bloggang.com mainmenu search



ทำไมผมจึงเชื่อว่าร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ จะส่งเสริมให้มีการฟ้องร้อง มากยิ่งขึ้น ทั้งทางแพ่งและอาญา

นายแพทย์ วิสุทธิ์ ลัจฉเสวี
วท.บ.พบ.วว.(ศัลยศาสตร์)
นบ.(เกียรตินิยม), ประกาศนียบัตรวิชาว่าความสภาทนายความ
ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร



1) ก.ม.ฉบับนี้ผู้ที่ริเริ่มร่างและผลักดันอย่างเอาการเอางานต่อเนื่องและเป็นระบบก็คือ กลุ่มเอ็นจีโอและเครือข่าย โดยร่วมมือกับกลุ่มแพทย์ตระกูล ส. ที่ไม่ได้ทำการรักษาผู้ป่วยแล้ว โดยมีพฤติกรรมเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนหลายครั้งในการฟ้องหมอเป็นอาชีพอยู่แล้ว


2) ชื่อก.ม.ก็บอกอยู่แล้ว.............คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
= ผู้ให้บริการสาธารณสุขก่อให้เกิดความเสียหาย
= ผู้ให้บริการสาธารณสุขกระทำละเมิด
= ผู้ให้บริการสาธารณสุขเป็นจำเลย
= ผู้ให้บริการสาธารณสุขต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน


3) ตามมาตรา5 , มาตรา6 , ประกอบมาตรา27 วรรค1 ตีความได้ว่า ถ้าคณะกรรมการฯจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อใด ผู้ให้บริการสาธารณสุขจะมีความผิดตามมาตรา6 ทันที ก็จะเป็นประเด็นนำไปสู่การฟ้องร้องได้ เพราะเห็นความได้เปรียบในข้อกฎหมายและคณะกรรมการฯซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกัน ก็พร้อมจะไปเป็นพยานให้ในชั้นศาล


4) ตามมาตรา 34 วรรค 1 กรณีผู้เสียหายไม่ยินยอมรับเงินชดเชย เปิดโอกาสให้ฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลได้ และบัญญัติว่า “ให้สำนักงานยุติการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ และผู้เสียหายหรือทายาทไม่มีสิทธิ์ที่จะยื่นคำขอตามพระราชบัญญัตินี้อีก”

แต่ในวรรค3 กลับเขียนว่า “หากศาลยกฟ้อง.....คณะกรรมการอาจพิจารณาจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งข้อความในวรรค3 ขัดแย้งกับวรรค1เพราะผู้เสียหายหมดสิทธิ์ยื่นคำขอไปตั้งแต่ปฏิเสธเงินชดเชยและได้ยื่นฟ้องแล้ว ไม่ควรจะได้สิทธิ์ในค่าเสียหายอีกเมื่อศาลยกฟ้อง

และการหมดสิทธิ์ยื่นคำขอตามมาตรา34 วรรค1 ก็ย่อมครอบคลุมไปถึงสิทธิในมาตรา37 ด้วยคือหมดสิทธิ์ยื่นคำขอรับเงินชดเชย ในกรณีสารสะสมที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการเพราะมาตรา34 วรรค1 ใช้คำว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะยื่นคำขอตามพระราชบัญญัตินี้อีก


5) ในมาตรา 35 ส่งเสริมให้ฟ้องคดีต่อศาลได้ แม้ขณะกำลังพิจารณาคำขอรับเงินค่าเสียหายอยู่ หรือสามารถฟ้องคดีต่อศาลก่อน แล้วค่อยกลับมายื่นขอรับเงินค่าเสียหายอีกทีก็ได้

ซึ่งทั้งสองกรณีจะได้เงินช่วยเหลือเบื้องต้น และถ้าศาลยกฟ้องในภายหลังก็อาจพิจารณาจ่ายค่าเสียหายได้อีกตามมาตรา34วรรค3


6) ในบทหลักการและเหตุผลได้กล่าวถึง “กรณีถูกฟ้องคดีอาญาข้อหากระทำการโดยประมาทด้วย”

