตรียมยา ขณะที่สามีนอนงง และเอามือแตะหน้าผากตัวเอง
“ผมว่ามันแค่อุ่นๆเฉยๆนะ ?!?”
“อะไรกันคุณร้อนขนาดนี้ยังบอกว่าอุ่นๆ คุณลุกไม่ไหวแน่ๆ เรื่องหย่าเอาไว้วันหลังก็ได้ ฉันไม่รีบหรอก หรือว่าคุณรีบ ?” ราตรีหันมองหน้าสามี สายตาจ้องตาต่างไม่กระพริบ
เงียบ...
“กินยาแล้วก็นอนซะ”
หลังจากที่เอายาให้สามีกินเรียบร้อย หล่อนก็ล้มตัวลงนอนข้างสามี แล้วกอด
“ฉันรักคุณมากเหมือนกัน”
เงียบ...
“ฉันก็รู้นะว่าคุณยังไม่หลับ”
“ใช่ ! ผมยังไม่หลับและผมก็ไม่คิดว่าการแกล้งป่วยมันจะได้ผลดีขนาดนี้”
“ฉันบอกว่าคุณไข้ขึ้น ตัวร้อนมากไม่เข้าใจหรือไง !!! ”
เงียบ...




 

Create Date : 01 มีนาคม 2551    
Last Update : 1 มีนาคม 2551 22:13:37 น.
Counter : 806 Pageviews.  

เรื่องสั้น : คำสัญญาเสียสาว

***คำสัญญาเสียสาว***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


เอวบางๆร่างน้อยๆนั้นคล้อยตามสัมผัสจากชายหนุ่ม ทั้งมือที่ลูบไล้เจ้าหล่อนจนทั่วเรือนร่าง อีกทั้งอกชายหนุ่มที่ไม่ค่อยจะเต็มสามศอกดีนัก ก็เน้นแนบสนิทเข้ากับทรวงอกหล่อนเช่นกัน ริมฝีปากนั้นรับได้ถึงความรู้สึกนุ่มเนื้อที่ชายบรรจงประกบไว้สนิทพอดี ไม่นานชายนั้นก็ละออก พลันใช้ปลายจมูกนั้นไล้ไปทั่วผิวหน้า โดยเฉพาะแก้มเนียนของหล่อนที่ชายนั้นเน้นจนแทบช้ำ ก่อนจะลงต่ำไปเรื่อย ผ่านคาง หล่อนนั้นก็เงยคางขึ้น ผ่านคอ หล่อนนั้นก็เอียงคางให้ชายได้เชยดังปรารถนา ขณะที่ชายละจากคอลงมาก่อนถึงหน้าอก หล่อนห้ามเขาเอาไว้ ชายนั้นหยุด นิ่ง เงียบ รอดูท่าทีหล่อน ก่อนจะต่อยอดความรู้สึกเมื่อสักครู่นี้ ในใจได้แต่หวังว่าหล่อนห้ามเป็นพิธีเท่านั้น แต่หล่อนก็ออกเสียงห้ามมาอีก “ฟ้าคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลาค่ะ เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงปีเองนะคะ” ชายหนุ่มยังคงนิ่ง พลางมองร่างของหล่อน กระโปรงนั้นยับ กระดุมเสื้อก็หลุดเพราะฝีมือเขาถึงสามเม็ด
“ฟ้าไม่อยากสนิทกับผมมากกว่านี้ใช่ไหม ?”
“ฟ้าสัญญาค่ะ เมื่อถึงวันเกิดคุณ ฟ้าจะยอมสนิทกับคุณมากขึ้นกว่านี้”
คำตอบที่ได้ทำให้ชายหนุ่มพอใจ เขาเข้าโอบกอดและติดกระดุมหล่อนเข้าที่ ทำเอาหล่อนหน้าแดง เหงื่อที่ท่วมตัวอยู่แล้วก็ออกมากขึ้น ใจที่เต้นถี่ก็เร็วกว่าเดิม

หลังจากที่หล่อนพลาดเข้ามาให้ห้องของชายหนุ่มสองต่อสอง ในวันที่อยู่ในเดือนแห่งกามารมณ์ และเป็นเพราะความรู้สึกดีๆที่มีให้ชายอยู่บ้าง มันเพิ่มขึ้นมากทันทีเพราะดอกกุหลาบสีแดงช่อโต แต่ที่หล่อนได้รับเป็นอันดับต่อมาคือการล่วงล้ำอาณาเขตสงวนไว้ซึ่งความสาว ซึ่งตอนนี้หล่อนรักษามันเอาไว้ได้ แต่ก็เป็นเพียงยืดเวลาออกไปก็เท่านั้น ฟ้าตระหนักได้ดีหากทำพลาดในวันนี้ในวันหน้ามันไม่อาจหวนคืนมาได้ หากการเสียตัวในวันนี้แล้ววันหน้าทำให้เสียใจก็ไม่ควรพึงกระทำ ฟ้าบอกตัวเองแบบนี้มาเสมอ และหลายครั้งเป็นเหตุต้องเลิกครบหากับชายหลายคน แต่ก็เป็นการดีเพราะทำให้เป็นตัวคัดกรองคู่ชีวิตได้ไปในตัว เหมือนเคยผู้ชายคนนี้ก็รอหล่อนได้ไม่นานนัก เขาเริ่มออกห่าง และเข้าใกล้คนที่ง่ายกว่าฟ้าหลายเท่า จนในที่สุดหล่อนก็โดดเดี่ยวอีกครั้ง เท่ากับว่าที่ผ่านมาหล่อนไม่เคยได้ทำตามสัญญาเลย หล่อนสัญญากับคนหลายคน แต่ก็เป็นอันต้องเลิกรากันไปก่อน

