วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

รีวิวหนัง : The Good Dinosaur ความกลัวทำให้เรากล้า



อาจมีนักวิทยาศาสตร์เคยตั้งคำถามไปแล้วว่าหากเมื่อ60ล้านปีก่อน โลกของเราไม่ได้ถูกอุกาบาต และไดโนเสาร์ไม่สูญพันธุ์ จะเกิดอะไรขึ้น The Good Dinosaur อนิเมชั่นเรื่องล่าสุดของค่ายพิกซาร์นำข้อสันนิษฐานดังกล่าวมาสร้างเป็นภาพยนตร์ สำหรับผู้กำกับครั้งนี้คือ ปีเตอร์ ซอห์น เจ้าของผลงาน Partly Cloudy หนังสั้นปะหัว Up ที่ได้รับเสียงชื่นชนมากมายในตอนนั้น

ตัวหนังเล่าถึงโลกเมื่อ60ล้านปีก่อนที่แตกต่างออกไปเมื่ออุกาบาตไม่ได้ตกกระทบ แต่เลยผ่านไป ไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆมีการวิวัฒนาการตัวเองขึ้น พวกเขาเริ่มสร้างที่อยู่อาศัย ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แถมยังมีภาษาใช้พูดคุยสื่อสาร อาร์โล ครอบครัวไดโนเสาร์ครอบครัวหนึ่ง(น่าจะเป็นพันธุ์อะแพโทซอรัส)ซึ่งใช้ชีวิตในฟาร์มติดภูเขาใหญ่ ได้สมาชิกใหม่สามตัวคือ ลิบบี้ บัค และ อาร์โล 

อาร์โล ไดโนเสาร์ตัวสุดท้องซึ่งตัวเล็กที่สุดทั้งอ่อนแอและขี้กลัว เขาไม่สามารถช่วยงานที่บ้านได้มากนัก วันหนึ่งพ่อจึงมอบหมายให้ อาร์โล ดูแลไซโลเก็บสเบียงในไร่ที่มักถูกหัวขโมยแอบเข้ามากินจนหมด เพื่อหวังให้เขากล้าหาญขึ้น และทำผลงานทัดเทียมพวกพี่ๆได้สำเร็จ กับดักสามารถจับ สปอต เจ้ามนุษย์ตัวเล็กหัวขโมยได้ แต่ อาร์โล ก็ฆ่ามันไม่ลง เขายอมปล่อยไอ้ตัวจิ๋วไป พอพ่อรู้จึงไม่พอใจพา อาร์โล เข้าป่าออกตามล่า สปอต ทว่าจู่ๆเกิดพายุใหญ่ มีนํ้าหลากรุนแรง พ่อสละชีพช่วยให้เขารอดตาย อาร์โล เสียใจมาก เมื่อพบ สปอต อีกครั้งจึงเข้าตะลุมบอนกัน เขา กับ สปอต ตกลงในแม่นํ้าถูกพัดพาไปไกลจากบ้าน นับเป็นครั้งแรกที่ อาร์โล ได้เผชิญโลกกว้างด้วยตัวเองคนเดียว เขาต้องพยายามก้าวผ่านความกลัวในใจให้ได้

พล็อตของหนังไม่ได้แปลกใหม่นัก The Good Dinosaur เป็นอนิเมชั่นฟีลกู้ดที่เล่าถึงมิตรภาพต่างสายพันธุ์ได้อบอุ่น มีอารมณ์ขัน เข้าถึงง่ายได้ใจเด็กๆ ดูจากพันธุ์ของไดโนเสาร์ที่เป็นตัวนำผู้สร้างน่าจะตั้งใจเดินตามรอย The Land Before Time ซึ่งก็ถือว่าทำได้โอเค แม้จะสร้างความประทับใจได้ไม่มากเท่าอนิเมชั่นไดโนเสาร์ยุคบุกเบิกในปี 1988 ก็ตาม

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดเป็นเทคนิคภาพซึ่งถ่ายทอดออกมาได้สวยงาม สมจริง โดยเฉพาะฉากธรรมชาติ ท้องฟ้า ก้อนเมฆ และดวงอาทิตย์ ไม่เสียชื่อผู้กำกับ Partly Cloudy ตัวหนังมีกลิ่นอายคาวบอยนิดๆ จากโลเคชั่นแนวตะวันตก เต็มไปด้วยหุบเขา ทุ่งกว้าง บางตอนของหนังทำให้นึกถึงการผจญภัยของ ซิมบ้า ใน The lion king 

