วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

วิจารณ์หนัง : 47 ronin ซามูไรเลือดผสม



นับเป็นการกลับมาแสดงหนังฟอร์มใหญ่อีกครั้งของ คีอานู รีฟส์ ที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับภาพยนตร์แอ็กชั่น 47 ronin สร้างโดยอ้างอิงจากเรื่องจริงของ 47 ซามูไร ที่ยอมพลีชีพเพื่อการแก้แค้นให้ ไดเมียวอะซะโนะ นะงะโนะริ  เจ้านายที่ถูกลงโทษให้ เซปปุกุ หรือ ฮาราคีรี คว้านท้องหลังเขาถูก คิระ โยะชินะกะ ข้าหลวงผู้มีอิทธิพล ยั่วให้โกรธจนทำผิดกฏชักดาบในปราสาทโชกุน 

ตามตำนาน 47 ซามูไร ที่ตอนนั้นไร้เจ้านายจึงถูกเรียกว่าโรนินได้วางแผนนาน2ปี รวมตัวกันโจมตีคฤหาสถ์ของคิระในเอะโดะที่มีทหารหลายร้อยนายเฝ้าอยู่เมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1703 เพื่อเป็นการกอบกู้ศักดิ์ศรีให้เจ้านาย พวกเขาสามารถตัดหัวของ คิระ มาวางหน้าหลุมศพของ ไดเมียวอะซะโนะ ได้ แต่ทั้งหมดก็ถูกทางการลงโทษด้วยการสั่งให้ทำฮาราคีรีฆ่าตัวตายเพื่อชดใช้ความผิด ตามวิถีทางอันทรงเกียรติแห่งบูชิโด 

แต่ในภาพยนตร์ 47 ronin มีการเพิ่มตัวละคร ไค (คีอานู รีฟส์) หนุ่มเลือดผสมระหว่างชายยุโรปกับหญิงญี่ปุ่นที่เป็นที่น่ารังเกียจของคนญี่ปุ่นในสมัยนั้น ถูกชุบเลี้ยงโดย ลอร์ดอาซาโนะ (มิน ทานากะ) เจ้าเมืองอะโกะ ไค แอบรัก มิกะ (โค ชิบาซากิ) ลูกสาวของลอร์ดอาซาโนะ ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้

หลายปีต่อมา มิยูกิ (รินโกะ คิคุจิ) แม่มดตัวร้าย สมุนมือหนึ่งของ ลอร์คคิระ (ทาดาโนบุ อาซาโนะ) วางแผนจน ลอร์ดอาซาโนะ ติดกับถูกโชกุนลงโทษให้ฮาราคิรีตัวเอง พร้อมยกเมืองและ มิกะ ให้กับ ลอร์คคิระ ที่ต่อมาจับ โออิชิ โยชิโอะ (ฮิโรยูกิ ซานาดะ) หัวหน้าซามูไรของลอร์ดอาซาโนะ ไปขังในบ่อนํ้า และ สั่งขาย ไค ไปเป็นทาสบนเกาะ เมื่อ โออิชิ ถูกปล่อยตัวเขาจึงรวบรวมซามูไรลูกน้องเก่าที่ตอนนี้กลายเป็นโรนินกลับมาช่วยกันล้างแค้นให้เจ้านาย

บทของหนังดูแบนราบไปหน่อย เดินเรื่องตามตำนานแต่เพิ่มความแฟนตาซีเข้ามา แค่ตัวละครเอเชียพูดภาษาอังกฤษกันทั้งเรื่องก็แปลกแล้ว ส่วนผสมของเอเชียกับตะวันตกดูไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ ช่วงกลางเรื่องอืดจนถึงขั้นน่าเบื่อ บทสรุปของหนังไม่แปลกใหม่ คาดเดาได้ง่ายจึงไม่ค่อยมีความตื่นเต้น เมื่อเทียบกับหนังแนวเดียวกันอย่าง The Last Samurai ที่มี ทอม ครูซ แสดงนำ ซึ่งจับประเด็นวิถีแห่งนักดาบหรือบูชิโดได้ลึกซึ้งกว่า

ฉากสัตว์ประหลาดต่างๆถือว่าทำออกมาได้ดี ภาพเนียนสวยทีเดียว ทว่า เป็นส่วนที่ถูกเพิ่มเขามาจึงดูไม่สำคัญเท่าไหร่ การที่กลุ่มโรนินก่อนจะไปแก้แค้นต้องหาอาวุธที่ดีโดยการบุกตะลุยเข้าไปเอาดาบจาก เทนกุ ในป่าปีศาจ ดูเป็นทางของหนังแฟนตาซีพีเรียดแบบฮอลลีวู้ดเกินไป ซีนต่อสู้ด้วยดาบที่ควรจะเป็นไฮไลต์ก็มีไม่ค่อยมาก 