ฟ้า เป็นหญิงสาวที่มีคนมากมายสนใจมาจีบไม่เว้นวัน ความน่ารักใสซื่อของหล่อน กับทั้งหน้าตาและหุ่นที่โค้งเว้าได้สัดส่วน ยิ่งผิวขาวๆของหล่อนนั้นมันยั่วยวน เป็นที่สนใจของสายตาชายทั้งหลาย ที่สำคัญอัธยาศัยดี มองโลกในแง่ดี ตราบใดที่ผู้นั้นยังไม่ทำให้หล่อนเดือดร้อน หล่อนจะมองทุกคนที่เข้ามาในชีวิตเป็นคนดีหมด หล่อนไม่เคยมองใครที่หน้าตาเลย และหล่อนจะใจอ่อนให้กับความเป็นสุภาพบุรุษเสมอ

ผ่านช่วงเวลาแห่งความรักมาหลายเวลาแล้วสำหรับสาวคนนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยรู้สึกเลย คือการอยู่เดียวดายในเดือนที่ใครหลายคนมอบความรักให้แก่กัน ปีนี้ไม่มีพ่อและแม่เหมือนอย่างเคยๆ ไม่มีชายคนรักอยู่เคียงใกล้ ทั้งๆที่หล่อนอยู่คนเดียวมาโดยตลอด แต่มันแปลกเหลือเกินที่วันแห่งความรักนี้ความเหงาเข้ามาใกล้หล่อนมากกว่าทุกวัน ยิ่งความเหงาเข้ามาใกล้ความอ่อนแอของจิตใจยิ่งเพิ่มทวี หล่อนเฝ้ารอและภาวนาให้ใครสักคนโทรมาหา อย่างน้อยแค่คุยแก้เหงาก็ยังดี และการรอของหล่อนก็ไม่เสียเวลาเปล่า เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คนที่โทรมาเป็นชายหนุ่มที่หล่อนได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ เขาโทรมาพร้อมกับคำขอโทษ ถึงแม้ว่าการขอโทษจะพูดในวันพิเศษ มันคงไม่พอจะลบความผิดของเขาได้ ยิ่งพูดทางโทรศัพท์ด้วยแล้วมันไม่ดีแน่นอน หล่อนเชื่อและฟังทุกคำที่เขายกขึ้นมาอ้าง อีกทั้งทำตามที่เขาขอโดยไม่ปฏิเสธใดๆ ก่อนหน้านี้หล่อนแต่งตัวรอไว้อยู่แล้วเพราะหวังว่าต้องมีใครสักคนเอ่ยปากชวนหล่อนไปเที่ยวแน่ๆ

ในคืนที่ฟ้าหม่น และความหนาวยังคงครองอากาศอยู่ตามฤดู แต่ฟ้านั้นหน้าตายิ้มแย้มขึ้นกว่าเดิมไม่เหมือนคนที่นั่งโดดเดี่ยวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเลยแม้แต่นิด ชายหนุ่มมาพร้อมกับรถมอเตอร์ไซจอดรอที่หน้าหอ หล่อนมาถึงไม่พูดอะไร ไม่ซักไม่ถาม ไม่สงสัย ไม่ระแวง ไม่รู้ว่าจะไปไหน แต่รู้ว่าตัวเองไม่เหงาแล้วในค่ำคืนนี้ หล่อนยินดีและเต็มใจซ้อนท้ายมอเตอร์ไซตากลมไปกับคนที่หล่อนเคยรัก และหล่อนเข้าใจว่าจะกลับมารักกันอีกเหมือนเดิม ไม่นานนักชายนั้นก็พาหล่อนไปที่หอพัก เหมือนเคยหล่อนเต็มใจเข้าไปกับเขาและทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไปมีดอกไม้ช่อใหญ่ อีกทั้งตุ๊กตาหมีที่ฟ้าชอบตัวใหญ่อีกหนึ่งตัววางอยู่บนเตียง ฟ้าเดินเข้าไปนั่งที่เตียงทันที และใช้มือทั้งสองประคองตุ๊กตาตัวใหญ่ขึ้นมากอดไว้
“ดอกไม้นั่นก็ของฟ้าครับ มันเป็นของฟ้าทั้งสองอย่าง คิดว่าเป็นของที่ทำให้คำขอโทษมีน้ำหนักขึ้นแล้วกันครับ”
“ขอบคุณค่ะ”