ตัวละคร อาร์โล แฟนตาซีไปหน่อย ดูไม่ค่อยเป็นไดโนเสาร์ คาแร็กเตอร์ไม่ส่งให้เป็นที่นิยม ผิดกับ สปอต มนุษย์ลิงท่าทางคล้ายสุนัข น่ารักน่าเอ็นดูมากๆ เขาเป็นตัวละครที่ผู้ชมหลายๆคนชื่นชอบ นอกจากความสัมพันธ์แบบเพื่อนของสองตัวละคร ประเด็นครอบครัวคือสิ่งที่หนังนำเสนอออกมาได้ซาบซึ้งพอสมควร ขณะที่พาร์ทการเติบโต เรียนรู้ ของตัวละครค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จไปหน่อย

The Good Dinosaur หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำไปเทียบกับ Inside Out ผลงานมาสเตอร์พีซของค่ายพิกซาร์ในปีเดียวกัน แน่นอนว่าต้องถูกมองว่าด้อยกว่า กระนั้นหนังไดโนเสาร์เรื่องนี้ก็มีดีตามมาตรฐานพิกซาร์ ที่สำคัญคือมันสนุกไม่แพ้ The Croods ของค่ายดรีมเวิร์กเลย

คะแนน 8/10

โดยนกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/204413/?link=4




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2558 17:58:05 น.
Counter : 484 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Knock Knock สาวแปลกหน้าในคืนฝนพรำ


มีภาพยนตร์ระทึกขวัญหลายเรื่องที่มีพล็อตสอนใจเกี่ยวกับการไว้ใจคนแปลกหน้า แต่หากคนแปลกหน้าเป็นสาวเซ็กซี่ที่ปรากฏตัวพร้อมชุดวาบหวิวในคืนฝนพรำหละ แล้วยิ่งถ้าคนที่อยู่ในบ้านเป็นชายวัยกลางคนที่ยังดูดีแถมยังอยู่คนเดียวอีก แน่นอนว่าเรื่องราวมันพาให้เรานึกถึงฉากอีโรติกวาบหวามมากกว่าอะไรอย่างอื่น แต่ในเมื่อมันเป็นหนังของ อีไล ร็อธ ผู้กำกับจอมโหดสายหนังสยองขวัญ เรื่องคงไม่จบแค่ตรงนั้น

ใน Knock Knock หนังเรื่องล่าสุดของเขาต่างจาก Cabin Fever , Hostel และ The Green Inferno ผลงานที่ผ่านมาตรงที่ ตัวละครไม่ได้พาตัวเองเข้าไปหาอันตราย แต่อันตรายเดินมาเคาะหาเขาถึงประตูบ้าน สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือการได้ตัว คีอานู รีฟส์ นักแสดงหนุ่มชื่อดังมารับบทนำ เขาน่าจะเป็นซุปเปอร์สตาร์คนแรกที่รับเล่นหนังของ อีไล ร็อธ

หนังเกี่ยวกับ อีแวน เวบเบอร์ สถาปนิกหนุ่มที่มีชีวิตสุขสบายในบ้านหลังงามกับครอบครัวสุขสันต์คือ ภรรยาที่เป็นศิลปินสาวกับลูกชายหญิง2คน แต่วันหยุดสุดสัปดาห์ อีแวน ดันติดงานจึงไม่สามารถไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวได้ เขาถูกทิ้งอยู่คนเดียวในช่วงที่เมืองลอสแองเจลิสเงียบเหงาสุดๆ

ต่อมาคืนนั้นมีพายุเข้า อากาศไม่ดี ฝนตกพรำๆ ขณะที่ อีแวน กำลังนั่งเบื่ออยู่หน้าโต๊ะทำงานเขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตู สาวแปลกหน้าสองคนปรากฏตัวขึ้น พวกเธอบอกว่ากำลังหลงทาง มือถือพัง จึงอยากจะขอรบกวนใช้คอมพิวเตอร์ อีแวน ลังเลอยู่พักหนึ่งก็ตกลงช่วย เขายอมให้พวกเธอเข้ามาใช้ไอแพดเพื่อหาทางไปงานปาร์ตี้ แถมยังเอาชุมคลุมมาให้เปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกไปอบแห้ง โดยหารู้ไม่ว่ามันคือจุดเริ่มต้นของคํ่าคืนแสนหลอนในชีวิตเขา

Knock Knock เป็นหนังตลกร้ายมากกว่าทริลเลอร์ จะว่าเป็นภาพยนตร์ที่โหดน้อยสุดของ อีไล ร็อธ ก็ได้ พล็อตเรื่องคล้ายกับ Funny Games แต่เป็นพาร์ทผู้หญิง ทว่าความเข้มข้นกับความน่ากลัวเบากว่าเยอะมาก จึงไม่ต้องเอาไปเทียบกับหนังสยองขวัญอย่าง The Strangers เลย หนังมุ่งตั้งคำถามและสร้างความหลอนกับผู้ชายที่นอกใจครอบครัว กระนั้นตัวละครก็พยายามเถียงกลับเช่นกันว่าบางครั้ง ผู้ชาย ก็ไม่ใช่ฝ่ายถูกกระทำเสมอไป ในเมื่อเด็กสาวสมัยนี้มาเสนอตัวให้ถึงที่ ใครเลยจะอดใจไหว

