★ Noise ... เสียงจากออสเตรเลีย (2007)






ข่าวการเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ดูจะไม่เคยได้เลือนหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์บ้างเลย นับตั้งแต่มีกรณีที่เป็นข่าวโด่งดังเมื่อปี พ.ศ. 2542 ที่เกิดกับโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ รัฐโคโลราโดของสหรัฐอเมริกา หรือหนุ่มเกาหลีก่อคดีกราดยิงภายในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค เมื่อ เม.ย. 2550 และสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เองก็เกิดเหตุคนร้ายขับรถกราดยิงผู้คนกลางท้องถนนในอเมริกาและนับจากนั้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็เกิดเหตุโศกนาฎกรรมหมู่ขึ้นในเมืองวินเนนเดน ประเทศเยอรมันนี จากการที่มีเด็กหนุ่มเข้ากราดยิงครูและนักเรียนในชั้นเรียน

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเช่นนี้เมื่อตกอยู่ในความสนใจของประชาชน การทำงานของเจ้าหน้าตำรวจในการสืบหาตัวฆาตกรมารับโทษหรือค้นหาสาเหตุและแรงจูงใจจึงมักถูกดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่บางคดีเช่นคดีลูกหนี้ใช้ขวานจามศรีษะเจ้าหนี้ ในเขตยานนาวา กทม. ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกค่อนแคะว่าทำงานล่าช้าไม่มีความคืบหน้าใดๆ ตลอดระยะเวลาร่วม 20 วัน

ประเด็นประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจถูกหยิบจับมาสร้างเป็นหนังมีก็มาก แตกแขนงไปได้หลายแนวทั้งตลก (Hot Fuzz, 2007) เขย่าขวัญ (Insomnia, 2002) ชีวิต (Infernal Affairs,2006) เงื่อนงำซับซ้อน (L.A. Confidential,1997) หรือล้ำสมัย (Minority Report, 2002) แต่กับ Noise หนังจากประเทศออสเตรเลียเรื่องนี้มีความพิเศษจากหนังแนวตำรวจตามตัวอย่างข้างต้นอยู่พอสมควร หนึ่งความแตกต่างที่ชัดเจนก็คือ ความแข็งขันในการทำงาน

หนังเปิดเรื่องที่ ลาวีเนีย (ไมอา โธมัส) หญิงสาวคนหนึ่งถูกตำรวจรวบตัวไว้หลังจากเธอเป็นผู้รอดชีวิตคนเดียวทั้งยังตกเป็นผู้ตองสงสัยในเหตุฆาตกรรมหมู่ท่ามกลางศพเกลื่อนกลาดนับสิบในตู้รถไฟขบวนหนึ่ง ไม่นานเธอก็ถูกปล่อยตัวพร้อมรับกระเป๋าสะพายที่ลืมไว้บนรถไฟ ยกเว้นกรอบรูปภาพถ่ายครึ่งตัวของเธอเท่านั้นที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าไม่พบในที่เกิดเหตุ






ในค่ำเดียวกัน ขณะที่ แกรห์ม (แบรนแดน โคเวล) นายตำรวจหนุ่มกำลังปฏิบัติหน้าที่เดินตรวจตราความเรียบร้อยบริเวณสถานีรถไฟ แต่จู่ๆก็ล้มฟุบหมดสติขณะใช้บันไดเลื่อนของสถานี เช้าวันรุ่งขึ้นเขาถูกพิจารณาลดระดับการทำงานแม้จะมีใบรับรองจากแพทย์มายืนยันว่าเขามีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับหูและการได้ยิน แกรห์มถูกส่งไปลงพื้นที่ชุมชนใกล้เคียง มีสำนักงานชั่วคราวเป็นรถพ่วง หน้าที่ของเขาคือสอบถามหรือให้และขอข้อมูลต่างๆ กับผู้ผ่านไปมาในละแวกนั้นเนื่องจากมีเหตุหญิงสาวรายหนึ่งถูกฆาตกรรมและจุดที่รถพ่วงจอดอยู่นี้คือจุดที่มองเห็นร้านขายของชำซึ่งเป็นที่สุดท้ายที่มีคนเห็นเธอก่อนจะหายตัวไปและถูกพบเป็นศพอยู่ข้างทาง