อีกแล้ว อีกครั้งหนึ่งที่ชายนั้นเดินเข้ามาใกล้และสร้างภาพเดิมๆในห้องนี้ที่มันเคยเกิดกับหล่อนมาครั้งหนึ่งแล้ว ชายนั้นจับมือ แล้วหอมแก้ม แล้วทั้งคู่เอนตัวลงนอน ดอกไม้และตุ๊กตานี้อาจไม่ได้ทำให้คำขอโทษฟังมีน้ำหนักขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มันกลับสร้างความง่ายให้ตัวเขาเอง ง่ายที่จะทำอะไรก็ได้กับเรือนร่างน้อยๆ ฟ้าคิดว่าการทำแบบนี้อาจเป็นการบอกรักที่ดีที่สุดสำหรับหญิงสาว แต่สำหรับชายหนุ่มนั้นมันเป็นเพียงสนองอารมณ์และความต้องการที่ธรรมชาติให้มา ความพอดีมันเกิดขึ้นเสมอกับทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติ หากเพียงแต่อารมณ์ที่ว่านี้ถูกกระตุ้นโดยสังคมที่เลวร้าย มันจึงรุนแรงมากขึ้น มากขึ้นพอที่จะทำให้ฟ้าที่แจ่มใสก่อนหน้านี้ แลดูหม่นหมองลงทันที เพราะหลังจากเปลื้องผ้าแล้วหล่อนต้องสนองตัณหาให้กับชายอีกหลายครั้ง และหลายคน คนแล้วคนเล่าผ่านไป ส่วนใหญ่เข้ามาพร้อมกับกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง ตั้งแต่คนที่สองที่หล่อนพยายามขัดขืน แต่ไม่เกิดผลใดๆขาแขนหล่อนถูกตรึงไว้ ไม่มีแม้ปลายจมูกมาสัมผัสแก้มเนียน ไม่มีแม้ปลายจมูกมาไล้ซอกคอ ไม่มีแม้สัมผัสอบอุ่นที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แต่มีน้ำหนักที่กดทับลงเรือนร่าง ที่ฝืนใจ ที่ขืนใจ รับน้ำหนักนั้นไว้ด้วยความขมขื่น หล่อนไม่มีโอกาสได้คล้อยตามความรู้สึกดีๆที่ชายมอบให้เลยแม้แต่นิด การกระทำเหมือนๆกัน แต่ความรู้สึกมันต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนทำ หากไม่ใช่คนที่ฟ้ารักมันย่อมไม่มีความสุข สุดท้ายชายผู้ที่รับหล่อนมาจากหอพัก ยังแสดงความเป็นสุภาพบุรุษเหมือนเคย เขารับหล่อนมาจากไหน ก็นำไปทิ้งไว้ที่เดิมแล้วจากไปโดยไม่พูดอะไร




 

Create Date : 29 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 29 กุมภาพันธ์ 2551 21:19:02 น.
Counter : 1148 Pageviews.  

เรื่องสั้น : จดหมายเหตุหนึ่งหญิงสองชาย

***จดหมายเหตุหนึ่งหญิงสองชาย***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


ถึง คุณอรดี
ฉันมีเรื่องอยากเล่าให้คุณฟัง....
กานดา หมายถึงนางอันเป็นที่รัก หรือหากจะใช้ให้เหมาะสมกับสถานภาพของหญิงที่มีคู่อยู่ครองแล้ว ย่อมหมายถึงเมียรักนั่นเอง สาเหตุที่ต้องกล่าวถึงคำคำนี้ก็เพราะมันเป็นชื่อของฉัน และที่สำคัญมันอาจสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต เรื่องราวอันเลวร้าย ที่ฉันได้พบรักแท้ หากแต่เพียงฉันไม่มีโอกาสได้สัมผัสถึงความรู้สึกนี้ให้ยืนยาวได้ จะมีสักกี่คนที่ได้พบชายที่รักเรา รักมากถึงขนาดตายแทนได้เลย มันหาโอกาสยากนัก ที่สำคัญมันพิสูจน์ยากว่าชายคนนั้นมีรักแท้ให้เรา และตายแทนเราได้หรือไม่ แต่ฉันขอแนะนำว่าเราไม่ควรอยากรู้ว่าผู้ใดรักเราถึงขนาดตายแทนได้ แต่สำหรับฉัน ฉันพบแล้วผู้ชายคนที่รักฉันจริงจากใจ แต่ฉันไม่มีความสุขกับการได้พบเท่าไรนัก

ฉันอยากให้คุณรู้ว่าชีวิตฉันตอนนี้เป็นอย่างไร ฉันกับลูกเรามีความสุขดี มีความสุขมากที่ได้อยู่กับผู้ชายที่ชื่อ “กานต์” สามีคนที่สองของฉัน เขาเป็นคนดีทั้งๆที่เขารู้อยู่แก่ใจว่าลูกฉันไม่ใช่ลูกเขา แต่เขาก็รักดูแลเอาใจใส่ อาจเป็นเพราะเขารู้ว่าฉันผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายนั้นมาก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรฉันก็มีความสุขกับการใช้ชีวิตคู่ เขาเป็นคนที่กลับบ้านตรงเวลาตลอด เสมอต้นเสมอปลาย ดูแลเอาใจใส่ฉันและลูกเสมอมา

