โฟล์คเหน่อ เล่นดนตรี เขียนกวี วิถีชีวิตริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณฯ

Group Blog
 
All blogs
 
ศิลปินโฟล์คเหน่อกับพวกน้องหนู

ศิลปินโฟล์คเหน่อกับพวกน้องหนู.... (ฮะแอ้ม)

1.

และแล้วผมก็ได้ประจันหน้ากับมัน ในห้องน้ำ .....

หลังการขับเคี่ยววิ่งไล่ ด้วยกำลังแรง และหัวสมองที่แล่นคิดปรับยุทธวิธี แบบชิงไหวชิงพริบ เปิดพลิกตำราพิชัยสงครามที่สะสมในหลืบสมองวินาทีต่อวินาที กับวิธีการที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้า....

การประจันหน้ากันแบบมุมสูงลงสู่มุมต่ำจนแทบติดพื้นห้องน้ำขณะนี้นั้น ผมแอบเห็นแววตาที่ล้าเหนื่อยของมัน ขณะที่ยังคงแฝงเร้นไว้ด้วยแววเลศนัย ปะหลับปะเหลือกแอบมองหาช่อง ประมาณว่ากำลังจะเตรียมพร้อมอีกครั้ง สำหรับยุทธศาสตร์การชิงหลบหนีเพื่อเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณ

แต่ หนทางการเล็ดรอดไปจากห้องน้ำแห่งนี้ของมันไม่มีแล้ว ผมปิดสนิทประตูห้องน้ำ

เหลืออยู่ก็แต่เราทั้งสามคือ ฉัน....แก... และคอห่าน...

โอกาสรอดของแกคือ เปิดฝาตะแกรงกรองท่อระบายน้ำออก แล้วมุดลงไป ซึ่งโอกาสเป็นไปได้ -999999 ล้าน %

แต่ผมไม่อยากให้ศึกนี้ยืดเยื้ออีกต่อไป.....

ไวเท่าความคิด ขณะที่มันกำลังเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง มือของผมก็ขวับคว้าสายยางสปริงเกอร์ฉีดล้างตูด ซึ่งเหน็บใกล้ ๆ กับคอห่านอย่างฉับไว

และทันทีที่ผมบีบหัวฉีดน้ำ แรงน้ำที่พุ่งด้วยความแรงดันประมาณล้างอุจจาระเกลี้ยง ก็พุ่งใส่เป้าหมายในทันที...............

2.

อาจเป็นเพราะประตูไม้หลังบ้านเช่าชั้นเดียวของผมไม่สามารถปิดได้ เพราะโดนแดดโดนฝน จนบานประตูยืดหดเสียรูปทรงปิดไม่เข้ากรอบ

อาจเป็นเพราะพื้นที่หลังบ้านผม ถูกปล่อยปละละเลยจนรกเรื้อมากเกินไป

หรืออาจเป็นเพราะเศษข้าวปลาอาหารในบ้านผมสกปรกหกเกลื่อนมากไปหน่อย

หรืออาจเป็นเพราะผมขี้เกียจมากเกินไป ไม่ใส่ใจความสะอาดในบ้าน

จึงทำให้มีหนูหริ่งตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ดอดเข้ามาแอบวิ่งเพ่นพล่านส่งเสียงรบกวนผม ตอนหลับนอนยามค่ำคืนภายในบ้าน

ผมนอนฟังเสียงวิ่งไต่ชวนรำคาญ นั้นอยู่หลายคืน ......ทีเดียว

จนกระทั่งคืนวันหนึ่ง คืนที่ผมลืมปิดฝาหม้อข้าวไฟฟ้า ที่ยังมีข้าวสุกเหลืออยู่ก้นหม้อพอประมาณ

ทันทีที่ผมเปิดสวิตช์ไฟสว่างพรึบขึ้น สายตาก็ได้เห็น เจ้าหนูหริ่งตัวเล็กขนาดเท่านิ้วหัวแม่เท้า กระโดดเผ่นแผล็วออกจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้า แล้วโหนไต่ตัวลงจากโต๊ะชั้นวาง วิ่งลงหนีลอดช่องว่างระหว่างตีนประตูมุ้งลวดกับพื้นห้อง หนีออกไปทางหลังบ้านอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ผมยังไม่ทันขยับตัวด้วยซ้ำ

เมื่อแน่ชัดว่าเสียงที่ก่อความรำคาญ ให้ผมอยุ่ทุกคืนนั้นคือหนูหริ่ง

ยุทธศาสตร์เพื่อการกำจัดหนูเบื้องต้นแบบคร่าว ๆ จึงถูกร่างขึ้นในสมอง.......

เวลาปฏิบัติการคืนแรกคือช่วงหลังกลับจากเล่นดนตรีที่ร้านประจำ โดยใช้วิธีการปิดไฟซุ่มเงียบ แต่ยังคงเปิดทีวีนอนดู โดยมีไม้กวาดดอกหญ้าเป็นอาวุธวางอยู่เคียงกาย ขณะคอยเงี่ยหูฟังเสียงผิดสังเกต อาจจะเป็นเสียง ตีนหนูเหยียบถุงพลาสติค เสียงหนูไต่ลงหม้อข้าว เสียงหนูปีนขวดน้ำปลา เสียงหนูขี้ใส่ถ้วยแกงส้ม เสียงหนูตกถังข้าวสาร ......

สารพัดเสียงที่คอยเฝ้าฟังอย่างหวาดระแวง อันนั้นก็แล้วแต่ช่วงจังหวะเวลาที่มันผิดพลาด ก็สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง นับประสาอะไร กับหนู สี่ตีน หนึ่งหาง สองหู สองตา หนวดและขนอีกนับไม่ถ้วน จะไม่มีวันพลาด......

ทันทีที่ผมได้ยินเสียงผิดปกติปุ๊บ สัญชาตญาณนักล่าก็จะดีดตัวผึง มือคว้าไม้กวาดวิ่งย่องไปเปิดไฟอย่างรวดเร็วปั๊บ

แต่ อนิจจา ....กว่าหลอดไฟนีออนจะติด มันจะกระพริบประมาณ 3-4 ที จึงไม่ต้องแปลกใจที่หลังแสงนีออนสว่างจ้า หนูหริ่งเป้าหมายของผมก็ได้เปิดตูด เผ่นแนบออกประตูหลังบ้านไปเรียบร้อยแล้ว แบบชนิดไม่ทันเห็นร่องรอย

สรุปก็คือ ช้าไม่ทัน แด๊ก....

ปฏิบัติการณ์แบบคว้าน้ำเหลวเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยอยู่หลายคืน ....

จากที่คิดว่าจะตีหนูได้ง่าย ๆ กลับไม่ง่ายอย่างที่คิดซะแล้ว......

และแล้วยุทธศาตร์การปราบหนูหริ่งผู้บุกรุก หน้าใหม่ก็ถูกเปิดนำมาใช้

ยุทธศาสตร์ ...ปิดประตุตีหนู....

อุปกรณ์เสริมกลยุทธ์ก็คือ ผ้าขี้ริ้ว

หลักปฎิบัติการ คือ หลังจากได้ยินเสียงแปลกปลอม ปุ๊บ ก็รีบดีดตัววิ่งฝ่าความมืดไปที่ประตูมุ้งลวดแล้วเอาผ้าขี้ริ้วที่เตรียมไว้ อุดที่ตีนประตูมุ้งลวด แล้วค่อยมาเปิดไฟ

แต่แล้ว....ปฎิบัติการนี้ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าอีก

ผมไม่อาจได้เห็นแม้แต่เงาหนูหริ่ง หนูหริ่งไม่ได้วิ่งออกทางประตูหรอก หรือที่ผ่านมามันอาจจะไม่เคยวิ่งออกประตูหลังบ้านเลยก็ได้ แล้วมันไปตัวซ่อนอยู่ตรงไหน...ล่ะ

และแล้วยุทธศาสตร์การค้นห้าที่ซ่อนหนูหริ่งจึงเริ่มขึ้น..... ในเวลาต่อมา

นั่งวิเคราะห์สถานการณ์เชิงลึกอยู่นาน หลายเพลา....สุดท้ายแล้วจึงได้ข้อสรุปว่ามันอาจซ่อนตัวอยู่ด้านหลังตู้เย็นนั่นก็เป็นได้ นั่นไงในช่องที่ซ่อนคอมเพรสเซอร์

แต่หลังตู้เย็นที่ว่านั้น ตั้งเกือบแนบชิดติดผนังปูน ไอ้เรื่องที่จะชะโงกหน้าเข้าไปจ๊ะเอ๋กับมันนั้นลืมไปได้เลย

วิธีการที่จะให้มันเผ่นออกจากที่ซ่อนทำไง คงไม่ยากเกินความสามารถของศิลปิน....พิชัยสงคราม (หนู)

ยุทธศาสตร์ ขับไสไล่ส่งสัตว์ออกจากที่ซ่อนจึงเริ่มขึ้น

เสียงเคาะตบตุ้เย็นให้เป็นจังหวะสามช่า ด้วยบีทความเร็วจังหวะที่ 150 แค่เคาะไม่ทันได้ครบห้าห้องเพลง เจ้าหนูหริ่งเป้าหมายก็กระโดดผลุงออกจากหลังตู้เย็น คงจะเพราะด้วยเหตุรำคาญสุดชีวตนั่นเอง

เสร็จเรา...ไวเท่าความคิด ผมหันไปคว้าไม้กวาดเตรียมพร้อมวิ่งไปรอที่ประตู.....

อ้าว....ไอ้หนูหริ่ง ดันวิ่งเลาะไปตามซอกหลังชั้นวางหนังสือ ที่วางขนานยาวไปกับผนังห้องเก็บของ ซะนี่ แบบนี้เขาเรียกว่า กลยุทธ์เปลี่ยนเส้นทางหนี

ยุ่งกันใหญ่ หลบหลังตู้เย็นก็ยากพอแล้ว .นี่หลบหลังชั้นวางหนังสือ ทำไงดี.....

ก็ตบตู้หนังสือสิวะ ไวเท่าความคิดอีกเช่นกัน ทั้งมือทั้งตีน ทั้งไม้กวาดก็ประเคนเคาะชั้นวางหนังสือทันที

ได้เรื่องเลยครับ หนูหริ่งวิ่งออก แต่ไม่ได้ออกเพราะแรงเคาะจังหวะของผมหรอกครับ แต่มันออกเพราะตกใจ ที่เล่มหนังสือที่วางเรียงนับร้อยเล่ม ร่วงหล่นเกลื่อนกลาดเพราะแรงสะเทือนสะท้านจากการ ตบ เตะ เคาะของผมนั่นแหละครับ

สรุปแผนคือ ไม่ได้ตัวหนู แต่ตัวกูต้องมานั่งเรียงหนังสือใหม่.ใส่ชั้นวาง

กลยุทธ์ไล่จับหนู ถูกนำมาเป็นการบ้านทุกคืนหลังการกลับมาจากเล่นดนตรีแต่ก็ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทันซักกะที แถมบางคืนมันยังหายหน้าไปไม่ยอมมาปรากฏตัว ทำให้ชีวิตของผมในบางคืน ๆ นั้นเสมือนขาดอะไรไปซักอย่าง....

ผมกลายเป็นคนติดหนูไปซะแล้ว.......หรือนี่

จวบจนกระทั่งคืนวันหนึ่ง......

3.

ผมยืนประจันหน้ากับหนูหริ่งในห้องน้ำ หลังการงัดกลยุทธ์มาใช้จนหมดทุกกระบวนท่า ไม่ว่าจะทั้งตีพลาด ฟาดพลั้ง นั่งทับ ขับเหนื่อย เมื่อยเคาะ เลาะไล่ ใส่ทิ่ม นิ่มนวล กวนบาทา ผ้าอุด

สุดท้ายมันก็ถูกต้อนให้มาจนมุมในห้องน้ำ

ทันที่แรงดันน้ำจากสายยางล้างฉีดตูดพุ่งชนเข้าใส่ทางด้านหน้า ตัวมันก็หงายท้องตึงไปในทันที แต่สัญชาติญาณของหนูผู้ไม่ยอมแพ้ มันพยายามกระเสือกกระสนพลิกตัวกลับอีกครั้งอย่างเร็วและพยายามจะออกวิ่งอีกครั้ง

แต่เพราะแรงดันน้ำ และขนที่เปียกชุ่มน้ำมากเกินไป จังหวะการเคลื่อนไหวตัวของมันจึงช้าลงอย่างผิดตา และสุดท้ายมันก็ยอมสงบนิ่ง ส่งเสียงร้องจี๊ด ๆ ดังลั่น เสมือนบอกให้คู่ต่อสู้ได้รู้ว่า ข้ายอมแพ้แล้ว.....

หลังอาการสงบนิ่ง แต่ชีวิตยังคงอยู่

และชั่วขณะที่ผมสบกับแววตาของมันอีกครั้ง

ให้ตายเถอะ...แววในวงกลมดำเล็ก ๆ ทั้งสองดวงที่จ้องสบกับตาของผมนั้น ไฉนมันจึงกระชากอารมณ์ที่เคยโกรธเคืองของผมกับสัตว์แปลกปลอมในบ้านที่ผมเทียวไล่เทียวตีมาเกือบครึ่งเดือนนี้ ให้สูญมลายหายไปเสียหมดสิ้น จนไม่มีหลงเหลือแม้แต่นิด

กลับกัน แบบสุดขั้วที่พลิกวูบผันเข้ามาแทนที่ คือปะทะที่สั่นสะเทือนอารมณ์ของผมจนแทบจะเรียกเค้นเอาน้ำใส ๆ ที่คลอขังแอบซ่อนอยู่ข้างหลังขอบนัยน์สองตาของผม ให้เกือบหลั่งรินถั่งพ้นขอบอุ่นผ่าว ในขณะมองประสบบางสิ่งบางความรู้สึกที่ซ่อนในแววตาเล็ก ๆ คู่นั้น

สองเม็ดแววตาเล็ก ๆ ที่สื่อส่งผ่านมายังผมนั้น บอกเสมือน อ้อนวอนขอชีวิต

และขอพื้นที่หากินให้กับเขาบ้าง

เกิดอะไรขึ้นกับผม.....

ไม่ทันได้คิดตรึกตรองกับอารมณ์ตัวเองขณะนั้น มารู้ตัวเองอีกทีก็ตอนที่สองมือกำลังประคองร่างหนูหริ่งขนเปียกน้ำตัวเล็ก ๆ ตัวนั้น ปล่อยวางลงบนพื้นดินที่รกเรื้อข้างหลังบ้านเสียแล้ว....

ขณะที่มันวิ่งลับหายไปในความมืด ผมเองก็เดินเข้าบ้านอย่างคนสำนึกผิด

“ข้าจะไม่ขับไล่ตีเอ็งอีกแล้ว ต่อไปนี้ เศษอาหารทุกชิ้นในบ้านหลังสกปรก ของศิลปินขี้เกียจคนนี้ คือสิทธิ์ที่แกจะเก็บกินได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีใครคอยขัดขวางเอ็งอีกแล้ว เจ้าหนูหริ่ง”

ผมพึมพำกับตัวเอง ก่อนทิ้งตัวลงนอน และหลับฝันถึงหนูหริ่งที่น่าสงสารตัวหนึ่ง...กำลังวิ่งเก็บกินเศษอาหารในบ้านอย่างสนุกสนาน และได้ยินเสียงมันกำลังมานั่งตบพุงดัง ๆ อยู่ใกล้ ๆหูผม.....




Create Date : 08 กันยายน 2550
Last Update : 8 กันยายน 2550 0:34:50 น. 5 comments
Counter : 261 Pageviews.

 
พระเจ้ายอด มันจ๊อดมากเรยคับเพ่...หนูก็มีหัวใจ ไหนก็มีหัวจู...สระอู๋...


โดย: ลิงจ๊ากจ๊าก วันที่: 8 กันยายน 2550 เวลา:1:11:20 น.  

 
หนูก็มีหัวใจ
ดิ้นรน หาหนทางอยู่รอด

55555

แต่เป็นเพื่อนกับหนูนี่ทำใจยากจัง


โดย: คนเลวที่แสนดี วันที่: 8 กันยายน 2550 เวลา:9:52:56 น.  

 
อ่านแล้วสนุกเชียวครับ
กับการเปิดศึกกับหนู

แต่ท้ายที่สุดก็อดสงสารมันไม่ได้เนาะครับ
เด๋วจะไปเปิดศึกกะจิ้งจกที่ห้องบ้าน
เปิดตำราพิชัยสงครามพิชิตจิ้งจกบ้างดีกว่า..


โดย: ชรันจ์ วันที่: 8 กันยายน 2550 เวลา:10:52:07 น.  

 
ทำไมถึงทำกับหนู ได้ดดดดด อิอิ


โดย: ทิดอ่ำ (Zokewl ) วันที่: 8 กันยายน 2550 เวลา:14:06:25 น.  

 

เห็นภาพยักษ์กำลังวิ่งไล่จับหนู ยังไงไม่รู้

อิอิ

อ่านไปก็แอบคิดไปว่า
หากเราฟังเสียงมันบ่อยๆ
เราก็คงชาชินกับมันไปเอง
แล้วจะคิดว่า...มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา

คุณก็คงไม่ต้องเหนื่อยหาแผนพิชิตหนู
แต่แพ้ใจตัวเองแบบเนี้ย

อิอิ

สนุกดี ขอชื่นชมการเขียนเล่าเรื่องค่ะ


โดย: sunny-low วันที่: 22 กันยายน 2550 เวลา:11:13:49 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

โฟล์คเหน่อ
Location :
สุพรรณบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผลงานโฟล์คเหน่อ

สี่สิบสอง นักเขียน คนบ้า กวีหน้าราม กีตาร์โปร่ง
Friends' blogs
[Add โฟล์คเหน่อ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.