ด้านการแสดง คีอานู รีฟส์ ที่รับบทเป็น ไค แสดงได้สุขุมนุ่มลึก กระนั้น หน้าของเขาดูอารมณ์เดียวเกินไป การปูพื้นตัวละครน้อย เราไม่ค่อยรู้ว่าทำไม ไค ถึงเก่งกาจเพียงนี้ รู้แต่ว่าเขาเก่งที่สุดในเรื่อง เวลาสู้กันจึงไม่มีอะไรต้องลุ้น รอแค่ว่าเขาจะสังหารศัตรูยังไง เช่นเดียวกับ โค ชิบาซากิ ที่เล่นเป็นมิกะ เป็นหญิงสาวที่ อ่อนแอ เศร้าหมองและมีนํ้าตาคลอตลอด ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็น มิยูกิ แม่มดสาวจอมโหดที่แสดงโดย รินโกะ คิคุจิ สีหน้ากับแววตาของเธอนี่เหมาะที่สุดแล้วในการรับบทร้าย

ฮิโรยูกิ ซานาดะน่า ทำได้ดีในบท โออิชิ เป็นตัวละครที่เด่นไม่แพ้ ไค เขามีความเทห์ น่าเกรงขาม ดูเป็นซามูไรมากที่สุด ตัวละครที่น่าเสียดายคือ ริค เจอนีสท์ ชายผู้โด่งดังจากรอยสักสวยงามเต็มตัว มีฉากที่เราได้เห็นเขาแค่ไม่ถึงครึ่งนาที ทั้งที่คาแร็กเตอร์แบบนี้จับมาเล่นอะไรได้อีกเยอะ

แม้หนังจะมีความยาวกว่า 2 ชั่วโมง แต่ด้วยตัวละครที่มากการเฉลี่ยบทบาทไม่พอดี จึงดูเหมือนว่ายังไม่เต็มอิ่ม ตอนท้ายฉากที่โรนินทั้งหมดถูกลงโทษให้ฆ่าตัวตายดูงดงามและเศร้าสะเทือนใจในระดับหนึ่ง คนดูจะอินกับความรักของคนในครอบครัวมากกว่าความรักของ ไค กับ มิกะ ซึ่งดูฉาบฉวย ไม่ใช่คู่พระนางที่มีความรักกันแบบดูดดื่ม จุดเด่นอย่างเดียวคือการถ่ายทอดการล้างแค้นออกมาได้บริสุทธิ์ ทำให้เราได้เห็นถึง ความเสียสละ ความกล้าหาญไม่กลัวตาย ควายหยิ่งในเกียรติตัวเอง ของ ซามูไร

สรุปหนังมีความผสมผสานตะวันออกกับตะวันตกแต่ทำออกมาได้ไม่กลมกล่อม รวมถึงไปไม่สุดสักทาง ไม่ว่าจะแอ็คชั่น แฟนตาซี ดราม่า หรือ ความรัก ส่วนการชมในระบบสามมิติก็ไม่ได้เพิ่มอรรถรสใดๆให้ตื่นตาตื่นใจขึ้นนัก แอบคิดเองว่าเรื่องราวมหากาพย์แบบนี้หากทำออกมาเป็นหนังภาคต่ออาจจะน่าสนใจกว่านี้

คะแนน 6.5/10

โดย นกไซเบอร์

ชมตัวอย่างหนังได้ที่ http://movie.bugaboo.tv/watch/76623




 

Create Date : 16 มกราคม 2557    
Last Update : 16 มกราคม 2557 16:43:10 น.
Counter : 1012 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : Captain Phillip งานในทะเล


คนส่วนใหญ่บนโลกทำงานบนบก แต่มีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ทำงานในท้องทะเล ไม่ว่าจะเป็น ชาวประมง พนักงานบริการในเรือสำราญ เจ้าหน้าที่ขนส่งสินค้า นักอนุรักษ์ วิศวกรและช่างประจำแท่นขุด ทหารเรือ กัปตัน ลูกเรือ หรือแม้แต่ โจรสลัด อาชีพที่ปล้นผู้คนที่ทำงานในทะเล

โจรสลัดยุคนี้ไม่ได้ปิดตาหนึ่งข้าง ถือดาบ โหนเชือกขึ้นเรืออีกแล้ว แต่เป็นกองกำลังติดอาวุธครบมือที่สามารถยึดเรือสินค้าลำใหญ่ยักษ์ได้ด้วยกำลังคนไม่กี่คน แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงโจรสลัดที่โด่งดังที่สุดในตอนนี้คงหนีไม่พ้น โจรสลัดโซมาเลีย ที่ยึดเรือในมหาสมุทรอินเดีย อ่าวเอเดน และน่านนํ้าโซมาเลียไปแล้วเกิน100ลำ เป็นปัญหาเรื้อรังจนแต่ละประเทศต้องจัดกองกำลังไล่ล่า รวมถึงปกป้องเรือสินค้าของชาติตัวเอง

Captain Phillip คือหนังฮอลลีวู้ดเรื่องแรกที่กล่าวถึงเหตุการณ์การปล้นเรือของโจรสลัดโซมาเลียได้อย่างรอบด้าน สร้างจากเรื่องจริงของ ริชาร์ด ฟิลลิปส์ กัปตันเรือมากประสบการณ์ที่ถูกจับเป็นตัวประกันกลางน่านนํ้าสากลในปี2009 นำแสดงโดย ทอม แฮงค์ส 