ปัญหาของหนังอยู่การสร้างบรรยากาศชวนให้คนดูคิดไปไกล แต่กลับหักหลังหลอกกันในตอนท้าย แม้ว่ามันจะได้ผล แต่ก็แลกมากลับการทำลาย ตรรกะ เหตุผล ต่างๆในภาพยนตร์ซึ่งเดิมทีก็มีน้อยอยู่แล้วให้หมดสิ้นไป รูปปั้นพระพุทธรูปในตอนเปิดหัวที่ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์แฝงนัยยะดันเป็นแค่พร็อพอยู่ผิดที่ผิดทาง ประเด็นศีลธรรมในครอบครัว ความรู้สึกผิดบาป ถูกจับเพียงผิวเผิน บทสนทนาที่หนุ่มเจ้าของบ้านหยั่งเชิงกับสองสาวจอมอ่อยก็ยืดยาวเกินความจำเป็น และที่ขาดไม่ได้ ตัวละครโง่ๆที่โผล่เข้ามาผิดจังหวะ ครบสูตรหนังทริดเลอร์เกรดตํ่าสิ่งที่ผู้ชมมองเห็นชัดเจนมีเพียงการไทร์อินสินค้าเป็นระยะๆ

จุดเด่นของหนังน่าจะอยู่ที่ความบ้าบิ่นของสองสาวที่รับบทโดย โลเรนซา อิซโซ กับ เอนา เดอ แอร์แมส สองคนนี้แสดงได้เพี้ยนสุดจริงๆ ด้าน คีอานู รีฟส์ ไม่บ่อยที่จะเห็นเขาเล่นหนังแนวนี้ ไม่บ่อยที่จะได้เห็นเขารับบทพ่อคนในครอบครัวที่สมบูรณ์ ไม่บ่อยที่เขาจะทำให้คนดูหัวเราะทั้งๆที่กำลังอยู่ในสถานการณ์คับขัน อีแวน ตัวละครของเขาเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่หลงตัวเองนิดๆ เหมาะมากกับการตกเป็นเหยื่อสาวๆ ถึงเขาจะวางตัวดี เป็นผู้ใหญ่ แต่ลึกๆ อีแวน ก็ยังโหยหาเซ็กส์(อ้อนวอนภรรยาบนเตียงในตอนเช้า) คิดถึงปาร์ตี้(ในบ้านเขามีเครื่องเครื่องเทิร์นเทเบิล อดีตเขาเป็นดีเจ) และ ชอบความตื่นเต้น(เก็บกัญชาไว้พี้ในบ้าน เปิดประตูให้สาวเข้ามายั่ว) ความสนุกของการลุ้นเอาใจช่วยตัวละครของคนดูแต่ละคนจึงอาจไม่เท่ากัน อาจมีบางส่วนเป็นกองแช่งด้วยซํ้า

Knock Knock มีโครงเรื่องโดดเด่น สีสันฉูดฉาด สะท้อนวิธีการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยแฉความผิดในโลกโซเชี่ยลได้เจ็บแสบ ฉากลงโทษตัวละครไม่ถึงกับสดใหม่หรือคาดเดายาก แค่แตกต่างออกไป แต่บทสรุปดูมักง่ายไปหน่อยทำให้หนังไม่ได้นำพาผู้ชมไปสู่อะไรนอกเสียจากประโยคว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง สุดท้ายทั้งหมดจึงเหมือนเป็นเรื่องโจ๊กในวงเหล้าที่เราพร้อมจะลืมเลือนในชั่วข้ามคืน

คะแนน 6.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/205816/?link=4




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2558 16:11:16 น.
Counter : 627 Pageviews.  

รีวิวหนัง : The Lobster โลกของคนไร้คู่


มีหลายสิ่งที่สามารถแบ่งมนุษย์โลกออกได้เป็น2ประเภท แต่ข้อที่ถูกนำมาใช้บ่อยๆน่าจะเป็น คนโสด กับ คนมีคู่ The Lobster คือหนังที่นำประเด็นนี้มาขยาย ฝีมือการกำกับและเขียนบทของ ยอร์กอส ลานธิมอส ผู้กำกับชาวกรีซ ที่ลงทุนไปใช้ชีวิตในอังกฤษถึง4ปีเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ 