ส่วนสามีเก่านั้น....มีหลากหลายเรื่องราวเกิดขึ้นในการใช้ชีวิตคู่ระหว่างฉัน กับ “ปรพล” แต่มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ทำให้เราสองต้องจากกัน แต่อย่างน้อยเขาก็ทำให้ฉันรู้ว่า เขารักฉันมากจริงๆ มันเป็นการพิสูจน์ทุกคำพูดของเขาได้ภายในครั้งเดียว ระหว่างการใช้ชีวิตด้วยกัน ฉันเป็นแม่บ้านแม่เรือน ส่วนเขาออกไปทำงานหนักนอกบ้านทุกวัน เขาไม่ค่อยมีเวลาว่างให้กับชีวิตครอบครัวเท่าไรนัก วันวันทำแต่งาน แม้วันหยุดประจำสัปดาห์เขาก็ยังหอบงานมาทำที่บ้าน หลายครั้งที่งานทำให้เรามีปากเสียงเถียงกันจนกลายเป็นปัญหาโลกแตก เถียงกันไม่มีที่สิ้นสุด ที่ฉันแต่งงานกับเขามีสาเหตุเดียวก็คือ เขาเป็นคนขยัน เขาเก็บเงินมาขอฉันแต่งงานได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ฉันภูมิใจในตัวเขา ชีวิตหลังแต่งงานนั้น สิ่งที่ฉันเคยชอบ คือความขยันของเขามันกลับมาทำร้ายความรู้สึก ทำให้ฉันไม่มีความสุขในการใช้ชีวิตคู่ ‘เขาขยันเกินไป’ จนไม่มีเวลาเหลือให้ฉันเลย ชีวิตหลังแต่งงานมันไม่ดีอย่างที่ฉันเคยคิดไว้ ในขณะที่ฉันเริ่มมีปัญหากับปรพล เพราะเขากลับบ้านดึกทุกวัน มีเพียงเพื่อนสาวของฉันเท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง เป็นคนดูแลเอาใจใส่ พาฉันไปเที่ยวเพื่อผ่อนคลายความตรึงเครียด ฉันเริ่มจากเที่ยวกลางวันตามสถานที่ต่างๆ ดูหนัง ฟังเพลง เต้นร้องคาราโอเกะไปวันๆ ยิ่งฉันเห็นว่าปรพลกลับบ้านดึกด้วยแล้วทำให้ฉันออกท่องราตรีกับเพื่อนๆ และหลายครั้งที่ปรพลกลับมาแล้วไม่เจอฉันอยู่บ้าน ทำให้เราต้องทะเลาะทุ่มเถียงกันบ่อยขึ้น ต่างคนต่างไม่เชื่อในเหตุที่ยกมาอ้าง ต่างก็ว่าเหตุผลของตนสำคัญกว่า ปรพลจะอ้างถึงอนาคตความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัวเสมอ นั่นมันคือเรื่องเงินที่เขาออกไปหามันจนมืดค่ำทุกวัน ส่วนฉันเองฉันไม่เคยเห็นอะไรสำคัญไปกว่า ความเอาใจใส่ที่เขา ‘ต้อง’ มีให้ฉัน เวลาที่เขา ‘ต้อง’ มีให้กับครอบครัวมากกว่าที่เป็นอยู่ ฉันเถียง-เขาเถียง-ฉันเงียบ-เขาเงียบ-ฉันมองตา-เขาจ้องตา-ฉันงอนทำจริตสะบัดสะบิ้ง…แต่เขากลับบอกรักและหอมแก้มฉันก่อนนอนเสมอ ซึ่งฉันไม่เคยเชื่อเขาเลย

มีเรื่องที่ฉันต้องขอขอบคุณอย่างมาก คือที่คุณทำให้ฉันรู้ว่าปรพลรักฉันจริง วันนั้นเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ เขาไม่หอบงานมาทำอีกแล้ว เขาชวนฉันไปทำบุญด้วยกัน ตั้งใจว่าจะทำให้ครบเก้าวัด แต่คุณรู้ไหมว่าตอนที่เราสองคนบังเอิญมาเจอคุณเราเพิ่งทำไปได้วัดเดียว ฉันตกใจมากเพราะฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร จนคุณด่าออกมาฉันจึงรู้…รู้อยู่แก่ใจ คุณกับฉันเถียงกันรุนแรง โดยมีปรพลยืนฟังอยู่ไม่ห่าง และฉันก็ไม่คิดว่าเรื่องมันจะรุนแรงถึงขนาดคุณต้องพกปืนมาด้วย ความจริงเรื่องทั้งหมดมันก็เพราะผู้ชายคนเดียวที่เราต่างหลงรักเขา ฉันจำได้ดีวันนั้นไม่ว่าคุณจะด่าว่าฉันอย่างไร ฉันเถียงและด่ากลับไปทุกครั้ง แต่พอคุณคว้าปืนออกมาจากกระเป๋าที่คุณถือ ฉันทำอะไรไม่ถูก มันสั่นไปทั้งตัว ปืนกระบอกนั้นมันทำให้ฉันรู้สึกผิด มันทำให้ฉันคิดได้ทันทีว่าสิ่งที่คุณด่ามันคงเป็นจริงอย่างที่คุณพูด สาเหตุก็เพราะความน่ากลัวของมันบังคับใจฉันให้ต้องคิดอย่างนั้น ฉันไม่รู้ว่าคุณจะลั่นไกตอนไหน แต่สำหรับปรพลเขาเหมือน ‘รู้ใจคุณ’ ทันทีที่คุณลั่นไกเขาเข้ามาขวางและผลักฉันล้มลง คุณก็เห็นว่ากระสุนนั้นมันผ่านอกซ้ายเขาออกไป และเขาสิ้นใจตรงนั้น...คุณรู้ไหมว่าก่อนหน้านี้เขาลาพักร้อนพาฉันไปเที่ยวเชียงใหม่ ชีวิตครอบครัวฉันใกล้จะลงตัวแล้ว และฉันอยากให้คุณรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาบอกรักฉันทุกวัน แต่ฉันไม่เคยเชื่อเลย จนวันที่คุณลั่นไกออกมานั้น เขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทุกคำบอกรักของเขานั้นมันออกมาจากใจจริง เหตุการณ์นี้ทำให้ฉันเสียใจอย่างมากแม้ฉันจะได้รับรู้ว่ามีชายคนหนึ่งที่สามารถตายแทนฉันได้ แต่เขาก็ตายไปแล้ว ‘มันก็หมดประโยชน์ที่ฉันได้รับรู้’