เนื้อเรื่องกล่าวถึงเรือขนสินค้าสัญชาติอเมริกาชื่อ แมสค์ อลาบามา ที่มี ริชาร์ด ฟิลลิปส์(ทอม แฮงค์ส) เป็นกัปตัน ที่ถูกโจรสลัดโจมตีและพยายามจะยึดเรือ ฟิลลิปส์ กับลูกเรือพยายามต่อต้านแต่ไม่เป็นผล โจรสลัดโซมาเลีย4คนบุขึ้นเรือมาได้ แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่ยอมกลับไปมือเปล่า

บทของหนังเข้มข้นมากขึ้นตามลำดับและพีคมากสุดในช่วง30นาทีสุดท้าย สามารถตรึงคนดูได้อยู่หมัด กดดันให้เครียด ลุ้นระทึกจนเกือบถึงนาทีสุดท้ายของเรื่อง ตลอดจนมีซีนที่น่าสะเทือนใจกับชะตากรรมของตัวละคร หนังเปิดตัวด้วยฉากชีวิตของ กัปตันฟิลลิปส์ ที่พูดถึงงานการ อาชีพ อนาคตของลูกชายกับภรรยา ก่อนที่เขาจะออกทะเล
อีกด้านหนึ่งหนังปูให้เห็นถึงความลำบากยากจนของชาวโซมาเลีย ชีวิตแร้นแค้น ไร้ทางเลือก อาชีพทำประมงถูกสั่งว่าผิดกฏหมาย ดังนั้นการเป็นโจรสลัดถือเป็นงานที่มีเกียรติในเผ่าและเป็นทางลัดที่เข้าใกล้ชีวิตสุขสบายที่สุด กระนั้น ต่อให้ปล้นเรือหรือจับตัวประกันมาได้ กลุ่มหัวหน้าโจรสลัดที่ครอบงำชาวบ้านก็จะเอาเงินที่ได้ส่วนใหญ่ไปเกินครึ่ง ชาวบ้านที่ออกไปเสี่ยงตายจะได้ส่วนแบ่งเพียงน้อยนิด โดยอ้างว่าเป็นค่าอาวุธกับอุปกรณ์ในการปล้น

ด้วยเหตุนี่การออกปล้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ชาวโซมาเลียอยากทำหรือมีความโหดเหี้ยมเป็นพื้นฐาน แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเอาชีวิตให้รอด เมื่อได้รู้เบื้องลึกคนดูจึงอดเห็นใจพวกเขาไม่ได้ โดยเฉพาะความฝันของหัวหน้าทีมโจรสลัดที่ว่า อยากไปอเมริกาสักครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงปัญหาพรมแดนในน่านนํ้าที่แต่ละรัฐบาลปกครองทำให้การช่วยเรือเรือที่ถูกปล้นเป็นไปอย่างล่าช้า รวมถึงปัญหากฏหมายห้ามเรือขนส่งสินค้าติดอาวุธเป็นช่องโหว่ให้โจรสลัดโซมาเลียเลือกที่จะโจมตีเรือประเภทนี้ เพราะถึงแม้จะมีคนเป็นร้อย แต่เมื่อไม่มีอาวุธก็ไร้ทางต่อต้านกลุ่มโจรสลัดควงอาก้าแค่3-4คนได้ มาตรการตอบโต้ทั้งการขับเรือหนี ยิงพลุไฟ ฉีดนํ้าไล่ จึงดูน่าขันมาก

การถ่ายภาพสวยงาม มุมกล้องสมจริงเหมือนเราได้เข้าไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์ แต่คนที่ไม่ชินกับภาพแกว่ง ส่าย สั่นไหว อาจจะวิงเวียน มึนหัวเหมือนหนังที่เกี่ยวกับทะเลบางเรื่อง ดนตรีประกอบตึงตังเร้าใจเป็นอย่างมาก

โดยรวมถือเป็นหนังทริลเลอร์ที่ยอดเยี่ยมมากเรื่องหนึ่ง และเป็นอีกครั้งที่ประทับใจฝีมือการแสดงของ ทอม แฮงค์ส ลองสังเกตดูเรื่องไหนที่แกเล่นกับดาราดังๆหลายคนจะไม่ค่อยเกิด(ยกเว้น Saving private ryan) แต่เรื่องไหนได้โชว์คนเดียวอย่าง Cast Away หรือ The Terminal นี่เอาอยู่จนกลายเป็นงานมาสเตอร์พีซจริงๆ

คะแนน 8/10 

ชมตัวอย่างหนังได้ที่ http://movie.bugaboo.tv/watch/99803




 

Create Date : 08 มกราคม 2557    
Last Update : 8 มกราคม 2557 17:56:09 น.
Counter : 662 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : The secret life of walter mitty ภาพถ่ายที่หายไป