ตัวหนังมีพล็อตแปลกประหลาดว่าด้วยโลกอนาคตที่การไม่มีคู่เป็นสิ่งผิดกฏหมาย(ลำพังแค่การอยู่คนเดียวก็เหงาจะแย่อยู่แล้ว) ผู้ที่เป็นโสดด้วยเหตุผลใดก็ตามจะถูกจับส่งไปยัง The Hotel โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นเหมือนคุกกึ่งสถานบำบัด พวกเขามีเวลา45วันในการหาคู่ใหม่ให้ได้ หากทำไม่สำเร็จจะถูกทำให้กลายเป็นสัตว์ เดวิด ชายหนุ่มวัยกลางคนที่เพิ่งเสียภรรยาไปเป็นอีกคนที่โดนส่งตัวมาที่นั่น เขาพาพี่ชายที่ถูกเปลี่ยนเป็นสุนัขมาด้วย ส่วนตัวเขาเองเลือกไว้แล้วว่าหากหาคู่ไม่ได้จะยอมกลายเป็น กุ้งล็อบสเตอร์

ต่อมา เดวิด ที่ล้มเหลวในการจับคู่แอบหนีออกจาก The Hotel เข้าไปในป่าเพื่อรวมกลุ่มกับคนโสด ที่นั่นมีกฏต่างกับโรงแรมแบบคนละขั้ว คือทุกคนที่อยู่ร่วมกันต้องทำอะไรคนเดียวเป็นหลัก และที่สำคัญ ห้ามรักกันเด็ดขาด หากถูกจับได้จะมีบทลงโทษที่รุนแรงไม่แพ้การถูกเปลี่ยนเป็นสัตว์ แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อ เดวิด ดันไปพบรักกับสาวคนหนึ่งในกลุ่ม ทั้งคู่จึงกลายเป็นคนแปลกแยก ไม่มีที่ยืนในสังคมอีกครั้ง

The Lobster สร้างโลกดิสโทเปียออกมาได้น่าสนใจ ทำให้เรานึกถึงสังคมแบบในหนังสือ 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ซึ่งมีกฏระเบียบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เคร่งครัด ชีวิตซึ่งถูกควบคุมโดยองค์กรรัฐ เพียงแต่หนังเรื่องนี้มีสเกลที่เล็กกว่า และเลือกที่จะเน้นประเด็นความรักมากกว่าการเมือง ส่วนตัวชอบรายละเอียดที่ช่วยขับเน้นให้ความโสดเป็นเรื่องผิดบาป ทั้งตำรวจที่ทำหน้าที่ตรวจตราคนที่เดินไปไหนมาไหนคนเดียว การอบรมในโรงแรมที่มุ่งปลูกฝังแนวคิดด้านดีของการมีคู่ พร้อมๆกับการนำเสนอด้านร้ายของการเป็นโสด 

ขณะเดียวกันแม้หนังจะเต็มไปด้วยกฏเกณฑ์ ก็ยังเปิดช่องว่างยืดหยุ่นบางอย่างไว้ โดยให้โอกาสคนโสดในโรงแรมเข้าไปล่าคนโสดในป่า จับได้1คน เท่ากับได้วันในการหาคู่เพิ่มมา1วัน หรือหากชีวิตคู่ของคนที่ผ่านด่านแรกไปฮันนีมูนไม่ราบรื่นก็มีลูกให้เป็นตัวช่วย แน่นอนว่าโทนหนังออกมาค่อนข้างหม่นเศร้า หดหู่ ตรึงเครียด แต่ต้องชื่นชมผู้กำกับที่แทรกพาร์ทตลกร้ายเข้ามาเป็นระยะ รวมถึงฉากโหดๆที่คาดไม่ถึง ช่วยให้หนังไม่น่าเบื่อ ชวนติดตามตลอด นัยแฝงในหนังค่อนข้างเยอะ มีสัญลักษณ์ให้ตีความมากมาย อาทิ เตียงเดี่ยว เตียงคู่ สัตว์ที่ปรากฏในเรื่อง เซ็กส์กับความรัก

ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของตัวละครหลักที่ เป็นโสดก็ไม่ได้ มีคู่ก็ผิด ตัวละครทุกตัวในหนังเย็นชาจนเกือบจะไร้ความรู้สึก บางคนแทบไม่ต่างจากหุ่นยนต์ หลายคนหมกมุ่นอยู่กับการถูกบังคับ กดดัน ให้มีคู่ในเวลาที่จำกัด พวกเขาไม่ได้มองหาคนที่คู่ควรมาเคียงข้างเป็นคู่ชีวิต พวกเขามองหาใครก็ได้ที่จะมาเป็นคู่เพื่อความอยู่รอด โดยวิธีง่ายๆอย่างการพยายามมองหาบางสิ่งที่คล้ายกันในตัวเพศตรงข้าม ไม่ว่าจะกริยาท่าทางภายนอกหรือนิสัยส่วนตัวภายในเช่น สายตาสั้นเหมือนกัน เลือดกำเดาออกง่ายเหมือนกัน ผมดกเหมือนกัน เดินขากะแผลกเหมือนกัน มีอารมณ์ขันเหมือนกัน กระทั่ง จิตใจโหดเหี้ยมเหมือนกัน แน่นอนว่าของแบบนี้มันหลอกกันได้ พวกเขาทำเพราะไม่อยากเป็นสัตว์ ทว่าวิธีดังกล่าวเป็นการเลือกคู่ของสัตว์ชัดๆ จุดนี้เชื่อว่าเสียดสีผู้คนในโลกปัจจุบันที่มีความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย รักง่าย หน่ายเร็ว ในทางตรงข้ามการถูกปฏิเสธความสัมพันธ์ในหนังสร้างความทุกข์ทวีคูณ นอกจากจะรู้สึกไม่มีคุณค่า ผลที่ตามมาอีกอย่างคือการถูกพรากความเป็นมนุษย์ไป(ถึงภายหลังการเป็นสัตว์อาจดูมีความสุขกว่าก็ตาม)

พูดได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการแสดงที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของ โคลิน ฟาร์เรล เขาค่อยๆทำให้คนดูรู้จักตัวตนของ เดวิด ทีละนิด ก่อนที่ตัวละครตัวนี้จะได้ใจเราไปในท้ายที่สุด เคมีของเขากับ ราเชล ไวซ์ เข้ากันได้ดี เป็นความโรแมนติกแบบดาร์คๆในโลกอันผิดเพี้ยน ผู้คนน่าหวาดกลัว เราเอาใจช่วยให้พวกเขาได้ครองคู่กัน ทั้งสองคนคือความหวังเล็กๆที่ใช้รักแท้ในการต่อต้านอำนาจของรัฐเผด็จการ อีกสองคนที่โดดเด่นคือ เบน วิชอว์ นักแสดงหนุ่มจาก Spectre ในบทชายผู้ทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นสัตว์ กับ เลอา เซย์ดูซ์ สาวบอน์คนล่าสุดใน Spectre ที่แสดงเป็นหัวหน้ากลุ่มคนโสดในป่า

The Lobster มีบทภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม ซาวด์ประกอบเร้าอารมณ์ สร้างบรรยากาศโลกของคนไร้คู่ออกมาได้สะเทือนใจประชากรคนโสดมากๆ เป็นความเหนือจริงที่สมจริง หนังอินดี้แต่ดูไม่ยาก ส่วนจะสนุกไหมอันนี้น่าจะอยู่ที่ความชอบส่วนบุคคล ตอนจบเหมาะกับประโยค ความรักทำให้คนตาบอด

ว่าแต่คุณล่ะ หากหาคู่ไม่ได้แล้วถูกทำให้เป็นสัตว์ คุณจะเลือกเป็นตัวอะไรดี?

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/200329/?link=4




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2558 9:44:14 น.
Counter : 2405 Pageviews.  

รีวิวหนัง : The Hunger Games Mockingjay Part 2 สงคราม ขนนก กับ ดอกไม้


หลังจากปล่อยคนดูค้างเติ่งกับ The Hunger Games Mockingjay Part 1 ในที่สุด The Hunger Games Mockingjay Part 2 ก็กลับมาปิดตำนานหนังแอ็คชั่นแฟนตาซีที่สร้างปรากฏการณ์ให้ แคทนิส เอเวอร์ดีน กลายเป็นตัวละครฮีโร่ฝ่ายหญิงจากภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดของโลก และแจ้งเกิด เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เปลี่ยนชีวิตเธอจากนักแสดงวัยรุ่นให้กลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของวงการฮอลลีวู้ดในเวลาไม่กี่ปี สำหรับภาคจบของ The Hunger Games หนังที่สร้างจากนิยายขายดีมีอันต้องสะดุดเล็กน้อย จากการเสียชีวิตของ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน ผู้รับบท พลูทาร์ช เฮฟเวนส์บี โชคดีที่ภาพยนตร์ถ่ายทำเกือบเสร็จแล้ว เหลือฉากที่ ฟิลิป ต้องเล่นไม่มาก ทีมงานสามารถใช้เทคนิค CG ทดแทนได้ 
หนังเล่าเรื่องต่อจากภาคที่แล้ว เขต13 ประกาศสงครามกับ แคปิตอล ฝ่ายกบฏนำโดยประธานาธิบดีคอยน์ (จูลีแอนน์ มัวร์) สั่งทหารบุกโจมตีเขตต่างๆจนสามารถยึดพื้นที่ของประเทศพาเน็มได้เกือบหมด โดยกองทัพกบฏมีศูนย์รวมจิตใจคือ แคทนิส เอเวอร์ดีน (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ม็อกกิ้งเจย์ ผู้คอยปลุกระดมฝ่ายตัวเอง และ เกลี่ยกล่อมศัตรู