ฟิล ผู้โชคดี (Lucky Phil) (แอรอน แมคลัฟลิน) ฉายาของเด็กหนุ่มผู้พิการคนหนึ่งในชุมชน เป็นพยานหนึ่งปากที่เห็นศพหญิงสาว เขาจึงถูกนำตัวมาให้นายตำรวจใหญ่และเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยหญิงอีกคนเป็นคนสอบปากคำ

อีกด้านหนึ่ง หัวหน้าหน่วยสอบสวนสืบสวนพาลาวีเนียไปทำแผนประกอบคดีการฆาตกรรมหมู่ ด้วยความที่เธอยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยจึงโดนคาดคั้นรีดให้เรียกความทรงจำในวันเกิดเหตุมาให้ได้ทั้งหมด ดังนั้นข้อมูลที่มีมาเพิ่มคือมีผู้ชายอีกคนที่รอดชีวิตในวันนั้นแต่เป็นเขาที่ใช้ปืนของเจ้าหน้าที่บนรถไฟยิงซ้ำที่ร่างผู้ตายแล้วบ่ายกระบอกปืนมาทางเธอแต่ตัดสินใจไม่ลั่นไกแล้วหนีไป

จากนั้นลาวีเนียถูกนำไปชี้ตัวคนร้ายผ่านห้องกระจก เธอชี้เลือกได้ทันทีว่าผู้ชายหมายเลขใดเอาปืนจ่อเธอในคืนนั้น

คราวหนึ่งที่แกรห์มนั่งคุยกับ ดีน แฟนหนุ่มของหญิงสาวผู้ตายอยู่ในรถพ่วง เป็นดีนที่ได้ยินเสียงคนทะเลาะวิวาทกันข้างนอก ทั้งสองจึงวิ่งออกไปดูแต่เมื่อกลับมาปรากฏว่ามีกรอบรูปภาพของลาวีเนียที่ถูกพ่นสีสเปรย์ทับด้วยคำขู่ฆ่าวางไว้หน้าประตู ไม่แคล้วที่แกรห์มจะถูกตำหนิจากเจ้านายโทษฐานคนร้ายยังลอยนวลแถมแอบมาป้วนเปี้ยนอยู่ละแวกนี้ด้วย



- - -



Noise เป็นหนังที่มีส่วนผสมของความเป็นหนังเขย่าขวัญอยู่เพียงส่วนหนึ่งทั้งๆ ที่มีเหตุสะเทือนขวัญรุนแรง หากแต่จะมีความเป็นหนังชีวิตอยู่มากกว่า หนังดำเนินเรื่องแบบค่อยเป็นไปไม่หวือหวากระชากอารมณ์ประกอบกับเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดในเวลากลางคืน งานด้านภาพและแสงจึงส่งให้หนังทั้งนิ่งและหม่น การออกแบบเสียงเพื่อใช้กับความบกพร่องของหูก็อยู่ในระดับที่น่าสนใจ (เพราะผู้เขียนมีความชำนาญเรื่อง Sound อยู่น้อยมาก...)

เสียงหวีดวิ๊งก้องในโสตประสาทของแกรห์มที่เกิดขึ้นเป็นบางครั้งอาจเทียบได้กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวแบบเกินควบคุม ความบกพร่องของร่างกายยังชวนชี้ให้ขบคิดต่อว่าจริงๆ แล้วมันส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของเขาหรือคนอื่นบ้างหรือไม่ เหมือนอย่างการทำงานของตำรวจหญิงคนหนึ่งที่เป็นโรคปากแหว่ง/เพดานโหว่ หรือเด็กหนุ่มผู้มีภาวะทางร่างกายอัมพาตคนนั้นที่มีสมุดจดบันทึกนับสถิติรถพ่วงแยกว่าจดทะเบียนและไม่จดทะเบียนของชุมชน หรือในฉากหนึ่งที่ฟิลถามแกรห์มว่ารู้จักชื่อเขาได้อย่างไร เขาตอบว่า “ตำรวจรู้ทุกอย่างแหละ” ฟิลจึงถามต่อว่าแล้วใครเป็นคนฆ่าผู้หญิงคนนั้น ซึ่งแกรห์มก็ได้แต่กระอึกกระอักและตอบว่ายังไม่รู้

ความหละหลวมในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจเรียกมาให้ลาวีเนียชี้ตัวนั้นมีโอกาสได้เห็นเอกสารสำคัญที่บ่งว่าเธอคือผู้มาชี้ตัวคนร้าย หลังจากนั้นเธอเลยโดนคนร้ายสะกดรอยตาม หรือแม้กระทั่งการที่ตำรวจมั่นใจว่าคนชายที่ลาวีเนียชี้ตัวนั้นคือคนร้ายจริงๆ เพราะท้ายสุดแล้วคนดูจะรู้ว่าเป็นการชี้ผิดตัว การชี้ผิดตัวหมายถึงการทำให้ชีวิตของคนคนหนึ่งเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ประหนึ่งเป็นการทำลายชีวิตของคนคนนั้นไปเลย

ไม่เพียงแต่จะนำเสนอเรื่องการทำงานของตำรวจเท่านั้น หากหนังยังสอดไส้ความเป็น “ออสเตรเลีย” ไว้อีกหลายจุดด้วยเช่นเรื่องของความหลากชาติพันธุ์เนื่องจากออสเตรเลียเป็นประเทศที่รวมคนไว้หลายเชื้อชาติ มีการรับผู้อพยพเข้าประเทศมากจนกลายเป็นปัญหา ประเด็นนี้ถูกสื่อสารผ่านการสนทนาระหว่างแกรห์มกับผู้คนที่เขาเรียกมาสอบถามด้วยการเน้นย้ำการสะกดชื่อทีละตัวอักษร(เน้นความมีตัวตน) ทั้งแกรห์มยังมีความคลางแคลงใจถามเพื่อนตำรวจว่าเวลาจองชื่อโรงแรมใช้ชื่อไหนจอง หรือการพูดถึงละแวกที่รถพ่วงจอดนี้ก็มีชาวมุสลิม กรีก และสโลเวเนีย เป็นเพื่อนบ้าน






ภาพข่าวทางโทรทัศน์ที่ต่อจากการรายงานว่าทราบชื่อผู้ตายที่เป็นหญิงคนนั้นแล้ว เป็นภาพข่าวของเพลิงที่ลุกไหม้ในป่า ซึ่งออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้นทุกปี และไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ปัจจุบันนี้ประเทศออสเตรเลียทำสถิติแซงหน้าอเมริกาเรื่องการมีประชากรที่เป็นโรคอ้วนมากที่สุด หนังสื่อผ่านด้วยบทสนทนาของตำรวจหญิงที่ได้อ่านรายงานการเสียชีวิตของผู้หญิงนั้น สินค้าที่เธอซื้อจากร้านสะดวกซื้อคือ ไดเอทโค๊ก และอีกด้านหนึ่งคือแกรห์มมักจะเปิดโทรทัศน์รายการสอนการออกกำลังกาย การรักษารูปร่างและบางครั้งยังแสดงท่าบังคับที่ใช้ในการประกวดชายรูปงามให้แฟนดูอีกด้วย

Noise เป็นผลงานการกำกับฯของ แมทธิว ซาวีล ซึ่งกำกับหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 3 ผลงานก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เป็นการกำกับภาพยนตร์ชุดทางทีวีเสียมากกว่า

