โฟล์คเหน่อ เล่นดนตรี เขียนกวี วิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณฯ

Group Blog
 
All blogs
 
:::ความทรงจำในสายลมหนาว:::

:::ความทรงจำในสายลมหนาว:::

ฤดูหนาวมาแล้ว สัมผัสได้ถึงไอความเย็น และกรุ่นกลิ่นหอมของความทรงจำบางอย่าง

ระหว่างทางขับรถกลับบ้านของช่วงเย็นวันอาทิตย์

แสงสีส้มฉาบทาขอบฟ้าฝั่งตะวันตก นวลขาวหมอกควัน ที่อ้อยอิ่งสงบนิ่งเหนือพุ่มไม้ที่ทอดแนวยาว

หักเลี้ยวรถเก๋งคันเก่า หลุดพ้นถนนเส้นใหญ่ 4 เลน สู่ถนนยางมะตอย พอพ้นโค้งหลังตลาด ภาพทุ่งข้าวเหลืองอร่ามก็ปรากฏให้เห็นเป็นผืนแผ่กว้างใหญ่ไพศาลอยู่ตลอดสองข้างทาง ผมไขกระจกลง เพื่อสัมผัสกลิ่นหอมของทุ่งข้าว

กลิ่นกรุ่นอันคุ้นชิน ล่องลอยเข้ามาพร้อมความทรงจำบางอย่าง

ความทรงจำวัยเด็ก ในช่วงวันคืนค่ำของฤดูหนาว...

ช่วงฤดูเก็บเกี่ยว คมเคียวในกำมือหยาบกร้านของพ่อแม่และพี่ ๆ คนโตจะเริ่มทำหน้าที่ตั้งแต่เช้าตรู่ ท่ามกลางความหนาวเหน็บ และชุ่มน้ำค้าง เพื่อไล่ต้อนเก็บเกี่ยวผลผลิตของข้าวนาปีที่ต้นเนนเอนเรียงตามแรงไม้นาบ ตลอดผืนนาทั้ง 30 ไร่ หากเห็นว่าเก็บเกี่ยวไม่ทัน พ่อก็นัดหมายเพื่อลงแขกเกี่ยวข้าว โดยระดมแรงจากเพื่อนบ้านมาช่วย

ในระหว่างชีวิตช่วงอกอ้อมของสายลมหนาว ผมมักมีความทรงจำดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย

กระต๊อบกองฟางคืออาณาจักรแห่งความอิสระน้อย ๆ ที่อบอุ่นและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอม และระคายฟาง

พุดทรา รสชาดฝาดหวาน คือผลไม้ยืนต้น ที่ดกเหลืองแดงพราวผลเต็มต้นให้ลิงตัวน้อยได้ขึ้นขย่มเขย่า แล้วใส่ถุงกลับมาแบ่งกันกินในบ้าน

ว่าวปักเป้าหางยาว เริงร่า เผ่นโผน เหนือท้องฟ้ากว้าง เรียกรอยยิ้มได้หลังเหนื่อยหอบขณะวิ่งปล่อยสายป่านไปตามเส้นคันนา

ข้าวเม่าคลุกมะพร้าวกับน้ำตาลแดง ของว่างของหวานอันโอชะขณะฟันเคี้ยวบดสัมผัสรส นุ่ม มัน หวาน เค็ม หอม ให้ติดใจไม่รู้ลืม

ค่ำคืนไหนที่บ้านเรามีการตำข้าวเม่า จะเป็นค่ำคืนที่สนุกสนานสำหรับเด็ก ๆ ที่ไม่ต้องออกแรงตำอย่างพวกเรา

ขณะเสียงจังหวะสากตำลงครกคลายเปลือกเม็ดข้าวคั่วเกลือ หอมกรุ่นจากกระทะของแม่ โดยเรี่ยวแรงของพ่อ ของพี่ชายและพี่สาวคนโต

เสียงเฮฮาหยอกล้อวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ภายใต้แสงตะเกียงเจ้าพายุ ที่แขวนสูง ก็ไม่ขาดห้วงไปจากพวกเรา 4 พี่น้องคนเล็ก ที่ไม่มีหน้าที่ต้องทำอะไร ขณะเดียวกันบางครั้งเสียงหัวเราะก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงร่ำไห้ และคำฟ้อง ยามที่ต้องหยอกล้อกันเกินแรงกว่าการเล่นธรรมดา จนคนทำผิดคนใดคนหนึ่งถูกแรงเควี้ยวขวับด้วยไม้เรียวใกล้มือให้ต้องร้องไห้ไปตามกัน อีกสักพัก ช่วงเวลาไม่นานนัก เสียงหัวเราะก็จะยังคงกลับมา

