สิงหาคม 2560

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
20 สิงหาคม 2560
All Blog
Kansai Trip - Kyoto-Nara-Osaka 3 days 2 nights



 Kansai Trip
ทริปปุ๊ปปั๊ป 3 วัน 2 คืน
เกียวโต นารา โอซากา ฉบับคนมีเวลาน้อย


สวัสดีค่าเพื่อนๆแฟนเพจทุกคน วันนี้ดีใจมากที่ Jellyjourney จะได้กลับมาเขียนทริปญี่ปุ่นอีกครั้ง ครั้งสุดท้ายคือทริปนาโกย่าเมื่อเกือบ 4 ปีที่แล้ว

ปีนี้ได้ฤกษ์ดีกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้ง ภูมิภาคที่เลือกกลับไปที่แรกคือ คันไซ ค่ะ คันไซอยู่บนเกาะฮนชู ด้านล่างๆหน่อย มีเมืองที่สำคัญได้แก่ Osaka, Kyoto, Nara, Kobe เป็นต้น โดยภูมิภาคนี้ถือว่าสำคัญมากในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเพราะเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงเก่าทั้งสองแห่งของญี่ปุ่นเลย คือเมือง Nara และ Kyoto ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่กรุงโตเกียวในปัจจุบัน 

ทริปนี้เป็นทริปสั้นๆ สั้นมากจริงๆ 3 วัน 2 คืน แพลนคือไปเมือง นารา (Nara) เกียวโต (Kyoto) แวะไปเที่ยวอาราชิยามา (Arashiyama) และจบทริปที่โอซาก้า (Osaka)

ทริปนี้เดินทางกับการบินไทย ไฟลท์ TG 622 Bangkok - Kansai (Osaka) ไฟลท์นี้เวลาดีมากค่ะออกจากกรุงเทพ 23.30 นอนหลับมา 7 โมงเช้าปุ๊ปถึงญี่ปุ่นแล้วเที่ยวต่อได้ทันที


Day 1 Smiley

Nara

เมืองนาราเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี ค.ศ. 710-794 เป็นเมืองที่มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย เมืองนาราตั้งอยู่ทางขวาของโอซากาและทางใต้ของเมืองเกียวโต ดังนั้นจึงเหมาะแก่การมาเที่ยวถ้าหากมาภูมิภาคคันไซนี้ค่ะ

ออกมาจากสนามบินก็นั่งรถบัส (Kansai-Airport Limousine Bus) ตรงไปนาราเลยค่ะ ตั๋วรถบัสซื้อได้ง่ายๆออกประตูสนามบินตรงที่เขียนว่า Bus stop เมืองนาราอยู่หมายเลข 9 เราก็ซื้อตั๋วที่ตู้โดยสาร คนละ 2,050 เยน และมารอที่คิวเบอร์ 9 ค่ะ ถึงเวลารถก็มา แหม่ คิดถึงความตรงเวลาของญี่ปุ่นจริงๆ นั่งรถบัสยาวๆ 1 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงนารา เราลงที่ป้าย Nara Hotel แล้วก็เดินต่อเพื่อไปวัดโทได (Todai-ji)



บรรยากาศบนรถ


ระหว่างทางไปวัดก็ลากกระเป๋าไปด้วย คือจริงๆอะสามารถนั่งรถบัสไปลงสถานี JR Nara เพื่อแวะไปฝากกระเป๋าก่อนได้นะคะ แต่นี่ก็ขี้เกียจเสียเวลาไง ลากไปตลอดทางเลยจ้า ได้กล้ามแขนเบาๆแต่ก็ถือว่าเป็นพรอพละกัน แหะๆ

ทางเดินระหว่างทางบรรยากาศดีมาก




ได้แวะถ่ายกับน้องกวางที่สวนสาธารณะ (Nara Park) ด้วย กวางมาเป็นฝูงและดูจะไม่สนใจคนเลยซักนิด ผิดกับกวางที่วัดโดยสิ้นเชิง