สิบปีแล้ว ที่คุณใช้ชีวิตอยู่ในคุก ฉันหวังว่าคุณจะสบายดี ฉันไม่ได้เขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อมาตอกย้ำซ้ำเติม หากเพียงแต่ฉันอยากให้คุณหายโกรธ อีกอย่างคุณก็รู้แล้วว่าเขาเลือกฉัน และอยากให้คุณเข้าใจ ฉันยอมรับว่าฉันไม่รู้จริงๆว่าเขามีคุณอยู่ คุณลองคิดดูสิถ้ามีผู้ชายสักคนที่ดีพร้อมไปทุกอย่าง ทั้งฐานะ หน้าตา เอาใจก็เก่งใครจะไม่หลงรัก สาเหตุที่ฉันรักเขาคงเป็นสาเหตุเดียวกับคุณ

ฉันเคยโกรธคุณอยู่พักหนึ่งที่คุณทำให้พ่อของลูกฉันตาย วันนั้นฉันท้องได้สองเดือน ฉันเครียดมากเพราะกลัวว่าเด็กในท้องนั้นจะไม่มีพ่อ แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าจะโกรธคุณไปเพื่ออะไร โกรธไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ที่สำคัญเรื่องทั้งหมดฉันคิดดูแล้ว ความจริงฉันก็มีส่วนผิด ฉันไม่ควรที่จะทำร้ายจิตใจของคุณเลย “แย่งผัวชาวบ้าน” คำนี้ที่คุณด่าฉันเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง ความจริงฉันไม่ควรทำอย่างนั้นเลย เพราะ ‘ฉันก็มีผัวอยู่แล้วทั้งคน’ จนเขามาตายจากฉันไป และเพราะสาเหตุนี้ทำให้ฉันยังต้องอยู่กับสามีคุณ เพราะไม่อย่างนั้นลูกฉันต้องกำพร้าพ่อแน่ๆ

หนึ่งหญิงคือ “กานดา” คือตัวฉันเอง คือคนที่ได้มีโอกาสสวมชุดเจ้าสาวสีขาวสวย คือคนที่มีสามีแล้ว คือคนที่มีลูกแล้ว คือเมียอันเคยเป็นที่รักของชายผู้หนึ่งซึ่งจากฉันไปแล้ว ชายคนนี้ทำให้ฉันรู้ว่าเขารักฉันจริง ใช่เพียงรักแค่ค่ากามาเท่านั้น เขาจากฉันไปและคงไม่หวนคืน
หนึ่งชายคือ “กานต์” คือคนที่เป็นพ่อเลี้ยงของลูกฉัน คือคนที่เคยเป็นสามีคุณ คือคนที่เลือกอยู่กับฉันคือคนที่ฉันยังใช้ชีวิตอยู่ด้วยจนถึงทุกวันนี้
อีกหนึ่งชายคือ “ปรพล” คือคนที่ตายแทนฉันไปแล้ว คือคนที่ถูกคุณยิงตาย คือคนที่ฉันยังคิดถึงอยู่จนถึงทุกวันนี้

ป.ล. ฉันไม่อยากรู้ว่าคนที่เคยเป็นสามีคุณ รักถึงขนาดตายแทนฉันได้หรือไม่...




 

Create Date : 25 มกราคม 2551    
Last Update : 25 มกราคม 2551 19:34:01 น.
Counter : 1260 Pageviews.  

เรื่องสั้น : สตรีภาพแห่งราตรี

***สตรีภาพแห่งราตรี***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล



รักษามองออกไปนอกหน้าต่าง สายตานั้นเหม่อลอยไปกับทุ่งนาเขียวที่ทอดตัวเป็นผืนยาวออกไปไกลเกินสายตาจะคะเน จนกระทั่งขบวนรถไฟที่วิ่งสวนทางมา พาลมซัดเข้าใบหน้าเขาอย่างแรง หน้านั้นหันเข้าด้านในทันที ดวงตาเขากระพริบถี่เป็นระยะๆ ครู่หนึ่งจึงเงยขึ้น สายตาผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังจ้องมองเขาอยู่ เป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบเสียเลย เขาเมินหน้าหนีผ่านไปด้านในขบวนรถ และทันทีที่รถไฟขบวนที่สวนมานั้นผ่านไปเขาพลันหันออกไปด้านนอกอีกครั้ง