และหนังเรื่องนี้เป็นตัวแทนจากประเทศออสเตรเลียปี 2007 เพื่อเข้าชิงรางวัล Grand Jury Prize สาขา World Cinema – Dramatic ของเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ ปีเดียวกับที่ Once (2006) เป็นตัวแทนจากประเทศไอร์แลนด์ มี Blame It on Fidel! (2006) จากประเทศฝรั่งเศสร่วมเข้าชิงในสาขาเดียวกัน และอกหักไปเหมือนกัน โดยผู้ชนะในปีนั้นคือ Padre Nuestro (2007) จากอเมริกา





: Please welcome :

ขอเชิญ ทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็นต่อหนังหลากเรื่องหลายแนว ทั้งชนโรง ทั้งหนังแผ่น ร่วมกับบล็อกเกอร์คนรักหนังอีก 5 ท่านได้ที่ //vreview.yarisme.com ค่ะ









Create Date : 21 มีนาคม 2552
Last Update : 21 มีนาคม 2552 16:09:23 น. 24 comments
Counter : 1734 Pageviews.

 

★ ชมตัวอย่างหนังเรื่องนี้



โดย: renton_renton วันที่: 21 มีนาคม 2552 เวลา:16:02:47 น.  

 
น่าดู...หน้าท่าจะเข้าทางผมมากเลย :)


โดย: ต้องบอกด้วยเหรอ วันที่: 21 มีนาคม 2552 เวลา:17:09:36 น.  

 
ทำไมพี่ซาริ่มรู้ว่ามีหนังเรื่องนี้ครับ ติดตามจากไหนครับ


โดย: Ghoeby วันที่: 21 มีนาคม 2552 เวลา:19:16:31 น.  

 
โปสเตอร์หนังสวยทีเดียวครับ

น่าดูๆ


โดย: เอกเช้า IP: 124.120.192.240 วันที่: 22 มีนาคม 2552 เวลา:0:16:36 น.  

 
ไม่สันทัดเช่นกัน แหะๆๆ (แต่ไปหาเนื้อพาเพลงมาแปะไว้ที่บล็อคล่ะ)

นอกจากเพลงจะให้ความรู้สึกย้อนยุคแล้ว ตัวเพลงเองก็ย้อนยุคไปไม่ใช่น้อยน่ะ หึหึ เรียกว่าเป็นยุคสมัยเรายังใส่กระโปรง เอ้ย กางเกงฟ้า-เสื้อขาวเลย ^^

แต่เอนทรี้นี้เดี๋ยวจะมาอ่านอีกทีนะ ง่วงซะแล้วสิ... (แต่ดูชื่อหนังตอนแรก คิดว่าเป็นหนังของ ทิม ร๊อบบินส์ ที่เราเพิ่งดูไปเลย ซึ่งเป็นเรื่องเดี่ยวกับผู้ชายขี้รำคาญ ทนเสียงหนวกหูไม่ได้...)


โดย: BloodyMonday วันที่: 22 มีนาคม 2552 เวลา:1:49:24 น.  

 
เหตุเกิดประเทศเยอรมันนี
แต่หัวเรื่อง้ขียนว่า เสียงจากออสเตรเลีย นิครับ


โดย: Ghoeby วันที่: 22 มีนาคม 2552 เวลา:16:32:59 น.  

 
แปะ แปะ มาปรบมือให้ เยี่ยมเล๊ยยย

เฉียบบเหมือนเดิ๊มมมมมมมมม


โดย: Bernadette วันที่: 22 มีนาคม 2552 เวลา:16:49:19 น.  

 
ต้องบอกด้วยเหรอ
^^

Ghoeby
หากว่ากันเฉพาะหนังเรื่องนี้ คำตอบคือ พี่ตามโปสเตอร์หนังมาค่ะ หุหุ
เผอิญว่าไปเห็นโปสเตอร์หนังเรื่องนี้จากที่ไหนสักแห่ง เห็นมันสวยดีเลยอยากรู้ว่าหนังเขาเกี่ยวกับอะไร
ก็เลยได้ดู ก็เลยได้รู้ ค่ะ

ส่วนระหว่างประเทศเยอรมันนีกับออสเตรเลียที่น้องสงสัยนั้น
รบกวนอ่านอีกทีที่ย่อหน้าที่ 3 นะคะ ^^

