วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

รีวิวหนัง : Dawn of the Planet of the Apes สายพันธุ์ที่รวมเป็นหนึ่ง



จัดเป็นหนังย้อนกลับไปภาคต้นที่ทำได้ดีอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับ Rise of the planet of the apes ซึ่งบอกเล่าเรื่ยงราวก่อนหน้าภาพยตร์ชุด Planet of the Apes ความนิยมจากภาคแรกทำให้ Dawn of the Planet of the Apes เป็นหนังแอ็คชั่นไฟไซอีกเรื่องที่น่าจับตาของปีนี้

สำหรับ Dawn of the Planet of the Apes เป็นเรื่องราวที่ห่างจากภาคแรกประมาณ10ปี เมื่อไวรัสซิเมียนกระจายออกจากห้องแล็ปแพร่พันธุ์ออกไปทั่วโลกคร่าชีวิตคนไปหลายร้อยล้าน มนุษย์แทบจะสูญพันธุ์ พวกที่เหลืออยู่รวมตัวกันสร้างอาณานิคมเล็กๆในเมืองร้างภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ต่างกับกลุ่มลิงที่สร้างอาณาจักรขึ้นท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ในอีกฟากของสะพาน พวกมันกำลังอยู่ในยุครุ่งเรือง

มัลคอล์ม ตัวแทนของมนุษย์พาคนกลุ่มหนึ่งข้ามสะพานเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติเพื่อเปิดใช้งานเขื่อนผลิตไฟฟ้าอีกครั้ง แต่พวกเขาก็ต้องพบกับฝูงลิงจำนวนมากที่เข้ามาโอบล้อม เป็นลิงที่ดูฉลาดแบบที่เขาไม่เคยพบมาก่อน พวกมันสื่อสารกันด้วยภาษามือ โดยมีจ่าฝูงชื่อ ซีซาร์ ที่สามารถพูดภาษาคนได้ มัลคอล์ม พยายามเจรจากับ ซีซาร์ ขอเข้าไปทำงานในบริเวณเขื่อน หัวหน้าลิงยอมใจอ่อน แต่ โคบา ลิงที่แค้นเคืองมนุษย์ไม่เห็นด้วย มันจึงก่อชนวนสงครามระหว่างคนกับลิงขึ้น เหตุการณ์ที่อาจนำมาซึ่งการสูญสิ้นของหนึ่งเผ่าพันธุ์

บทหนังในภาคนี้ถือว่าเข้มข้นมากขึ้น แฝงแนวคิดเรื่องเผ่าพันธุ์และการเอาตัวรอด ลิงมีแนวคิดว่าแม้จะมาจากหลายสายพันธุ์ทั้ง ชิมแปนซี อุรังอุตัง กอลิล่า แต่หากรวมตัวกันก็จะรอดชีวิต ขณะที่มนุษย์นั้นเป็นการรวมตัวกันแบบเสียไม่ได้ของคนที่รอดชีวิตมาจากโรคซิเมียน ซีซาร์ เชื่อฝังหัวว่าลิงต้องไม่ฆ่ากันเอง ส่วนมนุษย์หลายคนก็ยังเชื่อว่าเผ่าพันธุ์ตัวเองสูงส่งที่สุด สิ่งที่หนังทำได้ดีคือความสัมพันธุ์ของแต่ละเผ่าพันธุ์ ทั้งคนกับคน ลิงกับลิง และคนกับลิง ค่อนข้างลึกซึ้งสัมผัสใจคนดู จนอาจมีเสียนํ้าตา

แม็ตต์ รีฟส์ ผู้กำกับใส่สัญลักษณ์ไว้ในฉากและคำพูดของตัวละครพอสมควร ตีความได้ถึงนัยแฝงเกี่ยวกับการเมือง การเสียดสีสังคม ทั้งคนทั้งลิง อาทิ คำพูดที่ว่าลิงได้เปรียบเพราะไม่ต้องการพลังงานมีแค่นํ้ากับอาหารก็อยู่รอด ลิงที่อยู่บนหลังม้าแสดงให้เห็นว่าเหนือกว่ามนุษย์ การจับคนมาใส่กรงขัง การหักหลังกันเองของสายพันธุ์เดียวกัน หรือความเริงร่าของมนุษย์ที่ได้ใช้ไฟฟ้าแม้ในช่วงสั้นๆ เพลงที่ดังขึ้นอีกครั้งเหมือนกับการกลับมาของอารยธรรมลํ้าค่า แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีความต้องการปัจจัยในการดำรงชีพที่มากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