Smiley Todaiji Temple

ถึงแล้ว วัดโทไดจิ หรือวัดหลวงพ่อโตแห่งเมืองนารา หลวงพ่อโตหรือไดบุตสึ Jellyjourney เคยพาไปชมแล้วรอบนึงแต่เป็น Daibutsu of Kamakura แต่คราวนี้เป็น Daibutsu of Nara ค่ะ วัดนี้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ ได้รับการสร้างขึ้นในปี พ..1294 มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวทำให้มีการบูรณะซ่อมแซมอยู่หลายครั้งเลย กว่าเราจะเข้าไปถึงอาคารไม้ที่ด้านในมีพระพุทธรูปหลวงพ่อโตอยู่นั้นเราต้องเดินผ่านประตูอีก 2 ชั้นก่อน ประตูแต่ละชั้นนี่ก็แกรนด์มากๆเลยนะคะ ลองสังเกตประตูชั้นแรกดูนะคะ ด้านซ้ายขวาจะมีรูปแกะสลักไม้ขนาดยักษ์ใหญ่


กว่าจะเดินผ่านประตูแต่ละชั้นก็แวะถายรูปกับน้องกวางไปเรื่อยๆค่ะ ใครสนใจให้อาหารน้องกวางก็สามารถซื้อเซมเบ้ได้ ราคาห่อละ 150 เยน ซื้อปุ๊ปกวางก็จะมารุมๆ แย่งอาหาร คือแบบบางตัวก็น่ารัก บางตัวก็ไม่น่ารักเลย aggressive มากและมีการงับหากได้อาหารช้า เราไม่ควรอยู่ใกล้น้องกวางมากเกินไปนะคะ เค้าก็มีป้ายห้ามอยู่ ระวังข้าวของนิดนึงด้วย เพราะเราโดนกวางงับแทกกระเป๋าที่เป็นกระดาษเข้าไป TT



ประตูชั้นสองจะเป็นประตูขายบัตรค่ะ เสียค่าเข้าชมคนละ 500 เยน


ถึงแล้ว The Great Buddha Hall อาคารหลังนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นอาคารไม้หลังใหญ่ที่สุดในโลกด้วย แต่จริงๆนี่ขนาดเล็กกว่าของดั้งเดิมนะเนี่ย ใหญ่เพียง 2 ใน 3 ของหลังเดิม

Daibutsu of Nara มีความสูงถึง 15 เมตร



อย่าลืมไปลองลอดเสาในอาคารดูนะคะ เค้าว่ากันว่าใครลอดได้จะมีแต่ความโชคดี แน่นอนว่า Jellyjourney ต้องลอง ผลคือลอดผ่านไปได้ค่ะ (แต่มีความลำบากนิดหน่อย) คนตัวใหญ่หน่อยก็สามารถลอดได้นะคะแต่ต้องมีเทคนิคอียงตัว ใช้ศอกซักนิด


ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงที่นารา ก็นั่งรถเมล์หน้าวัดเดินทางไปที่ JR Nara แวะกินข้าวกลางวันที่สถานี และนั่ง JR ราคา 710 เยน มุ่งหน้าไปยัง Kyoto Station ใช้เวลาประมาณ 49 นาทีค่ะ

Kyoto

ที่พักที่เกียวโตเราพักที่โรงแรม Almont ซื้อผ่านเวบ Booking.com ทำเลที่ตั้งโอเคเลยนะคะ เดินเพียง 5 นาทีจากสถานีเท่านั้น ห้องก็ไม่ได้เล็กมาก มีห้องอาบน้ำรวม ราคารวม breakfast แล้วตกคืนละ18,600 เยน

บรรยากาศห้องพัก


Smiley Fushimi Inari Shrine

ตกเย็นเปลี่ยนชุดนั่งรถไฟไปเที่ยวศาลเจ้าเทพอินาริหรือที่คนไทยรู้จักกันในนามศาลเจ้าเสาแดง หรือศาลเจ้าจิ้งจอก ศาลเจ้านี้เก่าแก่มากสร้างขึ้นตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 794 โดยเป็นศาลเจ้าชินโตสร้างขึ้นให้กับเทพอินาริ ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ด้านล่างภูเขาอินาริ อันเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ มีทางเดินให้ผู้คนที่มาศาลเจ้าเดินขึ้นภูเขาได้ด้วย และวนกลับลงมาเป็นวงกลม เห็นเค้าบอกว่าใช้เวลาราวๆ 3 ชั่วโมง ตลอดทางเดินนั้นก็จะมีเสาสีแดงหรือเสาโทริอิเรียงรายกว่าหมื่นต้นเลยทีเดียวนี่คงเป็นอีกจุดนึงที่สวยงามมากและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญค่ะ




