ครัวแม่เนื้ออุ่น
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
17 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
Strawberry Cake




วันนี้เป็นวันเกิดพี่ที่ทำงานคนหนึ่งค่ะ ตอนกลางวันเลยมีปาร์ตี้เล็กๆ กันในที่ทำงาน โดยที่เจ้าของวันเกิดเป็นเจ้ามือสั่งอาหารมาให้เราหม่ำกัน หัวหน้าภาคของอุ่นเลยบอกให้อุ่นทำเค้กมาหนึ่งอย่างเพื่อทานเป็นของหวานกันในมื้อนี้

คิดมาหลายวันแล้วว่าจะทำเค้กอะไรดี อยากลองทำเค้กมะพร้าวก่อนก็ขี้เกียจเฉาะมะพร้าวเหลือเกิน ประกอบกับเคยซื้อสตอเบอรี่แช่แข็งของ Pan Asia มาเก็บไว้นานแล้ว อยากหาเรื่องกำจัดเสียทีเพราะรกช่องแข็งเหมือนกัน ฮิๆ

สุดท้ายก็เลยออกมาเป็น Strawberry Cake แบบนี้แหละจ้า อบใส่ถาดสี่เหลี่ยมสี่ปอนด์ เพราะถ้าอบแค่สามปอนด์ จะกินกันไม่ทั่วถึง ก็เลยได้เค้กสี่เหลี่ยมชิ้นเล็กๆ แบบนี้มาจ้า ^^

ตัวเค้กของอุ่นเป็นสปันจ์เค้กสูตรพี่แหม่ม Tiara แต่ใช้วิธีตีแบบคุณวรรณ LittleCatz

ส่วนซอสสตอเบอรี่ ให้สูตรซอสบลูเบอรี่โฮมเมดของแม่เดียร์ Anadiar ค่ะ ^^

มาดูส่วนผสมและวิธีทำกันก่อนนะคะ



Strawberry Cake

ส่วนผสมสปันจ์เค้กวานิลา

- แป้งพัดโบก 150 กรัม
- ผงฟู 1 1/2 ช้อนชา
- น้ำตาลทรายป่น 120 กรัม
- เกลือ 3/4 ช้อนชา
- นมสด 130 กรัม
- ไข่ไก่ 5 ฟอง
- เนยละลายรสเค็ม 105 กรัม
- เอสพี 15 กรัม
- กลิ่นวานิลา 1 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

1. ร่อนแป้งและผงฟูรวมกัน พักไว้
2. ตวงน้ำตาลทรายป่น เกลือ นมสด ไข่ไก่ ลงในโถผสม ปาดเอสพีที่หัวตะกร้อ ตีด้วยความเร็วสูงสุด 5 นาที
3. ใส่แป้งที่ร่อนไว้ ตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาที ระหว่างนี้ให้นำเนยไปละลายไมโครเวฟ
4. หยุดเครื่องตีเพื่อปาดอ่าง แล้วตีด้วยความเร็วสูงสุดอีก 6 นาที
5. หยุดเครื่องตีเพื่อปาดอ่างอีกครั้ง แล้วตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาที จากนั้นค่อยๆ รินเนยละลายลงไปให้เป็นสาย ตามด้วยกลิ่นวานิลา
6. ตีด้วยความเร็วต่ำอีก 1 นาทีแล้วตีด้วยความเร็วสูงสุดอีก 20 วินาที
7. อบไฟบน-ล่าง (สำหรับ OTTO 787) ไม่เปิดพัดลม 180 c ประมาณ 40-45 นาที

ส่วนผสมซอสสตอเบอรี่ (1/4 สูตร จากสูตรต้นฉบับ)

- สตอเบอรี่แช่แข็ง Pan Asia 250 กรัม
- น้ำตาลทราย 200 กรัม
- น้ำเปล่า (1) 175 กรัม
- แป้งกวนไส้ 37 กรัม
- น้ำเปล่า (2) 75 กรัม