การถ่ายภาพกับทคนิคพิเศษต่างๆดูสมจริง มีมิติ ดีพอจะเข้าชิงรางวัลออสการ์ ซาวด์ประกอบขับให้บรรยากาศดูตื่นเต้น ฉากแอ็คชั่นมีน้อยขัดใจคอหนังบู๊แต่ก็โครมครามและสนุกใช้ได้ เรื่องการแสดงตัวละครที่เป็นมนุษย์ไม่ค่อยโดดเด่น ผิดกับฝั่งของลิงที่เล่นได้ดีแทบทุกตัวโดยไม่ต้องใช้บทสนทนามาช่วย การแสดงสีหน้าท่าทางของนักแสดงโมชั่นแคปมีความน่าสนใจ เพราะเรื่องนี้ใช้นักแสดงประเภทนี้จำนวนมากกว่าเรื่องอื่น นำทีมโดย แอนดี้ เซอร์คิส ผู้รับบท ซีซาร์ ต้องบอกว่าเขาสื่ออารมณ์ออกมาได้ยอดเยี่ยม ไม่เสียแรงที่เจ้าตัวลงทุนไปนั่งดูพฤติกรรมของลิงที่สวนสัตว์หลายสัปดาห์ ผลงานนี้จะสร้างชื่อให้เขายิ่งกว่าบท กอลลัม ใน Lord of the Rings อย่างแน่นอน อีกคนที่เล่นได้สมบทบาทไม่แพ้กันก็คือ โทบี้ เค็บเบล ในการแสดงเป็น โคบา ลิงจอมเหี้ยมผู้เคยถูกทรมานในห้องแล็ปจากภาคแรก จึงผูกใจเจ็บมนุษย์มาตลอด

กระนั้นจุดอ่อนของหนังก็มีอยู่บ้าง ทั้งพล็อตเรื่องที่ค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จ ทำให้อารมณ์ลุ้นหรือเอาใจช่วยตัวละครมีไม่มาก  การเล่าเรื่องช่วงกลางดูอืดไปนิด(แน่นอนว่าส่วนที่น่าเบื่อเป็นฉากมนุษย์ทั้งนั้น) ฉากสามมิติมีน้อย อย่างไรก็ตามภาคนี้ก็มีดีที่พัฒนาการของตัวละครลิง ซีนแรกหนังเริ่มต้นด้วยการโคลสอัพดวงตาของลิงแล้วค่อยๆเฟดออก ซีนจบของหนังใช้วิธีกลับกันคือ ถ่ายภาพจากไกลๆแล้วค่อยๆซูมเข้าไปที่ดวงตาของลิงเรื่อยๆ เป็นฉากเริ่มและจบที่เท่ชะมัด

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/96483/?link=4




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2557 15:52:47 น.
Counter : 798 Pageviews.  

รีวิวหนัง : The Wind Rises ความฝันท่ามกลางสายลม


ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของค่ายอนิเมชั่นอันดับหนึ่งของเอเชียอย่าง สตูดิโอจิบลิ หรือไม่ ไม่ว่าคุณจะเคยชมผลงานของ ฮายาโอะ มิยาซากิ มาก่อนหรือเปล่า The Wind Rises คือหนังที่คุณไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ในฐานะผลงานชิ้นสุดท้ายของ มิยาซากิ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ กระแสของภาพยนตร์เรื่องนี้ในประเทศญี่ปุ่นถือว่าแรงมาก สามารถขึ้นอันดับ1หนังทำเงินในญี่ปุ่นติดต่อกันหลายสัปดาห์ แถมยังทำสถิติรายได้สูงสุดในปีที่ผ่านมา รวมถึงกวาดรางวัลในเวทีต่างๆอีกมากมาย  