มาที่นี่ก็ต้องถ่ายรูปกับเสาแดงอันเป็นสัญลักษณ์ แสงอาทิตย์จะหมดแล้วก็ต้องใช้

ขาตั้งกล้องช่วยหละงานนี้


มีมุมสวยๆอีกมากมายเลยค่ะที่นี่



บรรยากาศเมื่อพระอาทิตย์ตกก็สวยไปอีกแบบ



ศาลเจ้านี่อยู่ตรงข้ามสถานี JR Inari เลยถ้านั่งมา/ไปจาก JR Kyoto ราคาคนละ 140 เยนเท่านั้น หลังจากออกจากศาลเจ้าเราก็นั่งรถไฟจาก JR Inari ไป JR Kyoto และต่อ Karasuma line ลงสถานี Shiji ทั้งหมดราคา 350 เยน เพื่อไปทานราเมนน้ำดำที่ร้าน Gogyo ค่ะ


ราเมนน้ำดำรสชาติดีเชียวแต่อาหารอย่างอื่นยังไม่พิเศษเท่าไหร่เมื่อเทียบกับราคาแต่โดยรวมร้านบรรยากาศดีค่ะ





กลับโรงแรมมานอนพักผ่อนหลังจากเที่ยวมาทั้งวัน เตรียมตัวไป Arashiyama พรุ่งนี้ค่ะ


Day 2 Smiley

ทาน Breakfast ที่โรงแรม ขอบอกว่านี่เป็นครั้งแรกเลยที่เราจองโรงแรมที่ญี่ปุ่นแบบมีอาหารเช้า คือมันดีมากกก ก ไก่ล้านตัว อาหารอร่อยทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นปลาดิบ เครื่องเคียง ข้าวต้ม ซุป ผลไม้ ขนมหวาน กินจนอิ่มไปถึงเที่ยง


Arashiyama

แพลนวันนี้คือจะไปเที่ยวที่บริเวณอาราชิยามาและกลับมาในเมืองเกียวโตตอนเย็นๆ เก็บอีกซัก1 วัดค่ะ อาราชิยามาเป็น เขตพื้นที่ทางตะวันตกของโตเกียว จริงๆแล้วอาราชิมายาหมายถึงภูเขาทางตอนใต้ของฝั่งแม่น้ำ มีชื่อเสียงเป็นเมืองพักผ่อนหย่อนใจ มีสะพานที่สวยงาม มีภูเขา แม่น้ำและยังมีป่าไผ่อันเลื่องชื่ออีกด้วย ตาม Jellyjourney มาเที่ยวกันดีกว่า

นั่งรถไฟจากเกียวโตไปอาราชิยามา San-In line ใช้เวลา 16 นาที ราคา 240 เยน ลงรถไฟสถานี Saga-Arashiyama ปุ๊ปก็กะจะเดินเล่นในเมืองถ่ายรูปกับสะพาน กับป่าไผ่และวัดที่พลาดไม่ได้ก็คือวัด เท็นริวจิ (Tenryuji Temple) ทั้งหมดนี้อยู่ในระยะเดินถึงนะคะ แต่ถ้าอยากปั่นจักรยานเล่นก็มีร้านให้เช่าจักรยานอยู่มากมาย

Jellyjourney ชอบญี่ปุ่นที่สุดก็ตรงที่ในทริปนึงมีโอกาสได้มาเที่ยวเมืองที่ไม่ใช่เมืองใหญ่บ้างได้เดินเล่นเข้าร้านขายของซ้ายทีขวาที คือฟินมากกก



อันนี้เป็นร้านขายตะเกียบ ทั้งร้าน ไม่ว่าจะตะเกียบรูปแบบไหนมีขายหมดเยอะจนตาลาย


ที่วางตะเกียบก็น่ารักเกินบรรยาย


แตงกว่าเสียบไม้ อร่อยมากเลย ร้านของดองก็เป็นร้านอีกประเภทที่ต้องซื้อผักดองกลับไปฝากที่บ้าน