เอกเช้า
เห็นด้วยค่ะ สวยค่ะ
ได้รู้จักเรื่องนี้ก็เพราะตะลึงในอารมณ์ของโปสเตอร์เนี่ยแหละค่ะ ^^

BdMd
อ่าเห็นละ ขอขอบใจนะ อย่างน้อยก็คุ้นกว่าภาษาญี่ปุ่นแหละ หุหุ

Noise ที่ ทิม รอบบิ้นส์ แสดงนั้น เราก็หาแทบพลิกแผ่นดินเหมือนกันนะ
(ได้มาละ) เหตุเพราะเป็นผลงานการกำกับของตาเฮนรี่ บีน ผกก. ที่กำกับ The Believer (2001-ชอบมาก ขอโบก)
ที่พี่ไรอัน กอสลิ่ง แสดงไว้อ่ะ เลยอยากเห็นงานอื่นๆ ของ ผกก. ว่าเป็นไงบ้าง
เห็นบางบทวิจารณ์เมืองนอกให้หนึ่งดาวนะกับ Noise ของบีน มันไม่หนุกขนาดนั้นเลยเหรอฮื้อ !

Bernadette
แหมะ ^^"



โดย: renton_renton วันที่: 22 มีนาคม 2552 เวลา:20:08:01 น.  

 

หนังน่าสนใจนะครับ แต่ไม่รู้จะหาดูยังไง


สำหรับ Watchmen

ถ้าลองไปดูหนัง แล้วจะพบว่า รายละเอียดในหนังมันเยอะมากครับ ที่เขียนมานี่ไม่ถึง 1 ใน 10 ด้วยซ้ำ



ส่วนที่เขียนเยอะแยะ จริงๆ ไม่ได้ลงลึก หรือ ลึกซึ้งอะไร

แค่วิเคราะห์นิสัยตัวละคร กับ วิจารณ์ลงไป


แต่ที่มันเยอะ เพราะผมแต่งเรื่องประกอบ เพิ่มลงไปเองครับ


โดย: navagan วันที่: 22 มีนาคม 2552 เวลา:23:21:46 น.  

 
เอ้า ผมตาถั่วซะนี่ ขอโทษครับ ผมอ่านไว บางทีก็พลาดไป แล้วพี่หาเรื่องนี้มาดูด้วยวิถีทางใดครับ


โดย: Ghoeby วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:8:20:52 น.  

 
ผมฝากข้อความหลังไมค์ให้ครับ


โดย: Ghoeby วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:8:26:12 น.  

 
สวัสดีครับคุณ renton_renton

หนังน่าสนใจมากครับ แต่คงหาดูไม่ได้ง่ายๆนัก

ปกติคุณซื้อหนังแนวนี้ที่ไหน เฮียคนนั้นในเน็ต หรือพี่คนโน้นที่ฟอร์จูน??

อ่านข่าวตอนแรกๆแล้วนึกถึงหนังที่ผมชอบอีกเรื่องนึง Bowling for Columbine


โดย: jonykeano วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:14:20:32 น.  

 
จะมาชมว่าเขียนได้ดีมากครับ ว่างๆ คงต้องขอยืมไปดูบ้าง หนังยุโรปนี่ไม่ค่อยได้ดูเลย หนังออสเตรเลียยิ่งซ้ำร้าย


โดย: Johann sebastian Bach วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:17:07:11 น.  

 
อยากดู Wendy and Lucy ครับ แต่ตอนนี้บิดจนตัวเกลียวแล้ว


โดย: Ghoeby วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:18:53:14 น.  