ประธานาธิบดีสโนว์ ถอยร่นเข้าไปหลบอยู่ในปราสาท ฐานที่มั่นสุดท้ายของเขาถูกห้อมล้อมด้วยซากปรักหักพังซึ่งเต็มไปด้วยกับดักมากมาย แคทนิส , เกล , พีต้า , ฟินนิก และทหารมีฝีมือ รวมตัวเป็นหน่วยพิเศษแอบลอบเข้าไปในเมือง แรกทีเดียวพวกเขาได้รับภารกิจแค่ไปถ่ายวีดีโอปลุกระดม ต่อมา แคทนิส ต้องการที่จะจบสงครามนี้ด้วยการบุกไปสังหาร สโนว์ แต่เมื่อเมืองทั้งเมืองถูกเปลี่ยนเป็นสมรภูมิเดือด พวกเขาจึงจำต้องเข้าสู่เกมล่าชีวิตอีกครั้ง

Mockingjay part 2 เป็นหนังที่มีครบรสก็จริง แต่กลับไปไม่สุดสักทาง เห็นได้ชัดว่าการหั่นตอนจบให้เป็น2พาร์ทผู้ที่ได้ประโยชน์มีเพียงค่ายหนังซึ่งสามารถโกยรายได้คูณสองเท่านั้น ตัวนักแสดงแม้จะได้เงินค่าตัวเพิ่มขึ้นกันก็อาจไม่คุ้มเพราะหนังออกมาไม่มีคุณภาพ ไม่ต้องพูดถึงแฟนภาพยนตร์ ใน Part 1 เนื้อหาของหนังถูกกั๊กไว้ ขณะที่ Part 2 เนื้อหาของหนังถูกยืด ทั้งสองภาคจึงหาความพอดีไม่ได้ หลายคนอาจจะมองว่า Part 2 ดีกว่า Part 1 ส่วนตัวคิดว่าด้วยความคาดหวังกับการรอคอยมันทำให้ Part 2 ดูล้มเหลวกว่า

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดใน Part 2 คือการจับประเด็นการเมืองที่ถูกสอดไส้เข้ามาอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งชนชั้น การปกครองแบบเผด็จการ การแย่งชิงอำนาจ แนวคิดการสร้างความเกลียดชัง เสียตรงที่หนังเดินเรื่องอืดเกินไปหน่อย ไม่กระชับ เน้นขายตัวละครนำเป็นหลัก แอ็คชั่นตูมตาม สะท้อนให้เห็นถึงผลเสียของการทำสงครามที่ทุกฝ้่ายต่างสูญเสีย ความสนุกอยู่ในช่วงท้ายที่หน่วยของ แคทนิส บุกตะลุยแคปิตอล ถ้าเป็นเกมก็คือด้านสุดท้ายก่อนไปเจอบอสใหญ่

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ยังคงแบกหนังไว้ทั้งเรื่อง เธอทำได้ดีตามมาตรฐาน ทว่าประเด็นรักสามเส้าที่บางเบาทำให้พาร์ทความโรแมนติกถูกกลบจนมิด จุดนี้ต้องโทษ จอช ฮัทเชอร์สัน กับ เลียม เฮมส์เวิร์ธ ด้วย แต่ละคนไม่ได้แสดงอารมณ์หึงหวงหรือรักไคร่ได้ดีเหมือน ภาคแรกกับภาคสอง ตัวละครที่น่าสนใจกลับเป็นทีมนักแสดงอาวุโสทั้ง โดนัลด์ ซัทเธิร์แลนด์ , จูลีแอนน์ มัวร์ และ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน อีกคนที่อยากพูดถึงคือ เอลเดน เฮนสัน ในบท พอลลักซ์ ตากล้องที่เป็นใบ้ ถึงเขาจะพูดไม่ได้ แต่ภาษากายของเขาเข้าถึงคนดูได้ทุกคน

