แปลเพลง - Only Hope - Mandy Moore - A Walk To Remember OST


ความคาดหวังของคุณที่มีต่อคนที่คุณรักเป็นแบบไหนครับ?

คนเราเมื่อเกิดความรักขึ้นในจิตใจ เราคาดหวังให้เกิดอะไรขึ้นตามมาเหรอครับ? มันคือผลลัพธ์แบบไหน? มันคืออนาคตแบบไหน? ใครเป็นผู้ให้? ใครเป็นผู้รับ? ใครสมหวัง? ใครเป็นศูนย์กลาง? ความรักนี้เป็นไปเพื่อใครกันแน่? แล้วคุณค่าของความรักนี้อยู่ตรงที่ใดกัน?

ผมเคยได้ยินเพลงเพลงหนึ่งมาเนิ่นนาน ไม่เคยรู้ว่าชื่อเพลงอะไร ใครร้อง รู้เพียงว่าเพลงนี้แสนเศร้าและเพราะเสียจนพาให้ใจเราเศร้าไปด้วย ได้ยินเพลงนี้จนคุ้นหู ไม่รู้ว่าได้ยินมาจากที่ไหนนักหนาแต่ก็ไม่เคยอยากจะฟังดีๆและอยากรีบให้มันจบเร็วๆเพราะอยากจะรีบผ่านความเศร้าของมันไป จนเมื่อไม่นานมานี้ผมได้ผ่านตาชื่อหนังเรื่องหนึ่งที่เคยรู้มาว่ามันเป็นหนังแนะนำ เมื่อดูแล้วก็ได้เจอฉากหนึ่งในหนังเรื่องนี้ที่ได้ฟังเพลงนี้เต็มเพลงจนจบ ได้ตั้งใจฟังเนื้อหาของเพลงและการถ่ายทอดอารมณ์เพลงผ่านหนังตลอดทั้งเรื่องแล้วรู้สึกอยากจะแปลเพลงนี้ขึ้นมาเลยครับ (ทั้งๆที่ก็มีแปลกันเยอะแล้วด้วยนะ) หนังเรื่องนั้นก็คือ A Walk To Remember เพลงเพลงนั้นก็คือ Only Hope เวอร์ชั่นของ Mandy Moore ซึ่งเธอเล่นเป็นนางเอกด้วยครับ


Only Hope - Mandy Moore - A Walk to Remember Scene
Source: jundelacruz0722 Youtube channel



Only Hope

There's a song that's inside of my soul
It's the one that I've tried to write over and over again
I'm awake in the infinite cold
But you sing to me over and over and over again

So I lay my head back down
And I lift my hands and pray
To be only yours I pray
To be only yours
I know now you're my only hope

Sing to me the song of the stars
Of your galaxy
dancing and laughing and laughing again
When it feels like my dreams are so far
Sing to me of the plans
That you have for me over again

So I lay my head back down
And I life my hands and pray
To be only yours I pray
To be only yours
I know now you're my only hope

I give you my destiny
I'm giving you all of me
I want your symphony
Singing in all that I am

At the top of my lungs
I'm giving it back

So I lay my head back down
And I lift my hands and pray
To be only yours I pray
To be only yours I pray
To be only yours I know know you're my only hope
ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของชั้น

ยังมีเพลงเพลงนึงเล่นอยู่ในหัวของชั้น
เพลงซึ่งชั้นพยายามแต่งเท่าไหร่ก็ยังแต่งไม่จบ
ในบทเพลงนั้น ชั้นอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บไม่มีที่สิ้นสุด
แต่เธอยังร้องเพลงให้ชั้นฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเลย

ดังนั้นชั้นจึงวางใจเอนหลังเงยหน้า
และยกมือขึ้นพนมตั้งจิตอธิษฐาน
ขอให้เป็นเธอได้ไหม
หากชั้นต้องเป็นของใคร ขอให้คนคนนั้นเป็นเธอได้ไหม
ชั้นรู้แล้วว่ามีเพียงเธอเท่านั้นที่เป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของชั้น

ร้องให้ชั้นฟังหน่อยสิเพลงจากดวงดาว
ในกาแลคซี่อันแสนสุขสดใสสนุกสนานของเธอ
เพราะดูเหมือนสิ่งที่ชั้นฝันเอาไว้คงไม่เป็นจริงเสียแล้ว
ร้องให้ชั้นฟังหน่อยถึงแผนของเธอที่เตรียมไว้ให้ชั้น อีกครั้งซิ