ก็เราคือพี่น้องกัน โกรธเคืองกันไม่เกิน 10 นาที แผล็บเดียวความโกรธและเสียงร้องไห้ ก็ถูกลืมและหลอมละลายกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะดังเดิม

ดังนั้นครอบครัวของเราจึงมีแต่เสียงหัวเราะเริงร่ามากกว่าเสียงร้องไห้

นั่นยังไม่นับรวมเรื่องเล่าของพ่อในคืนวันหนึ่ง หลังอิ่มหนำ กับอร่อยมื้อของข้าวเม่าคลุกมะพร้าวน้ำตาลสีลำ

ภายใต้ร่มแสงของตะเกียงเจ้าพายุ ที่ตีวงกว้างออกไป สากถูกวางพาดเรียงล้อมรอบปากครกขนาดใหญ่ เปลือกและกะลามะพร้าวที่เพิ่งปอกและขูดกองวางอยู่เคียงข้างเตาคั่วข้าว ที่เริ่มมอดไฟ กระด้งใบใหญ่กลม เสร็จภาระหน้าที่ใช้สอยถูกวางทิ้งไว้บนกองฟางข้าวใหม่ที่เพิ่งผ่านการหลุดร่วงเมล็ดจากแรงเท้านวด

ริมกองไฟ มีจานข้าววางซ้อน หลังมื้อข้าวเม่าอิ่มเอม

รอบกองไฟ หนึ่งครอบครัวใหญ่ รวมพ่อแม่พี่น้องแล้ว 9 ชีวิต นั่งอยู่พร้อมหน้า เชื้อไฟใช้ฟางโยนใส่เป็นระยะ ๆ

พ่อบอกว่าเรื่องเล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าก่อนนอน

เนื้อเรื่องถูกดำเนินเดินไปอย่างเนิบช้า

โดยคำอ้างเริ่มต้นของพ่อ พ่อบอกว่าเรื่องเล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เล่าบอกต่อ ๆ กันมา

เรื่องมีอยู่ว่า...

มีไอ้หนุ่มคนหนึ่ง ได้ไปแอบชอบพอกับลูกสาวต่างหมู่บ้าน ด้วยความชอบพอและผูกพันรวมไปถึงหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องไปสู่ขอในเร็ววัน ไอ้หนุ่มคนนี้ก็เทียวไปมาหาสู่สาวบ้านนี้อยู่มิขาด จนพ่อแม่ฝ่ายสาวก็ชอบพอ และก็ตั้งใจจะได้ไว้เป็นลูกเขยของบ้าน

เหตุแห่งความบังเอิญ ของไอ้หนุ่มระหว่างเดินทางไปสู่บ้านหญิงสาวของเขาในช่วงใกล้ค่ำวันหนึ่ง ไอ้หนุ่มคนี้เกิดปวดท้องขึ้นมาอย่างกระทันหัน จึงต้องรีบแวะเข้าป่าละเมาะกลางทาง ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ข้าศึกประชิดหน้าด่าน จนไม่มีเวลาดูทิศดูทาง จึงรีบปลดกางเกงแล้วนั่งปลดทุกข์หนักทันทีที่กางเกงพ้นก้นแก้ม โดยหารู้ไม่ว่า เบื้องล่างรับการพรั่งพรูของขบวนทองเหลวของเขานั้นมีเต่าสี่ตีน แอบซ่อนเร้นอยู่ตัวหนึ่ง หลังเสร็จภารกิจ ขณะกำลังควานมือหาไม้เพื่อเช็ดปาดป้าย (บ้านผมเรียกไม้เช็ดขี้) อุจจาระบางส่วนที่ยังเกาะติดตรงนุ่มเนื้อ

พลันสายตาไอ้หนุ่ม ก็มองไปเห็นกองอุจาจาระของตนบนหลังเต่ากำลังขับเคลื่อนตัวออกไปต้วยความเร็ว 0.00006 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ถือว่าช้ามาก)

ไอ้หนุ่มรู้สึกตกใจ แต่ที่ทะลักล้นเข้ามากลับเป็นความดีใจที่เบียดแทรกเข้าแทนที่ เมื่อเกิดอาการสำคัญตนคิดว่าเขากำลังจะกลายเป็นคนวิเศษ ซึ่งเขาคิดไปไกลถึงขนาดการเหาะเหิรเดินอากาศได้ในที่สุด

เขาจึงคิดว่า อาการขี้เดินได้นี้คือจุดเริ่มต้นของคนวิเศษ ส่วนอาการวิเศษต่อ ๆ ไปคงจะตามมาในไม่ช้า

อารามดีใจเขารีบดิ่งตรงไปยังบ้านของหญิงสาวทันที

แต่เขายังไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในใครฟัง เพราะเรื่องขี้ ๆ ยังไม่ใช่เรื่องราวที่จะน่าเล่าให้ใครฟังนัก