แม้ตัวหนังจะยาวแต่ The Hunger Games Mockingjay Part 2 ดันเลือกตัดออกหรือไม่พูดถึงสัญลักษณ์สำคัญกับตัวละครบางตัว อาทิ การชูสามนิ้วรำลึกคนตาย(มีฉากเดียว) นกม็อกกิ้งเจย์ก็สลัดขนกลายร่างเป็นคนเต็มตัว ไม่มีการฉายซํ้าให้ตีความเหมือนภาคก่อนๆ ดอกไม้สีขาวซึ่งเป็นกุหลาบที่ สโนว์ เอาไว้ใช้กลบกลิ่นพิษในปากก็ไม่มีการพูดถึง ซีซ่าร์ ฟิคเกอร์แมน ตัวละครที่สร้างสีสันมาในภาคแรกๆถูกทำให้เป็นเพียงตัวประกอบดาดๆ ออกเพียงซีนสั้นๆ ราวกับผู้กำกับคิดว่าผู้ชมทุกคนอ่านหนังสือก่อนมาดู อีกทั้งการที่ภาคนี้หนังเดินตามฉบับนิยายเกือบทุกกระเบียดนิ้วก็ทำให้ไม่มีความแปลกใหม่หรือน่าจดจำ กระนั้นกับคนไทยเองอาจจะมีความรู้สึกว่าบางอย่างในหนังมันช่างคล้ายสภาพบ้านเมืองเราตอนนี้เหลือเกิน โดยเฉพาะ รายการบังคับดู 

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/191200/?link=4




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2558 18:52:12 น.
Counter : 1795 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Life ดาวรุ่งตลอดกาล


ผมได้ยินชื่อ เจมส์ ดีน ครั้งแรกจากแว่นตารุ่นหนึ่ง พอทราบอยู่เลาๆว่าเขาเป็นนักแสดงชื่อดังในอดีต เสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขามีชื่อเสียงขนาดไหนกัน ถึงมีการนำชื่อมาเรียกแว่นตา จนเมื่อสืบค้นข้อมูลก็ยิ่งประหลายใจเข้าไปใหญ่ เพราะเขาแสดงหนังไปเพียง 8 เรื่อง ได้รับบทนำแค่ 3 เรื่อง ก่อนจะลาโลกไป โดยทิ้งสไตล์การแต่งตัวอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ กางเกงยีนส์ รองเท้า หมวก แว่นตา ที่เขาสวมใส่ ทรงผมที่เขาตัด เอาไว้ มันได้รับความนิยมแพร่หลายไปในยุคนั้น ซํ้ายังฮิตข้ามเวลามาจนถึงยุคปัจจุบัน

Life คือภาพยนตร์ชีวประวัติที่จะพาคุณไปทำความรู้จักดาวรุ่งตลอดกาลของวงการฮอลลีวู้ดคนนี้ หนังเล่าผ่านมุมมองของ เดนนิส สต็อค ช่างภาพหนุ่มฟรีแลนซ์ที่ตาแหลมดูออกว่า เจมส์ ดีน เป็นนักแสดงหนุ่มที่มีแววจะโด่งดังในอนาคต โดยผู้ที่มารับบทเป็น เจมส์ ได้แก่ เดน เดอฮาน นักแสดงหนุ่มรูปหล่อจาก The Amazing Spider Man 2 ส่วนผู้รับบท เดนนิส สต็อค เป็น โรเบิร์ต แพททินสัน นักแสดงหนุ่มหน้าตาดี เอ็ดเวิร์ด แห่ง Vampire Twilight

หนังเล่าถึงช่วงที่ เจมส์ ดีน เริ่มจะเป็นที่จับตามองในวงการฮอลลีวู้ด เดนนิส สต็อค ช่างภาพซึ่งกำลังประสบปัญหาในชีวิตหลายด้านมองเห็นอะไรบางอย่างในตัว เจมส์ เข้าเสนอที่จะถ่ายภาพชุดของนักแสดงหนุ่มลงใน นิตยสาร Life แต่การทำงานก็ไม่ได้ราบรื่น แม้ เจมส์ จะมีพรสวรรค์ติดตัวเรื่องการแสดง ทว่าในแง่การใช้ชีวิตหรือเข้าสังคมกลับไม่เอาไหนเลย

เดนนิส เริ่มท้อใจกับอารมณ์ศิลปินของ เจมส์ ที่ทั้ง เอาแต่ใจ เย่อหยิ่ง ปากเสีย ไร้วินัย ขาดความเคารพผู้อื่น กระทั่งการพบกันที่ไทม์สแควร์ในวันฝนพรำ เดนนิส ถ่ายภาพ เจมส์ เดินสูบบุหรี่ โดยหารู้ไม่ว่าภาพดังกล่าวจะกลายมาเป็นภาพที่ทรงอิทธิพลที่สุดภาพหนึ่งของโลก วั้นนั้นเองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เดนนิส มีไฟขึ้นมาอีกครั้ง เขาเปลี่ยนใจยอมเดินทางไปบ้านเกิดของ เจมส์ ดีน ซึ่งครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ เจมส์ ได้กลับบ้าน