 
หนุกไหมเหรอ... อืมม สำหรับเราแล้วก็โอเคน่ะ หนังมีความตลกร้ายที่ร้ายพอตัวอยู่เหมือนกัน เราเข้าใจว่านักวิจารณ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ชอบ ก็เพราะการที่หนังมัน try to make a point อะไรสักอย่าง เพียงแต่ถ้ามองจากจุดยืนของหนังแล้ว มันไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรเลย (ซึ่งก็หมายความว่า มันไม่จำเป็นต้องออกมาแถลงการณ์ ให้เป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ก็ได้)

แต่ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่งน่ะ ว่าผู้กำกับต้องการตลบหลังพวกนักวิจารณ์อีกที ด้วยการตีแผ่หัวข้อที่ดูไร้สาระนี้แหละ ให้ออกมาดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆแล้วมันมีอะไร (เอ๊ะ ยังไง...) นั้นก็คือการที่บางที พฤติกรรมของมนุษย์มันก็ไม่เมคเซ้นส์ไปซะหมด สิ่งเล็กๆน้อยๆอย่างเช่น การคุยในโรงหนัง, การไม่เขยิบชิดในบนรถตู้ หรืออย่างที่เสียงงุ๊งงิ้งรบกวน ที่ทำให้พระเอกคลั่งอย่างในเรื่องนี้ คือสำหรับบางคนอาจจะคิดว่า "แกเป็นบ้าอะไร ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย" แต่บางคนก็อาจจะไม่ได้คิดอย่างนั้น ซึ่งหนังเรื่องนี้ ก็ทำมาเพื่อให้คนที่ไม่ได้คิดอย่างนั้น ให้เข้าใจถึงหัวอกคนที่คิดนั้นเอง

สรุปว่าเราอาจจะคิดไปเองทั้งหมด 555+ เรนตั้น ลองดูนะ แล้วบอกด้วยว่าคิดยังไง ^^


โดย: BdMd <3 Shibuya-kei IP: 124.120.66.177 วันที่: 23 มีนาคม 2552 เวลา:22:19:30 น.  

 
+ เป็นหนังที่ดู "มีประเด็น" (เหมือนยิ่งอ่านยิ่งหนักอึ้ง) ดีจ้า ซึ่งหนังแบบเนี้ยะ จะมีทั้งที่ผมชอบหรือไม่ชอบ อยู่ที่ว่าอารมณ์หนังมันออกมาเป็นแบบไหน แล้วเค้าทำออกมาได้ลงตัวขนาดไหน ... แต่สำหรับเรื่องนี้ ได้เข้าชิงรางวัลด้วย ก็น่าจะออกมาดีอ่ะเนาะครับ

+ แต่ดูเหมือนโครงสร้างของหนังเรื่องนี้จะซับซ้อนเหมือนกันนะครับ ถ้ามากเกินไป บางทีผมก็จับต้นชนปลายไม่ถูกเหมือนกันอ่ะครับ แหะๆ

+ อ่านข่าวยิงกันในโรงเรียน (ส่วนใหญ่เป็นมัธยม) แล้วก็ให้สลดใจ โลกคงเดินทางมาถึง "กลียุค" แล้วจริงๆ ตามพุทธทำนาย (สิ่งที่ผมกลัวมากกว่านั้นก็คือ ... สักวันหนึ่งมันอาจระบาดมาถึงบ้านเราอ่ะจิครับ)

+ มันมีอาชญากรรมบางประเภทที่ผมเคยจิ้นไว้เมื่อนานมาแล้ว แต่ก็เกิดเป็นจริงในที่สุด (ไม่ได้บอกว่าตัวเองจิ้นเก่งนะ แต่อาจเป็นลางสังหรณือยู่ลึกๆ อ่ะครับ) คือ
1. อาชญากรรมราวกับภาพยนตร์ที่แม้แต่หนังฮอลลีวูดก็ไม่คิดจะกล้าสร้างขึ้นมา (กลายเป็นเหตุการณ์ 911) และได้กลายเป็นวัตถุดิบแก่หนังอีกมากมายหลายเรื่องต่อมา

2. ผมเคยคิดว่าถ้าปีใหม่ ผู้คนฉลองๆ กันอยู่ แล้วเกิดมี "คนป่วนเมือง" ขึ้นมาล่ะ?!? ... และในที่สุด เมื่อหลายปีก่อนก็เป็นจริงจนได้ ที่บ้านเรานี่เองซะด้วย (ที่มีการระเบิดหลายจุดคืนวันฉลองปีใหม่)

... ดังนั้นก็ได้แต่ภาวนาว่าเรื่องยิงกันในโรงเรียนนั่น ขออย่าให้เป็นจริงในบ้านเราเลยอ่ะครับ


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:0:32:33 น.  