ดังนั้นชั้นจึงวางใจเอนหลังเงยหน้า
และยกมือขึ้นพนมตั้งจิตอธิษฐาน
ขอให้เป็นเธอได้ไหม
หากชั้นต้องเป็นของใคร ขอให้คนคนนั้นเป็นเธอได้ไหม
ชั้นรู้แล้วว่ามีเพียงเธอเท่านั้นที่เป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของชั้น

ชั้นยอมยกชะตากรรมของตัวเองให้เธอกุม
ยอมยกให้เธอหมดทุกอย่างทั้งตัวชั้น หัวใจ และจิตวิญญาณ
ดังนั้นโปรดใช้เครื่องดนตรีทุกชิ้นที่เธอมีแสดงให้ชั้นเห็น
ว่าชั้นมีความหมายกับเธอเพียงใด
ชั้นเองก็จะร่วมร้องไปกับเธอด้วย
เพราะชั้นเองก็ต้องการตอบแทนเธอเช่นกัน

ดังนั้นชั้นจีงวางใจเอนหนังเงยหน้า
และยกมือขึ้นพนมตั้งจิตอธิษฐาน
ขอให้เป็นเธอได้ไหม
หากชั้นต้องเป็นของใคร ขอให้คนคนนั้นเป็นเธอได้ไหม
ชั้นขอเป็นของเธอเท่านั้น
ชั้นรู้แล้วว่ามีเพียงเธอที่เป็นความหวังเดียวของชั้น


อรรถาธิบาย

อารมณ์เพลงของเพลงนี้เหมือนเป็นการร้องขอครั้งสุดท้าย สั่งเสีย และรำพึงรำพันครับ (นั่นสิ มิน่าล่ะ มันถึงได้เศร้าโศกซึ้งจนอยากจะรีบผ่านมันไปขนาดนั้น)

เพลงนี้ยกเรื่องเกี่ยวกับเพลงและวงดนตรีมาเป็นอุปมาอุปไมยกับสถานการณ์ของเค้า (song, sing, symphony) ดังนั้นคำแปลของคำทั้งสามคำนี้จึงไม่ตรงกับคำแปลในดิกชันนารีเสียแล้วครับ มันถูกแทนที่ด้วยอุปมาของกิริยาและลักษณะในคำนั้นๆแทน ลองนึกตามนะครับ song นั้นต้องมี content มีเนื้อหา มันจึงหมายถึงเรื่องราว หมายถึงสถานการณ์ สิ่งที่จินตนาการถึง สิ่งที่หวังเอาไว้ สภาพแวดล้อม อนาคต แผนหรือสิ่งที่จะเป็นไปได้ sing คือการขับร้อง การขับขาน มันจึงหมายถึง presentation การแสดงออก แสดงให้เห็น บอกกล่าว เล่าให้ฟัง เปิดเผย มันเป็นการกระทำ ส่วน symphony นั้นให้ดูตามลักษณะครับ ซิมโฟนี่นั้นเป็นวงดนตรีชุดใหญ่ มีอุปกรณ์เครื่องดนตรีเยอะชิ้นมากมาย สามารถเล่นดนตรีได้ทุกรูปแบบอย่างยิ่งใหญ่อลังการ มันแสดงถึงศักยภาพ ความสามารถและทรัพยากร ทั้งหมดเป็นอุปมาของลักษณะและกิริยาของคำที่เลือกมาใช้ครับ แต่ผมก็ยังเลือกที่จะใส่คำแปลว่าเพลง คำว่าร้อง (แปล song, sing ตามดิกฯ) ลงไป เพราะต้องการให้เราใช้อุปมาเหล่านี้แสดงความลึกซึ้งของคำว่า symphony และ singing in all that I am ครับ ความเห็นส่วนตัวผมว่ามันมีความหมายลึกซึ้งยิ่งใหญ่ที่สุดในเพลงนี้และเป็นปรัชญาที่น่านำมาใช้กับชีวิตของเราด้วยซ้ำครับ ส่วนคำว่า soul นั้นคือจิตวิญญาณ เค้าไม่ได้ใช้คำว่า mind ทั้งๆที่สามารถนำคำนี้มาใช้ได้ เพราะ mind นั้นสื่อถึงความคิด แต่ soul นั้นสื่อถึงชีวิต ความลึกซึ้งจึงต่างกัน วลีที่ลึกซึ้งกินใจเป็นพิเศษไฮไลท์ไว้ให้แล้วครับ เรามาเริ่มเดินทางกันครับ ต่อจากนี้เราจะมาแปลงร่างเป็นเธอกัน :)