หลังจากการทำงานที่แสนเหนื่อยล้ามาตลอดสัปดาห์ รักษาตั้งใจเดินทางกลับบ้านเพื่อไปหย่อนใจให้หายเหนื่อย เป็นเรื่องปกติทุกครั้งที่เขาขึ้นรถไฟ ความอึดอัดจะเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ อึดอัดกับเก้าอี้นั่งที่หันหน้าเข้าหากันเป็นคู่ๆ มันคงจะไม่อึดอัดเท่าไรนัก หากผู้ที่นั่งฝั่งตรงข้ามไม่ใช่สาวสวย ที่สำคัญหล่อนนั่งจ้องหน้าเขามาสองสถานีแล้ว หล่อนผิวขาว คิ้วดก ทาปากแดง เสื้อเจ้าหล่อนไม่ห่วงไหล่เลยแม้แต่นิด แถมยังเปิดคอกว้างเห็นร่องอกที่กระชับเกือบติดกัน แลดูแล้วไม่ห่างเป็นร่องกว้าง กระโปงหล่อนก็หนีลมหนาวจนหดสั้นเหนือเข่า อีกทั้งเล็บหล่อนนั้นก็หลากไปด้วยสีสัน เบาะรถไฟนั้นเป็นไม้แข็ง หล่อนคงนั่งไม่ถนัด จึงทำให้หล่อนต้องเปลี่ยนท่านั่งและสับขาไขว้ไปมาอยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งที่หล่อนเปลี่ยนท่านั่ง รักษาอดที่จะหันเข้ามามองไม่ได้ สายตานั้นมองหน้า แต่หางตาชำเรืองลงไปด้านล่างเล็กน้อย และก่อนจะหันออกไปเขาจะลดสายตากวาดผ่านหน้าอกและขาที่ขาวเนียน ก่อนจะหันออกไปชมวิวตามเดิม สีเขียวของทุ่งนานั้นมันไม่น่าพิศวาสอีกต่อไปแล้ว สีขาวของผิวเนียนคงให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่า...ธรรมชาติของสาวสวย