ถึงแล้วสะพานโทเก็ทสึเคียว Togetsukyo Bridge อากาศร้อนมาก แต่ก็ดีที่ฟ้าปลอดโปร่งเลย ถ่ายรูปได้แจ่มๆ อยู่ตรงนี้ถ่ายได้ประมาณ 100 รูป 555+




บรรยากาศรอบๆแม่น้ำ ครอบครัวพาลูกๆมาเล่น น่ารักดีค่ะ


Smiley Tenryuji Temple

วัดเท็นริวจิเป็นวัดนิกายเซน สร้างขึ้นในปีค.ศ.1339 และยังได้ถูกบันทึกเป็นมรดกโลกด้วย นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนสอนศาสนาพุทธนิกายรินซายเซน อยู่ภายใต้การดูแลของวัดเทนริวจิอีกด้วย วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1339 เมื่อเข้าไปจะมีบัตรขาย 2 ราคา คือราคาที่ชมแต่สวน 500 เยน และราคารที่ชมวัดด้วย 800 เยน ด้วยความที่เรามีเวลาไม่เยอะก็เลยซื้อแต่ตั๋วสวนไป พอเอาเข้าจริงแอบเสียใจเพราะถ้าซื้อตั๋ววัดเราจะมีโอกาสได้นั่งชมสวนในที่ร่มที่ระเบียงวัด ดูจากรูปได้..คนไม่มีบัตรก็ก้มหน้าตากแดดไปค่ะ TT วัดนี้เปิดทุกวันตั้งแต่ 8.30-17.30





เดือนมิถุนายนที่เราไปเป็นหน้าของดอกไฮเดรนเยีย หรือที่ญี่ปุ่นเค้าเรียก ดอก Ajisai สวยมากๆมีทั้งสีฟ้า สีม่วง สีชมพู สีขาว ข้อดีของการมาเที่ยววัดนี้คือเราสามารถทะลุไปที่สวนป่าไผ่ได้เลยค่ะ





Bamboo Grove

ทางเดินไม่ยาวมากค่ะ ถ้าเดินไม่หยุดแปปเดียวก็สุดแล้ว ต้นไผ่ที่เมืองนี้สวยมากเลย ต้นกลมและก็ผิวสะอาดสะอ้านมากๆ แวะถ่ายรูปเล็กน้อย



กลับไปขึ้นรถเมล์ด้วยการเดิน เปิดกูเกิลแมพแล้วก็เดินๆๆ ในที่สุดเราก็ถึง ป้ายรถเมล์! นั่งรถเมล์ 2 ต่อกลับโตเกียวค่ะ ค่ารถเมล์ไม่ใช่ถูกๆนะคะ ราคา 230 เยน ต่อเที่ยว แต่ก็สะดวกดีค่ะ นั่งมาลงหน้าวัดคิโยมิซุ (Kiyomizu-dera) เลย

Smiley Kiyomizu-dera

วัดคิโยมิซุเป็นอีกวัดที่สำคัญของกรุงโตเกียว สร้างขึ้นราว ค.ศ.780 บนภูเขาโอโตวะ ดังนั้นถ้าจะมาวัดนี้ก็ต้องเดินขึ้นเนินมาไกลพอสมควรค่ะ วัดนี้มีอีกชื่อคือวัดน้ำใส เพราะว่ามีน้ำจากน้ำตกโอโตวะไหลผ่านนั่นเอง ความพิเศษของวัดนี้คงอยู่ที่ตัวอาคารที่สูงมาก ตั้งอยู่บนเสาที่สูงถึง 13 เมตร และสร้างยื่นออกมาทำให้บริเวณระเบียงสามารถมองเห็นเมืองโตเกียวได้ไกลเลย


เสียใจที่ตอนมาวัดปิดซ่อมไปส่วนนึง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ จริงๆเค้าปิดซ่อมตั้งแต่ต้นปี 2017 และจะแล้วเสร็จราวๆปี 2020 แต่คิดในแง่ดีค่ะ ภาพนี้ไม่ได้เห็นกันง่ายๆถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก 55