 
อุ๊ย โปสเตอร์สวยเตะตามากมาย
(ไม่แปลกใจพี่เรนตั้นจะตามไปจนหามาดูได้ในที่สุด ฮ่าๆ)
เรียบๆ แต่ดูน่ากลัวพิลึก สมกะที่พาดหัวว่า quiet exhiliration จริงๆ

จะว่าไป เรายังไม่ค่อยได้ตามดูพวกหนังที่เกี่ยวกับการฆ่าหมู่อะไรทำนองนี้เลยแฮะ ทั้ง Bowling for Columbine หรือว่า Elephant



โดย: nanoguy IP: 125.24.123.121 วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:17:55:16 น.  

 
เข้ามาเจอโปสเตอร์สะดุดกึกเลย รู้ตัวอีกทีอ่านจบซะละ ชอบ Bowling for Columbine แต่คงคนละอารมณ์กับหนังเรื่องนี้แน่ๆครับ ^^


โดย: Seam - C IP: 58.9.201.107 วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:18:28:11 น.  

 
รักนะหนังนอกกระแส แต่รู้สึกหาดูอยากเต็มทีแล้วครับ


โดย: Ghoeby วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:18:42:59 น.  

 
รักนะหนังนอกกระแส แต่รู้สึกหาดูอยากเต็มทีแล้วครับ


โดย: Ghoeby วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:18:42:59 น.  

 


โดย: พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:0:00:52 น.  

 
navagan
^^

jonykeano
บ้างก็ร้านพี่คนนั้น บ้างก็ร้านพี่ผู้หญิงคนนั้น
บ้างก็เนต บ้างก็ที่ฟอร์จูนค่ะ

Ghoeby
เรื่องนี้เจอจากเนตคับ

Johann sebastian Bach
ว่างเมื่อไหร่ก็...ด้วยความยินดีค่ะ

BdMd
มีจังหวะแล้วจะรีบดูนะ คิดยังไงแล้วจะโฉบไปแปะไว้จ่ะ ^^

บลูยอชท์
ไม่อยากให้เกิดขึ้นที่บ้านเราเหมือนกันค่ะ รวมทั้งที่อื่นๆ ด้วย สงสารคนที่ยังอยู่ญาติพี่น้องงี้ น่าเห็นใจ

nanoguy
Bowling for Columbine ก็ยังบ่อได้ดูเช่นกัน

Seam - C
^^

พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง
^^


โดย: renton_renton วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:14:11:29 น.  

 
เปลี่ยนภาพทำไมครับ น่ากลัวเป็นที่สุด


โดย: Ghoeby วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:17:34:09 น.  

 
ผมก็ดอง Bowling for columbine ไว้เหมือนกัน ไม่ได้ดูซักที ซื้อมาหลังจากดู Elephant แล้วชอบมากกรี๊ดสลบ แต่ตอนนี้ลืมแผ่นไว้ไหนแล้วก็ไม่รู้