เสียงรถไฟนั้นเบาลงเรื่อยๆ ภาพทุ่งนาที่เลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วพลันช้าลง และหยุดนิ่งในที่สุด ขบวนรถเข้าเทียบที่สถานีแล้ว ส่วนใหญ่มีแต่คนลง เนื่องจากขบวนรถเที่ยวนี้เป็นขบวนรถชานเมืองเที่ยวสุดท้าย วิ่งออกจากกรุงเทพฯ สู่สถานีปลายทางจังหวัดลพบุรี ชายผู้ที่นั่งข้างรักษา ลุกขึ้นและจูงมือหญิงที่นั่งตรงข้ามเดินลงจากรถไฟไป แต่ยังเหลือสายตาคู่ที่จ้องมองรักษามาโดยตลอดนั้นอยู่ที่เดิม รักษาหันเข้ามามองผ่านหล่อนไป ในโบกี้นี้เหลือไม่ถึงสิบคนแล้ว แต่ละคนนั่งห่างกันออกไป เป็นโอกาสของรักษาที่จะทำความรู้จักกับหล่อน หลังจากที่แอบมองหล่อนมาหลายครั้งจนแน่สายตาว่าต้องถูกใจแน่ เขาใจเต้นแรงและเร็วขึ้น พร้อมกับขบวนรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่และเร็วขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน ในขณะที่เสียงรถไฟยังไม่ดังมาก เขาตัดสินใจจะเอ่ยทักทายหล่อน แต่เสียงหนึ่งดังขึ้นมาขัดจังหวะพอดี
“ลงสถานีไหนคะ” รักษาหันมองหน้าหล่อนอย่างเร็ว และคราวนี้ใจเขาไม่สั่นแล้ว แต่ปากเจ้ากรรมดันสั่นแทน มันไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่จะพูดของเขาได้อย่างทันท่วงที
“ลงสถานีไหนคะ” หล่อนย้ำและยิ้มแลเห็นฟันบนหล่อนนั้นขาวเรียงเสมอกัน
“ลง...สถานี...เออคือ...ลงสถานีบ้านหมอครับ” การจู่โจมของหล่อนเกือบทำให้เขาลืมสถานีใกล้บ้านตัวเอง
“ษาลงท่าเรือค่ะ สถานีท่าเรือค่ะ ลงสถานีใกล้กันเลย”
“ชื่อษาหรือครับ ผมชื่อรักษา”
“อรษาค่ะ มองหน้าษาก็ได้นะคะ เห็นคุณแอบมองอยู่บ่อย มองจ้องเลยก็ได้ค่ะษาไม่ว่าอะไร ษาเองก็จ้องคุณมาตั้งแต่สถานีแรกที่คุณขึ้นแล้ว เห็นคุณหลบตาอยู่บ่อย กลัวษาหรือเปล่าคะ”
“กลัว... กลัวอะไรกันคุณ ทำไมผมต้องกลัวคุณด้วย” รักษาหันมาจ้องตาหล่อน
“ไม่กลัวก็จ้องอยู่อย่างนี้สิคะ ษาชอบ”
หล่อนเปลี่ยนขาซ้ายที่ถูกไขว้ทับอยู่ด้านล่างขึ้นด้านบน รักษาลดตาต่ำลงมาครู่หนึ่งแล้วหันออกไปด้านนอก เวลานี้สีเขียวของท้องนาถูกใช้เป็นที่พึ่งอีกครั้ง
“หันมาคุยกันดีกว่าค่ะ ษาล้อเล่น!คุณไม่กลัวษาอยู่แล้ว...” รักษาหันกลับมามองหน้าหล่อนแล้วอมยิ้ม “...แต่ษาว่าถ้าคุณจะกลัวอะไรในตัวษา คุณต้องกลัวข้างบนมากกว่าข้างล่างแน่เลย เห็นคุณชอบมองข้างล่างมากกว่า...” หล่อนยื่นหน้าเข้าหารักษา “...จริงไหมคะ ?”
หลังจากถูกบุกรุกภาพความเป็นชายอยู่นานจนความอดทนนั้นไม่มีเหลือ รักษามองหน้าและจ้องตาหล่อนอยู่ครู่หนึ่ง
“จริงครับ แต่ผมว่าข้างบนมันก็ประดับความงามให้ข้างล่างได้ไม่น้อย เวลาผมจะสื่อสารความรู้สึกที่ได้จากการสัมผัสกับหญิงสักคนหนึ่ง ผมก็สื่อสารทั้งข้างล่างข้างบนพร้อมๆกันครับ” เขายักคิ้วแต่หล่อนนิ่งเงียบและเมินหน้าหนีทันที
“คือ...คือผม....เอ่อ....ขอโทษครับ ที่พูดแรงกับคุณ”
“ษาก็ต้องขอโทษเช่นกันค่ะที่ล้อเล่นแรงๆกับคุณ” หล่อนกล่าวทั้งๆที่ยังไม่หันกลับมา
“คุณจะไปเที่ยวไหนหรือครับแต่งตัวสวยเชียว...” รักษาพยายามดึงบรรยากาศดีๆกลับมาอีกครั้ง “...สีเขียวของทุ่งนามันสวย แต่มันพูดกับเราไม่ได้นะครับ ผมมองมันมาตลอดทางมันยิ่งพาผมเหงาไปใหญ่เลย”
“ษาเห็นคุณชอบแอบมอง ก็เลยหมั่นไส้ ก็เลยแกล้งเล่น”
“คุยเรื่องอื่นกันดีกว่าครับ”
“ษามาทำงานค่ะ ษาทำงานอยู่ท่าเรือ เป็นร้านข้าวต้มค่ะ…”
ทันทีที่รู้ว่าหล่อนทำงานร้านข้าวต้ม รักษาปล่อยให้หล่อนพูดโดยไม่สนใจ แต่กับไปสนใจการแต่งกายของหล่อนแทน สายตาเขานั้นมองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “ร้านข้าวต้มอะไรกัน ต้องแต่งตัวถึงขนาดนี้” เป็นคำถามที่ชวนให้สงสัยทันที ปากแดงนั้นส่อแวว การนุ่งน้อยห่มน้อยนั้นก็บ่งบอก มันขัดกับลมหนาวอย่างชัดเจน ผู้ชายที่ไหนเห็นก็อดใจไม่ไหวที่จะมอง ดึงดูดสายตาของเหล่าบรรดาเสือผู้หญิงได้ดีไม่น้อย รวมทั้งรักษาเองก็หลงเสน่ห์หล่อนเข้าแล้ว หากเพียงแต่มันไม่ใช่การหลงแบบการหาคู่ที่พึงประสงค์จะแต่งงานเหมือนตอนต้น มันกลับกลายเป็นเพียงเชิงชู้สาวเท่านั้น
“ให้ผมไปเที่ยวร้านคุณได้ไหมครับ”
หล่อนนิ่งและขมวดคิ้วแล้วยิ้ม
“ไปเที่ยว !?!”
“ใช่ครับไปเที่ยว”
“ได้สิ ร้านเราเปิดถึงประมาณตีสองค่ะ ยินดีต้อนรับทุกคน ทุกค่ำคืนอยู่แล้ว แต่มันอาจเที่ยวไม่สนุกอย่างที่คิดหรอกนะคะ”
“แล้วจะให้ผมติดต่อกับใคร ขอเบอร์โทรคุณไว้ได้ไหมครับ” รักษาลุกไปนั่งเก้าอี้เดียวกับหล่อนและเบียดหล่อนจนชิดริมหน้าต่าง
“ร้านเราอยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟเท่าไรค่ะ ให้คุณถามหาร้านข้าวต้มมังกร ถ้าคุณไปถึงร้านแล้วเรามีน้องๆบริการหน้าร้านเยอะค่ะ” หล่อนหน้าแดงและมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง
“ถ้าเป็นอย่างนี้ผมว่าเที่ยวสนุกแน่ แต่ผมอยากใช้บริการคุณมากกว่าครับ”
“ถ้าอยากใช้บริการษา คุณก็มาคืนนี้เลยสิคะ บอกกับน้องๆว่าอยากใช้บริการของอรษาได้เลยค่ะ”

