Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องสั้น : ดวงดาว

***ดวงดาว***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


ฉันเป็นคนหนึ่งที่ชอบแสงจากดวงดาวไม่น้อยไปกว่าผู้อื่น ความจริงตั้งแต่เด็กๆฉันรู้จักดวงดาวมาโดยตลอด แม่ฉันชอบพาฉันออกไปนั่งมองดวงดาว และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฉันต้องชื่อ “ดวงดาว” ฉันอาจเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่ใครๆมองว่าเป็นเด็กหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ฉันจำได้เสมอใครๆก็ชอบมาหอมมาหยิกแก้มยุ้ยของฉัน แต่ชีวิตฉันไม่ได้เป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งฉันโตขึ้น อาจไม่ถึงขั้นเรียกว่าผู้ใหญ่ แต่ฉันก็ตัวใหญ่ขึ้น รูปร่างสรีระความเป็นหญิงเริ่มมีให้เห็นชัดเจนใครๆก็ยังบอกว่าฉันน่ารัก ใครก็ยังพยายามจะหอมแก้มใสๆของฉัน ซึ่งฉันเห็นว่ามันไม่เหมาะสมแม้จะเป็นญาติสนิทกันก็ตาม

ฉันอยู่กับน้ามาตั้งแต่อายุ 6 ขวบสาเหตุเนื่องมาจากแม่ติดคุกคดียาเสพติด น้าฉันมีสามีและลูกชายหนึ่งคน ฉันอยู่กับน้าจนฉันเรียกว่าแม่ได้เต็มปากเต็มคำ ฉันเรียกสามีของน้าว่าพ่อ ลูกของน้าก็คงได้ศักดิ์เป็นพี่ชายของฉัน และเนื่องจากได้อาศัยอยู่ในครอบครัวที่ยากจน ฉันจึงต้องทำงานทุกๆอย่างที่น้าสั่ง ฉันพยายามช่วยแบ่งเบาภาระน้าให้ได้มากที่สุด ยังโชคดีที่ฉันยังมีโอกาสได้เรียน
ฉันอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ บริเวณนั้นก็มีญาติห่างๆอยู่ด้วย ลูกพี่ลูกน้องส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย จนใครหลายคนกลัวว่าฉันจะเบี่ยงเบนทางเพศตอนนั้นฉันฟังแล้วฉันยังขำ ผู้ใหญ่ที่รู้จักกันก็ห้ามฉันบ่อยว่าอย่าไปเล่นกับผู้ชาย แต่จะทำอย่างไรได้ก็คนที่รู้จักส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย ส่วนใหญ่ก็เป็นเครือญาติกันทั้งนั้น ตอนนั้นฉันรู้สึกมีความสุขมาก ฉันรู้สึกว่าฉันสวยที่สุดในกลุ่ม เพราะฉันเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว “คิดแล้วก็ขำไม่หาย” ทุกๆเย็นหลังจากเลิกเรียนและทำงานบ้านเสร็จ ฉันก็จะออกไปวิ่งเล่นกับเด็กในหมู่บ้าน มีบ่อยครั้งที่ฉันร้องให้เพราะโดนแกล้ง ชีวิตฉันเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด จนวันหนึ่งตอนนั้นฉันอยู่ ม. 3 หลังจากที่ฉันกลับจากโรงเรียน พี่ชายบอกว่าวันนี้พ่อกับแม่ไม่อยู่ห้ามไปเล่นนอกบ้าน ต้องอยู่เฝ้าบ้าน ฉันก็ไม่ได้เสียใจอะไร ฉันทำงานบ้านตามปกติ หลังจากทำเสร็จ ฉันก็ทำการบ้านอยู่ในห้อง ฉันจำได้ดีตอนนั้นพี่ชายเดินเข้ามาลูบหัว แล้วหอมแก้มของฉัน ตอนนั้นฉันตกใจแต่ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรพี่ชาย และยังยิ้มให้ด้วยซ้ำ แต่คงเป็นเพราะฉันมองโลกในแง่ดีเกินไป ในขณะที่ฉันกำลังฉีกยิ้มอยู่พี่ชายที่แสนดีของฉันก็ขืนใจฉันทันที ตอนนั้นฉันพยายามร้องเสียงดังแต่ก็ไม่มีใครได้ยิน หลังจากวันนั้น ฉันก็ไม่กล้าเข้าใกล้พี่ชายอีก ฉันเล่าให้ใครฟังไม่ได้สักคน ฉันคิดว่าเหตุการณ์นี้คือเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต แต่ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดหลังจากนั้นไม่กี่วัน คนที่ฉันเรียกพ่อก็เข้ามาหอมแก้มฉันในห้องนอนและก็เข้าลอยเดิมฉันไม่มีทางสู้ไม่มีโอกาสได้ร้อง

ฉันชอบไปนั่งร้องไห้กับแฟนบ่อยครั้งเพราะฉันรู้สึกว่าเขาเป็นคนเดียวที่จะทำให้ฉันมีความสุขลืมทุกสิ่งทุกอย่างได้ วันหนึ่งเขาชวนฉันไปเที่ยว ฉันตัดสินใจไปเที่ยวกับเขา ตอนนั้นมีฉันเป็นผู้หญิงคนเดียว เพื่อนๆของแฟนอีกหลายคน ฉันจำอะไรไม่ได้เลยฉันไม่รู้ว่าแฟนพาฉันไปเทียวที่ไหน ฉันไม่รู้ว่ามีใครไปด้วยกันบ้าง รู้แต่เพียงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น น้าฉันแจ้งตำรวจจับเด็กหนุ่มเข้าคุกรวมทั้งแฟนฉันด้วยทั้งหมด 5 คน ฉันไม่อยากจะคิดว่าคืนที่ฉันไปเที่ยวกับแฟนมันเกิดอะไรขึ้น แต่ฉันก็คิดมากนอนไม่หลับติดต่อกันอยู่ประมาณ 2 เดือน สิ่งที่ทำให้ฉันเลิกคิดเรื่องนั้นก็คือฉันรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ทำให้ฉันต้องมาคิดเรื่องนี้แทน สิ่งที่ฉันคิดทำตอนนั้นก็คือเอาเด็กออกให้เร็วที่สุด แต่แล้วน้าก็ห้ามเอาไว้ น้าบอกว่าน้าจะรับเป็นแม่เอง จนในที่สุดลูกฉันก็คลอดออกมา เป็นหญิง และก็พิการตั้งแต่กำเนิด หลังจากนั้นฉันก็ชอบอุ้มลูกฉันมานั่งมองแสงดาวกับฉันเสมอฉันตั้งชื่อให้ลูกฉันว่า “แสงดาว” แต่เขาก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน

หลังจากเรื่องราวร้ายๆผ่านไปหลายปีฉันก็โตพอที่จะทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ ฉันกลายเป็นสาวโรงงาน พบปะผู้คนมากมาย ฉันเช่าห้องอยู่กับเพื่อน อยู่ได้ไม่นานเพื่อนฉันก็มีแฟนและพาแฟนมานอนที่ห้องบ่อย สุดท้ายก็ไม่พ้นฉันต้องพบกับเรื่องเดิมๆวันนั้นเพื่อนฉันไปทำงาน ส่วนฉันไม่สบายนอนอยู่ห้องกับแฟนเพื่อน 2 ต่อ 2 คงไม่ต้องบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้ชายคนนั้นเขาก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่แล้ว เมื่อเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เคยมีใครได้รับรู้ นอกจากตัวฉันเอง เรื่องเก่าๆยังไม่ทันลืมเรื่องราวใหม่ๆก็โหมกระหน่ำเข้ามาเรื่อยๆ

คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเรื่องดีในชีวิตเลย และฉันก็คงต้องพูดถึงผู้ชายคนนี้ เขาเป็นคนที่ฉันรักมากที่สุด ฉันพบเขาตอนทำงานอยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขาเป็นสุภาพบุรุษมาก ไม่เคยแม้จะแตะเนื้อต้องกาย ฉันคบกับเขาได้ 3 ปีจึงตัดสินใจอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวโดยไม่ได้แต่งงาน เราสองคนมีลูกด้วยกัน อยู่กันอย่างมีความสุข ไม่มีเลยสักวันที่ฉันไม่ได้ยินคำว่ารักจากปากเขา เขาพูดและพิสูจน์ให้เห็นตลอดเวลา เราสองคนดูแลลูกจนเรียนจบปริญญาตรี ความสุขเกิดขึ้นกับฉันตอนช่วงสุดท้ายของชีวิต แม้มันไม่อาจลบเลือนสิ่งไม่ดีที่ผ่านมาได้ แต่มันทำให้ฉันรู้ว่าความสุขเป็นอย่างไร การที่ฉันไม่ได้สวมชุดเจ้าสาว ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่มีความสุขกับชีวิตครอบครัว ทุกวันที่ฉันอยู่กับผู้ชายคนนี้ฉันมีความสุข ถึงแม้ว่าเขาไม่อาจจะทำให้ฉันลืมเรื่องเก่าๆได้แต่เขาก็สร้างเรื่องดีๆให้ฉันมีความสุขได้เสมอไม่มีเว้นวัน

ตอนนี้ฉันอายุ 65 ปีแล้วฉันเปลี่ยนชื่อใหม่เพราะอยากลืมเรื่องเก่าๆ แต่ฉันก็ยังนั่งมองดูแสงจากดวงดาวเสมอ ต่างจากวันก่อนๆก็คือ วันนี้มีชายคนที่ฉันรักอยู่ด้วย ฉันชอบชวนเขาออกมานั่งดูดาวอย่างนี้แต่เขาไม่ค่อยมองมันสักเท่าไร เขากับนอนหนุนตักและมองหน้าฉันแทน ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะดวงดาวหรือป่าวที่ทำให้ฉันไม่สามารถลืมเหตุการณ์เก่าๆได้ ฉันหลอกตัวเองเสมอว่าเด็กหญิงที่ชื่อดวงดาวเป็นแค่คนอื่นที่ฉันเคยรู้จัก แต่ทุกครั้งที่ดาวอับแสงฉันก็ยังคงออกมานั่งมองดูดวงดาวและยังคงจำเรื่องราวของเด็กหญิงที่ชื่อดวงดาวได้ตลอดเวลา ท้องฟ้าที่มืดครึ้มไร้แสงดาวแต่ไม่เคยไร้ความทรงจำที่เลวร้าย ฉันมองดาวเบื้องบนแล้วคิดถึงเรื่องเก่าๆ แต่ชายผู้ที่นอนหนุนตักฉันอยู่นี้มีเรื่องราวใหม่ๆให้ฉันสัมผัสได้ด้วยใจตลอดเวลา




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2550 3:40:34 น.
Counter : 622 Pageviews.  

เรื่องสั้น : ก่อนสิ้นลมหายใจ

***ก่อนสิ้นลมหายใจ***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


หากคุณรู้ว่าคุณกำลังจะตาย ก่อนคุณจะสิ้นลมหายใจ คุณจะทำอะไรเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิต คุณอาจจะคิดได้มากมาย แต่ถ้าหากมีเวลาจำกัดเพียงไม่กี่นาที คุณคงต้องคิดหนักมากขึ้นไปอีก หลายคนเลือกเขียนพินัยกรรมเพื่อมอบมรดกให้กับคนที่คุณรัก หลายคนเลือกที่จะพูดคุยกับคนที่คุณรักทางโทรศัพท์ก็พอ เพราะอาจเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการบอกรัก อาจทำให้เห็นน้ำตาของผู้ที่ได้ยินเสียงเรา แต่บางคนอาจเลือกอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลยขอจากไปโดยไม่ให้คนที่รักได้รับรู้ วันนี้ผมเห็นคนใกล้ตายสี่คนที่ได้รับการบริการอย่างดีสำหรับอาหารมื้อสุดท้ายก่อนจะจากโลกนี้ไป แต่พวกเขากินมันไม่ลง อาจด้วยความเครียดพวกเขาเรียกร้องด้วยการขอดูดบุหรี่เพียงหนึ่งมวนเท่านั้น นี่หรือคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา

ใกล้เวลาเที่ยงคืนเข้าไปทุกที เวลาของพวกเขาเหลือน้อยแล้ว ผู้คนมากมายอาจตายโดยไม่รู้ตัวแต่สำหรับพวกเขานี้ย่อมรู้ตัวตั้งแต่ผู้คุมนำตัวพวกเขาออกมาจากแดนประหาร พวกเขาได้ฟังเทศน์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย และอาจเป็นครั้งแรกสำหรับบางคนก็เป็นได้ หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสี่ถูกนำตัวมาที่อาคารฉีดยา หลักประหารที่เคยใช้กันบัดนี้ไม่มีแล้ว พวกเขาถูกจับตรึงบนเตียงด้วยสายหนัง บริเวณลำตัว ขาทั้งสองข้าง และแขนสองข้างเช่นกัน หากจะพิจารณาดูแล้ว นับตั้งแต่พวกเขาก้าวเข้ามาในแดนประหารนี้ พันธนาการโซ่ตรวนนั้น ตัดรอนความเป็นอิสระของร่างกายลง และแม้แต่วินาทีนี้ โซ่ตรวนนั้นก็ยังไม่ถูกเอาออกแต่อย่างใด มันคงติดตัวพวกเขาไปจนสิ้นลมหายใจ ผ้าขาวที่ปูเตียงอยู่นั้นรอสำหรับห่อร่างของพวกเขา หลังจากหลักประหารเลิกใช้ นักโทษชายก็ได้นอนตายบนเตียง พวกเขาจะนอนตายตาหลับหรือไม่นั้นผมไม่สามารถรับรู้ได้ แต่ดวงตาของพวกเขาภายใต้ผ้าดำนั้นก็มองไม่เห็นแสงสว่างอยู่ดี

หน้าที่ของผมก็คือคอยกดปุ่มปลิดชีวิตนักโทษประหารเหล่านี้ หลายครั้งที่ผมคิดว่ามันเป็นบาป แต่จะทำอะไรได้ในเมื่อมันเป็นหน้าที่ ทุกครั้งที่ผมทำหน้าที่นี้ผมใจสั่นเสมอ เพราะกลัวว่าสักวันหนึ่งสิ่งที่ผมทำมันจะย้อนมาหาตัวเอง โดยเฉพาะทุกครั้งที่ผมต้องประหารนักโทษคดียาเสพติด ซึ่งบางคนรู้จักกับผมและสนิทกันดี

ผมรู้จักและสนิทสนมกับนักโทษแดนประหารมากมาย คนพวกนี้ยังมีความหวัง ในยามที่พวกเขาไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องตายอยู่ดีอาจเป็นเหตุให้พวกเขาต้องทำสิ่งที่ไม่ดีต่อไป เพื่อให้ได้เงินมาให้กับคนที่พวกเขารัก แต่ตัวผมเองไม่ได้เดือดร้อนอะไร ก็ดันเป็นไปกับพวกนี้ด้วย ทำให้เกิดธุรกิจร่วมกัน พวกเขาติดต่อซื้อขายยาเสพติด โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากผม ธุรกิจนอกกฎหมายของผมเริ่มเติบโตขึ้น จนผมกลายเป็นผู้ผลิตเอง พวกเขามีรายได้ให้กับคนที่เขารัก ผมมีรายได้เพิ่มให้กับครอบครัว และในที่สุดผมก็กลายเป็นพวกเดียวกับเขา เมื่อผมจำนนด้วยของกลางยาบ้าราวสองแสนเม็ด ทำให้ผมกลายเป็นนักโทษชาย แห่งแดนประหาร ชีวิตผมอยู่ที่นี่มาก็นานไม่รู้เมื่อไรจะได้จากที่นี่ไป แดนประหารแห่งนี้ที่ใครๆก็ไม่อยากเข้ามา แต่ผมจำเป็นต้องอยู่