แม้ว่าทุกช่วงขึ้นปีใหม่จะมีคำพูดว่าให้ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างของปีที่แล้วไว้กับปีเก่า แล้วเตรียมตัวรับสิ่งใหม่ๆในปีใหม่ แต่ปีที่ผ่านมามีอย่างหนึ่งที่ผมไม่สามารถทิ้งมันไว้ในปีเก่าได้ นั้นคือ The secret life of walter mitty ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ได้ดูในปี2013ของผม

หนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในกระแสมากเท่าไหร่ พล็อตเรื่องไม่น่าดึงดูด เบน สตีลเลอร์ ถูกวาดภาพว่าเป็นนักแสดงตลก เมื่อมาทำหนังทั้งในฐานะนักแสดงนำและผู้กำกับจึงมีแรงจูงใจต่อแฟนหนังไม่มากนัก ซํ้าตัวอย่างของมันก็ดูคลุมเครือลึกลับจนยากจะคาดเดาว่าหนังจะออกมาแนวไหน

The secret life of walter mitty เล่าเรื่องของ วอลเตอร์ มิตตี้(เบน สตีลเลอร์) บรรณาธิการภาพของนิตยสารแนวท่องเที่ยวชื่อ L.I.F.E ที่มีนิสัยชอบเหม่อลอย ฝันกลางวันถึงสิ่งที่ตัวเองอยากทำ นอกจากการคัดกรองภาพที่เป็นงาน ความสามารถอย่างเดียวของเขาคือการเล่นสเก็ตบอร์ด วอลเตอร์ แอบชอบ เชอรีล (คริสเต็น วิกก์) สาวแผนกธุรการแต่ไม่กล้าบอก ชีวิตของเขาแสนน่าเบื่อ จมจ่อมกับความฝันเพ้อเจ้อ อุทิศตนเองให้กับการดูแลแม่และน้องสาว

เขาได้พูดคุยกับ เชอรีล เนื่องจากนิตยสาร L.I.F.E ถูกเทคโอเวอร์ ผู้บริหารชุดใหม่จะปลดพนักงานจำนวนหนึ่ง พร้อมปรับมาทำเว็บไซต์แทน L.I.F.E เดินทางมาถึงฉบับสุดท้าย ฌอน โอคอนเนอร์ ช่างภาพชื่อดังส่งภาพที่จะใช้ขึ้นหน้าปกมาที่บริษัท ทว่า ภาพที่25ซึ่ง โอคอนเนอร์ ยํ้าว่าต้องใช้เป็นภาพขึ้นหน้าปกสุดท้ายหายไป วอลเตอร์ ขอความช่วยหรือจาก เชอรีล และเธอให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ โอคอนเนอร์ ไม่พกมือถือ สิ่งที่เขาทำได้คือ ต้องออกเดินทางไปยังที่ต่างๆเพื่อถามหาภาพที่25กับช่างภาพจอมพเนจร

บทของหนังเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งมาก มีเนื้อหาที่ต้องอาศัยการตีความ บอกเล่าสภาพชีวิตของมนุษย์เงินเดือนในสมัยนี้ได้อย่างดี คือหลงลืมความฝันในวัยหนุ่ม บ้างเก็บมันลงในลิ้นชัก บ้างก็โยนลงถังขยะที่ไหนสักแห่ง ก้มหน้าก้มตามุ่งหน้าสู่ออฟฟิศในแต่ละเช้าอย่างไร้จิตวิญญาณ พอเงยหน้ามาอีกทีก็ถึงวันเกษียณแล้ว เพียงแต่ในหนังมีจุดพลิกผันคือการล่มสลายขององค์กร จุดนี้ร่วมสมัยในแง่ของการมองย้อนไปถึงผลกระทบของเทคโนโลยีกับชีวิตคน การเปลี่ยนผ่านจากยุคฟิล์มสู่ดิจิตอล จากหน้ากระดาษสู่หน้าเว็บไซต์ คล้ายกับเป็นบทบันทึกเล็กๆถึงสิ่งที่คลาสสิกกับสิ่งที่ทันสมัย

การถ่ายทอดภาพในหนังสวยงามมาก โดยเฉพาะภาพธรรมชาตินี่น้องๆเนชั่นจีโอกราฟฟิคเลย ไม่คิดว่าจะมีหนังเรื่องไหนทำภาพได้ดีกว่า Gravity ก็มีเรื่องนี้แหละที่เป็นตัวแทนหนังภาพสวยในโลก (Gravity สวยนอกโลก) ส่วนเพลงประกอบโดดเด่นมากโดยเฉพาะเพลง Space Oddity กับ Step Out ที่ปลุกเร้าสองขาให้กระโดดออกไปแตะขอบฟ้าจริงๆ