รักษาคว้ามือหล่อนมากุมไว้แน่น และเมื่อเห็นว่าหล่อนยอม จึงคลายมือออกและจับฝ่ามือหล่อนหงายขึ้นเหยียดนิ้ว เขาทาบฝ่ามือเข้าประกบ นิ้วมือของทั้งสองนั้นเข้าสลับกัน ต่างคนต่างกำมือและมองตา รักษาเอื้อมมืออีกข้างหนี่งไปโน้มเอาหัวหล่อนมาอิงที่บ่า ทั้งสองต่างวาดฝันถึงภาพของคืนนี้ที่กำลังจะมาถึง
รถไฟเข้าเทียบที่ชานชาลาสถานีท่าเรือ รักษาเดินออกไปส่งอรษาและกลับมานั่งที่เดิม เป็นฝั่งเดียวกับสถานี และขณะที่รถไฟเคลื่อนขบวนออกจากสถานีอรษาหันมายิ้มให้ เมื่อเห็นรอยยิ้มแล้วมันตอกย้ำความรู้สึกให้อยากไปเที่ยวที่ร้านหล่อน และรอยยิ้มของหล่อนเหมือนเชื้อเชิญเขาอย่างเต็มใจ

ครั้นพอถึงบ้านรักษาจัดแจงอาบน้ำแต่งตัวพรมน้ำหอม แล้วออกไปชวนเพื่อนข้างบ้านไปเที่ยวด้วยกัน
“พงษ์ ไปกินข้าวต้มด้วยกันเปล่า ?”
รักษาตะโกนเรียกพงษ์เพื่อนรัก แต่กับเป็นคนรักของพงษ์ที่เสนอหน้ามาแทน
“พงษ์หลับแล้ว...” ศรีภรรยาที่แสนดีเอ่ยบอกสั้นห้วนได้ความหมายส่อว่าไม่อยากให้สามีไป รักษาเข้าใจดี คนมีเมียแล้วก็แบบนี้ จะไปเที่ยวไหนสักทีสักหนก็ออกจากบ้านยาก
“ร้านข้าวต้มมังกรใช่เปล่าคะ ?”
“ครับ !?!”
หล่อนได้คำตอบแล้วก็เดินจากไป ปล่อยให้รักษาคิดถึงเพื่อนตัวแสบที่ชอบแอบหนีเมียเที่ยว “นี่มันคงหนีไปเที่ยวร้านนี้มาอีกแน่ๆ !”
รักษาตัดสินใจลุยเดี่ยว เขาขับรถมุ่งไปอำเภอท่าเรือ และถามหาร้านข้าวต้มมังกรจนเจอ ผู้คนมากมายที่นั่งอยู่ในร้าน ไม่ต่ำกว่ายี่สิบโต๊ะ เสียงดนตรีเปิดครวญแผ่วเบา เขาเดินเข้าไปในร้าน บริกรชายเดินกันขวักไขว่
“รับอะไรดีครับ อาหารแนะนำมีข้าวต้มปลา รสเด็ดครับ”
รักษาสั่งข้าวต้มปลาหนึ่งที่ ต้มยำรวมมิตร อาหารทอดอีกสองสามอย่าง เบียร์อีกหนึ่งเหยือก
“ขอใช้บริการของคุณอรษานะครับ”
“ต้องรอนานหน่อยนะครับ”
“ไม่เป็นไร เอาเบียร์มาให้ผมก่อนก็แล้วกัน”
..................................................................
“เป็นไงบ้างคะ ข้าวต้มฝีมือษา อร่อยถูกปากไหมคะ”
“รสชาติดีครับ” ดวงตาของรักษาหวานเยิ้ม เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์แล้ว
“เห็นคุณบอกอยากมาเที่ยว เดี๋ยวษาจะพาเยี่ยมชมห้องครัวค่ะ” หล่อนเดินนำเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็ว
“แม่ครัวที่นี่สวยทุกคนเลยนะครับ”
“สวยกว่าษาหรือเปล่าคะ?...”
“เพื่อนใหม่หรือษา หาคนดามอกได้ไวจริงนะ” เพื่อนสาวในครัวเอ่ยถามพลางยกช้อนขึ้นชิมผัดผัก
“ใช่...เพื่อนใหม่ เก็บได้บนรถไฟวันนี้เอง”

รักษาได้แต่เดินตามหล่อนไป ในใจนั้นคิด หากวันนี้ไม่ได้มาให้เห็นกับตาที่ร้าน ภาพของหล่นก็คงไม่ต่างอะไรกับหญิงที่ท่องราตรี คอยบำเรอสุขให้กับชายทั้งหลาย แต่เมื่อมาเห็นร้านนี้กับตาตัวเองแล้ว ภาพหล่อนเหลือแค่เป็นนักประชาสัมพันธ์ชั้นเยี่ยมคนหนึ่งเท่านั้น “การแต่งกาย” และ “กิริยาแรกพบ” มันสื่ออะไรไม่ได้เลยจริงๆ




 

Create Date : 20 มกราคม 2551    
Last Update : 20 มกราคม 2551 7:01:22 น.
Counter : 808 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

ศิลป์ใจ
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




******###@###*****
...เรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เลือกเรื่องเล็กๆที่เป็นช่องว่างของสังคม มา ตัด เสริม เติม แต่ง ซึ่งอาจเหลือความจริงเพียงน้อยนิด และเรื่องราวเหล่านี้อาจทำให้ใครหลายคนก้าวเข้าไปถึง ช่องว่างที่ใครหลายคนอาจไม่เคยเห็น...
*******************
*****###@###******
...งานเขียนใน Weblog นี้เป็นของ ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗...
*******************
Friends' blogs
[Add ศิลป์ใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.