บทหนังราบเรียบเกินไปหน่อย ให้อารมณ์กึ่งสารคดี จึงออกจะแห้งแล้ง น่าเบื่อสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นแฟนของ เจมส์ ดีน สิ่งที่หนังทำได้ได้ดีคือโปรดักชั่น การพาคนดูย้อนกลับไปดูวีถีชีวิตของผู้คนในปี50 ยุคการเปลี่ยนผ่านระหว่างภาพขาวดำไปสู่ภาพสี เครื่องแต่งกายวินเทจสวยๆ อุปกรณ์ประกอบฉากสุดคลาสสิก มีหลายจุดที่หนังเสียดสีวงการบันเทิงในสมัยนั้น ผู้กำกับนำภาพชุด นักแสดงอารมณ์บูด ของ เดนนิส สต็อค มาเป็นโจทย์ จากนั้นก็ร้อยเรียงเรื่องราวผ่านภาพถ่ายทีละใบ ซึ่งการนำเสนอแบบนี้ค่อนข้างทื่อไปหน่อย ขณะที่ เดน เดอฮาน ถูกวางบุคคลิกให้เหมือน เจมส์ ชนิดเป็นรายการก็อปปี้โชว์บวกรายการตามติดชีวิต เจมส์ ดีน ทำให้ภาพรวมของหนังขาดความบันเทิง กลายเป็นเพียงอนุสรณ์รำลึกถึง เจมส์ เท่านั้น

ส่วนที่หนังทำได้ดีไม่ใช่การนำเสนอชีวิตของ เจมส์ แต่กลับเป็นชีวิตของ เดนนิส ในวงการช่างภาพถือว่าเขาเป็นดาวรุ่งเช่นกัน เดนนิส อยากเป็นศิลปิน ถ่ายภาพชุดสร้างสรรค์ออกมาเป็นงานศิลปะ มีงานนิทรรศการภาพของตัวเอง มากกว่าเป็นตากล้องฝูงลิงข้างพรมแดงหรือช่างภาพประจำกองถ่ายหนัง งานของเขาไม่เหมือนกับ เจมส์ ดีน ที่เป็นนักแสดงซึ่งสามารถควบคุมสิ่งต่างๆได้มากกว่า ถึงเจมส์จะถูกผู้จัดการกับเจ้าของค่ายกดดันเขาก็ไม่ยี่หระ ด้วยความแตกต่างไม่เหมือนใคร เจมส์ ไม่ใส่ใจชื่อเสียงเงินทอง ตรงนี้สวนทางกับ เดนนิส ที่อยากประสบความสำเร็จในเส้นทางที่ตัวเองเลือก เขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ภาพ ภายใต้ภาวะที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด ควบคุมอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็น นายแบบ สภาพอากาศ ตารางวเลา ตลอดจนการเลือกภาพลงนิตยสาร

การแสดง โรเบิร์ต แพททินสัน เด่นกว่า เดน เดอฮาน แม้ว่าบุคคลิกของเขาจะเหมือน เดนนิส สต็อค ตัวจริงน้อยกว่า แต่เขานำเสนอมุมมอง ความคิด และอารมณ์ของตัวละครได้ยอดเยี่ยม เพียงชุดสูทกับกล้องไลก้าในมือก็ทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเขาเป็นช่างภาพจริงๆ ด้าน เดน เดอฮาน สะท้อนนิสัยติสต์แตกของ เจมส์ ออกมาได้ดีพอใช้ แต่ความพยายามจะเหมือนตัวจริงมากเกินไป ทำให้เขาไม่ค่อยได้แสดงฝีมือนัก แค่ทำหน้าเซ็งๆ พูดจาอู้อี้หลังม่านควันบุหรี่ตลอดเวลาก็กลายเป็น เจมส์ ดีน แล้ว ดูฉาบฉวยไป นักแสดงคนอื่นที่อยากพูดถึงคือ เบน คิงส์ลี่ย์ ในบท แจ็ค วอร์เนอร์ เจ้าของค่ายหนังวอร์เนอร์บราเธอร์ส การแสดงของเขาทำให้ แจ็ค เป็นตัวละครที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุดในเรื่อง

Life ไม่ใช่หนังที่พูดถึงมิตรภาพของ เจมส์ กับ เดนนิส เสียทีเดียว เราไม่อาจรู้เลยว่า เจมส์ คิดว่า เดนนิส เป็นเพื่อนหรือไม่ หรือ เดนนิส มองว่า เจมส์ เป็นเพื่อนของเขาไหม คล้ายกับว่าทั้งคู่ต่างคนต่างกำลังทำงานของตัวเองอยู่ เจมส์ แสดง เดนนิส ถ่ายภาพ สิ่งที่เรารู้คือลึกๆแล้ว เจมส์ เป็นนักแสดงหนุ่มที่โดดเดี่ยว มีสเน่ห์ อ้างว้าง และเท่ห์ที่สุดคนหนึ่งในโลก

คะแนน 6.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/212051/?link=4




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2558 10:31:35 น.
Counter : 441 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.