โฟล์คเหน่อ เล่นดนตรี เขียนกวี วิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณฯ

Group Blog
 
All blogs
 
:::เรื่องแฉของพ่อ:::

::::: เรื่องแฉของพ่อ::::

พ่อผมเป็นคนดุ

เสียงกระแอมไอของพ่อ เคยทำให้ลูก ๆ วิ่งแตกกระเจิงมาแล้ว

พ่อมีลูกหลายคน ยามเมื่อเหตุผลแห่งความผิดมีต้นตอ ที่เกิดจากลูก ๆ ทุกคนด้วยเหตุแห่งการกระทำร่วมกัน จึงไม่ต้องแปลกใจ เมื่อความผิดถูกกากบาทเป็นปูนแดงป้ายหัวทุกคน ห้วงเวลาแห่งการเฝ้ารอการกลับจากงานไร่งานนาของพ่อ จึงเป็นห้วงเวลาแห่งความทรมาณ และรอลุ้น

ทันทีที่แว่วเสียงกระแอมไอของพ่อดังขึ้น ขณะก้าวเข้าเขตรั้วบ้าน หากในวงล้อมแห่งเรามีคนใดคนหนึ่ง คิดในเชิง รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี เผ่นโผนออกไปทางใดทางหนึ่งของทิศทุ่งก่อน จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่อีกหลายร่างก็จะเผ่นแผล็วไล่ตามกันไปติด ๆ เสมือนเงา โดยที่พ่อยังมิอาจได้ร่วมรับรู้ความผิดที่พวกเราก่อไว้เลยด้วยซ้ำ

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพวกเราถึงกลัวพ่อได้ขนาดนั้น ทั้ง ๆ เท่าที่จำความได้ จำนวนครั้งที่พ่อได้ลงไม้เรียวสำเร็จโทษ กับลูก ๆ ทั้ง เจ็ดคนถือว่านับครั้งได้ไม่เกิน หนึ่งนิ้วมือ

กลับกันคนที่ลงไม้เรียวลูกคนดื้อ บ่อยครั้ง จนนับไม่ถ้วน กลับเป็นแม่ต่างหาก แต่พวกเรากลับไม่ค่อยกลัวไม้เรียวของแม่

ก็แรงไม้เรียวของพ่อที่กระหนาบลงสำเร็จโทษให้ลูก ๆ ได้หลาบจำนั้น หนักหน่วงกว่าแรงไม้เรียวของแม่หลายเท่านัก

นั่นแหละเสียงกระแอมไอของพ่อจึงมีอำนาจมากพอที่จะทำให้พวกเราแตกกระเจิงไปคนละทิศละทางมาแล้ว

แต่ลักษณะอาการเดียวกันดังที่กล่าว ใช่จะเป็นสัญญาณที่จะทำให้หัวใจของลูก ๆ ลิงซนตัวน้อย แตกฝ่อ ขวัญหาย แต่เพียงอย่างเดียว

หากแต่อาการกระแอมไอ ของพ่อในบางค่ำคืน คือดั่งเสียงสวรรค์ที่ปลุกให้ภวังค์ของลูก ๆ บางคนตื่นจากฝันสู่ความเป็นจริง พร้อมด้วยหัวใจอันพองโต เป็นแรงผลักพลิกตัวลุกอย่างรวดเร็ว พร้อมผลุนผลันออกจากมุ้ง จากที่นอนทันที ที่ปรากฏชื่อของลูก ๆ คนใด คนหนึ่ง ที่นอนรอท่า ลืมตาแป๋ว ในมุ้งมาตั้งแต่ตอนหัวค่ำ

สัญญาณกระแอมไอ พร้อมเรียกชื่อ จากปากของพ่อ ในช่วงผ่านพลบมาสักสองสามชั่วโมง คือการส่งสัญญาณให้เจ้าของชื่อ เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง....

พ่อผมเป็นคนชอบดูหนัง โดยเฉพาะหนังบู๊ ชกต่อย ยิงกันสนั่นจอนั้นพ่อชอบที่สุด นั่นยังไม่นับบวกรวมถึงตัวพระเอกในดวงใจของพ่อ ที่ชื่อนาถ ภูวนัย เข้าไปอีก ถ้าหากค่ำคืนของการปั่นจักรยานฝ่าความมืดของรัตติกาลมุ่งสู่หมุดหมายที่หน้าจอหนังกลางแปลง แล้วได้ยืนชมแนวหนังบู๊ ที่พระเอกในดวงใจแสดงนำแล้วละก็ นั่นคือโชคสองชั้นที่พ่อได้รับ

พ่อชอบปั่นจักรยานไปดูหนัง โดยคำนวณเวลาที่หนังเรื่องแรกฉายไปแล้วเกือบจบ เพราะพ่อรู้ว่าหนังเรื่องแรกมักเป็นหนังจีน หรือไม่ก็หนังชีวิต ส่วนหนังเรื่องสุดท้ายแน่นอนส่วนใหญ่เป็นหนังบู๊ประเภทระเบิดภูเขา เผากระท่อม