วิธีทำ

1. นำน้ำเปล่า (1) ต้มรวมกับน้ำตาลทรายจนน้ำตาลทรายละลาย
2. ใส่สตอเบอรี่ลงไปแช่ในน้ำเชื่อมอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
3. กรองเนื้อสตอเบอรี่พักไว้
4. เติมน้ำเปล่า (2) และแป้งกวนไส้ลงในน้ำเชื่อมสตอเบอรี่ ตั้งไฟกวนจนแป้งสุกใส ใส่เนื้อสตอเบอรี่ที่กรองไว้
5. คนอย่างเบามือ ยกลงมาแช่และคนต่อในกะละมังแช่น้ำแข็งให้ซอสเย็นเร็วขึ้น

ส่วนผสมวิปครีม

- วิปปิ้งครีม 600 กรัม
- น้ำตาลไอซิ่ง 4 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ตีวิปปิ้งครีมกับน้ำตาลไอซิ่งด้วยความเร็วสูงจนตั้งยอดอ่อน นำไปปาดหน้าเค้ก

ด้วยความที่ซอสโฮมเมดของแม่เดียร์กวนง่ายและใช้เวลาไม่มาก อุ่นเลยไม่ค่อยกวนตุนไว้เท่าไหร่ค่ะ จะใช้เมื่อไหร่ก็ค่อยกวน เพราะเป็นพวกวิตกจริต ชอบกลัวว่าของกินที่แช่ไว้ในตู้เย็นมันจะเสีย ก็เลยหารสูตรแม่เดียร์ซะ 1/4 เลย

ส่วนน้ำตาล จริงๆ ถ้าเป็นสูตรต้นฉบับจะเป็น 300 กรัม แต่ผลไม้แช่แข็งของ Pan Asia ไม่ค่อยเปรี้ยวค่ะ ทั้งบลูเบอรี่ สตอเบอรี่ และราสเบอรี่ เลยต้องลดน้ำตาลลง ไม่อย่างนั้นจะหวานเกินไป



ตวงน้ำเปล่า (1) กับน้ำตาลรวมกันในหม้อ ตั้งไฟคนให้น้ำตาลละลาย



ระหว่างที่รอให้น้ำตาลละลาย ก็มาเตรียมสตอเบอรี่แช่แข็งไว้ หากชอบแบบตู้มๆ จะใส่เพิ่มกว่าสูตรก็ได้นะคะ



บางคนอาจชอบสตอเบอรี่เป็นลูกๆ แต่เพราะเราจะใช้สอดไส้เค้ก ถ้าซอสมีสตอเบอรี่เป็นลูกๆ จะตัดลำบาก เลยต้องหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไว้ อุ่นหั่นสี่ค่ะ ถ้าลูกไหนเล็กๆ ก็หั่นสอง



น้ำตาลละลายหมดแล้ว ไม่ต้องรอให้เดือดหรือข้นนะคะ ดับไฟ ยกลง แล้วก็ใส่สตอเบอรี่ลงไปแช่ทิ้งไว้เลยค่ะ



แช่สตอเบอรี่ทิ้งไว้ แล้วก็หันมาทำเค้กกันค่ะ

ตวงน้ำตาลป่น เกลือ ไข่ไก่ นมสด รวมกันในโถผสม

สาเหตุที่อุ่นใช้นมสดแทนน้ำ+นมข้นจืด เพราะอย่างที่หลายๆ คนบอกว่าค่ะตอนนี้นมข้นจืดไม่ใช่นมจริงๆ แล้วแต่เป็นไขมันปาล์มมาดัดแปลง ซึ่งทำให้เซ็งมากๆ จริงๆ นะ อะไรจะลดต้นทุนขนาดนั้น เลยใช้นมสดแทนทั้งหมดเลยค่ะ