โซ่ตรวนที่ติดตัวผมอยู่นั้นมันทำให้ผมรู้ถึงความทรมาน ทำให้ผมรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นอย่างไร นี่ขนาดยังไม่ได้คิดถึงวันที่ตัวเองโดนประหารชีวิต ลมหายใจที่พยุงร่างกายอยู่นั้นมันก็วิ่งเข้าออกอย่างไม่เต็มใจ วันๆผมนั่งถอนหายใจหลายครั้ง มันเป็นวิธีที่ทำให้ผมสบายใจที่สุด ผมคิดถึงลูก ผมคิดถึงเมีย ลูกเมียไม่รู้ว่าผมหายไปไหน ผมไม่สามารถบอกให้ลูกเมียรู้ได้ พวกเขารู้แต่ว่าผมอยู่ในแดนประหาร เข้าใจว่าผมทำงานในแดนประหารดังเดิม ยังดีที่ผมได้รับสิทธิพิเศษสามารถคุยกับลูกเมียได้ทุกวัน อยากกินอะไรผู้คุมที่เคยทำงานด้วยกันก็ซื้อมาฝาก ถึงจะกินดีอยู่ดีกว่าคนอื่นๆ แต่มันก็ไม่ได้มีความสุขมากกว่าคนอื่นๆ ยิ่งคิดยิ่งทุกข์ แต่คงอีกไม่นานผมก็คงไม่ต้องรับรู้อะไรของแดนประหารแห่งนี้แล้ว

เมื่อค่ำคืนสุดท้ายในแดนประหารของผมมาถึง อาหารมื้อสุดท้ายในแดนประหารแห่งนี้คือต้มข่าไก่ใส่หัวปลี แกงหน่อไม้ และแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย อีกทั้งของหวานอันได้แก่บัวลอยเผือก บัวลอยแก้ว อาหารพวกนี้เป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุด ผมกินมันเกือบหมดทุกอย่าง แถมขอสูบบุหรี่อีกหนึ่งมวน รวมทั้งก่อนหน้านี้ผมได้โทรบอกเมียให้ขายบ้านและย้ายไปอยู่ที่ใหม่ให้ไกลจากเดิมที่สุด เมียผมถามถึงเหตุผลว่าทำไม ผมไม่อาจบอกได้และวางโทรศัพท์ ปล่อยให้เธอคาใจอยู่อย่างนั้น ผมถูกนำตัวไปฟังเทศน์ และนอนบนเตียงประหาร ผ้าดำถูกนำมาผูกบังแสงสว่างไม่ให้เข้าตาทั้งสอง ผมเข้าใจแล้วว่าความมืดมันช่วยให้ความรู้สึกกลัวลดลงได้จริงๆ ผ้าขาวที่ปูรองร่างของผมอยู่มันช่างไม่มีความนิ่มเสียเลย ดอกไม้ธูปเทียนที่ผมถือไว้ มันก็สร้างความรำคาญไม่น้อย คงได้เวลาแล้ว ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามีเข็มมาปักที่ข้อมือทั้งสองข้าง ไม่นานนักผมก็ผ่อนคลายและในที่สุดผมก็ไม่รู้ตัว รวมทั้งจำเหตุการณ์หลังจากนั้นไม่ได้อีก แต่ผมเชื่อว่าต้องมีหมอและพยานมากมายมาตรวจร่างของผมและยืนยันว่าผมสิ้นลมหายใจแล้ว ซึ่งผมเคยเห็นตอนที่ยังทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่เรือนจำ

วันที่ผมได้ออกจากคุก วันนั้นผมสิ้นสุดการเป็นนักโทษประหารแล้วเป็นวันเดียวกับวันที่ผมเกษียณอายุราชการพอดี ผมทำหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว มันทรมานที่ผมหลอกคนอื่น แต่ต้องทำเพื่อหาข่าว เนื่องจากมีคนลักรอบขายยาเสพติดในแดนประหารแห่งนี้ และผมก็ทำสำเร็จ ผมทำให้คนพวกนั้นถูกประหาร ผมทำให้ใครหลายคนเชื่อ ด้วยแผนการทั้งหมดที่ผมคิดขึ้นเอง ลงมือทำด้วยตัวเอง ยาบ้าที่ใช้ในแผนการ ผมก็ผลิตมันขึ้นมาเอง ผมขายมันจริงๆ และผมก็โดนจับเข้าคุกจริงๆ เป็นนักโทษจริงๆ แต่สิ่งที่ไม่ได้เป็นความจริงเลยก็คือผมไม่ได้ถูกประหารชิวิตจริงๆ เป็นเพียงการสร้างภาพหลอก บอกกับโลกให้รับรู้ว่าผมได้ตายแล้ว บัดนี้ผมไม่มีตัวตนในโลกนี้แล้ว ผมเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล ด้วยความช่วยเหลือของทางราชการ ตอนนี้ผมกำลังจะไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่เมียผมซื้อไว้ ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ไปเกี่ยวข้องกับยาอันตรายนั้นอีก

หากผมรู้ว่าผมกำลังจะสิ้นลมหายใจ สิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำก็คือการเป็นคนดี แม้เพียงวินาทีเดียวมันก็มีความสุข แต่วันนี้ผมไม่รู้ว่าผมจะตายเมื่อไร สิ่งที่ผมจะทำก็คือเลิกเป็นคนเลว แม้เพียงวินาทีเดียวมันก็มีความสุข และหากผมไม่ทำเลวอีกเลย คุณลองคิดดูผมจะมีความสุขแค่ไหน แผนการทั้งหมดของผมยังไม่จบ ยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะถึงวันที่ผมแก่ตาย วันที่ผมสิ้นลมหายใจจริงๆ และก่อนสิ้นลมหายใจ ผมคงได้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำเต็มที่แล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่การสูบบุหรี่เพียงมวนเดียวอย่างแน่นอน




 

Create Date : 29 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2550 3:09:18 น.
Counter : 5526 Pageviews.  

เรื่องสั้น : ความหมายของคำว่ารัก

***ความหมายของคำว่ารัก***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล



ในมุมมองนี้ ไม่มีใครเข้าใจเขาได้อีกแล้วแม้แต่ตัวฉันเอง ถึงแม้เขาจะเคยบอกว่าฉันเข้าใจเขามากที่สุดก็ตาม คำว่ารักที่เขาพร่ำบอกบ่อยครั้ง หลายเวลาที่เขาบอกกับฉันว่ารักฉันตลอดเวลา รักฉันมากที่สุด ฉันจำได้เสมอ และฉันเฝ้าดู เฝ้าตามหามาตลอดเวลาว่าสิ่งที่เขาบอกนั้นมันหมายความว่าอย่างไร

เมื่อสองปีที่แล้ว ฉันยังจำได้ว่าที่ตรงนี้เราทั้งสองเคยมานั่งปูเสื่อคุยกันใต้ต้นสนต้นนี้ เบื้องหน้าเป็นทะเลสาบสวยงาม มีนกมากมายบินเล่นลมให้เราสองได้เชยชม วัวควายที่ฉันเคยกลัวมันมาก แต่วันนั้นฉันกับมองว่ามันสวยงามเมื่อมันมาเดินเล็มหญ้าริมทะเลสาบ ฉันแทบไม่อยากเชื่อว่าบรรยากาศแบบนี้จะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาได้ เพราะแฟนเก่าของฉันก็เคยพามาที่นี่แล้ว ตอนนั้นฉันมองว่าไม่มีรสนิยม ดอกบัวหลวงที่เต็มพื้นน้ำนั้น ไหวเอนตามลมดูแล้วงดงาม จากแผ่นดินกว้างมีทางยื่นลงไปในทะเลสาบมุ่งสู่เกาะใหญ่ ภาพนี้ทำให้ฉันฝันว่าอยากมีบ้านอยู่บนเกาะนั้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้ฉันคิดได้ว่ามันคงไม่เกี่ยวกับสถานที่และบรรยากาศแน่ๆ คงเพราะเราสองคนรู้สึกดีๆให้กัน คงเพราะภาพที่เขานอนตักฉันยังคงติดตามาถึงทุกวันนี้

สองปีนั้นที่ฉันพูดถึงมันผ่านไปแล้ว ณ สถานที่เดิมบรรยากาศเดิมๆเสื้อผ้าที่เขาใส่ก็ชุดเดิมแต่เหตุการณ์หลายอย่างเปลี่ยนไป ฉันมองไม่เห็นบัวหลวงแล้วเพราะมีต้นกกขึ้นเต็มไปหมด แต่ยังคงมีนก รู้สึกว่าจะมากกว่าเดิมเพราะป่าบริเวณนี้รกมากขึ้น หญ้าริมทะเลสาบก็ดูหนาตาเพราะไม่มีวัวควายมาเดินเล็ม และในวันนี้เขาก็ไม่ได้นอนบนตักฉันเช่นกัน ฉันยืนมองเขา ตัวเขาใหญ่ขึ้นกว่าเดิมจนกางเกงนั้นรัดแน่น และฉันต้องเงยหน้ามองเขา ตัวเขาเองก็ต้องก้มหน้ามองฉันเช่นกัน แต่แววตาเขาสิไม่สนใจฉันเลยมันต่างจากชายเมื่อสองปีที่แล้วมากเหลือเกิน คงเป็นเพราะที่แม่ฉันปฏิเสธการสู่ขอฉันในวันนั้น ทำให้เราทั้งสองคนห่างกันมากขึ้นขนาดนี้ ตลอดเวลาที่ฉันยืนมองหน้าเขาอยู่ เขาก็นิ่งอยู่อย่างนั้นไม่พูดไม่จา