ด้านการแสดงหนังเรื่องนี้ถือเป็นการท็อปฟอร์มของ เบน สตีลเลอร์ จริงๆ ตลกหน้าตาย เข้มแบบไม่เก๊ก ถ่ายทอดอารมณ์ได้ลึกซึ้ง ตัวละคร มิตตี้ มีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกตามหาภาพถ่าย ช่วงท้ายของการเดินทางเขาพบว่าสิ่งที่หายไปจากชีวิตเขาไม่ใช่ภาพถ่ายใบที่25 แต่เป็นภาพชีวิตที่ผ่านมาของเขา การเสียชีวิตของพ่อทำให้เขาต้องเลิกเล่นสเก็ตบอร์ด ออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว รับผิดชอบกับความจริงจนลืมความฝันในการออกเดินทางและใช้ชีวิตเพื่อตัวเองไป

ฌอน เพนน์ ในบท โอคอนเนอร์ เป็นตัวละครที่คมคายมาก หลายคนชอบประโยค "ความงามที่แท้จริงนั้น ไม่เรียกร้องความสนใจ" ของเขาในเรื่อง แต่ผมกลับชอบฉากที่เขาพูดว่า "ภาพบางภาพผมก็ไม่ถ่ายมัน อยากแค่นั่งมองเฉยๆ เพียงเพื่อยืนยันและรับรู้ความรู้สึกว่า ครั้งหนึ่ง เราได้เคยมาอยู่ในสถานที่นั้น ตรงนั้น ในเวลานั้น มากกว่า" คำพูดนี้ตอกหน้าสังคมโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คในปัจจุบันที่ผู้คนมัวแต่ถ่ายรูปทุกอย่างในชีวิตจนลืมชื่นชมความงามของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างเจ็บแสบ เป็นช็อตที่ผมจุกอก นํ้าตาเกือบไหล

คริสเต็น วิกก์ กับการแสดงเป็น เชอรีล แม้บทจะไม่หวือหวาเหมือนหนุ่มๆแต่เธอก็เป็นตัวละครที่เติมเต็มความสมบูรณ์ของหนัง โดยเฉพาะความโรแมนติกเล็กๆในช่วงท้าย อ้อ ฉากที่เธอเล่นกีตาร์ส่ง มิตตี้ ขึ้นบินนั่นทรงพลังที่สุดแล้ว The secret life of walter mitty ไม่ใช่หนังของทุกเพศทุกวัย ช่วงกลางดำเนินเรื่อง ค่อนข้างช้า มีฉากไม่สมเหตุสมผลบ้าง อารมณ์ของหนังบางช่วงไปไม่สุด คนที่ไม่ชอบหนังแนวนี้จะเบื่อและไม่อิน

กระนั้น คนที่ชอบจะมีอะไรให้คิดตามตลอดเวลาและสามารถเสียนํ้าตาได้ไม่ยาก แถมพอดูจบยังมีความรู้สึกว่าเปลวไฟในตัวที่ใกล้ดับมอดลุกโชนขึ้นอีกครั้ง รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจในการออกเดินทางตามฝันของคนหนุ่มสาวได้อย่างดี นอกจาก เรือเล็กควรออกจากฝั่งแล้ว เรือเล็กยังควรออกจากฝั่งให้เร็วที่สุด ดังวลีที่ว่า ถ้าไม่ทำเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ต้องทำเลย

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดู ภาพยนตร์เรื่องนี้คือของขวัญปีใหม่ที่คุณควรมอบให้ตนเอง มันเป็นหนังที่เปลี่ยนชีวิตได้ หลังออกจากโรงคุณจะพบว่าการเขียนโปรไฟล์ส่วนตัวเป็นเรื่องสนุก มีสิ่งที่น่าใส่ลงไปมากกว่า ความสามารถพิเศษ โครงการที่เคยอบรม โปรเจกต์ที่ผ่านมา ทำงานอะไรได้ดี ขอบคุณหนังและการแสดงอันยอดเยี่ยมของ เบน สติลเลอร์ ขอปิดท้ายด้วยคำขวัญของนิตยสาร L.I.F.E ที่ว่า

To see things thousands of miles away, things hidden behind walls and within rooms, things dangerous to come to...to draw closer...to see and be amazed เพื่อไม่ให้ใจความผิดเพี้ยน ขออนุญาตไม่แปลนะครับ

คะแนน 8.5/10 

โดย นกไซเบอร์

ชมตัวอย่างหนังได้ที่ http://movie.bugaboo.tv/watch/99602




 

Create Date : 07 มกราคม 2557    
Last Update : 7 มกราคม 2557 19:05:21 น.
Counter : 646 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : ฟัดจังโตะ คู่กัดตะลอนทัวร์



จองคิวฉายหนังทุกปลายปีสำหรับค่าย M39 และ ยอร์ช ฤกษ์ชัย ผู้กำกับที่มีมุ่งมั่นในการทำหนังรักตลกออกมาอย่างสมํ่าเสมอ ช่วง10ปีที่ผ่านมาภาพยนตร์ของเขาแม้จะทำเงินไปมากมาย พร้อมกับเสียงชื่นชมจำนวนมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกฟากหนึ่งก็มีเสียงวิจารณ์จากคนดูหนังไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่ชอบ จนถึงเข้าขั้นเกลียดหนังของเขา