ค่ำคืนวันนั้นที่บ้านหญิงสาวของเขามีการตำข้าวเม่ากินกัน หลังกินข้าวเม่าจนเต็มอิ่ม และนั่งคุยกับหญิงสาวจนดึกดื่น ชายหนุ่มจึงตัดสินใจนอนค้างคืนที่บ้านของหญิงสาวตามคำเชิญชวนของพ่อแม่และหญิงสาว

ในช่วงดึกคืนนั้น อาจเป็นเพราะรสมันหวานหอมของข้าวเม่า ที่สวาปามจนมากเกินหรือไรไม่ทราบ ข้าศึกกองพลที่สอง ก็ออกมาตั้งทัพอยู่หน้าหน้ารูทวารของชายหนุ่มอีกครั้ง ถ้าเป็นช่วงกลางวันก็ไม่มีปัญหา แต่นี่เป็นช่วงค่ำคืน ซ้ำยังเป็นบ้านสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน รวมไปถึงจะลงจากบ้านก็กลัวหมาจะเห่ากัด ไอ้ครั้นจะไปปลุกหญิงสาวก็ไม่กล้า กึ่งอาย กึ่งเกรงใจเจ้าของบ้าน

อย่ากระนั้นเลย เมื่อข้าศึกมาท้าทายถึงหน้าประตู ก็ต้องปล่อยให้ออกมาเจอกัน

แต่จะปล่อยที่ไหนดีล่ะ

พลันไอ้หนุ่มก็นึกขึ้นมาได้ ว่าอันตัวเราคือผู้วิเศษนี่นา ข้าก็ขี้มันเสียกลางบ้านนี่แหละ ขี้เสร็จ ขี้มันจะเดินไปไหนก็แล้วแต่ขี้มัน

คิดได้ดังนั้น ไอ้หนุ่มก็ปลดกางเกงปล่อยทุกข์เท่าที่มีออกมาทั้งหมด โดยมิได้กักเก็บและคิดกังวลในเรื่องเช็ดล้างแต่อย่างใดทั้งสิ้น

จวบจนสิ้นสุดกระบวนการขี้ (คงไม่ต้องอธิบายให้ละเอียดนะครับ)

“เอ้ากูขี้เอ็งออกมาแล้ว หมดหน้าที่ของข้า ต่อไปก็หน้าที่ของเอ็ง เอ็งจะไปเที่ยวที่ไหนก็ไป อย่ามาอยู่ให้ข้าเห็นหน้า” ไอ้หนุ่ม คิดในใจอยู่ในความมืดเงียบ ขณะกำลังนุ่งกางเกงให้เข้าที่เพื่อเตรียมกลับเข้านอน

อนิจจาเอ๋ย ขี้กองใหญ่กองนี้มิได้อยู่บนหลังเต่า ไม่มีเต่าตัวใด อุตริมีความสามารถได่บันไดขึ้นมาบนบ้านนี้ได้แน่

เนิ่นนานพอสมควร ในเงาของความมืดเงียบ ไม่มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายใด ๆ ของเป้าหมายที่ชายหนุ่มกำลังนอนตะแคงเพ่งมอง ขณะในใจก็ส่งถ้อยคำเงียบ ๆ ขับไล่แบบกระชั้นถี่ ว่า “ไปซิ ไปซิ”

ความกังวลเริ่มแผ่ขยายในใจของไอ้หนุ่ม เหตุไฉนไยจึงไม่เดินดุ่มดั่งเช่นเมื่อตอนเย็นนี้เล่า ขี้จ๋าขี้

พลัน สายตาของไอ้หนุ่ม ก็เหลือบเร้นความมืดไปเห็นกะละมังใส่ข้าวเม่า ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ หัวนอน

“หรือเอ็งจะเอาข้าวเม่า” ว่าพลางไอ้หนุ่มก็กำข้าวเม่าจากกะละมัง มาหนึ่งกำมือโรยลงไปบนกองขี้

“ยังไม่พออีกหรือ เอาอีกก็แล้วกัน” ว่าแล้วชายหนุ่มก็กำข้าวเม่าโรยไปอีกหลายกำมือจนท่วมท้นกองขี้

แต่ขี้ของเขาก็ยังไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อน อย่างที่ใจเขาอยากให้เป็น

“หรือเอ็งจะเอามะพร้าว” ว่าแล้วไอ้หนุ่มก็โรยด้วยมะพร้าวทับลงบนข้าวเม่า

“หรือเอ็งจะเอาน้ำตาล ฮึ”ว่าแล้วไอ้หนุ่มก็โรยด้วยน้ำตาลสีลำ ทับลงบนมะพร้าวอีกทีพอประมาณ