และในหมวด๗ ตั้งชื่อหมวดว่า “การฟ้องคดีอาญาและบทกำหนดโทษ”
มาตรา45 “ในกรณีที่ผู้ให้บริการสาธารณสุขถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาฐานกระทำการโดยประมาท เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการสาธารณสุข หากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิด ให้ศาลนำข้อเท็จจริงต่างๆของจำเลยเกี่ยวกับ
- ประวัติ
-พฤติการณ์แห่งคดี
-มาตรฐานทางวิชาชีพ
- การบรรเทาผลร้ายแห่งคดี
-การรู้สำนึกในความผิด
-การที่ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม มาตรา33(ยินยอมรับเงินชดเชย)และมาตรา39 (ตกลงไกล่เกลี่ยในเรื่องอื่น)
- การชดใช้เยียวยาความเสียหาย
-และการที่ผู้เสียหายไม่ติดใจให้จำเลยได้รับโทษ
-เหตุผลอื่นๆอันสมควรมาพิจารณาประกอบ

ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใด หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้

ความหมายของหมวด 7 และมาตรา 45 นี้ก็คือ

(1) ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้การรับรองให้มีการฟ้องคดีอาญา เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ และถือว่าเป็นกฎหมายเฉพาะฉบับแรกและฉบับเดียวในประวัติศาสตร์ที่บัญญัติไว้เช่นนี้

ซึ่งเดิมทีการฟ้องอาญานั้นมีน้อยมากและต้องฟ้องจากหลักกฎหมายทั่วไป ว่าด้วยกระทำการโดยประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา59 ประกอบมาตรา291 (ตาย)และมาตรา300(อันตรายสาหัส) ซึ่งหลักกฎหมายอาญา ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้ให้บริการสาธารณสุขกระทำผิดจริงโดยไม่มีข้อสงสัย และมีกฎหมายอาญามาตรา172,174,175. เกี่ยวกับการแจ้งความเท็จ หรือการฟ้องเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา และมาตรา326, 328 เกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งสามารถถูกฟ้องกลับได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้จะฟ้องต้องคิดให้หนักก่อนฟ้องอาญา

แต่ถ้ามีกฏหมายเฉพาะแบบนี้ ในชั้นพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการสามารถมีความเห็นสั่งฟ้องได้ง่ายขึ้น หรือในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในศาลก็สามารถอ้างอิงกฎหมายฉบับนี้ได้

( 2) ข้อความในเหตุแห่งการบรรเทาโทษนั้นเห็นได้ว่าแม้จะมีการชดใช้เยียวยาความเสียหาย หรือมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว ก็ยังสามารถ ฟ้องร้องต่อได้อีกในคดีอาญา และ เหตุแห่งการบรรเทาโทษนี้ ก็มีบัญญัติไว้นานแล้วใน ป.อาญา มาตรา78และศาลก็นำมาใช้เป็นปกติอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลใด ที่ต้องบัญญัติขึ้นมาอีกให้ดูเหมือนมีความหวังดีต่อวงการสาธารณสุข

(3) การบัญญัติข้อความในมาตรา45 นี้ เปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่ายๆก็คือเหมือน คนใช้ในบ้านแอบเปิดประตูบ้านให้โจรเข้ามาจี้เจ้าของบ้าน เสร็จแล้วคนใช้ก็บอกเจ้าของบ้านว่า ให้พูดจาดีๆ ทำตัวให้เรียบร้อยกับโจรหรือยอมสำนึกผิดกับโจรซะ เพื่อโจรจะได้เห็นใจและเหลือเงินหรือทรัพย์สินไว้บ้าง ไม่เอาไปจนหมด แล้วคนใช้ก็กลับมาทวงบุญคุณเอากับเจ้าของบ้านว่า เป็นผู้มีส่วนช่วยทำให้โจรใจอ่อนไม่เอาทรัพย์สินไปจนหมด ถือว่าเป็นการช่วยเจ้าของบ้านซะอีกโดยไม่ได้ดูถึงพฤติกรรมการแอบพาโจรเข้าบ้านของตัวเองเลย


7) คณะกรรมการฯจะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์การมาใช้สิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหาย จะทำให้มีผู้มาร้องเรียนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องน้อย เพราะเห็นช่องทางที่จะได้เงิน และ ไม่ว่าคณะกรรมการฯจะจ่ายเงินหรือไม่จ่าย หรือจ่ายแต่ไม่พอใจจำนวนเงิน ก็ล้วนแล้วแต่นำไปสู่การฟ้องร้องทั้งสิ้น และผู้ให้บริการสาธารณสุขในฐานะผู้ปฏิบัติงานก็จะถูกดึงเข้ามาเป็นจำเลยเสมอ


8) กรณีเรื่องอายุความตามมาตรา 25 และมาตรา 37 ที่กำหนดว่า...... ภายใน 3 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ให้บริการสาธารณสุข ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน10 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย

ทั้ง 2 มาตราสรุปได้ว่า “ไม่มีอายุความ”เพราะผู้เสียหายจะอ้างได้เสมอว่าเพิ่งรู้ถึงความเสียหายแม้เวลาจะผ่านไปกี่ปีแล้วก็ตามเปรียบได้ว่าถ้าให้การรักษาคนไข้ไป

เมื่อใดก็ตาม ผู้ให้การรักษาจะต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนไข้ไปตลอดชีวิต เพราะคนไข้นึกอยากจะฟ้องเรียกค่าเสียหายเมื่อใดก็ได้ โดยอ้างว่าเพิ่งรู้ถึงความเสียหาย


9) การยืดอายุความออกไปโดยไม่มีกำหนดเช่นนี้ ขัดต่อหลักความเป็นธรรมทางกฎหมาย (หลักEquity) และถือเป็นการเลือกปฏิบัติเฉพาะกับผู้ให้บริการสาธารณสุขเท่านั้น ซึ่งจะกระทำมิได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา30
การกำหนดอายุความมีเหตุผลที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ เป็นนิตินโยบาย(Legal Policy) ของรัฐ เพื่อดำรงความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในการอ้างสิทธิของบุคคล อันเป็นการห้ามปรามมิให้มีการนำเรื่องราวที่เกิดมาเนิ่นนานแล้ว มาเรียกร้องต่อกันเพราะพยานหลักฐานจะสูญหาย เสื่อมสภาพหรือคลาดเคลื่อน ส่งผลให้การวินิจฉัยข้อพิพาทไม่อาจเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง และการที่อายุความยาวนานขึ้นโอกาสในการฟ้องร้องกันก็เพิ่มมากขึ้น


10) ในมาตรา 37 แม้จะตกลงทำสัญญาประนีประนอมกันแล้ว ผู้เสียหายก็ยังมีสิทธิยื่นคำขอรับเงินชดเชยได้อีกไม่จำกัดเวลา และ ถ้าไม่พอใจเงินชดเชย ก็มีสิทธิฟ้องร้องได้อีกตามมาตรา34วรรค1 และ ถ้าศาลยกฟ้อง ก็กลับมารับค่าเสียหายได้อีกตามมาตรา34วรรค3 การเรียกร้องก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่จบสิ้น

การเรียกร้องค่าเสียหายและการฟ้องร้องก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ขณะที่สังคมก็จะวุ่นวายไม่รู้จบอันเป็นผลมาจากร่างกฎหมายฉบับนี้

จะเกิดอาชีพใหม่คือรับเป็นนายหน้าพาคนมาเรียกร้องค่าเสียหายพอ ได้เงินแล้วก็แบ่งกัน หรือ เป็นช่องทางให้ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องจำนวนเงินค่าเสียหายกระทำการทุจริตได้เพราะการพิจารณาจ่ายเงินหรือไม่ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการ เหมือนเป็นการตั้งโต๊ะแจกเงินกันเองโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาที่มีมาตรฐานเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย


****************



Create Date :19 สิงหาคม 2553 Last Update :19 สิงหาคม 2553 19:56:25 น. Counter : Pageviews. Comments :0