ปาดเอสพีที่หัวตะกร้อ ตีด้วยความเร็วสูงเป็นเวลา 5 นาที



ระหว่าง 5 นาทีนั้น ก็หันมาตวงแป้งกับผงฟูรวมกัน



ร่อนสองรอบแล้วห่อกระดาษไขพักไว้ก่อน



ตวงเนยรอไว้ด้วยค่ะ แต่ยังไม่เอาไปละลายนะคะ เตรียมไว้ใกล้ๆ มือนั่นแหละ



ครบ 5 นาทีแล้ว ส่วนผสมจะข้น ไหลจากหัวตะกร้อเป็นสายๆ ซ้อนทับกันเหมือนริบบิ้น ที่เค้าเรียกกันว่า Ribbon Stage ถ้าครบ 5 นาทีแล้วยังไม่ข้นแบบนี้ เดาว่าอาจมีปัญหาเรื่องไข่เก่าหรือเอสพีเสีย ให้เพิ่มเอสพีลงไปประมาณ 3-5 กรัม แล้วตีต่ออีกประมาณ 2-3 นาทีนะคะ



ใส่แป้งที่ร่อนไว้ลงไปค่ะ



ตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาที ระหว่างนี้ให้วอร์มเตาอบที่ 180 c ไฟบน-ล่าง แล้วเอาเนยไปละลายในไมโครเวฟด้วยความร้อนสูงครั้งละ 15 วินาที ประมาณ 2-3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายอาจเหลือเนยที่ไม่ละลายเป็นก้อนเล็กๆ ก็ให้นำออกมาใช้ช้อนคนให้ละลาย เนยจะอุ่นพอดีตอนจะต้องใช้ค่ะ



เนยละลายร้อนๆ พักไว้จะอุ่นพอดีตอนที่จะต้องใช้ค่ะ



หลังจากตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาทีแล้ว หยุดเครื่องเพื่อปาดอ่าง แล้วตีต่อด้วยความเร็วสูงสุด 6 นาที

ระหว่างนี้ ก็มาเตรียมพิมพ์ด้วยการใช้กระดาษไขรองพิมพ์ ไม่ต้องทาไขมัน



เมื่อครบ 6 นาทีแล้ว ปาดอ่างอีกครั้ง ตีด้วยความเร็วต่ำอีก 1 นาทีค่ะ



ระหว่างที่ตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาทีนั้น ก็นำเนยละลายออกมาคนๆ ให้มันคลายร้อนมากขึ้น พอครบ 1 นาทีก็ค่อยๆ ใช้ช้อนตักเนยละลายใส่ทีละช้อน แล้วเวลาใส่ก็ไม่ใช่เทพรวดลงไปหมดช้อนนะคะ ค่อยๆ เทลงไปเป็นสายช้าๆ ค่ะ ดูจนเห็นว่าเนยถูกตีเข้ากับส่วนผสมดีแล้ว จึงค่อยใส่ช้อนต่อไป



เมื่อใส่เนยละลายหมดแล้ว ก็ใส่กลิ่นวานิลาตามลงไป ตีให้เข้ากัน (คือ ให้สีของวานิลากลืนหายไปกับส่วนผสม) ก็หยุดเครื่อง ปาดอ่าง ตีด้วยความเร็วต่ำ 1 นาทีและตีด้วยความเร็วสูงสุดอีก 20 วินาที (อุ่นนับ 1-20 แล้วปิดเครื่อง)

เทลงพิมพ์ที่เตรียมไว้ ขยับๆ หมุนๆ ถาดเบาๆ เพื่อให้แบทเทอร์กระจายทั่วถาดและมีความสูงในระดับเดียวกัน



อบด้วยไฟ 180 c บน-ล่าง ไม่เปิดพัดลม เป็นเวลา 40-45 นาทีค่ะ (ตอนวอร์มเตาอบจะเปิดพัดลม แต่ตอนอบจะปิดพัดลมค่ะ)