ดังนั้นปี 2013 กับ ฟัดจังโตะ โปรเจกต์หนังรักซาดิสต์คอเมอดี้ของ ยอร์ช ฤกษ์ชัย เขาจึงดึงเอาเพื่อนซี้อย่าง ดิ่ง นพดล อากาศ ผู้กำกับโฆษณา มาร่วมกำกับด้วย คล้ายกับว่าต้องการแก้มือและลบคำสบประมาทของผู้ที่แอนตี้หนังของเขา แรกทีเดียวเขาออกตัวว่าสร้างสรรค์ภาพยนตร์โดยตัวเขากับชาวคณะจนผมเข้าใจผิดคิดว่าเรื่องนี้ ยอร์ช ไม่ได้กำกับ เป็นเพียงผู้อำนวยการสร้าง มาทราบตอนใกล้จะได้ชมหนังว่าเป็นการกำกับคู่

เรื่องย่อของ ฟัดจังโตะ ไม่มีอะไรมาก ก็อป (บอย ปกรณ์) กับ แก๊ป (ยิปโซ รมิตา) เป็นแฟนกัน ทะเลาะกัน จากคู่รักกลายเป็นคู่กัด แก๊ป ส่งฝาชาเขียวชิงโชคได้ไปญี่ปุ่น ก็อป จำใจต้องไปเพราะชื่อคนที่ไปด้วยเปลี่ยนไม่ได้ ในทริปที่นำทัวร์โดย ไกด์ (เอ๊ะ ละอองฟอง) กับ พ่อ (แอนนา ชวนชื่น) ก็อป กับ แก๊ป แกล้งกัน ทะเลาะกัน ตลอดเวลา

หนังมีลายเซ็นต์ของยอร์ชเต็มเปี่ยม พล็อตหลวมมาก ตัดสลับฉากวกวน ไร้เหตุผล ไม่มีความสมจริง ข้อดีคืออย่างน้อยนี่ก็เป็นหนังเรื่องแรกในรอบหลายปีของเขาที่มีเค้าโครงของการเขียนบทชัดเจน และไม่ค่อยมีคำคมพรํ่าเพ้อจากโซเชียลเน็ตเวิร์คยัดใส่ปากตัวละครเท่าไหร่ เข้าใจว่า ดิ่ง นพดล คงมาช่วยกับกับแค่ด้านภาพกับกราฟฟิกของหนังตามที่เขาถนัดเสียมากกว่า ซึ่งในสองส่วนนี้ถือว่าทำได้ดี ภาพแจ่ม กราฟฟิกน่ารัก 

ทว่า โดยรวมแล้วมันยังคงอัดแน่นไปด้วยอารมณ์หนังของ ยอร์ช ที่ดำเนินเรื่องแบบตลกสถานการณ์ หรือ ซิทคอม แม้ว่าเรื่องนี้จะมีความเป็นหนังมากขึ้น แต่เรายังคงพบมุขตลกที่ถูกเซ็ทขึ้นมาอย่างเป็นระบบ ส่วนตัวคิดว่ามันไม่ธรรมชาติ หลายคนจึงมีอาการขำแบบกั๊กๆ ไม่สุด จะฮาก็ไม่เต็มที่ ตัวละครยิงมุขกันไปตลอดทริป แป๊กบ้าง ฝืดบ้าง ตามจังหวะ ด้านความโรแมนติกหาไม่ได้เลย ไม่ซึ้ง ไม่อิน ตัวละครจู่ๆก็เกลียดกัน จู่ๆก็รักกัน ชนิดไม่มีที่มาที่ไป

ผมทำได้แค่หัวเราะขื่นๆกับพฤติกรรมของตัวละครหลักที่ ตบกันบ้าง ทุบกันบ้าง กัดกันบ้าง ถีบกันบ้าง หาอะไรมาตีกันบ้าง ถ้าการที่ผู้กำกับให้คำว่าหนังเป็นซาดิสต์คอเมอดี้ เพียงแค่พระนางตีหัวกันไปมาไม่ต่างจากตลกคาเฟ่ ตีหัวเข้าบ้าน ขำแบบฉาบฉวย แล้วบอกว่านี่เป็นแนวทางใหม่ของหนัง ผมขอค้านสุดตัว เนื่องจากมุขต่างๆมันอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่นมาหลายสิบปีแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเอามาทำเป็นหนัง

คาแร็กเตอร์ของตัวละครโอเวอร์จนเกือบล้น คอสตูมหลุดโลก แน่นอนมันเป็นสไตล์ของผู้กำกับ แอนนา ชวนชื่น แปลกประหลาด ชนิดไม่ต้องสงสัยว่าแกแสดงเป็นคนญี่ปุ่นทำไมด่าชัดกว่าคนไทย ตัวละครแบบนี้มีในหนัง ยอร์ช ทุกเรื่อง ไล่มาตั้งแต่ จตุรงค์ , ค่อม ชวนชื่น ,โก๊ะตี๋ เป็นตัวประคองเสียงหัวเราะของเรื่อง แต่ก็ทำลายความน่าเชื่อถือไปพร้อมๆกัน ยิปโซ เด่นสุดโดยเฉพาะกับบทสาวอีกคนที่หน้าเหมือนแก๊ป เธอได้แสดงความสามารถทั้ง ร้องเพลง เล่นกีตาร์ และ เต้นรำ น่าเสียดายที่บทมันว่างเปล่าเกินไป 