โดย: ต้องบอกด้วยเหรอ วันที่: 27 มีนาคม 2552 เวลา:17:23:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Ottolife
Location :
อุบลราชธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Photobucket.Just wait until night then switch the light off
DeUsynlige (2008) Erik Poppe : : หนึ่งเป็นผู้ทำลาย หนึ่งเป็นฝ่ายสูญเสีย เวลาผ่านต่างฝ่ายต่างเริ่มชีวิตใหม่แต่ที่สุดแล้วโชคชะตาก็นำพาให้ทั้งสองต้องมาเผชิญหน้ากัน ~ ถึงพล็อตจะสามัญแบบนี้แต่หนังวางสถานการณ์ที่แสดงและเหตุการณ์ที่ซ่อนอยู่ได้หมาะกันดีมาก การถ่ายโอนตัวละครจุดศูนย์กลางของเรื่องจากคนหนึ่งไปคนหนึ่งก็ไหลลื่น เรื่องราวที่บรรจุความกดดันต่อสู้กับตัวเองของตัวละครก็เข้มข้น และ "โอกาส" เป็นสิ่งที่หนังขอให้เราเห็นเป็นสำคัญเพราะที่สุดแล้วเราจะเห็นว่าฝ่ายที่เคยสูญเสียกลับด้านมาเป็นผู้ทำลายบ้าง ทั้งหมดเป็นความละเอียดในอารมณ์ของผกก.ที่ทำออกมาได้น่าชื่นชมจริงๆ
Adventureland (2009) Greg Mottola : : เด็กหนุ่มพรหมจรรย์และเด็กสาวเมียเก็บนายช่างของสวนสนุกเกิดลังเลในความรู้สึกที่มีให้แก่กัน ครั้นจะจูนกันติดกลับมีเรื่องให้เข้าใจผิดกันซะงั้น ~ ปั๊ปปี้เลิฟสนุกๆ ประสาวัยรุ่นวัยเรียน ฉากหลังเป็นยุค 80 ที่มีกัญชาเป็นสื่อกลางสร้างความสัมพันธ์ เพลงดิสโก้ ฟังก์ พั้งค์ จากยุคนั้นก็อัดกันขนกันมาเพียบ เพลิน และมองว่า คริสเตน สจ๊วต นั้นดูทื่อมะลื่อไงไม่รู้
Mutum (2007) Sandra Kogut : : เด็กชายคนหนึ่งแถบบ้านนาของบราซิล ต้องเผชิญกับความดุดันของพ่อ สนิทกับอาแต่เหมือนเขาจะมาจีบแม่ ถูกเพื่อนวัยเดียวกันเหน็บแนมและที่สำคัญคือสูญเสียเพื่อนรักที่สุดในชีวิต ~ อะไรจะแกร่งเกินนี้ไม่มีอีกแล้ว เจ้าหนูไม่ได้อยู่ในร่างของคนมองโลกในแง่ดี หากแต่ให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยความเข้าใจและมองถึงสิ่งที่ตนต้องทำ ... ชอบเรื่องที่แทรกอยู่เล็กๆ อย่างความผิดปกติทางสายตา (สายตาสั้น) เมื่อมันเกิดขึ้นกับคนในชนบทซึ่งไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร จะเห็นความแตกต่างก็ต่อเมื่อได้ลองสวมแว่นตาเท่านั้น
Dalkomhan insaeng (2005) Ji-woon Kim : : มือขวาของเจ้าพ่อฝีมือสุดเนี้ยบทำการใดไม่เคยล้มเหลว ตีรันฟันแทงเตะต่อยขอให้บอก แต่จะมาตายเอาก็เพราะริอาจมีใจให้ “เด็ก” ของเจ้าพ่อ ~ หนังแก็งส์เตอร์ของพี่ๆ เกาหลีเขาต้องบอกว่าออกแบบท่าทางกันมาดี ดูแล้วเพลิน นึกถึง Transpotter ที่ เจสัน สเตแธม ในชุดสูทหรูระยับแต่ยกแข้งขาถีบยันได้ดีเอาเรื่อง ทรยศหักหลังยังเป็นชนวนหลักที่สร้างสีสันให้กับหนังแนวนี้ สนุกดีแม้จะชวนสับสนนิดหน่อยว่าใครอยู่ฝ่ายไหนลูกน้องใคร (ก็หน้าตาเขาคล้ายกันน่ะ)
Noise (2007) Matthew Saville : : หนังมีส่วนผสมของความเป็นหนังเขย่าขวัญอยู่เพียงส่วนหนึ่งทั้งๆ ที่มีเหตุสะเทือนขวัญรุนแรง แต่... อ่านต่อ ที่นี่
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
21 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Ottolife's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.