ภาพนี้ถ่ายมาเพื่อยืนยันว่า OTTO 787 ใส่พิมพ์ได้สูงสุด 10x10 นิ้วจ้า



พอส่งเค้กเข้าเตาอบเรียบร้อยแล้ว ก็หันมาทำซอสสตอเบอรี่ต่อ

กรองเนื้อสตอเบอรี่ออกจากน้ำเชื่อม



เติมแป้งกวนไส้และน้ำเปล่า (2) ลงในน้ำเชื่อม



ใช้ตะกร้อมือคนแรงๆ ให้แป้งละลาย แล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อน กวนไปเรื่อยๆ



จริงๆ แล้วการกวนซอส ต้องคนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้แป้งจับตัวเป็นก้อน แต่ระหว่างที่รอให้หม้อร้อนอยู่นั้น ก็วิ่งไปเอาน้ำแข็งมาแช่น้ำในกะละมังรอไว้ค่ะ เพราะเดี๋ยวเราจะต้องใช้



เทคนิคในการใช้หม้อหุงข้าวกวนซอสของอุ่นก็คือ

ด้วยความที่หม้อหุงข้าวปรับความร้อนไม่ได้ อุ่นจะกวนซอส (หรือแม้แต่ซอสส้มสำหรับราดหน้าเค้กส้ม) แค่พอเกือบสุกทั้งหมด คือเห็นว่าส่วนใหญ่เริ่มข้นและใส แต่มีบางส่วนที่ยังขุ่นและเหลว อุ่นก็จะยกออกมากวนต่อบนที่วางของร้อน เพราะความร้อนที่เหลือในหม้อและในซอส จะทำให้ซอสสุกต่อไปอีก ถ้ากวนต่อบนเตาจนซอสใส ซอสจะข้นเกินไปตอนยกลงค่ะ



เห็นไหมคะ เอาออกมากวนนอกเตา ซอสก็ยังสุก ใส และข้นได้แบบนี้เลย ถ้ายังกวนบนเตาต้องข้นเกินไปแน่ๆ



ใส่เนื้อสตอเบอรี่ที่กรองไว้ลงไปแล้วทิ้งไว้ก่อน เพราะอุ่นเริ่มได้กลิ่นไหม้ ๕๕๕ รีบไปดูเค้กอย่างไว



เค้กไหม้ไปแล้วเพราะมัวกวนซอสเพลินไปหน่อย เอิ๊กๆ แต่ไม่เป็นไรค่ะ นิดหน่อยๆ

กระแทกพิมพ์เบา 1-2 ครั้งแล้วพักเค้กไว้บนตะแกรงก่อนนะคะ



หันมาทำซอสต่อ ใช้ช้อนคนให้เข้ากัน แล้วนำหม้อลงไปแช่ในกะละมังน้ำเย็นที่เราเตรียมไว้ คนต่ออย่างเบามือ

ที่เราต้องแช่หม้อในน้ำเย็นเพื่อให้ซอสเย็นเร็วขึ้น หากคนไปเรื่อยๆ โดยไม่แช่น้ำเย็น ความร้อนที่ยังมีอยู่ในซอสจะทำให้ผลไม้เละไปเสียก่อน



ซอสเย็นแล้วก็ตักใส่ภาชนะ แช่ตู้เย็นรอไว้ก่อนค่ะ



หันมาดูเค้กของเรา ใช้มีดกรีดรอบพิมพ์แล้วคว่ำออกจากพิมพ์



ลอกกระดาษไขชื่นชมตรูด สีเข้มนิดหน่อยแต่ไม่เป็นไร แค่ไม่เป็นไตก็พอ

คนที่ยังทำสปันจ์เค้กเป็นไตอยู่ อย่าเพิ่งท้อนะคะ ตอนอุ่นหัดทำก็เป็นไตไปสิบๆ ก้อนจนคุณวรรณต้องเรียกไปติวเป็นการส่วนตัวเลยเชียว แต่ถ้าจับจุดได้ก็จะไม่เป็นไตอีกเลยค่ะ