เราเริ่มบรรยายว่ามีสถานการณ์ชีวิตของเราที่เรายังตัดสินใจไม่ได้เลย ได้แต่คิดวนไปเวียนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า (song, soul) ซึ่งเหมือนกับเพลงที่ยังแต่งไม่จบ (write over and over again) สถานการณ์นั้นเหมือนทำให้ชั้นต้องอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ ไม่มีทางออก แต่เธอกลับร้องเพลงให้ชั้นฟัง มันหมายถึงเธอก็อยู่ด้วยกันกับชั้น ชั้นไม่ได้อยู่ลำพังเพียงคนเดียว และไม่ได้อยู่กันเงียบๆซะด้วย เธอร้องเพลงให้ชั้นฟัง และร้องให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าซะด้วย เหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำไมถึงต้องทำเพื่อชั้นขนาดนั้น? เหมือนจะบอกชั้นว่ามันไม่เป็นไรนะ มันทำให้ชั้นไม่กลัว มันเป็นเหมือนความอบอุ่น มันเป็นเหมือนความหวัง ทำให้ชั้นสบายใจขึ้น ทำให้ชั้นวางใจได้ คนที่ยอมทำเพื่อชั้นขนาดนั้นต้องมีความคิดความรู้สึกแบบไหนกัน? ชั้นเข้าใจแล้ว ดังนั้นชั้นเลย lay my head back down (ดูตามลักษณะนะครับ ลองโน้มศีรษะคุณไปข้างหลังสิครับ หน้าจะเชิดขึ้น ศีรษะจะลดด่ำลงเล็กน้อย มันไม่ใช่การก้มหน้าซบหรือก้มหน้าขอพรครับ มันคือการยืดอกเงยหน้าขึ้น) ดังนั้นชั้นเลยเงยหน้าขึ้นยกมือพนมอธิษฐาน (pray) ว่าหากชั้นต้องเป็นของใคร ขอให้คนคนนั้นเป็นเธอเท่านั้น (ไม่ได้แปลว่าชั้นขอเป็นของเธอนะครับ แบบนี้หมายถึงชั้นอยากเป็นของเธอ แต่จริงๆแล้วชั้นไม่ได้อยากเป็นของใครนะครับ ชั้นไม่มีความจำเป็นจะต้องเป็นของใครด้วยซ้ำ มันใช้ใจคนละแบบกัน ชั้นอยู่ในสถานการณ์ที่มันแทบจะไม่มีความหวังอยู่แล้ว ชั้นแทบจะตัดสินใจไปอีกทางนึงอยู่แล้ว แต่นี่ดูจากสิ่งที่เธอทำให้ชั้นในสถานการณ์แบบนี้ความทุ่มเทแบบนี้ ไม่ใช่ใครก็ได้ครับ ชั้นไม่จำเป็นต้องเป็นของใคร แต่... ถ้าชั้นต้องเป็นของใครซักคนจริงๆ ขอให้คนคนนั้นเป็นเธอ เธอเท่านั้นที่ชั้นจะยอม ในหนัง เธอตัดสินใจไม่อยากมีความรัก แต่ถ้าเป็นเธอล่ะก็ ชั้นก็จะยอมรัก อะไรแบบนั้น) เพราะชั้นเห็นแล้ว เธอได้ทำให้ชั้นเห็นแล้ว เพียงเธอเท่านั้นที่น่าจะทำได้ ชั้นเห็นทางออกของสถานการณ์นี้ ดังนั้นเธอจึงเป็นความหวังของชั้น บอกชั้นหน่อยสิ บอกอีกครั้งถึงสิ่งที่เธออยากจะทำเพื่อชั้น (sing to me of the plan that you have for me) เล่าให้ฟังหน่อยถึงอนาคตที่เธอเห็นมา (the song of the stars of your galaxy เค้าอุปมาถึงแผน สถานการณ์ในอนาคตเหมือนเป็นคนละโลกคนละกาแลคซี่กัน) มันช่างต่างกับโลกและสถานการณ์ที่ชั้นอยู่และเป็นในตอนนี้มากเหลือเกิน ของเธอมันช่างดูสนุกสนาน มีการเต้นรำ มีเสียงหัวเราะ (dancing and laughing จะเห็นว่าผมแยกวลีมาไฮไลท์) มันดูมีความสุข แต่ของชั้นเหมือนมันช่างดูเลื่อนลอย ห่างไกลออกไป และดูจะไม่เป็นจริงเสียแล้ว ชั้นยอมยกทุกสิ่งทุกอย่างของตัวชั้น (all of me - me คืออะไรครับ? เราในที่นี้ไม่ใช่สิ่งของภายนอกแล้ว แต่มันคือตัวเราจริงๆ ในฐานะของสิ่งมีชีวิต มันคือร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณครับ) ยกให้เธอหมดรวมทั้งชะตากรรมของชั้น ดังนั้นแสดงให้ชั้นเห็นหน่อย ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมี (ให้เธอใช้ทั้ง symphony ของเธอ ศักยภาพ ความสามารถ จินตนาการ แผนการ ทรัพยากร) แสดงให้ชั้นเห็นถึงสิ่งที่เห็นเมื่อมองมาที่ชั้น (use your symphony singing in all that I am) มันหมายถึงคุณค่าของชั้นครับ ใช้การร้องธรรมดาๆแสดงออกได้ไม่หมด ต้องใช้ทั้งซิมโฟนี่ถึงจะแสดงออกมาได้ โปรดแสดงให้ชั้นเห็นถึงความหมายที่ชั้นมีต่อเธอ ชั้นจะตอบแทนเธอ (giving back) ชั้นจะร้องไปกับเธอด้วย (top of my lungs - สุดปอด ร้องเพลงต้องใช้ปอด) คนที่มองเห็นคุณค่าของชั้นถึงเพียงนั้น หากชั้นจะต้องเป็นของใครจริงๆ ขอให้คนคนนั้นเป็นเธอนะ เพราะชั้นเห็นแล้ว เธอน่าจะทำได้ เธอจึงเป็นความหวังเดียวของชั้น