หลังการโรยน้ำตาล ก็ยังไม่มีปฏิกิริยา ที่จะแสดงถึงการขับเคลื่อนเขยื้อนไหว ใด ๆ ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

ถ้อยคำสุดท้ายของไอ้หนุ่มคืนนั้นบนบ้านหญิงสาวที่เขารัก เขาหวัง อาจจะไม่มีใครได้ยิน แต่ถ้าหากคนบนบ้านยังไม่มีใครหลับสนิท ก็อาจจะได้ยินเสียงแผ่วของไอ้หนุ่ม ก็ก้มเกือบแนบชิดกับกองขี้ของเขาแล้วกระซิบเบา ๆ ก่อนไต่บันไดบ้านจากไปอย่างรวดเร็ว ว่า

“มึงไม่ไปใช่ไหม ? มึงไม่ไปใช่ไหม ? ถ้ามึงไม่ไป กูไปเองก็ได้ กูไปละน้า..”

ช่วงเช้าตรู่ถึงตรู่มาก พ่อของหญิงสาวตื่นเช้าตามปกติ และส่งเสียงเอะโวยวาย ฟังความได้ว่า

“ใครเอาข้าวเม่ามากองทิ้งไว้กลางบ้านอย่างนี้ เห็นแล้วเสียดาย” หลังคำพูด ขณะคนในบ้านสะดุ้งตื่นก็อาจจะยินเสียงช้อนตักสวบลงที่กองข้าวเม่า ตามด้วยเสียงกรุบเคี้ยว ของชายผู้ยังมีเขี้ยวฟันที่แข็งแรง ......

หลังจากนั้นเรื่องเล่าของพ่อก็จบลง พร้อมกับเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว ก็ลั่นระงม ริมกองไฟ ที่เริ่มมอดแสง ....

และทุกคนก็แยกย้ายเข้านอน ขณะเสียงหัวเราะยังคงกระจายลั่นในกระต๊อบกองฟางต่อไปอีกจนดึกดื่น

ผมมักแอบหัวเราะคนเดียวในรถ ขณะย้อนนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก คุณละ เคยเป็นแบบผมมั๊ย ?




Create Date : 03 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2550 1:11:52 น. 5 comments
Counter : 289 Pageviews.

 
หวัดดีตอนเช้าค่ะ


โดย: เพราะฉันห่างไกล วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:8:18:47 น.  

 

*** สวัสดีจ้า วันนี้แวะมาเยี่ยม อากาศเปลี่ยนแปลง รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ***



โดย: หน่อยอิง วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:9:46:27 น.  

 
ช่วงนี้คิดไปถึงวัยเด็กบ่อยๆ (สงสัยแก่แล้ว)

วัยเด็กมีแต่ความทรงจำที่มีความสุข


โดย: ใครกัน...นั่งอยู่ตรงนี้ วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:12:42:18 น.  

 
สายัณห์สวัสดีค่ะอ้ายโฟล์คเหน่อ
-------------------------------------------------
เรื่องเล่าความหวัง ทรงจำที่ฝั่งใจ เอ้ย! ประทับใจ
เขียนบรรยายซะ เห็นภาพตำตาเชียวค่ะ


โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:16:12:35 น.  

 
โอย...พี่
ไม่ค่อยชอบข้าวเม่าเท่าไรแล้วนา
ทำท่าว่าจะเลิกกินซะแหล่ววว...
จินตนาการมันไปซะไกลแล้วพี่.....

ข้าวเม่าหน้าหนาวนั่นภาคกลางเนอะ
ถ้าทางเหนือจะกินข้าวตอก...

เวลาหนาวๆ....จะก่อกองไฟกลางบ้านแล้วมานั่งล้อมวงกัน
สักพักก็กลับหลังหันเอาตูดผิงไฟบ้าง
พอข้าวเริ่มสุกก็เอากระป๋องนมตั้งแล้วดึงรวงข้าวจากกอมาใส่กระป๋อง
สักพักป๊อปคอร์นกระเด้งป๋องแป่งหอมกรุ่นน่ากินเป็นที่สุด

ถ้าวันไหนข้าวเย็นเหลือมากเอาข้าวเหนียวมาปั้นคลุกเกลือนิดๆแล้วเสียบไม้จี่.....หอมไปทั้งหมู่บ้าน

แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วล่ะ.....
เพราะหน้าหนาว...ชาวประชามุดผ้าห่มอยู่หน้าละครภาคค่ำ


โดย: ปลายแปรง วันที่: 5 พฤศจิกายน 2550 เวลา:8:38:44 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

โฟล์คเหน่อ
Location :
สุพรรณบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผลงานโฟล์คเหน่อ

สี่สิบสอง นักเขียน คนบ้า กวีหน้าราม กีตาร์โปร่ง
Friends' blogs
[Add โฟล์คเหน่อ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.