หงายเค้กขึ้น ใช้มีดศัลยกรรมให้ขาวจั๊วะ

ปกติเวลาอบสปันจ์ อุ่นจะมีปัญหาเรื่องหน้าเค้กแฉะ แต่คราวนี้ทำหน้าไหม้ ปัญหานี้จึงหมดไป หน้าแห้งสนิท อิอิ



สไลซ์เค้กเป็น 2 ชั้นค่ะ เวลาทำเค้กเป็นถาดแบบนี้ อุ่นว่าทำ 2 ชั้นก็พอนะคะ 3 ชั้นจะสูงเกินไปสำหรับเค้กชิ้น



จับแยกค่ะ เค้กจะได้เย็นเร็วๆ



ระหว่างที่รอให้เค้กเย็น มาตีวิปครีมรอก่อนได้เลยค่ะ

ตวงวิปครีมกับน้ำตาลไอซิ่งรวมกัน



อ้อ ลืมบอกไปค่ะว่า พอส่งเค้กเข้าเตาอบแล้ว อุ่นก็รีบล้างหัวตีกับโถผสมเอาไปแช่ช่องแข็งรอไว้สำหรับตีวิปครีม

ตีด้วยความเร็วสูงจนตั้งยอดอ่อน เวลาตีวิปครีมต้องคอยสังเกตค่ะ พอเริ่มเป็นรอยตะกร้อต้องคอยหยุดเครื่องแล้วยกหัวตะกร้อขึ้นมาดูบ่อยๆ ว่าตั้งยอดอ่อนหรือยัง เพราะถ้าตีมากเกินไป จะปาดครีมได้ไม่เรียบ ปาดยากค่ะ

ในรูปก็ยังตั้งยอดอ่อนเกินไปหน่อย ควรตีต่ออีกสักนิด



หันไปดูเค้ก ตรวจสอบว่าเย็นสนิทหรือยัง ถ้ายังไม่เย็นสนิทต้องเอาวิปครีมที่ตีไปพักในตู้เย็นก่อน เพราะถ้าขืนปาดไปตอนที่เค้กยังไม่เย็น วิปครีมจะละลายนะคะ

แต่ถ้าเค้กเย็นสนิทแล้ว ก็ปาดโลด

ปาดวิปครีม โปะด้วยซอสสตอเบอรี่



วางทับด้วยเค้กชั้นที่ 2 แล้วปาดวิปครีมทับอีกรอบ ใช้ไพ่ปาดเค้กช่วยปาดให้หน้าเรียบด้วยนะคะ

เหลือวิปครีมเอาไว้สำหรับบีบหน้าเค้กด้วยค่ะ



ใช้มีดหรือที่สไลซ์เค้กทำรอยเอาไว้บนหน้าเค้ก อุ่นจะตัด 16 ชิ้นก็แบ่งเค้กเป็น 16 ช่อง

ทำรอยเบาๆ ก็พอนะคะ ไม่ต้องกดไปถึงตัวเค้กหรอก



ที่ทำรอยเอาไว้ เพราะเราจะบีบครีมเพื่อเป็นขอบกั้นเวลาจะราดซอสบนหน้าเค้กน่ะค่ะ ที่อุ่นบีบเป็นเส้นๆ แทนที่จะมีลีลาอ่อนช้อยงดงามกว่านี้ เพราะตอนทำจริงๆ ตวงวิปปิ้งครีมแค่ 500 กรัม แล้วมันเหมือนจะไม่พอ ถ้าจะบีบยกๆ ให้สวยๆ วิปครีมต้องไม่พอแน่ๆ เลยบีบเป็นเส้นๆ ธรรมดาๆ แทน