เราสองคนใช้เวลาไม่มากในการคบกันใครๆก็มองว่าแค่สองปีเอง แต่เราสองคนมองว่าผ่านมาต้องสองปีแต่งงานกันได้แล้ว ทำให้เรามีแผนที่จะแต่งงานกัน ตัวฉันเองก็ตกลงปลงใจเรียบร้อยเหลือแต่หน้าที่เขาที่จะพาญาติผู้ใหญ่มาสู่ขอ แต่พอถึงเวลาแม่ฉันเองที่เป็นฝ่ายปฏิเสธ ด้วยเหตุผล ที่ว่าฉันยังเด็ก ยังเรียนไม่จบ ซึ่งฉันไม่เห็นว่าฉันเด็กเลย ฉันโตจนเรียนอยู่ปี 4 แล้ว ตอนนั้นฉันอยากแต่งงานกับเขามาก แต่ฉันเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรในเมื่อแม่ปฏิเสธเขาไปแล้ว และต่อมาไม่กี่วันเขาก็ไปพบฉันที่หน้ามหาวิทยาลัย เขาบอกเลิกฉัน คำพูดนั้นฉันจำได้ดี

“พี่รักเดียร์เสมอ และจะรักตลอดไป แต่พี่คิดว่าเราสองคนเลิกคบกันจะดีกว่าที่รักกันอยู่อย่างนี้”

เขาพูดจบก็เดินหนีไป ปล่อยฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ความสุขหลายร้อยวันหลายพันชั่วโมงที่เขาและฉันร่วมสร้างกันมา มันต้องมาจบลงแค่ตรงเสี้ยววินาทีที่เขาเป็นฝ่ายสร้างมันขึ้นแต่เพียงผู้เดียว ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวมากๆ พอมีปัญหาแล้วก็จะมาทิ้งกันดื้อๆ ซึ่งอีกเทอมเดียวฉันก็เรียนจบ เขาคงรอฉันไม่ได้จริงๆ แต่ตอนนั้นฉันยังคงมีหวังที่จะไปง้อเขาให้คืนดี เพียงระยะเวลาสามวันที่เราทั้งสองไม่ได้ติดต่อกัน ฉันคิดถึงเขา แม้ในเวลานอนก็ยังฝันถึง โดยเฉพาะสถานที่ริมทะสาบที่เราทั้งสองเคยพลอดรักกัน ฉันคิดถึงสถานที่แห่งนั้นเพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ทั้งหมด ฉันอยากให้เขาคิดเหมือนฉัน เพราะบางทีหากเราสองนัดเจอกันที่นั่นอาจทำให้เราคืนดีกัน ฉันตัดสินใจโทรหาเขาหลังจากอดทนมานาน ฉันโทรหาเขาหลายครั้งแต่ติดต่อไม่ได้ ตอนนั้นฉันอยากเจอเขามากฉันพยายามติดต่อเพื่อนๆของเขา ก็ได้ความว่าเมื่อสองวันที่ผ่านมาเพื่อนๆเขาโทรหาแต่เขาไม่ยอมรับสาย จนกระทั่งติดต่อไม่ได้ เพื่อนๆคิดว่าเขาคงปิดเครื่องด้วยเพราะอยากอยู่คนเดียวไม่อยากให้ใครมารบกวน ตอนนั้นฉันหมดหวังที่จะได้พบเขาอีกแล้ว คืนนั้นฉันนอนร้องให้ทั้งคืน

วันต่อมาเวลาประมาณเที่ยงของวันที่ 5 พฤศจิกายน 50 มีคนบอกว่าเจอเขาอยู่ที่ริมทะเลสาบซึ่งมันไม่ห่างจากบ้านเขามากนัก ฉันเทียบวันดูแล้วเป็นวันเดียวกับวันที่เขาบอกรักฉันซึ่งผ่านมาสองปีแล้ว สาเหตุที่ฉันจำมันได้ดีเพราะเวลาที่เขาบอกนั้นอาจดูไม่เหมือนคู่รักอื่นๆ ที่จะต้องไปบอกกันในที่ที่เลือกสรรแล้วอย่างดี ที่นั่นต้องทำให้ฝ่ายหญิงประทับใจที่สุด แต่สำหรับคู่ฉันนั้น เขาบอกรักฉันในห้องนอนที่บ้านของเขา อ้อมแขนอันอบอุ่นของเขากอดฉันไว้แนบแน่น ปลายจมูกที่สัมผัสผ่านผิวแก้มเนียนของฉันและริมฝีปากเขาที่ประทับลงตรงริมฝีปากฉันได้พอดีนั้นมันทำให้ฉันมีความสุขที่สุด ช่วงเวลาไม่นานนักคงด้วยความกลัว ตื่นเต้น ทำให้ใจฉันสั่นรัว เหงื่อแตกท่วมไปทั้งตัว เนื้อและผิวกายของฉันนั้นสั่น เวลานั้นเขาก็กระซิบที่ข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “พี่รักเดียร์นะ” ประโยคนี้มันสั้นแต่ความหมายมันยาวเกินกว่าจะบรรยาย ภายหลังจากเหตุการณ์นั้น ภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ตัวเขาเองก็ไม่อาจอธิบายประโยคนี้ได้เหมือนกัน ฉันคิดว่ามันคงมีความหมายอยู่ในตัวของมันเอง คู่รักหลายคู่อาจตีความหมายแตกต่างกันออกไป ทั้งสถานที่และวันเวลาสำคัญกับเราทั้งสองแต่เหตุการณ์ในวันนี้มันไม่สำคัญเลย เขาไม่ควรให้มันเกิดขึ้น ฉันยังคงยืนเงยหน้ามองเขาอยู่ แววตาเขาที่มองลงมาหาฉัน คงไม่มีฉันอยู่ในใจเขาอีกแล้ว

ผู้คนมากมายเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นเน่าเหม็น นั้นฟุ้งไปทั่ว หลายคนยืนเอาผ้าปิดจมูก ไม่นานนักชายร่างสูงเดินเข้าไปใต้ต้นสน เอาผ้าขาวผืนใหญ่เข้าไปปูเพื่อรอรองรับร่างของผู้ที่เป็นสามีฉัน จากวันที่เขานอนตักฉัน เขาหนีฉันไปไม่ไกลเลย เขาขึ้นไปแขวนคอตัวเองอยู่บนต้นสน ร่างเขานิ่ง ตาเหลือกค้าง ก้มหน้าลงมาที่ด้านล่าง เสื้อผ้านั้นรัดแน่น คงประมาณสามวันแล้วที่เขาขึ้นไปอยู่บนนั้น ทันทีที่ร่างของเขาล่วงลงมากองบนผ้าขาว ดวงตาเขานั้นหลุดออกทั้งสองข้าง เขาคงมองหน้าฉันไม่ได้อีกแล้ว กระเป๋าสตางค์ล้วงออกจากกางเกงไม่ได้ต้องใช้มีดกรีดออก ในนั้นมีรูปฉันอยู่กับสตางค์อีกหนึ่งร้อยห้าสิบบาท ที่โคนต้นสนมีน้ำอยู่หนึ่งขวดและข้าวอยู่หนึ่งกล่อง ข้างในเป็นข้าวผัดไข่ที่เขาชอบ เวลานั้นมดในกล่องข้าวกัดมือฉันจนแสบ นอกจากนี้แล้วเขาไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ฉันดูต่างหน้าเลย จะมีก็แต่ลูกในท้องที่คงใช้เวลาอีกหกเจ็ดเดือน ถึงจะลืมตาดูโลกให้ฉันดูต่างหน้าเขาได้ ฉันได้แต่หวังให้ลูกหน้าเหมือนเขามากกว่าเหมือนฉันก็เท่านั้น