และทุกครั้งที่พ่อปั่นจักรยานไปดูหนัง พ่อมักจะชวนลูกคนใดคนหนึ่ง หรือชวนไปพร้อมกัน สองคน เพื่อไปเปิดหูเปิดตา หรือชวนไปเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง ซึ่งอันนั้นไม่ใช่เหตุผลที่ลูก ๆ ต้องมาวิเคราะห์ให้เมื่อยสมอง ขอเพียงแต่ให้รู้ว่าในวันที่มีหนังกลางแปลง แล้วส่งสัณญาณให้ ลูกคนใดคนหนึ่ง หรือคู่ใดคู่หนึ่งรู้ว่าจะได้ขึ้นนั่งบนตะแกงหลังจักรยานของพ่อสู่หมายปลายทางที่มหรสพจอสีขาว เท่านั้น อารามดีใจจนกินข้าวปลาไม่ลง ก็จะเกิดขึ้น พร้อมกับการตะลีตะลานเลือกชุดเก่งมาสวมใส่ซะ ดั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน

การบอกให้ลูกคนใดคนหนึ่ง หรือคู่ใด คู่หนึ่ง นอนกลางวัน นั่นคือสัณญาณที่แน่ชัดที่สุดว่าจะได้เป็นเพื่อนร่วมทางไปกับพ่อสู่จอหนังกลางแปลง

ในช่วงวันวัยที่พี่ ๆ โตเป็นหนุ่มเป็นสาว สามารถปั่นจักรยานไปเที่ยวพร้อม ๆ กับเพื่อน ๆ ได้แล้ว

ช่วงการรับมรดกตกทอดกอดเอวพ่อ ฟังเสียงหมุนล้อจักรยานบดผ่านทางลูกรัง สู่จอหนังกลางแปลง คือมรดกชิ้นงามที่ส่งผ่านมาสู่ผมกับพี่ชายที่มีวัยห่างกันแค่สองปี แบบเต็ม ๆ และยาวนานพอสมควร โดยมีน้องคนเล็กอีกสองคนซึ่งยังไม่ถึงวัยที่พร้อมจะได้นั่งตะแกรงจักรยาน

ดังนั้นยามข่าวคราวต่างหมู่บ้านที่บอกต่อ ๆ กันมา และมีกำหนดการแน่นอน ของหนังกลางแปลง ผ่านถึงหูของเราสองคนพี่น้อง จึงไม่ต้องแปลกใจที่เมื่อใกล้ถึงวัน ยามพ่อเอื้อนเอ่ยใช้สอย ให้ทำสิ่งใด เราสองพี่น้องจะรีบกุลีกุจอ แย่งชิงกันทำ โดยไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย เลยแม้แต่น้อย ด้วยหวังผลที่จุดหมายเดียวกันนั่นคือต้องการให้พ่อพาไปดูหนังกลางแปลง

ในวันวัยปัจจุบัน พ่ออายุกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว ลูก ๆ ออกเหย้าออกเรือน มีหลาน ๆ ให้อุ้มกันก็หลายคน

ยกเว้นก็แต่ผมคนเดียวที่ยังไม่มีครอบครัว

ในบรรดาลูก ๆ ของพ่อ พ่อมักมีเรื่องความหลัง ของลูก ๆ แต่ละคนเก็บไว้เรื่องหนึ่ง ในลิ้นชักความทรงจำ เรื่องความหลังที่ว่านั้น คือเรื่องที่เป็นเสมือนวีรกรรมที่ลูก ๆ ไม่อยากจดจำและไม่อยากให้ใครรู้ แต่เรื่องที่เป็นเสมือนจุดบอดของลูก ๆ แต่ละคนนั้น พ่อจะจดจำเอาไว้หนึ่งเรื่อง เพื่อเอามาบอกเล่าต่อให้หลาน ๆ ได้ฟังว่า พ่อแม่ ลุงป้า น้าอาของพวกเขานั้นมีวีรกรรม ในช่วงวัยเด็กเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อพ่อนำเรื่องราวเหล่านั้นมาตีแผ่ ให้หลาน ได้รับฟังเมื่ออยู่พร้อมหน้า เหล่าพ่อแม่ ลุงป้า น้าอา หน้าบางทั้งหลายก็จะเกิดอาการเขินอาย และได้หัวเราะเฮฮากันทุกครั้ง กับเรื่องแฉของพ่อ

เช่นเดียวกัน ลิ้นชักความทรงจำของพ่อก็ย่อมมีเรื่องของผมซ่อนอยู่ และพร้อมที่จะถูกนำมาแฉได้ทุกเมื่อเช่นกันหากมีโอกาส

เรื่องแฉในลิ้นชักความทรงจำของพ่อ เกี่ยวกับตัวผมนั้น เกิดขึ้นในคืนวันหนึ่งที่หน้าจอหนังกลางแปลง....