ที่เสี่ยมเสียมซีที่ญี่ปุ่นน่ารักดีนะคะ


มาถึงไฮไลท์เด็ดของที่นี่ที่ห้ามพลาด ก็คือการอธิษฐานขอพรที่น้ำตกสามสายนี้ค่ะ



ถึงเวลาต้องอำลาโตเกียวกันแล้วสิน้า มาที่ไรก็ยังชอบเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ได้เวลานั่งรถไฟเข้าโอซาก้า ซื้อตั๋วรถไฟ JR Tokaido-Sanyo line ราคา 560 เยน ใช้เวลา 28 นาที ถึงสถานีโอซาก้า

Osaka

เชคอินที่โรงแรมก่อนเลย คืนนี้พักที่โรงแรม Osaka Tokyu REI Hotel ราคา 21,800 เยนไม่รวมอาหารเช้าค่ะ แพงมาก TT โรงแรมอยู่ใกล้สถานี Osaka เลย แต่ค่อนข้างใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที เพราะกว่าจะออกจากสถานีซึ่งใหญ่มากก็เสียเวลาแล้ว ถ้าให้แนะนำน่าจะเป็นการพักที่สถานีอื่นที่เล็กๆแล้วค่อยต่อทางรถไฟดีกว่า

เอาสัมภาระเก็บที่พักแล้วออกไปกินข้าวเย็นกับเดินเล่นย่านนัมบะ ออกจาที่พักไปก็แวะไปทานทาโกะยากิใกล้ๆที่พักก่อน เสร็จแล้วก็นั่งรถไฟ Midosuji Line จากสถานี Umeda ไปลงที่สถานี Osaka-Namba ราคา 230 เยน ไปถ่ายรูปกับป้ายกูลิโกะเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง :P


ขอซัก 1 รูป ป้ายกูลิโกะใหม่ไฉไลกว่าจัง มีกราฟฟิกคูลมากทั้งหนุ่มกูลิโกะวิงไปในที่ต่างๆบนโลก และเวลาด้านหลังก็เปลี่ยนไปจากพระอาทิตย์ตกเป็นพระอาทิตย์ขึ้นด้วย



แวะไปดูว่าร้านขายของลดราคา Don Quijote เป็นยังไง ร้านนี้เป็นร้านที่เพื่อนๆหลายคนคงรู้จักกันดีว่ามันขายทุกอย่างตั้งแต่ ขนม เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ของใช้ในบ้าน กระเป๋าเดินทางอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ จนไปถึงนาฬิกาแบรนเนม มันช่างอเมซิ่งดีจริงๆ จากนั้นเวลาก็ว๊าบไปหลายชั่วโมง รู้ตัวอีทีก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว รถไฟปิด ตึง!! ทำอะไรไม่ได้ก็ช้อปต่อไปและจำใจนั่งแทกซี่กลับโรงแรมค่ะ โดนค่าแทกซี่ไป 1520 เยน Smiley



Day 3Smiley

วันสุดท้ายแล้วววว เปิดด้วยการเดินไปทานร้านปลาดิบขั้นเทพ ร้านชื่อ"Harukoma" พิกัด https://goo.gl/maps/cdzwV228zny เราไปถึงร้านประมาณ10 โมงครึ่งค่ะ เป็นวันอาทิตย์ มีคิวอยู่แล้วไม่มาก ยังพอรับได้ ส่วนมากก็เป็นคนญี่ปุ่นนี่แหละค่ะ แปลว่าร้านนี้อร่อยแน่ๆ ขนาดคน local ยังมาทานเองเลยใช้เวลารอประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง เพราะลอตแรกเพิ่งเข้าไปเอง ร้านไม่ใหญ่มากค่ะ มีที่นั่งรอบเคาเตอร์ประมาณ 15 ที่ และโต๊ะนั่งที่นั่งได้ประมาณ 4 คน ประมาณ 4 โต๊ะ ถ้าใครจะนั่งโต๊ะก็ต้องรอนานนิดนึงนะคะ พูดคุยกับคนที่มาทานด้วยกัน เค้าก็บอกว่าเมนูเด็ดที่นี่คือ มากูโร พอได้ทานจริงๆก็เทพมากจริงๆ ฟินไปสามวัน