สิ่งที่เฝ้าตามหามาตลอดเวลาว่าสิ่งที่เขาบอกนั้นมันหมายความว่าอย่างไร จนวันนี้วันที่เขาจากฉันไปแล้วฉันยังหาคำมาอธิบายไม่ได้อยู่ดี ฉันเคยคิดว่าเขาเห็นแก่ตัวมากที่สุดที่ทิ้งปัญหาไว้ให้ฉัน แต่นั่นมันคือความหมายของความรักที่เขาเข้าใจไปคนเดียว ทางออกที่ดีที่สุดที่เขาคิดได้นั้นอาจเป็นคนละทางกับที่ฉันคิด ปัญหาที่เขาทิ้งไว้นั้นฉันจะไม่ปล่อยให้เป็นปัญหากับคนอื่น ฉันจะไม่ยอมให้ลูกฉันขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กมีปัญหา ฉันยืนถือเชือกเส้นที่เขาใช้แขวนคอตัวเองไว้แน่น ภายในห้องนอนห้องนี้ ห้องที่เขาบอกรักฉัน หากวันนั้นแม่ฉันรู้ว่าฉันท้องคงยอมให้ฉันแต่งงาน หากวันนั้นฉันหยุดแค่เสียงกระซิบข้างหูที่แผ่วเบา หากที่ผ่านมานั้นเราสองรักกัน หากวันนี้เขายังอยู่ เขาคงกระซิบที่ข้างหูฉันอีกครั้ง “พี่รักเดียร์นะ” , “เดียร์ก็รักพี่ค่ะ” ฉันก็คงตอบกลับไปเหมือนเดิม ฉันตัดสินใจนำเชือกไปเผาทิ้ง พลางลูบหน้าท้อง “อย่าทำให้ท้องใหญ่มากนะลูก ให้แม่เรียนจบเทอมนี้ก่อน”

ฉันขอให้เขาเข้าใจฉัน เพราะฉันคงรักเขาตลอดไปไม่ได้เหมือนที่เขาบอกฉันวันหนึ่งหากมีคนดีๆเข้ามาในชีวิตและเขายอมรับสิ่งที่ฉันเป็นอยู่ได้ ฉันคงเลือกที่จะรักคนใหม่คนนั้น ได้แต่หวังว่าให้มีสักคน ตอบความหมายของคำว่ารักให้ฉันเข้าใจได้




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2550 21:54:20 น.
Counter : 549 Pageviews.  

เรื่องสั้น : ยามเมื่อตะวันทอแสง

***ยามเมื่อตะวันทอแสง***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


ทุกๆ เช้าตรู่ ฉันกับสามีต้องรีบออกจากบ้านสังกะสีผุๆใต้ทางด่วน ฉันมีหน้าที่ต้องพาสามีไปร้องเพลงตามสถานที่ต่างๆที่ผู้คนแออัด เช่น ทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้า ทางลงรถไฟใต้ดิน สะพานลอย หน้ามหาวิทยาลัย และที่อื่นๆที่ทำให้สามีฉันสามารถหลบแดดหลบฝน และสามารถเอาเสียงเพลงแลกเงินได้ หลังจากฉันส่งสามีเสร็จ ฉันก็หางานทำแถวๆนั้น บริเวณที่ใกล้สามีฉันมากที่สุด ในโลกนี้คงไม่มีใครสมัครงานบ่อย อย่างฉันอีกแล้ว เพราะฉันต้องหางานทำทุกวัน ล้างจาน เก็บกวาดขยะ งานอื่นๆอีกสารพัด ฉันทำได้หมด ฉันและสามีต้องช่วยกันทำมาหากินเพราะลำพังสามีฉันคนเดียวรายได้ไม่พอจุนเจือครอบครัว เงินที่ได้ก็หามาเพียงใช้ไปวันๆเท่านั้น ไม่พอเหลือทำอย่างอื่น ยังโชคดีที่เราสองคนไม่มีลูก ทั้งๆที่อยากมีใจแทบขาด

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ฉันต้องเห็นภาพเดิมๆเหมือนกันทุกวัน หากฉันเขียนเล่าเหตุการณ์วันนี้ให้ทุกคนได้รับรู้ วันอื่นฉันคงไม่ต้องเล่าให้ฟัง เพราะมันไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไรนัก ทุกๆครั้งที่ฉันพาสามีฉันเดินไปถึงริมถนนใหญ่ สามีก็ทำท่าทำทางให้ฉันรู้ตลอดว่า มีเสียงดังมากๆ ทำให้เขาอารมณ์ไม่ดี ความจริงเขาไม่อยากมาร้องเพลงในที่คนเยอะๆเพราะมันเสียงดัง ทำให้เขาไม่มีสมาธิ แต่เขาเลือกไม่ได้ ถ้าไปร้องที่ไม่มีคน ใครจะฟัง และคงไม่ได้เงินมายังชีพ อีกภาพหนึ่งที่ฉันเห็นตลอดก็คือ คนที่มีอาชีพเดียวกับสามีฉัน ก็กำลังหาทำเลเหมาะๆในการใช้ความสามารถแลกเงินเช่นกัน แต่คนพวกนี้มีที่อยู่ดีกว่าฉัน และบางคนยังมีอาชีพประจำ สาเหตุที่เขามาทำอาชีพนี้คงเพราะอยากหารายได้เพิ่มหรือไม่ก็พวกเป็นศิลปินใต้ดินอะไรทำนองนั้น ส่วนใหญ่ก็ร้องเพลงเพื่อชีวิตกันแต่สำหรับสามีฉัน แตกต่างจากคนพวกนี้ ที่ต่างกันอย่างมากๆคือสามีฉันตาบอด ฉันจำเป็นต้องพาสามีเดินไปทุกๆเช้าเพราะสามีฉันไปด้วยตัวเองไม่ได้ และขณะที่ฉันเดินคู่ไปกับสามี เขาก็จะทำท่าทางให้ฉันรับรู้เสมอว่ามีอะไรที่เขาสัมผัสได้ด้วยหูบ้าง ฉันก็จะรับรู้ถึงอารมณ์ขณะนั้นของเขาผ่านทางสายตาของฉัน ฉันมองออกว่าเขามีความสุขในขณะที่เขาทำท่าทางเหมือนเล่าเรื่องยาวๆให้ฉันฟังทุกๆเช้า และทุกวันฉันจะเห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งสีซออยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆกับทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้า ชายผู้นี้ตาบอดแต่ดูท่าทางเขามีความสุขดี และสามีฉันก็จะทำท่าบอกว่าเพลงที่ชายคนนี้เล่นไพเราะมากและเป็นเพลงทางเหนือ ฉันดีใจเพราะฉันรับรู้ได้ว่าสามีฉันมีความสุข ถึงแม้ว่าตลอดชีวิตที่เกิดมาฉันจะไม่เคยได้ยินเพลงเหนือเลยก็ตาม ฉันเดินผ่านชายคนนี้ไปเพราะจะให้สามีฉันนั่งตรงนี้คงไม่ได้ เดี๋ยวจะแย่งหนทางทำกินกันเปล่าๆ ฉันเดินต่อไปได้ไม่ไกลนัก เจอผู้ชายอีกคนหนึ่ง เขาไม่ได้ตาบอดไม่ได้พิการอะไร แต่เขาก็มีหัวใจศิลปินฉันเห็นเขายืนร้องเพลงพร้อมกับกีตาร์ ดูการแต่งตัวก็รู้ว่าเป็นแนวเพลงเพื่อชีวิต และก็พอจะมองออกว่าเขาร้องเพลงของใครเพราะเขาแต่งตัวเลียนแบบนักร้องเพื่อชีวิตชาวปักษ์ใต้ชื่อดัง สามีฉันก็ทำท่าทางบอกเสมอว่าชายผู้นี้ร้องเพลงใต้ ไพเราะมาก เขาทำท่าทางบอกว่านักร้องคนนี้ร้องดีกว่าเขาอีก แต่เขาเก่งกว่าเพราะเขาร้องเพลงได้หลายแนวและเพลงทุกภาคเขาร้องได้หมด เขาทำท่าบอกฉันและพลางยิ้ม ฉันก็ได้แต่ยิ้มตอบ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เคยได้ยินเพลงปักษ์ใต้ ที่เขาบอกว่าไพเราะก็ตาม