ขณะที่ผม พี่ชาย และพ่อกำลังยืนดูหนังกลางแปลงอยู่ด้วยกัน

ทันทีที่วัตถุท่อนแข็งประเคนลงบนหัวของผม ดังโป๊ก พร้อมกับเสียงสำทับ จากคนเจ้าของแรงกระหน่ำตี และวัตถุท่อนแข็ง ว่า “แอบมาอยู่นี่เอง กูหาตัวมึงตั้งนานรู้มั๊ย”

ทันทีที่รับความรู้สึกการตกกระทบและมึนงงนิดหน่อย ผมก็หันขวับไปยังทีมาของคนส่งเสียงสำทับ และผมก็ได้ประจันหน้ากับหญิงวัยกลางคนที่ไม่เคยรู้จักมักจี่มีเรื่องเคืองแค้นอันใดกับแกมาก่อน ยืนถือบ้องข้าวหลามขนาดเขื่องอยู่ในมือ ทันทีที่แกเห็นหน้าของผมชัดเจน หน้าแกก็ถอดสี พลางพูด “ไอ้หนูป้าขอโทษ ตีผิดตัว นึกว่าไอ้เหี่ยวลูกของป้า”

พูดจบป้าก็จ้ำอ้าวหายไปในทะเลคน พร้อมกับบ้องข้าวหลามของแกอย่างรวดเร็ว

เร็วขนาดไหน นะหรือ ก็ขนาดพ่อของผมที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ยังไม่ทันขยับตัวด้วยซ้ำ

พ่อเข้ามาเช็คอาการเบื้องต้นของผม ว่าเป็นอะไรมากมั้ย

แน่นอนแรงการตีสั่งสอนลูก ๆ แอบมาดูหนัง ของป้าเขาคงไม่ต้องออกแรงหวังผลถึงขนาดเลือดตกยางออกหรอกครับ...(ใช่มั๊ยป้า)

เมื่อเห็นว่าผมไม่เป็นอะไรเลย พลัน ผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะของพ่อกับพี่ชายดังลั่นแข่งกับหนังกลางแปลง ซึ่งผมเองก็หัวเราะแบบอาย ๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วย

ดึกดื่น คืนเดือนหงาย หลังหนังกลางแปลงจบลงไม่นาน

หากมีใครคนใดคนหนึ่งปั่นจักรยาน ตามหลังจักรยานคันโต ไปอย่างช้า ๆ จะเห็น ชายวัยปลายสี่สิบ ปั่นจักรยานไปบนถนนลูกรังมุ่งกลับบ้าน โดยมีลูกชายสองคนนั่งซ้อนชิดอยู่ที่ตะแกรงหลัง ขณะเดียวกัน เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากประมาณหยอกล้อกับลูก ๆ ก็จะดังไปตลอดทางกลับ โดยเรื่องที่ถูกยกขึ้นมาเล่าย้ำตลอดเส้นทาง นั่นคือ เรื่อง “ป้าขอโทษ ป้าตีผิดตัว”

จนกระทั่งทุกวันนี้ เรื่อง “ป้าตีผิดตัว” ยังคงเป็นเรื่องที่พ่อมักหาโอกาสเหมาะ ๆ นำมาเล่าตีแผ่ แฉให้หลาน ๆ ได้รับฟังและหัวเราะเฮฮา จนอาอย่างผมต้องเขินอายเสียตั้งหลายครั้งหลายหน จากเรื่องตีแผ่ แฉของพ่อผม




Create Date : 08 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2550 1:38:33 น. 4 comments
Counter : 334 Pageviews.

 


My dad is very nice and I really love him. My mom is very very DUUUU


โดย: kawao F วันที่: 8 พฤศจิกายน 2550 เวลา:2:14:12 น.  

 




โดย: จูน (June4 ) วันที่: 8 พฤศจิกายน 2550 เวลา:6:42:59 น.  

 
ยินดีที่ได้อ่านเรื่องราวคุณพ่อคนสุพรรณเหมือนกันครับ


โดย: Pleng-Ticha-korn วันที่: 8 พฤศจิกายน 2550 เวลา:8:33:35 น.  

 
เป็นอีกมุมหนึ่งของความงามในชนบทจริงๆ ครับ พ่อผมก็เจ็ดสิบกว่าเหมือนกันครับ

สบายดีนะครับ


โดย: pu_chiangdao วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:19:43:15 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

โฟล์คเหน่อ
Location :
สุพรรณบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผลงานโฟล์คเหน่อ

สี่สิบสอง นักเขียน คนบ้า กวีหน้าราม กีตาร์โปร่ง
Friends' blogs
[Add โฟล์คเหน่อ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.