บรรยากาศหน้าร้าน (มีการเว้นช่องเพื่อไม่ให้บังหน้าร้านคนอื่นด้วยนะคะ อย่าเผลอไปต่ออันแรกหละ)



บรรยากาศในร้าน


เมนูทั้งหมดที่สั่งมาค่ะ รสชาตินี่อร่อยเหมือนตลาดปลา Tsukiji เลย





นั่งรถไฟจากสถานี Tenjinbashisuji 6-chome มาที่ Higashi-Umeda ราคา 180 เยน เพื่อมาชอปปิ้งอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ที่ Yodobashi และอีกหนึ่งสถานที่สุดโปรดของ Jellyjourney คือ Tokyu hands ค่ะ อยู่ได้ทั้งวันไม่มีวันเบื่อเลยย Tokyu hands โอซาก้าอยู่ในห้าง Daimaru

[วิธีทำ VAT Refund ญี่ปุ่นก็ง่ายๆเลย โดยเราสามารถทำเรื่องได้ที่ร้านหรือห้างที่เราซื้อของ อย่างถ้าเป็นYodobashi กับ Tokyu hands นี่ก็ทำได้ที่ร้านเลย และจะได้เป็นเงินสดกลับคืนมาเลยค่ะ VAT ที่ญี่ปุ่นมีอัตราอยู่ที่ 8% ค่ะ โดยสินค้าที่สามารถทำ VAT refund ได้นั้น แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ General items ได้แก่ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า อุปกรณ์กีฬา เครื่องใช้ที่เกี่ยวกับสุขภาพและเครื่องครัวรวมถึงเครื่องประดับต่างๆ อีกประเภทคือ Consumable item ได้แก่ เครื่องสำอาง เครื่องดื่ม อาหาร ยา บุหรี่ โดยต้องมียอดใช้จ่ายสินค้าแต่ละประเภทเกิน 5,000 เยน แต่ไม่เกิน 500,000เยน (ก่อนรวม VAT) แปลว่าเราจะต้องจ่ายค่าสินค้าในราคาที่รวมVAT ไปก่อนค่ะ และทำเรื่อง refund อีกครั้งภายในวันเดียวกัน


มัวแต่ชอปปิ้งเพลินแทบไปสนามบินไม่ทัน วิธีที่เร็วที่สุดตอนนั้นคือนั่งรถบัสไปสนามบินค่ะ แต่ปรากฎว่าเป็นวิธีที่สบายดีแหะ นั่งรถยาวๆไปเลยไม่ต้องเบียดใครบนรถไฟ ดูจะเป็นวิธีที่ดี เราสามารถไปขึ้นรถบัสได้ที่ Shinhankyu-Hotel ค่าใช้จ่ายตกคนละ 1,550 เยน อย่าลืมเลือกดีๆนะคะว่าเราจะไปลงสนามบินไหน ใช้เวลาประมาณ 54 นาทีก็ถึงสนามบิน เย่


เป็นอันจบทริปคันไซของ Jellyjourney หวังว่าทุกคนคงจะสนุกไปด้วยกันนะคะ มีเวลาเพียงสามวันก็สามารถเที่ยวได้ตั้งเยอะแยะเห็นมั๊ย  :)


Facebook page: Jellyjourney

IG: Jellyjourney

blog: //jellyjourney.bloggang.com




Create Date : 20 สิงหาคม 2560
Last Update : 20 สิงหาคม 2560 20:52:26 น.
Counter : 1628 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



jellyjourney
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 56 คน [?]



สวัสดีค่ะ ชื่อ เยลลี่ นะคะ blog นี้สร้างขึ้นเพื่อเอาไว้แบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ในการไปเที่ยวของเรากับเพื่อนๆทุกคน เข้ามาเยี่ยมชม มาคุยกัน หรือมีอะไรติชมแนะนำกันได้นะคะ

Facebook page: Jellyjourney

follow my Instragram @JELLYJOURNEY for extraordinary pics in my ordinary life
+++ Please stay tuned for "Norway" trip +++