ฉันพาสามีฉันเดินไปจนกระทั่งถึงที่ที่เคยใช้ทำมาหากินทุกวัน วันนี้มีวงดนตรีตาบอดวงใหญ่เครื่องดนตรีมากมายมาตั้งอยู่ข้างๆ เสียงดังมาก สามีฉันไม่ชอบเสียงดนตรีแบบนี้มันอึกกระทึกครึกโครมเกินไป สามีฉันไม่ยอมทำท่าทางให้ดูว่าเขาเล่นเพลงอะไร เขาเดินนิ่งแต่พอครู่หนึ่งเดินผ่านวงดนตรี เขาก็เริ่มอมยิ้มและทำท่าทางบอกกับฉันว่า มีเสียงแคลนไพเราะมากเป็นเพลงอีสานโบราณ ฉันก็แปลกใจมาก ในเมื่อเขาเคยบอกฉันว่าวงดนตรีแบบนี้ดังมากจนหนวกหู แต่เขากลับได้ยินเสียงดนตรีที่เขาชื่นชอบ ฉันจึงมองหาเสียงที่เขาบอก และฉันก็เห็นชายตาบอดผู้หนึ่งนั่งเป่าแคนและขยับขาตามจังหวะ ฉันมองดูแล้วชายคนนี้ท่าทางมีความสุขมาก แต่ฉันก็ยังงงกับเพลงที่สามีฉันบอกว่าเป็นเพลงอีสานโบราณ เพราะฉันไม่เคยได้ยินเพลงแบบนี้เลยตั้งแต่เกิด แต่ดูจากการทำไม้ทำมือของสามีฉัน มันคงเป็นเพลงที่ไพเราะสนุกสนานมากๆ และฉันก็แปลกใจกับชายเจ้าของเสียงแคนว่าทำไมถึงกล้านั่งอยู่ตรงนี้ข้างวงดนตรีวงใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรจึงเดินต่อไป จนไปถึงป้ายรอรถเมล์ ฉันจึงตัดสินใจให้สามีนั่งตรงนี้ หลังจากหาที่นั่งได้ ฉันก็ลาสามีไปหางานทำ

ฉันเดินหางานทำตามร้านขายของข้างทางอย่างน้อยได้ล้างจานแลกข้าวก็ยังดี แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะพูดบอกคนอื่น มีหลายครั้งที่ฉันใช้เวลานานมากในการขอเขาทำงาน บางร้านไม่เข้าใจที่ฉันพยายามบอกก็มี บางร้านก็เข้าใจแต่เขาก็มีลูกจ้างประจำอยู่แล้ว แต่ยังโชคดีที่วันนี้ฉันหางานได้ไม่ห่างจากสามีฉันเท่าไรนัก ฉันตั้งใจทำงานให้เจ้าของร้านทั้งวันจนเวลาเย็น วันนี้ฉันทำงานได้เงินมา 50 บาท และก๊วยเตี๋ยวอีก 2 ถุง ฉันต้องกลับไปรับสามี เขาคงหิวแย่เพราะที่ตัวมีน้ำอยู่ขวดเดียวส่วนฉันยังพอได้กินที่ร้าน ฉันรีบเดินไปโดยเร็วพอฉันไปถึง ฉันก็พบสามีนั่งอยู่กับชายผู้หนึ่ง ซึ่งตาบอดเหมือนกัน ในมือของสามีฉันถือขลุ่ยอยู่และชายคนนั้นนั่งร้องเพลงด้านหน้าของเขา 2 คนมีขันใบเดียว แต่มีเศษเหรียญเยอะมากกว่าทุกวัน ฉันมองดูแล้วขันนี้เป็นของสามีฉันแน่นอน ฉันตรงเข้าไปหาสามีฉันและจับบ่า เขาก็รับรู้ได้เลยว่าเป็นภรรยาคนที่เขารักมากๆมารับเขากลับบ้านแล้ว เขาทำท่าแนะนำเพื่อนเขาให้รู้จักเขาพยายามสื่อความหมายบอกกับฉันว่าเขาทั้งสองคนรู้จักกันและทำมาหากินร่วมกันได้เพราะเสียงดนตรี เขาทำท่าทางบอกว่าขลุ่ยในมือเป็นเครื่องดนตรีภาคกลางใช้เล่นเพลงพื้นบ้านมีเสียงไพเราะ ฉันเห็นดังนั้นก็พึงยิ้มตอบทั้งๆที่เขาไม่เห็นลอยยิ้มฉันก็ตาม สามีฉันให้ฉันแบ่งเศษเหรียญในขันให้กับเพื่อนของเขา ฉันจัดแจงแบ่งเรียบร้อยและเขาทั้งสองคนก็ร่ำลากันกลับบ้าน ระหว่างทางยังมีเรื่องประทับใจอีกมากมายฉันรวมรายได้ของฉันและสามีแล้วประมาณ 120 บาทกว่าๆ ทุกๆเย็นฉันและสามีฉันจะมีโอกาสทำบุญทำทานโดยนำเศษเหรียญที่ได้บริจาคให้กลับผู้อื่นต่อไปวันละประมาณไม่ต่ำกว่า 20 บาท ส่วนใหญ่ก็จะเป็นขาประจำหน้าเดิมๆ อาจมีคนบอกว่าเราสองคนบ้าทั้งๆที่ไม่มีจะกินยังจะเอ็นดูคนอื่น แต่เราไม่รู้สึกอะไรเพราะเราไม่มีภาระอะไรที่ต้องรับผิดชอบนอกจากร่างกายที่มีชีวิตของฉันและสามีคนที่ฉันรัก วันนี้ฉันและสามีกลับถึงบ้านอย่างมีความสุขถึงแม้ว่าวันนี้ฉันจะพาสามีเดินหกล้ม ตอนนั้นสามีฉันทำท่าเหมือนจะโมโหแต่คงเป็นเพราะเกรงใจที่ฉันดูแลเขา จึงทำให้เขาไม่กล้าบ่นอะไร แต่คำพูด ที่ฉันอยากจะบอกเขามากคือ “ฉันขอโทษ” แต่ฉันคงไม่มีโอกาส เรื่องบางเรื่องฉันเสียใจที่ฉันไม่ได้พูด เพราะฉันพูดไม่ได้ฉันเป็นใบ้ตั้งแต่กำเนิด แต่ฉันก็ยังโชคดีที่มีคนๆหนึ่งสื่อสารกับฉันได้ทุกๆเรื่องของความรู้สึกที่ฉันมี ท่าทางที่สามีทำให้ฉันดูทุกเช้าทุกเวลาจนชินตาฉันมองแล้วมีความสุข เสียงดนตรีที่ฉันรับรู้ไม่ได้เลยถึงความไพเราะและจนทุกวันนี้ฉันก็ไม่อาจเข้าใจว่าความไพเราะของเสียงดนตรีเป็นอย่างไรแต่ฉันเข้าใจว่าสามีฉันฟังแล้วสามีฉันมีความสุข บางครั้งฉันรู้สึกว่าสามีฉันมีความสุขกับการใช้ชีวิตบนโลกนี้มากกว่าฉันด้วยซ้ำไป แต่ฉันเชื่อว่าฉันอยู่กับผู้ชายคนนี้ฉันมีความสุขมากกว่าอยู่กับคนอื่นๆแน่นอน ไม่ว่าจะอย่างไรทุกๆเช้าที่สามีฉันไม่เคยเห็นแสงตะวันแต่สามีฉันได้ยินเสียงอันไพเราะเสนาะหูเขามีความสุขกับมันเสมอ ในขณะที่ทุกครั้งที่ตะวันทอแสงฉันก็มีความสุขกับมันเพราะมันเป็นแสงสว่างยามเช้าที่คอยบอกเวลาและส่องทางให้ฉันและสามีได้ไปทำมาหากิน แต่สิ่งหนึ่งในชีวิตที่ฉันเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เราทั้งสองคนมีความสุขคือการที่ฉันและสามีได้เดินไปด้วยกันทุกๆเช้าและเย็นในขณะที่ตะวันยังคงทอแสง...เรื่องราวต่างๆในแต่ละวันของฉันจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ สิ้นสุดและเริ่มต้นใหม่ทุกๆครั้ง ยามเมื่อตะวันทอแสง




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2550    
Last Update : 28 ตุลาคม 2550 9:21:43 น.
Counter : 486 Pageviews.  