เรียบร้อยก็เอาไปแช่ช่องแข็งให้มันเซ็ทตัวสักเล็กน้อย



จะอาบน้ำนอนแล้ว ดังนั้น แค่ให้หน้าเค้กเซ็ทตัวสักหน่อย อุ่นก็เอาออกมาตัดเป็นชิ้นๆ แบบนี้ แล้วส่งกลับเข้าช่องแข็งเหมือนเดิม

ที่อุ่นทำแบบนี้เพราะว่า หากแช่ช่องแข็งทั้งคืนแล้วค่อยเอามาตัดตอนเช้า มันจะแข็งจนตัดยากมาก ก็เลยตัดไว้ก่อน พรุ่งนี้เช้าตอนจะนำออกมาห่อกระทงฟอยล์ ก็ใช้มีดตัดตามรอยที่เราตัดไว้ก่อนเบาๆ ก็จะตัดง่ายขึ้น

สาเหตุที่ไม่แช่ช่องธรรมดา เพราะระหว่างการเดินทางไปที่ทำงานอาจทำให้เค้กละลายได้ เลยแช่ช่องแข็งให้มันแข็งๆ ไว้ก่อนดีกว่า



ตื่นเช้า ก่อนอาบน้ำแต่งตัว ก็นำเค้กออกมาจากช่องแข็ง ใช้มีดตัดย้ำรอยที่เราตัดนำไปเมื่อคืน แล้วแบ่งใส่กระทงฟอยล์ ห่อพลาสติกไปตามเรื่องตามราว



อ่ะ .. หมุนให้พิศอีกสักมุม พร้อมเศษเค้กรกสายตาอยู่ลิบๆ (555)



ไหนๆ ก็ถ่ายรูปแล้ว เลยจับแต่งหน้าทาปาก หยอดซอสสตอเบอรี่เสียเลย



ให้ยลอีกสักรูป เฮ้อ รำคาญเศษเค้กตรงนั้นเสียจริง น่าจะเช็ดออกเสียหน่อย จะมักง่ายไปถึงไหนก็ไม่รู้ (ตอนนั้นรีบค่ะ จะได้แต่งตัวไปทำงานเสียที เดี๋ยวรถติด) ภาพเลยไม่สวยเลย



พันพลาสติก ห่อฟอยล์ เรียบร้อยแล้วจ้า ทำแบบนี้หยิบกินง่ายดี ไม่ต้องวิ่งหามีด หาจานมาตัดแบ่งกันอีก



มีอยู่ชิ้นหนึ่งหน้าตายับเยินที่สุด เป็นชิ้นสุดท้ายที่เอามารองกระทงฟอยล์ค่ะ แต่มันดันพลิกหน้าคว่ำซะก่อน เลยเอาไว้ริมๆ แล้วตอนแจกกินกัน อุ่นก็รีบหยิบชิ้นที่เยินๆ นั่นแหละมากินซะก่อนเพื่อทำลายหลักฐาน



ขอบคุณพี่แหม่มสำหรับสูตรสปันจ์เค้กอร่อยๆ ที่ทำกี่ครั้งก็ไม่เคยผิดหวัง

ขอบคุณพี่เดียร์สำหรับสูตรซอสที่กลายเป็นสูตรประจำตัวไปซะแล้ว สะดวกมากจริงๆ ค่ะ ไม่เคยต้องซื้อซอสผลไม้แบบกระป๋องเลยตั้งแต่เจอสูตรซอสโฮมเมดของพี่เดียร์

ลากันไปด้วยภาพนี้ พบกันใหม่ในเมนูหน้า สวัสดีค่ะ.



Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2552 16:37:08 น. 16 comments
Counter : 3931 Pageviews.

 


สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยมบล็อค
และแอบลอกสูตร
ยินดีที่รู้จักนะคะ




โดย: ป้าตุ้ย (amornsri ) วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:17:02:22 น.  

 
ทำน่ากินจัง....


โดย: เจ้เชง วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:18:38:34 น.  

 
แอบมารับคำขอบคุณเงียบๆ แล้วจากไปด้วยรอยยิ้ม ^^

มีความสุขทุกครั้งเมื่อมีคนนำสูตรของเราไปทำค่ะ น่าทานมากๆ


โดย: tiara IP: 125.27.162.234 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:18:59:05 น.  

 
สีหวานน่าหม่ำจังเลยค่ะ


โดย: sweetie bakery วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:22:58 น.  

 
สวยหวานมากๆ


โดย: wee_nong วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:31:20 น.  

 
สวยน่ากินมากๆค่ะ


โดย: dew_monamoji วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:33:41 น.  

 
พลาดอีกแล้วเรา....


โดย: ตันหยง IP: 124.121.100.236 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:22:23:13 น.  

 
กรี๊ด หวานได้อีก น่าหม่ำมากจ้า


โดย: Ab Psy ReinDEAR++ วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:23:21:25 น.  

 
ว้าวววว สีสันแดงๆของซอสสตอร์ฯ นี่ช่าวยั่วยวนดีจริงๆเลยค่ะ อยากชิมจัง


โดย: อ้อมกอดของความเหงา วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:23:44:52 น.  

 
น่าทานจังค่ะ

ว๊านหวาน


โดย: นู๋แหม่ม (Bakingmonster ) วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:9:19:22 น.  

 
แดงสดใส กิ๊บกิ้วมั่กๆ


โดย: หลั่มหมั่นเหม่ง วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:11:04:34 น.  

 
น่ารักจังค่ะ ขอคำล่ะ1อัน


โดย: popang (popang ) วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:17:31:15 น.  

 
น่ากินจัง ขอเซฟหน้านี้ไว้นะคะ ขอบคุณค่ะ


โดย: wiyada_susi วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:16:58:37 น.  

 
น่าอร่อยจังคะ
อยากทำได้บ้างจัง


โดย: การเดินทางของความรัก วันที่: 4 มีนาคม 2552 เวลา:14:00:31 น.  

 
ขอคำแนะนำหน่อยได้มั้ยค่ะ
ทำอย่างไรให้เค้กไม่ตันๆ เป็นไตๆ
ทำไงให้มันฟูค่ะ เพราะทำแล้วเค้กไม่ฟูเลย

ขอบคุณมากค่ะ


โดย: coo IP: 125.27.181.16 วันที่: 10 กันยายน 2553 เวลา:17:35:33 น.  

 
สวัสดีค่ะ แอบเข้าดูสูตรขนมเค้กค่ะ น่าทานทุกอย่างเลยค่ะ จะลองทำแต่ของไม่ครบค่ะ ไม่รู้ทำออกมาจะเป็นไง แต่ก็จะลองค่ะ แน่ะนำได้มั้ยค่ะ พอดีไม่มีสารเอสพีใช้อะไรแทนได้บ้างค่ะ ขอขอบคุณค่ะ


โดย: เอลิซ่า IP: 109.215.157.241 วันที่: 13 มีนาคม 2555 เวลา:4:26:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แม่เนื้ออุ่น
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 38 คน [?]




ถ้าใครมีคำถามอยากพูดคุยแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะกับเมนูที่ไม่ได้โพสต์เป็นหน้าแรกของบล็อก รบกวนส่งข้อความมาทางหลังไมค์ดีกว่านะคะ เพราะอุ่นจะไม่ได้เข้าไปดูบล็อกหน้าเก่าๆ ว่ามีใครฝากคำถามใหม่ๆ เอาไว้หรือไม่ กว่าจะได้เข้าไปดู บางทีก็ผ่านมาแล้วหลายเดือน -_-

หรือถ้าไม่มีล็อกอินพันทิป ส่งหลังไมค์ไม่ได้ ก็รบกวนฝากคำถามไว้ที่หน้าแรกของบล็อกนะคะ อุ่นจะได้เห็นและตอบได้ทันใจค่า
Friends' blogs
[Add แม่เนื้ออุ่น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.