บอย ปกรณ์ เคมีเข้ากับ ยิปโซ พอสมควร แต่ดูไม่เหมาะกับการแสดงหนังตลก บุคลิกเขาแค่กวนๆเท่านั้น ไม่สามารถทำให้คนดูระเบิดเสียงฮาได้เท่า คู่ เต๋อ กับ หนูนา ในทริปเกาหลีจากหนังกวนมึนโฮ เอ๊ะ ละออกฟอง เป็นนักแสดงสมทบที่ไม่สามารถขโมยซีนได้เลย ทั้งที่ฉากของเขาเยอะกว่าสองตายายในหมู่บ้านโบราณซะอีก ส่วนตัวละครอื่นๆไม่มีความจำเป็นเลย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นน้องสาวที่แอบชอบก็อป หรือกลุ่มเพื่อนๆที่ออฟฟิศก็อป ซีนที่ ก็อบ โทรจากญี่ปุ่นหาเพื่อนที่เมืองไทยตัดออกก็ไม่มีผลกับหนัง

กระนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนดูจำนวนหนึ่งหัวเราะมีความสุขไปกับหนัง จะด้วยความชื่นชอบในตัว ผู้กำกับ นักแสดง หรืออะไรก็แล้วแต่ พวกเขาบอกว่าหนังสนุกมากด้วยซํ้า ภาพที่เกิดในโรงจึงดูขัดแย้งกัน คือ คนดูบางคนหลับ คนดูบางคนหัวเราะแทบตกเก้าอี้ บางคนสงสัยว่าทำไมคนข้างๆไม่ขำ ขณะที่บางคนสงสัยว่าทำไมคนข้างๆถึงขำเยอะขนาดนั้น 

อย่างไรก็ตาม ฟัดจังโตะ ยังดูดีกว่า สุดเขตฯ , คุณนายโฮ , สคส. และ วาเลนไทน์ สวีตตี้ ถือว่ามีพัฒนาการบางอย่างเกิดขึ้นในหนังของ ยอร์ช ถึงจะไม่มากเท่าไหร่ แต่เห็นได้ถึงความพยายามของเขา

คะแนน 6/10

โดย นกไซเบอร์

ชมตัวอย่างหนังได้ที่ http://movie.bugaboo.tv/watch/98952




 

Create Date : 03 มกราคม 2557    
Last Update : 3 มกราคม 2557 17:44:08 น.
Counter : 788 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : The Hobbit : The Desolation of Smaug ทางกลับบ้านของเหล่าคนแคระ



ปีเตอร์ แจ็คสัน มาพาพวกเรากลับสู่โลกมิดเดิลเอิร์ธอีกครั้งในหนังไตรภาค The Hobbit ต้นกำเนิดมหากาพย์ภาพยนตร์ The Lord of The Rings สร้างจากนิยายชื่อดังของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ภาคนี้ใช้ชื่อว่า The Hobbit : The Desolation of Smaug เปรียบเสมือนตอนที่เชื่อมไปสู่บทสรุปการผจญภัยของคณะแหวนรุ่น1 ที่ประกอบไปด้วย 1 ฮอบบิท 1 พ่อมด 13 คนแคระ กับการทวงคืนหุบเขาโลนลี่จากเจ้าสม็อก มังกรไฟตัวร้าย

ส่วนตัวถือว่าเป็นแฟนของ The Lord of The Rings ทั้งอ่านหนังสือและชมฉบับภาพยนตร์ครบ แต่กับ The Hobbit ไม่ได้อ่านหนังสือจึงขอพูดถึงแต่ส่วนของหนัง ซึ่งโปรดักส์ชั่นเมื่อเทียบกัน แม้ The Hobbit ไม่ได้อลังการเท่า The Lord of The Rings แต่ดูขลัง คลาสสิก และมีมนต์เสน่ห์กว่า โดยเฉพาะตัวละครที่จำนวนไม่เยอะเกินไป จึงดูมีมิติกว่า

เรื่องราวของภาคนี้หลังออกจากใต้เทือกเขามิสตี้ คณะเดินทางที่มีภารกิจกอบกู้อาณาจักรเอเรบอร์มุ่งหน้าเดินทางต่อ โดยนอกจากจะโดนพวกออร์คตามไล่ล่าแล้ว พ่อมดแกนดัล์ฟยังแยกตัวออกไป จนเหล่าคนแคระเกือบพลาดท่าให้กับแมงมุมยักษ์ในป่าเมิร์กวูด  โดนเอล์ฟป่าผู้ดุร้ายอดีตมิตรที่กลายเป็นอริจับตัวไปขัง ซึ่ง บิลโบ แบ๊กกินส์ ใช้แหวนพาพวกคนแคระออกมาได้อย่างทุลักทุเล 

บทของ The Hobbit 2 ถือว่าเข้มข้นชวนติดตาม คาดเดาไม่ได้ ดำเนินเรื่องรวดเร็วกว่าภาคแรก จึงดูสนุก มีการตัดสลับให้ดูทั้งการเดินทางของเหล่าคณะ กับความเป็นไปของมิดเดิลเอิร์ธที่กำลังถูกความมืดครอบงำ ทำได้ดีพอๆกับที่  The Lord 2 ซึ่งได้รับคำชื่นชมมากกว่าภาคแรกเช่นกัน ทั้งหมดมาจากเนื้อหาในหนังสือที่เพิ่มระดับความน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีส่วนที่ถูกดัดแปลงบ้าง ฉากบางฉากและตัวละครบางตัวที่ไม่มีอยู่ในหนังสือถูกเติมเข้ามา ช่วยเพิ่มอรรถรสได้ดีมาก

ตัวละครที่เรารู้สึกคุ้นเคยมากขึ้นคือ 13 คนแคระที่ภาคแรกไม่โดดเด่นด้วยความที่มีจำนวนมาก รูปร่างท่าทางคล้ายกันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร นอกจาก ธอริน โอเคนชิลด์ เจ้าชายคนแคระผู้เย่อหยิ่ง ที่ภาคนี้เขาพัฒนาไปในทางก้าวร้าวขึ้น หมกมุ่นกับการตามหาเพชรอาร์เคนสโตนจนเห็นความมืดในดวงตา ผิดกับ คิลี คนแคระหนุ่มผู้หล่อเหลา จิตใจดี กล้าหาญ เป็นอีกคนที่ได้ใจผู้ชม โดยเฉพาะประเด็นรักสามเส้ากับ ธอเรียล เอล์ฟสาวหัวหน้าองค์รักษ์ สวยเฉียบขโมยซีนที่สุดในภาคนี้ และ เลโกลัส เจ้าชายเอลฟ์ผู้สูงศักดิ์ (สองตัวหลังไม่มีในหนังสือ) ลูกชายของกษัตริย์พรายผู้เย็นชา ทำให้เนื้อหามีส่วนของ ดราม่า โรแมนติก แอ็กชั่น ผสมกันแบบลงตัว

ส่วน บิลโบ เข้มแข็งขึ้น กลายเป็นหัวใจสำคัญของชาวคณะในการเข้าไปในหุบเขาโลนลี่และตามหาอัญมณี ขณะเดียวกันเขาก็โดนอำนาจแห่งแหวนครอบงำก่อเกิดความโหดเหี้ยมในจิตใจ แกนดัล์ฟ เหมือนเป็นพระเอกวัยดึก ฉายเดี่ยวไปประจันหน้ากับจอมมารที่หวนคืนสู่โลกอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีตัวละครใหม่อย่าง บาร์ด มนุษย์ที่เป็นทายาทของผู้พิทักษ์เมืองริมทะเลสาปที่ต้องการกอบกู้เมืองจากเจ้าเมืองจอมโกง และลบรอยด่างพร่อยของบรรพบุรุษ รวมถึง มังกรสม็อก ที่ยิ่งใหญ่อลังการสมการรอคอย

ฉากที่เป็นที่พูดถึงคือ ฉากลงถังหนีออร์คของเหล่าคนแคระ เป็นซีนที่ถ่ายต่อเนื่องกันยาวเกือบ10นาที ส่วนตัวชอบฉากที่ เลโกลัส ฉายเดี่ยวลุยกับพวกออร์ค ถึงจะเก่งกาจแบบโอเวอร์(คนบ้าอะไรยิงธนูไม่พลาดเลย) แต่มันทำให้เรารู้เลยว่า ปีเตอร์ ชื่นชอบตัวละครตัวไหน ความยาว 2 ชั่วโมง 40 นาที ผ่านไปไวมาก แฟนประจำอย่างผมถือว่าจุใจ แถมตอนจบน่าติดตามสุดๆ พาลอยากจะให้ฉายภาคต่อไปซะเดี๋ยวนั้นเลย แต่กับผู้ที่ไม่ค่อยชื่นชอบหนังแนวเทพนิยาย เวลาดังกล่าวอาจจะถูกมองว่ายืดยาวเกินไป 

ช่วงท้ายของหนัง คนแคระกลับถึงบ้านสมใจ ทว่าแขกไม่รับเชิญตัวใหญ่ก็ตื่นขึ้นมาอาละวาดอีกหน ดูเหมือนครั้งนี้มันจะจัดหนักจนหุบเขากลับมาลุกเป็นไฟแน่ๆ ฟาก แกนดัล์ฟ ก็ล่วงรู้ถึงแผนการณ์อันน่ากลัวของจอมมาร สงครามแห่งมิดเดิลเอิร์ธกำลังจะเกิดในภาคต่อไป

คะแนน  9/10 

โดย นกไซเบอร์

ชมตัวอย่างหนังได้ที่ http://movie.bugaboo.tv/watch/97820




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2556    
Last Update : 26 ธันวาคม 2556 18:43:46 น.
Counter : 809 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.