เรื่องสั้น : อักษรถ่ายภาพ

***อักษรถ่ายภาพ***

ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล


บริษัทที่ผมทำงานอยู่เคยไปทำบุญที่สถานสงเคราะห์คนชราแห่งหนึ่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันนั้นเป็นวันเด็ก เราจัดเตรียมของขวัญ และวางแผนการดำเนินกิจกรรมต่างๆเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้สูงอายุหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมวันเด็ก แต่ดันไปทำบุญที่สถานสงเคราะห์คนชรา คงเป็นเพราะคนพวกนี้ก็เคยเด็กเหมือนกัน

ผมจำได้ดีวันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2550 ทันทีที่รถของบริษัทวิ่งตรงเข้าไปถึงสถานสงเคราะห์ ผมเห็นแล้วบรรยากาศร่มรื่น ต้นไม้เขียวขจี มองดูแล้วสดชื่นน่าอยู่ บ้านหลังน้อยหลังใหญ่ ตั้งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ และมีทางเดินเป็นพื้นปูนเชื่อมต่อกันระหว่างบ้านแต่ละหลัง ชื่อของบ้านแต่ละหลังนั้นไพเราะน่าฟัง “ฟ้ามีรุ้ง” ก็เป็นหนึ่งในชื่อบ้านที่ฟังแล้วน่าอยู่ รถวิ่งตรงไปจอดที่หอประชุมขนาดใหญ่ ผมก้าวลงจากรถเวลานั้นก็มีเสียง “ขิม”แว่วเข้ามาในหู พนักงานคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่าที่นี่เปิดเพลงเหมาะกับวัยจริงๆ ทุกๆคนหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่งหลังจากนั้นจึงช่วยกันขนย้ายอุปกรณ์และของขวัญที่ใช้จัดกิจกรรม ทยอยเข้าหอประชุม ผมไม่ใช่คนแรกที่เดินเข้าไปแล้วเห็นหญิงชราคนหนึ่งนั่งตีขิมอยู่ทุกคนหยุดอยู่ที่ประตูหอประชุมครู่หนึ่ง เวลานั้นเสียงขิมก็หยุด ลง แล้วก็ได้ยินคำเชิญที่ฟังแล้วออกมาจากใจของหญิงชราคนนั้น และนี่เป็นฉากแรกที่ผมประทับใจ

กิจกรรมทุกอย่างเริ่มขึ้นและดำเนินไปอย่างรวดเร็วผู้สูงอายุทุกท่านมีความสุข ร่วมสนุกกับพวกเราทุกกิจกรรม ระหว่างที่ผมวุ่นวายอยู่กับการแจกของรางวัลอยู่นั้น พนักงานคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “น่าจะเอาพ่อแม่มาอยู่ที่นี่บ้างเพื่อนเยอะดีจะได้ไม่เหงา” ผมหันไปมองหน้าและจำหน้าเขาได้ดี กิจกรรมทุกๆอย่างดูเหมือนจะจบลงอย่างมีความสุข แต่ก่อนจะกลับเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ชวนไปเยี่ยมคนชราอีกกลุ่มซึ่งไม่ได้ออกมาร่วมกิจกรรม ผมเดินตามเขาไปพอถึงบ้านหลังใหญ่ผมแหงนมองหาป้ายบอกชื่อบ้าน เป็นเรื่องแปลกที่บ้านหลังนี้ไม่มีชื่อและที่สะดุดใจที่สุดทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปผมเห็นป้ายขนาดใหญ่ เขียนว่า “ห้ามถ่ายรูปก่อนได้รับอนุญาต” ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุผลใด แต่ระหว่างนั้นผมก็พยายามมองหาเหตุผลเพื่ออธิบายป้ายขนาดใหญ่นี้

คำตอบที่ผมอยากได้คงไม่ง่ายนักที่จะเจอ แต่สิ่งที่ผมรู้และแน่ใจก็คือคำตอบต้องอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่นี้แน่นอน ผมลดสายตาลงจากป้ายนั้นลงมาด้านล่าง มีผู้ป่วยด้วยโรคชราท่านหนึ่งนอนอยู่บนเตียงด้วยอาการเหนื่อยหอบ ซึ่งตอนนั้นก็มีคนดูแลอย่างใกล้ชิดคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ จะมีใครที่ไหนบ้างที่หิวแล้วไม่อยากกินข้าวแต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อสังขารมันไม่อำนวย การป้อนข้าวป้อนน้ำเป็นไปด้วยความอยากลำบาก ตลอดเวลาที่ผมยืนอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงไอ ตลอดเวลาบวกกับอาการสำลักน้ำ ดูแล้วน่าสงสาร บางครั้งก็มีสำลักอากาศด้วยซึ่งผู้สูงอายุท่านนี้ก็จะกุมมือคนดูแลจนแน่น ผู้ดูแลบอกว่ายายท่านนี้ใกล้จะไปแล้ว อาการไปของยายผมว่าก็คงเป็นลักษณะนี้ ซึ่งดูแล้วมันทรมาน และผมก็สะดุดใจอย่างมากเมื่อมีเสียงแว่วมาจากด้านหลังผม “ญาติยายแกสั่งไว้ว่าถ้ายายแกตายเมื่อไรให้รีบโทรบอกทันที” ผมได้ยินแล้วทีแรกก็รู้สึกดีเพราะคิดว่าญาติพี่น้องของยายคงเป็นห่วง แต่ถ้าเป็นห่วงแล้วทำไมไม่เอาไปดูแลเอง มันเป็นเรื่องน่าคิดว่าทำไมต้องรีบโทรบอก ผมคิดว่าผลประโยชน์กับคนตายคงมีมากพอสมควร ผมตัดใจจากสภาพแย่ๆของยายผู้นี้แล้วเดินตรงเข้าไปด้านใน กวาดสายตามองไปรอบๆแล้วไม่รู้จะเดินไปมุมไหน มีแต่คนเจ็บคนป่วยด้ายโรคชราทั้งนั้น แต่ที่น่าสนใจที่สุดด้านซ้ายมือผม มีห้องขนาดเล็กเรียงกันเป็นแถวเป็นแนวลักษณะห้องเป็นกรงเหล็กตาข่ายตาถี่ ข้างในมีเตียงพยาบาลอยู่หนึ่งเตียง ผมมองแล้วไม่แตกต่างกับกรงเลี้ยงสุนัขพันธุ์ดีที่ผมเคยเห็น ขณะที่ผมกวาดตามองไปตลอดแนวห้องเล็กๆนั้น ก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังเป็นจังหวะห่างๆกันเป็นระยะๆ ผมมองหาที่มาของเสียงจนเจอ ยายท่านหนึ่งแกยืนเกาะประตูอยู่ในห้องแล้วเคาะประตูด้วยกำปั้นจนแดง ท่าทางดูเหมือนแกอยากจะออก เวลานั้นก็มีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งหันมาบอกกับผมว่า ยายแกหลงจำอะไรไม่ได้ชอบเดินออกไปถนนใหญ่กลัวรถชนก็เลยต้องเอายายมาขังไว้แบบนี้ ผมฟังแล้วก็ยิ้ม ตอนผมเข้ามาสังเกตดูสถานสงเคราะห์แห่งนี้มีรั้วกั้นรอบทุกทิศ ที่ประตูทางออกก็มียามเฝ้าอย่างดี “ยายแกคงไม่มีแรงที่จะปีนออกไปแน่นอน” ยิ่งมองดูสถานสงเคราะห์แห่งนี้ผมก็รู้สึกว่าเหมือนเป็นธุรกิจเข้าไปทุกที คงเหมือนที่รับจ้างเลี้ยงเด็กอะไรประมาณนั้น ผมเดินเข้าไปด้านในตรงไปที่ยายคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนแกจะแข็งแรงที่สุดแล้วในบ้านหลังนี้ผมเข้าไปพูดคุยกับยายอยู่นาน แต่ผมจำได้แค่ประโยคเดียวคือ ผมถามยายไปว่า “ทุกคนที่นี่มีโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในกรงแบบนั้นทุกคนใช่หรือป่าว” คำตอบที่ผมได้คือ “ใครหลงๆลืมๆก็คงต้องเข้าไปหมด แต่ยายอยากตายก่อนที่จะหลงๆลืมๆเลยซะดีกว่า” ผมไม่รู้ว่าทำไมแกอยากตายก่อน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะญาติพี่น้องไม่ดูแล หรือว่าสถานสงเคราะห์แห่งนี้ดูแลไม่ดีหรือว่าทั้งสองอย่าง แต่จะมีใครรู้ตัวในเวลาที่สมองไม่รับรู้อะไร จำอะไรไม่ได้ เมื่อถึงเวลาผมว่ายายท่านนี้ก็คงลืมคำพูดตัวเองแกคงต้องเข้าไปอยู่ในกรงนั้นก่อนได้จากโลกนี้ไปแน่นอนถ้ายายแกไม่เจ็บป่วยเพราะโรคตรอมใจไปซะก่อน