ปรัชญาน่าสนใจที่ผมพูดถึงคือเราเคยใช้ทั้งซิมโฟนี่ของเราแสดงคุณค่าความหมายของใครบางคนให้เค้าได้เห็นให้เค้าได้ภูมิใจกับคุณค่าของตัวเค้าที่มีต่อเราบ้างรึเปล่านั่นแหล่ะครับ จากที่ผมจั่วคำถามเอาไว้ คนเราส่วนมากเมื่อมีความรักแล้วตัวเองกลับกลายเป็นศูนย์กลางของมันแล้วหลงลืมไปว่าเราอาจเคยเป็นซิมโฟนี่ของเค้ามาก่อน แต่ไปๆมาๆไหงเรากลับเรียกร้องให้เค้าใช้ซิมโฟนี่ของเค้าแสดงให้เราบ้าง จริงๆแล้วผิดมั้ยครับที่เราอยากจะดูอยากจะฟังซิมโฟนี่ของคนที่รักเราบ้าง? เพลงนี้สอนปรัชญาความสัมพันธ์ได้ดีครับในความหมายที่ว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะก่อให้เกิดการ give-back ขึ้นมาเอง ความคิดอยากตอบแทนจะออกมาเอง จากคุณค่าที่คนอีกคนทำให้เราอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย จากความใจกว้างของคนนึงที่มองเห็นในสิ่งที่อีกคนทำให้ ในหนังเรื่องนี้เค้าคาดหวังอนาคตจากความรักนี้ไว้คนและแบบ แต่เค้าก็ยอมรับกันได้ และตัดสินใจที่จะรับอนาคตแบบเดียวกันในที่สุด หากใครยังไม่เคยดูก็ให้ถือว่าเป็นหนังแนะนำนะครับ :)


Enjoy thinking krub.


Version ที่จะทำให้เราลืมความเศร้าไปเลย สุดยอดมากๆ :)
Source: One Voice Children's Choir Youtube Channel



<< เพลงที่แล้ว : The Scientist : Cold Play Freedom! '90 : Anna Kendrick : เพลงถัดไป >>




Create Date : 21 เมษายน 2561
Last Update : 8 มิถุนายน 2561 17:05:00 น.
Counter : 1485 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Karz
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 126 คน [?]





สงวนลิขสิทธิ์
เมษายน 2561

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog