|
Heaven & Earth: วันที่ Yes เลือกความอ่อนโยน แทนการพิสูจน์ว่าตัวเองยังยิ่งใหญ่
Heaven & Earth: วันที่ Yes เลือกความอ่อนโยน แทนการพิสูจน์ว่าตัวเองยังยิ่งใหญ่มีอัลบั้ม Yes อยู่ไม่กี่ชุดที่ทำให้คำถามเรื่อง “วงนี้ยังเป็น Yes หรือไม่?” ดังขึ้นเท่า Heaven & Earth ไม่ใช่เพราะมันเปลี่ยนไลน์อัปอย่างรุนแรงแบบ Drama ไม่ใช่เพราะมันหันไปหาเพลงฮิตแบบ 90125 และไม่ใช่เพราะมันมีความทะเยอทะยานเชิงมหากาพย์จนแบ่งแฟนเพลงเหมือน Tales from Topographic Oceans แต่เพราะ Heaven & Earth เลือกทำสิ่งที่ดูสวนทางกับชื่อ Yes มากที่สุดอย่างหนึ่ง: มันไม่พยายามเอาชนะอดีต ไม่มีเพลงยาวยี่สิบนาที ไม่มีการประลองเชิงเทคนิคระหว่างมือเบส กีตาร์ คีย์บอร์ด และกลอง ไม่มีความรู้สึกว่าแต่ละนาทีต้องพิสูจน์ว่า Yes ยังสามารถสร้าง “งานใหญ่” ได้เท่าปี 1972 หรือ 1974 สิ่งที่อัลบั้มนี้เลือกคือเมโลดี เสียงประสาน ความละมุน ความหวัง และการปล่อยให้เพลงหายใจ สำหรับแฟนจำนวนหนึ่ง นั่นคือปัญหาใหญ่ เพราะ Yes ที่ไม่มีแรงปะทะ ไม่มีเบส Chris Squire พุ่งเป็นเส้นนำ และไม่มีโครงสร้างที่หักมุมจนคาดเดาไม่ได้ อาจฟังเหมือน Yes ที่ลดขนาดตัวเองลงมากเกินไป แต่สำหรับอีกฝ่าย Heaven & Earth คืออัลบั้มที่มีความจริงใจแบบหนึ่ง: วงอายุเกินสี่สิบปี ไม่จำเป็นต้องแสร้งว่าตัวเองยังอยู่ในปี 1972 และไม่ควรเขียน Close to the Edge ภาคสองเพียงเพื่อให้คนยอมรับว่ายัง “prog” อยู่ อัลบั้มนี้จึงไม่ใช่ชัยชนะที่ไร้ข้อโต้แย้ง หากเป็นภาพของ Yes ในวัยปลายที่กำลังทดลองอยู่กับคำถามสำคัญกว่า—เมื่อชื่อ Yes แบกประวัติศาสตร์หนักเกินไป วงจะยังเขียนเพลงใหม่ด้วยเสียงของปัจจุบันได้หรือไม่? Heaven & Earth ออกเมื่อ 16 กรกฎาคม 2014 ผ่าน Frontiers Records เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 21 ของ Yes เป็นชุดแรกที่มี Jon Davison ในฐานะนักร้องนำอย่างเต็มตัว และเป็นสตูดิโออัลบั้มสุดท้ายที่ Chris Squire มือเบสผู้ก่อตั้งวงได้บันทึกกับ Yes ก่อนเขาเสียชีวิตในปี 2015 เมื่อย้อนกลับไปฟังหลังการจากไปของ Squire ความหมายของมันจึงเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันอาจไม่ใช่อัลบั้มอำลาที่ตั้งใจทำ แต่กลายเป็นภาพบันทึกครั้งสุดท้ายของ Yes ที่ยังมีทั้ง Steve Howe, Chris Squire และ Alan White อยู่ในสตูดิโอเดียวกัน จาก Fly from Here สู่ Heaven & Earth: Yes ต้องหาทิศทางใหม่อีกครั้งก่อนจะมาถึง Heaven & Earth Yes เพิ่งปล่อย Fly from Here ในปี 2011 ซึ่งเป็นอัลบั้มที่พยายามนำความเป็น progressive rock แบบมีเรื่องเล่าและความสัมพันธ์กับยุค Drama กลับมาอีกครั้งในไลน์อัป Steve Howe, Chris Squire, Alan White, Geoff Downes และ Benoît David แต่สถานการณ์ของวงเปลี่ยนเร็ว Benoît David มีปัญหาสุขภาพและออกจากวงในปี 2012 ขณะที่ Jon Davison นักร้องจากวง Glass Hammer เข้ามารับบทบาทใหม่ Davison มีเสียงสูง สว่าง และการออกเสียงที่ทำให้ผู้ฟังนึกถึง Jon Anderson ได้ทันที ทว่าเขาไม่ได้เป็น Anderson คนใหม่ และ Yes ก็ไม่ควรใช้เขาเพียงเพื่อจำลองยุคเก่ากลับมา ความสำคัญของ Davison คือเขาไม่ได้ถูกวางไว้เป็นนักร้องทัวร์เพียงอย่างเดียว เมื่อวงเริ่มเตรียมอัลบั้มใหม่ระหว่างช่วง Album Series Tour ในปี 2013 เขาเข้าไปมีส่วนร่วมในการแต่งเพลงอย่างจริงจัง เดินทางไปทำงานกับสมาชิกแต่ละคนถึงบ้านเพื่อพัฒนาไอเดียร่วมกัน วิธีทำงานนี้ส่งผลโดยตรงต่อบุคลิกอัลบั้ม เพราะเพลงไม่ได้เป็นเพียงไอเดียของ Steve Howe หรือ Chris Squire ที่รอนักร้องมาวางเสียง แต่หลายเพลงเป็นการพบกันของโลกดนตรีที่ต่างกัน: -
Davison นำเมโลดีที่ตรง สว่าง และเต็มไปด้วยความหวัง -
Howe นำกีตาร์ที่ละเอียด มีรากจาก folk, jazz, country และอังกฤษแบบเฉพาะตัว -
Squire นำแรงขับของเบสและเสียงประสานอันเป็นลายเซ็น Yes -
Alan White นำจังหวะที่มั่นคงและประสบการณ์ของคนที่อยู่กับวงมาตั้งแต่ปี 1972 -
Geoff Downes เติมคีย์บอร์ดและ texture แบบร่วมสมัย รายชื่อผู้แต่งเพลงก็สะท้อนว่า Davison ไม่ได้เป็นแค่ผู้ร้องนำ เขาร่วมเขียนหกจากแปดเพลง ขณะที่ “Light of the Ages” เป็นงานเดี่ยวของเขา และ “It Was All We Knew” เป็นเพลงที่ Steve Howe แต่งคนเดียว Roy Thomas Baker: โปรดิวเซอร์ของความหรู และความเสี่ยงของความเรียบการเลือก Roy Thomas Baker มาเป็นโปรดิวเซอร์คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่อธิบายว่าเหตุใด Heaven & Earth จึงฟังต่างจาก Yes ชุดก่อนหน้าอย่างชัดเจน Baker เคยทำงานกับ Yes ใน Paris Sessions ปี 1979 และมีชื่อจากงานกับ Queen, The Cars และศิลปินอีกจำนวนมากที่ให้ความสำคัญกับเสียงร้องซ้อน ความหนาแน่นของเลเยอร์ และรายละเอียดของสตูดิโอ เขาจึงเป็นคนที่เหมาะมาก หาก Yes ต้องการสร้างงานที่ให้เสียงร้องและบรรยากาศเป็นหัวใจ อัลบั้มนี้ผลิตโดย Baker มิกซ์โดย Billy Sherwood และมี Geoff Downes ดูแล keyboards กับ computer programming ผลลัพธ์คือเสียงของ Heaven & Earth ที่เนียน สว่าง และมีชั้นเสียงมาก กีตาร์ของ Howe ถูกทำให้เป็นสีสันที่ไหลผ่านเพลง คีย์บอร์ดของ Downes อยู่ในบทบาทสร้างฉาก เสียงร้อง Davison ถูกวางให้เด่นและสะอาด ส่วน harmony ถูกจัดวางอย่างประณีต แต่สิ่งเดียวกันนี้เองที่ทำให้เกิดคำวิจารณ์ตามมา เพราะเมื่อ production เน้นความนุ่มเกินไป กลองของ Alan White และเบสของ Chris Squire ก็ถูกลดความดิบและแรงกระแทกลงไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ Yes ยุค 70s ที่ Squire ไม่ได้เล่นเบสเป็นพื้นหลัง แต่เล่นเหมือนเครื่องดนตรีนำอีกชิ้นหนึ่ง Heaven & Earth จึงมีปัญหาไม่ได้อยู่ที่สมาชิกเล่นไม่ดี หากอยู่ที่การเลือกให้ทุกอย่าง “กลมกลืน” มากเกินไป จนหลายช่วงขาดแรงเสียดทาน—สิ่งที่เคยทำให้ Yes ฟังอันตราย มีชีวิต และคาดเดาไม่ได้ ถึงอย่างนั้น ความนุ่มนี้ก็ไม่ใช่อุบัติเหตุ มันคือทิศทางของอัลบั้มอย่างชัดเจน: Yes ไม่ได้ต้องการพิสูจน์ว่าเล่นซับซ้อนที่สุด แต่กำลังมองหาวิธีสร้างเพลงที่อบอุ่น สงบ และมีเมโลดีนำทาง ภาษาของ Heaven & Earth: Yes ที่ให้ “เพลง” มาก่อน “ตำนาน”ถ้า Yes ยุคคลาสสิกใช้เพลงยาวเพื่อพาผู้ฟังเดินทางผ่านภูมิประเทศทางดนตรี Heaven & Earth ใช้เพลงในฐานะพื้นที่ของความรู้สึก เนื้อร้องของอัลบั้มเต็มไปด้วยคำที่สัมพันธ์กับความเชื่อ ความหวัง ความรัก เวลา แสง การเปลี่ยนแปลง และการออกจาก “ตัวตนเล็ก ๆ ที่ปลอดภัย” ไปสู่ความเป็นไปได้ที่กว้างกว่า นี่คือธีมแบบ Yes อย่างชัดเจน เพียงแต่ถูกพูดด้วยภาษาที่ตรงกว่าและร่วมสมัยกว่า Jon Anderson ยุคคลาสสิก แทนที่จะเป็นภาพจักรวาลลึกลับซับซ้อนแบบ Tales from Topographic Oceans หรือภาษาเชิงจิตวิญญาณที่เปิดกว้างแบบ Awaken, Davison มักเขียนให้ผู้ฟังจับใจความได้ทันที: อย่าหมดศรัทธา, ก้าวข้ามความกลัว, มองหาทางออก, จดจำสิ่งดีงาม, และเชื่อว่ายังมีแสงอยู่ นี่ทำให้ Heaven & Earth เป็น Yes ที่แฟนบางคนรู้สึกว่า “ง่ายเกินไป” แต่ก็เป็น Yes ที่สื่อสารตรงที่สุดชุดหนึ่งในยุคหลัง Track-by-track review: ดนตรีและความหมายของแต่ละเพลง1. “Believe Again”“Believe Again” เปิดอัลบั้มด้วยการเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ของกีตาร์ Steve Howe และบรรยากาศคีย์บอร์ดที่นุ่มเป็นชั้น ก่อนที่เสียง Jon Davison จะเข้ามาเป็นจุดศูนย์กลาง เพลงยาวกว่าแปดนาที แต่ไม่ได้เดินทางแบบ prog epic ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนจังหวะ กลับค่อย ๆ ขยายอารมณ์ผ่าน melody, harmony และ guitar texture Howe เล่นแบบประหยัด เขาไม่พยายามดึงเพลงไปสู่ guitar showcase แต่ใช้กีตาร์เป็นเส้นแสงที่ลอยอยู่รอบเสียงร้อง ขณะที่ Squire คอยรักษาน้ำหนักอยู่ข้างล่าง แม้บทบาทเบสจะไม่ได้ดุดันอย่างเพลงยุคคลาสสิกก็ตาม ความหมายเนื้อเพลง: เพลงพูดถึงการกลับมาเชื่อในความรักและพลังของมนุษย์อีกครั้ง หลังผ่านความเจ็บปวด ความขัดแย้ง หรือความผิดหวัง เนื้อหาชวนให้ “ยกหัวใจขึ้นเหนือการต่อสู้” และเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงจากสิ่งผิดสู่สิ่งที่ดีขึ้นยังเป็นไปได้ นี่คือเพลงเปิดที่ประกาศธีมทั้งอัลบั้ม: Yes ชุดนี้ไม่ได้เริ่มด้วยการพิชิตโลก แต่เริ่มด้วยการฟื้นศรัทธา 2. “The Game”“The Game” คือเพลงที่มีความเป็น pop-rock ชัดที่สุดเพลงหนึ่งของอัลบั้ม จังหวะเดินอย่างมั่นคง chorus ถูกออกแบบให้ติดหู และเสียงร้องประสานถูกใช้เพื่อทำให้เพลงฟังสว่างและเปิดกว้าง เครดิตร่วมของ Chris Squire, Jon Davison และ Gerard Johnson ทำให้เพลงนี้มีความเป็นงานร่วมกันชัดเจน Squire ไม่ได้เล่นเบสแบบนำทุกท่อน แต่ยังช่วยให้เพลงมีน้ำหนัก และเสียง backing vocal ของเขายังคงเป็นสิ่งที่ทำให้ harmony มีความเป็น Yes อยู่ ความหมายเนื้อเพลง: “เกม” ในเพลงไม่ควรถูกอ่านเป็นการแข่งขันธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นภาพแทนของชีวิต ความสัมพันธ์ และกติกาที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อกำหนดว่าควรชนะหรือแพ้ เพลงดูจะเตือนว่าการเล่นตามระบบโดยไร้สติอาจทำให้เราสูญเสียสิ่งสำคัญกว่า—ความเข้าใจ ความจริงใจ และความเป็นตัวเอง ในบริบทอัลบั้ม มันคือ Yes ที่พูดเรื่องชีวิตด้วยภาษาตรงกว่าเดิม ไม่ใช่ Yes ที่สร้างจักรวาลสัญลักษณ์ขนาดมหึมา 3. “Step Beyond”“Step Beyond” เป็นเพลงที่ Steve Howe และ Jon Davison เขียนร่วมกัน และฟังเหมือนการจับมือระหว่างโลกของทั้งคู่: Howe นำความละเอียดของกีตาร์และการวางคอร์ด ส่วน Davison ทำให้เพลงมีทำนองที่ร้องตามได้ง่าย จังหวะของ Alan White ไม่ได้ซับซ้อน แต่มีความแน่นแบบนักดนตรีที่รู้ว่าควรผลักเพลงเมื่อไร Geoff Downes เติมเสียงคีย์บอร์ดอย่างระมัดระวัง ไม่ให้หนักจนบดบังความโปร่งของเพลง ความหมายเนื้อเพลง: ชื่อเพลงแปลตรงตัวว่า “ก้าวไปให้พ้น” ซึ่งคือแกนเนื้อหาหลักของเพลง มันพูดถึงการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ความกลัว ความลังเล และความเคยชินที่ทำให้คนติดอยู่กับที่ นี่เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับสถานะของ Yes ในปี 2014 อย่างน่าสนใจ: วงเองก็กำลังพยายามก้าวออกจากภาพจำของตน โดยไม่ตัดขาดจากอดีตทั้งหมด 4. “To Ascend”“To Ascend” คือหนึ่งในเพลงที่งดงามและเป็นธรรมชาติที่สุดของอัลบั้ม เป็นงานร่วมของ Jon Davison กับ Alan White และเน้น acoustic guitar, เสียงร้องที่อ่อนโยน และการจัดวางที่ปล่อยให้มีพื้นที่ว่าง Steve Howe เล่นกีตาร์ในแบบที่ทำให้เข้าใจทันทีว่าเหตุใดเขาจึงเป็นหนึ่งในเสียงสำคัญที่สุดของ Yes เขาไม่จำเป็นต้องเล่นเร็วหรือเล่นซับซ้อน แต่มีความสามารถทำให้โน้ตไม่กี่ตัวฟังเหมือนเปิดทิวทัศน์ได้ ความหมายเนื้อเพลง: เพลงพูดถึงการ “ขึ้นสูง” ไม่ใช่ในความหมายของชัยชนะทางโลก หากเป็นการยกระดับภายใน—การหลุดพ้นจากความหม่น ความกลัว หรือภาวะที่ทำให้เรามองเห็นชีวิตได้แคบลง นี่คือเพลงที่ใกล้กับจิตวิญญาณของ Yes ยุค Anderson มากที่สุดเพลงหนึ่ง แม้ภาษาจะไม่ลึกลับซับซ้อนเท่าเดิม มันไม่ได้พยายามเป็น “And You and I” ภาคใหม่ แต่ใช้ความอ่อนโยนในการพูดถึงความหวังแบบเดียวกัน 5. “In a World of Our Own”“In a World of Our Own” เป็นเพลงของ Jon Davison กับ Chris Squire และจุดเด่นอยู่ที่เสียงประสานกับการเคลื่อนตัวของเบส Squire เริ่มมีพื้นที่ให้แสดงบุคลิกมากกว่าเพลงก่อนหน้า แม้ production จะยังไม่ปล่อยให้เขาพุ่งออกมาเต็มกำลัง เพลงมีความ dreamy และเป็น pop ที่ลอยตัว แต่ไม่ถึงกับไร้ทิศทาง เพราะ Squire คอยทำให้ harmony มีแรงดึง ขณะที่ Howe เติมกีตาร์เป็นริ้วละเอียดอยู่รอบ ๆ ความหมายเนื้อเพลง: ชื่อเพลงอาจฟังเหมือนการหลบหนีจากโลกภายนอก แต่สารสำคัญไม่ได้ชวนให้ปิดตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว หากพูดถึงการสร้างพื้นที่ของความเข้าใจและความสัมพันธ์ร่วมกัน—โลกที่เราเลือกมองกันด้วยความหวัง แทนความกลัวหรือการแข่งขัน นี่คือความเป็น Yes แบบปลายยุคอย่างชัดเจน: โลกอาจซับซ้อนและรุนแรง แต่ดนตรีเสนอว่ามนุษย์ยังสามารถสร้าง “โลกของเราเอง” ที่ดีกว่าได้ 6. “Light of the Ages”“Light of the Ages” เป็นเพลงที่ Jon Davison แต่งคนเดียว และเป็นหนึ่งในเพลงที่เผยตัวตนของเขาได้ชัดที่สุด เขายังเล่น acoustic guitar ด้วยตามเครดิตของวง เพลงขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีความเป็น spiritual ballad เด่นชัด คีย์บอร์ดของ Downes สร้างชั้นบรรยากาศอ่อนนุ่ม ขณะที่ Howe เข้ามาแต้มรายละเอียดโดยไม่แย่งพื้นที่จากเสียงนำ ความหมายเนื้อเพลง: “แสงแห่งยุคสมัย” คือภาพของความหวังหรือปัญญาที่อยู่เหนือเวลาส่วนบุคคล มันอาจหมายถึงความทรงจำ ความรัก ความเชื่อ หรือพลังทางจิตวิญญาณที่ยังส่องอยู่ แม้โลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไป Davison ใช้ภาษาที่ไม่ซับซ้อน แต่พยายามพูดถึงแนวคิดแบบ Yes ดั้งเดิม: มนุษย์ไม่ใช่เพียงผู้ผ่านช่วงเวลาหนึ่งไปวัน ๆ หากเชื่อมอยู่กับสิ่งที่ใหญ่กว่าและยาวนานกว่า 7. “It Was All We Knew”“It Was All We Knew” เป็นเพลงเดียวที่ Steve Howe แต่งเพียงคนเดียว และมีบุคลิกต่างจากเพลง Davison อย่างชัดเจน ทั้งในด้านเมโลดี การใช้คอร์ด และความรู้สึกกึ่ง nostalgic ที่เข้มขึ้น ท่อน verse มีความหม่นและมีเงาของ Yes ยุคต้นอยู่บ้าง ก่อนที่เพลงจะเปิดไปสู่ chorus ที่สว่างกว่า บางบทวิจารณ์มองว่าเพลงนี้มีทั้งบรรยากาศของ Yes ต้นยุค 70s ในท่อน verse และความ playful ใกล้กับอัลบั้มเปิดตัวในท่อน chorus ความหมายเนื้อเพลง: เนื้อเพลงพูดถึงช่วงเวลาที่เรียบง่ายกว่าในอดีต—“ผลไม้เคยหวาน วันฤดูร้อนเคยยาว และนั่นคือทั้งหมดที่เรารู้” ตามถ้อยคำในเพลง แต่เพลงไม่ได้โรแมนติไซซ์อดีตอย่างไร้เงื่อนไข มันมีความรู้สึกว่าความไร้เดียงสานั้นผ่านไปแล้ว เรารู้มากขึ้น เจ็บมากขึ้น และไม่อาจกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก ในฐานะเพลงของ Howe มันจึงมีน้ำหนักพิเศษ: ฟังเหมือนการมองย้อนกลับไปยังชีวิตและประวัติศาสตร์ โดยไม่พยายามเรียกอดีตคืนมา 8. “Subway Walls”“Subway Walls” คือเพลงปิดและเป็นเพลงที่ใกล้เคียงกับ Yes แบบ progressive rock มากที่สุดของอัลบั้ม ด้วยความยาวเกือบเก้านาที มันเปิดพื้นที่ให้ Downes, Howe, Squire และ White ขยับ arrangement ได้มากกว่าเพลงก่อนหน้า นี่ไม่ใช่ epic ระดับ “Heart of the Sunrise” หรือ “Awaken” แต่มีส่วน instrumental, มี mood ที่ลึกลับกว่า และมีแรงตึงทางดนตรีมากพอจะทำให้รู้ว่า Yes ยังไม่ลืมวิธีสร้างการเดินทางผ่านเสียง เพลงเป็นงานร่วมของ Jon Davison กับ Geoff Downes ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมมันจึงมีทั้งความเป็น melodic-spiritual ของ Davison และโลกคีย์บอร์ดแบบ cinematic ของ Downes ความหมายเนื้อเพลง: “Subway Walls” ตั้งคำถามเชิงปรัชญาแบบ Yes อย่างตรงไปตรงมา: ความหมายของชีวิตอยู่ในดวงดาว ในอาคารศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ในกราฟฟิตีบนกำแพงรถไฟใต้ดินกันแน่? เนื้อเพลงพูดถึง “การเดินทางเชิงอัตถิภาวนิยม” และตั้งคำถามว่าเรากลัวเกินไปหรือไม่ที่จะออกจาก “ตัวตนเล็กและปลอดภัย” ที่เราคิดว่าเป็นตัวเรา นี่คือเพลงที่สรุปแกนอัลบั้มได้ดีที่สุด: ความหมายอาจไม่อยู่ไกลเกินเอื้อม ไม่ได้ซ่อนอยู่เฉพาะในจักรวาลหรือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่อาจอยู่ในสถานที่ธรรมดาที่สุด หากเรากล้ามองเกินกรอบเดิมของตัวเอง Heaven & Earth สำคัญเพราะอะไร?หากวัดด้วยมาตรฐานของ Yes ยุคทอง Heaven & Earth ย่อมมีข้อจำกัดชัดเจน มันขาดแรงผลักของ Chris Squire ในระดับที่ควรจะเป็น ขาดความกล้าหาญทางโครงสร้าง ขาดความปะทะของนักดนตรี และบางช่วง production ก็เรียบจนทำให้เพลงสูญเสียบุคลิกไป แต่การตัดสินว่าอัลบั้มนี้ “ไม่ดีเพราะไม่เหมือน Close to the Edge” ก็เป็นการฟังที่พลาดประเด็นไปเช่นกัน อัลบั้มนี้สำคัญเพราะเป็นต้นแบบของ Yes ยุค Jon Davison: -
Yes ที่ให้เมโลดีมาก่อนความพิสดาร -
Yes ที่ใช้เสียงประสานเป็นลายเซ็นหลัก -
Yes ที่ให้ Steve Howe เป็นนักวาดสีทางดนตรี มากกว่า guitar hero -
Yes ที่พยายามเขียนเรื่องความหวังอย่างตรงไปตรงมา -
Yes ที่ไม่พยายามสร้าง Chris Squire ปลอมขึ้นมาทดแทนใครในอนาคต และเหนืออื่นใด มันสำคัญเพราะเป็นสตูดิโออัลบั้มสุดท้ายของ Chris Squire กับวงที่เขาร่วมก่อตั้ง แม้ Heaven & Earth จะไม่ได้มอบบทบาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้เขา แต่ทุกครั้งที่เบสและเสียงประสานของ Chris ปรากฏขึ้น เรายังได้ยิน DNA เก่าแก่ของ Yes ซ่อนอยู่ใต้ความนุ่มของงานผลิต ถ้า Close to the Edge คือ Yes ที่ยืนอยู่บนยอดเขา มองเห็นโลกทั้งใบ และถ้า 90125 คือ Yes ที่เดินเข้าสู่มหานครนีออน Heaven & Earth คือ Yes ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างในเวลาเย็น มองแสงสุดท้ายของวัน และเลือกเขียนเพลงใหม่อย่างสงบแทนการพยายามพิสูจน์ว่าเคยปีนสูงเพียงใด มันอาจไม่ใช่ Yes ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่มันคือ Yes ที่เริ่มเรียนรู้ว่า การอยู่รอดไม่ได้หมายถึงการเป็นตัวเองในอดีตซ้ำอีกครั้งเสมอไป
| Create Date : 19 กันยายน 2569 |
|
0 comments |
| Last Update : 19 กันยายน 2569 6:48:28 น. |
| Counter : 355 Pageviews. |
|
 |
|