ผมสังเกตดูในบ้านหลังนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ดูแลไม่กี่คนคงดูแลได้ไม่ทั่วถึง เลยต้องทำกรงขังไว้อย่างนั้น ในขณะที่เพื่อนร่วมงานที่บริษัทหลายคนกำลังคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่อยู่นั้นผมพลันหยุดภาพเหตุการณ์ อย่างกะทันหันนึกถึงใครบางคนที่อยู่ทางบ้านนับย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาเขาเป็นผู้ที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่แรกเกิด ที่เป็นเช่นนี้เพราะพ่อแม่ผมไปทำงานไกลบ้าน ทำไห้ผมต้องอยู่กับผู้เป็นย่ามาโดยตลอด ถึงวันนี้ย่าล้มป่วยด้วยโรคชรา เข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ส่วนผมก็ไม่มีโอกาสได้ดูแลย่าอย่างเต็มที่ ที่สำคัญผมยังไม่ได้บวชแทนคุณเลย วันนี้อาจเป็นวันที่ตอกย้ำให้ผมนึกถึงย่าที่สุด แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าย่าคงอยู่กับผมอีกไม่นาน คงไม่มีอะไรมาฉุดรั้งความชราภาพลงได้ สภาพย่าผมไม่แตกต่างอะไรกับคุณยายที่นอนอยู่ในห้องเล็กๆ ด้านหน้าผมตอนนี้หรอก ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมต้องแยกคุณยายท่านนี้ออกจากท่านอื่นๆ ที่สำคัญยายแกไม่ได้ถูกขังกรง

ห้องนี้เป็นห้องเล็กๆ ไม่มีประตูปิด เดินเข้าเดินออกได้อย่างสบาย เวลานั้นยายแกกำลังกินขนมปังอยู่ ซึ่งผมสังเกตดูแล้วมันแข็งมากๆ แต่ยายท่านนี้ก็ยังฝืนกินเข้าไป ผมยืนดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินเข้าไปหาพร้อมกับเพื่อนสาวที่ร่วมงานอยู่ด้วยกัน ทันทีที่เดินเข้าไปถึง ผมสองคนก็ช่วยกันป้อนขนมป้อนน้ำ หลายคำถามที่ผมถามแกไปผมได้คำตอบกลับมาไม่กี่ประโยค แกบอกว่าลูกทำงานกันหมดไม่มีใครมาเยี่ยม ที่สำคัญก็ไม่อยากให้มาเพราะมาแล้วก็เสียการเสียงาน แกบอกว่าลูกเป็นห่วงแกมากอยากจะมาเยี่ยม แต่แกห้ามไม่ให้มา ผมฟังแล้วก็รู้สึกแปลกพิกลเหมือนแกพูดปลอบใจตัวเอง ผมคุยอยู่กับแกเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนกลับแกสั่งว่าให้เอาของทุกอย่างมาไว้ที่เก่า ผมก็จัดเข้าที่ครบทุกอย่าง แกเอามือคลำดูแกก็บอกว่าของไม่อยู่ที่เดิมเอาไว้ที่เดิมให้แกหน่อยเดี๋ยวหาไม่เจอซึ่งตอนนั้นน้ำเสียงแกก็ดังขึ้นเหมือนไม่พอใจ ผมก็พยายามจัดของเข้าที่ตามเดิมอีกครั้งตามที่ยายแกบอก หลังจากจัดเสร็จแกก็บอกว่าแกตาบอด “บอดทั้งสองข้างเลยหรอครับ” ผมถามออกไปด้วยความตกใจ “ใช่ บอดทั้งสองข้างเลย” ยายแกตอบสวนกลับมา ผมยืนดูแล้วยายแกตาบอดแต่ดวงตายังใสเหมือนคนตาดี ยืนคุยมาตั้งนานผมยังไม่รู้เลย แกคงบอดเพราะโรคชรา โรคนี้น่ากลัวจริงๆ รักษาก็ไม่หาย ทำได้เพียงให้อาการบรรเทาลงเท่านั้น

คุณยายหลายคนยังไม่เคยแต่งงาน ตัวคนเดียวไม่มีญาติพี่น้อง ถึงเวลานี้ก็ไม่มีใครดูแล แต่ธารน้ำใจอย่างพวกเราที่หลั่งไหลเข้ามาบ่อยครั้งก็ทำให้คุณยายมีกำลังใจสู้ต่อ ถึงแม้ว่าจะไหลมามากเกินจนบางครั้งไม่มีเวลาพักผ่อน คำตอบที่ผมตามหามาโดยตลอดผมก็ได้พบได้เจอ มันพอทำไห้ผมรู้ถึงเหตุผลว่าทำไมถึงห้ามถ่ายรูปก่อนได้รับอนุญาต หลายสิ่งหลายอย่างที่ดำเนินไปด้วยความจำเป็นหลายประการ บางสิ่งบางอย่างไม่มีเหตุผลอยู่ในคำตอบ และหลายเหตุการณ์ที่ผมถ่ายทอดสู่ตัวอักษรที่ผ่านเหตุการณ์จริง เพียงเพื่ออยากให้นึกถึงคนที่เคยดูแลเรามา เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องการคนดูแล คนที่ดูแลเขากับไม่ใช่ญาติพี่น้อง ซึ่งเขาไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง มิหนำซ้ำยังมีบางท่านที่ถูกทิ้งไห้อยู่ลำพังนอกสถานสงเคราะห์ หลายคนคงนึกว่าตัวเองไม่มีเวลา เวลาของหลายคนคงมีไว้เพื่อเสียใจในวันที่เขาเหล่านี้จากเราไปเพียงเท่านั้น อักษรที่ผมใช้เป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพถึงแม้จะไม่เห็นภาพที่ชัดเจนเท่ากับกล้องดีๆราคาแพง แต่ผมเชื่อว่าจะทำไห้ใครหลายคนเห็นความรู้สึกของตัวเองชัดเจนมากขึ้น

แต่สำหรับผมนั้นการได้มาอยู่ออย่างนี้ในที่ที่ตัวเองไม่อยากให้ญาติพี่น้องมาอยู่ ผมคิดว่าผมเห็นภาพชัดเจนมากกว่าผู้ใด และก็ไม่ได้ทุกข์ใจเท่าไรนัก จะทำอย่างไรได้ในเมื่อ ลูกชายและลูกสาวผมไม่มีเวลาดูแลเขาทำงานกันหมด จะมาเยี่ยมก็เสียเวลางาน ผมเลยห้ามไม่ให้มาเยี่ยมบ่อยๆ เห็นเขาสองคนมีครอบครัวที่อบอุ่นมีการมีงานดีๆทำ ผมก็สุขใจ คนที่นี่เขาก็ดูแลผมเป็นอย่างดี ข้าวน้ำก็ได้กินไม่เคยผิดเวลา แต่ผมเองก็นิสัยเคยตัว ดันอยากกินตอนที่เขาไม่ให้กิน นึกแล้วก็ท้อใจ กลืนอะไรไม่ค่อยลง




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2550    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2550 21:29:18 น.
Counter : 412 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

ศิลป์ใจ
Location :
สระบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




******###@###*****
...เรื่องราวมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เลือกเรื่องเล็กๆที่เป็นช่องว่างของสังคม มา ตัด เสริม เติม แต่ง ซึ่งอาจเหลือความจริงเพียงน้อยนิด และเรื่องราวเหล่านี้อาจทำให้ใครหลายคนก้าวเข้าไปถึง ช่องว่างที่ใครหลายคนอาจไม่เคยเห็น...
*******************
*****###@###******
...งานเขียนใน Weblog นี้เป็นของ ศิลป์ใจ ศิริกาลกุล ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗...
*******************
Friends' blogs
[Add ศิลป์ใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.