The Wind Rises เล่าถึงชีวิตของ จิโร โฮริโกชิ ผู้ออกแบบเครื่องบินรบ Zero Fighter ที่กองทัพญี่ปุ่นใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มตั้งแต่ความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักบินในวัยเด็กซึ่งพังทลายลงเพราะปัญหาด้านสายตา จิโร จึงเบนเข็มไปศึกษาด้านการออกแบบเครื่องบินแทน ระหว่างนั้นเขาได้พบกับ นาโอโกะ เด็กสาวที่มีโรคประจำตัว หลงใหลในงานศิลปะ โชคชะตานำทั้งคู่ให้มาพบกันก่อนจะพาทั้งสองแยกจากกันไป 

จิโร เรียนจบและเข้าทำงานเป็นนักออกแบบเครื่องบินในบริษัทผลิตเครื่องบิน เขาได้รับการยกย่องให้เป็นมือหนึ่งของประเทศในการออกแบบเครื่องบิน ทว่าอุบัติเหตุระหว่างการทดสอบเครื่องบินทำให้สภาพจิตใจของ จิโร ยํ่าแย่จนต้องหลบทำไจบนโรงแรมกลางหุบเขา ที่นั่นเองที่เขาได้พบกับ นาโอโกะ อีกครั้ง  

บทหนังเต็มไปด้วยความดราม่า บอกเล่าถึงความยากลำบากของชาวญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกได้อย่างสะเทือนอารมณ์ เนื้อหาของหนังจึงมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอนิเมชั่นทุกเรื่องของจิบลิ มิยาซากิ ใส่ความเป็นตัวเองและถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตทั้งหมดของเขาลงไปในหนัง เริ่มตั้งแต่ตัวละครหลักคือ จิโร ที่แม้มีนักออกแบบเครื่องบินในตำนานมาเป็นต้นแบบ แต่บุคลิกหลายอย่าง ทั้งภายนอกอย่างการสวมแว่น ใส่หมวก หรือนิสัยบ้างาน พูดน้อย สูบบุหรี่จัด เชื่อว่าถอดแบบมาจากตัวเขาและผู้ชายญี่ปุ่นส่วนใหญ่

นอกจากนี้ การแฝงปรัชญาต่างๆก็เข้มข้นกว่าเรื่องไหนๆ ไม่ว่าจะเป็น ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ความเลวร้ายของสงคราม วิถีชีวิตชนบท และ การออกเดินทางเพื่อทำตามความฝัน ผ่านการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างราบเรียบ ตัดสลับความฝันกับความจริง แน่นอนว่าผู้ชมที่ไม่คุ้นกับหนังประเภทนี้หนังตาอาจปิดลงสนิท แต่กับผู้ที่ชื่นชอบอารมณ์ของหนังจะค่อยๆซึมเขาในหัวใจของคุณ จนบางทีอาจมีของเหลวอุ่นๆไหลออกมาจากเปลือกตา

ด้านการถ่ายทอดภาพสวยจนขนลุก โดยเฉพาะฉากแผ่นดินไหวใหญ่นี่ทำเอาคนดูแทบสะดุ้งกับความน่าเกรงขามของภัยธรรมชาติ ขณะที่ เครื่องบิน ท้องฟ้า สายลม ผืนป่า ทุ่งหญ้า ภูเขา มิยาซากิ ทำให้หนังของเขากลายเป็นงานศิลปะชั้นเลิศ ในเรื่องก็ดูงดงามจับใจเป็นที่สุด ในส่วนของความรัก ถึงจะไม่ได้เป็นแบบหนุ่มสาวรักกันหวานชื่น แต่ด้วยความที่เรื่องราวไม่ได้มีแต่ความสุขสมหวังตลอด มันจึงดูสมจริงมากๆ ขับให้ความรักของ จิโร กับ นาโอโกะ ทรงพลัง ลึกซึ้ง กระทบใจคนดู เข้าใกล้กับคำว่าอมตะ เพลงประกอบก็หวานเศร้าซะเหลือเกิน คุณคงใจแข็งน่าดูถ้าไม่เสียนํ้าตาให้หนังเรื่องนี้ 

The Wind Rises เป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นณี่ปุ่นสูงมาก แต่ก็น่าแปลกใจที่สามารถทำให้คนชาติอื่นๆอินไปกับเรื่องราวของตัวละครได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะพระเอกนางเอกของหนังมีชื่อว่า ความฝัน กับ ความรัก 

คะแนน 8.5/10 

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/80132/?link=4




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2557 10:25:15 น.
Counter : 733 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Begin Again ดาวหลงทาง



หลังจากภาพยนตร์เรื่อง Once ผลงานชิ้นเยี่ยมของผู้กำกับ จอห์น คาร์นี่ย์ ออกฉายไปเมื่อปี 2006 แฟนหนังก็ตั้งตารอคอยผลงานหนังเกี่ยวกับเพลงเรื่องใหม่ของเขา และในที่สุด จอห์น ก็กลับมาลงมือเขียนบทและกำกับ Begin Again หนังแนวคล้ายๆเดิมแต่ดูมีความเป็นฮอลลีวู้ดขึ้น แถมยังได้ อดัม เลอวีน มาประเดิมเล่นหนังครั้งแรกร่วมกับดาราสาวมากความสามารถอย่าง คีร์ร่า ไนท์ลีย์ โปรเจกต์นี้จึงน่าสนใจมาก


Begin Again เล่าถึงชีวิตของ แดน (มาร์ค รัฟฟาโล) อดีตโปรดิวเซอร์มือทองที่ชีวิตกำลังตกอับไร้โชคในทุกทาง เขาติดเหล้างอมแงม มีปัญหากับภรรยาและลูกสาว แถมยังเพิ่งถูกไล่ออกจากงาน แดน บัญเอิญไปพบกับ  เกรต้า (เคียร่า ไนท์ลี่ย์) สาวชาวอังกฤษในร้านเหล้า เธอเดินทางมานิวยอร์คกับ เดฟ (อดัม เลวีน) แฟนหนุ่มนักร้องที่กำลังเริ่มมีชื่อเสียง หลังจากมาอยู่เมืองนี้ได้ไม่นาน เดฟ กับ เกรต้า ก็มีปัญหารักจนเลิกรากัน

คืนนั้น เกรต้า ถูกเพื่อนตื้อให้ขึ้นไปร้องเพลงโชว์ในผับ แดน ที่กำลังเมาอยู่สะดุดหูกับเสียงอันไพเราะของเธอ ทั้งคู่กำลังอยู่ในอารณ์เคว้งคว้าง เขาชักชวนเธอให้มาทำเพลงร่วมกัน เกรต้า ลังเลอยู่พักหนึ่งแต่ก็ตัดสินใจลองทำมัน ซึ่ง แดน ไม่สามารถหาเงินทุนมาทำเพลงในสตูดิโอได้ พวกเขาจึงตกลงทำเพลงตามสถานที่ต่างๆในเมืองนิวยอร์ค  ขณะที่ เดฟ ซึ่งกลายเป็นร็อคสตาร์ชื่อดังนำเพลง Lost Stars (ดาวหลงทาง) ที่ เกรต้า แต่งให้เขาไปทำเป็นเพลงในอัลบั๊ม โดยหวังว่าเพลงดังกล่าวจะทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาดีขึ้นมา

บทหนังมีความป็อปกว่า Once บรรยากาศในเรื่องก็สว่างกว่า ดูอบอุ่น ชวนยิ้มตลอด แม้จะมีความเป็นสูตรสำเร็จอยู่บ้าง แต่เทคนิคการถ่ายทอดที่ยอดเยี่ยมของผู้กำกับทำให้หนังไม่น่าเบื่อ หนังอินโทรด้วยการปูพื้นตัวละครหลักสองคนคือ แดน กับ เกรต้า ซึ่งทั้งคู่เหมือนคนที่กำลังหลงทางในเมืองใหญ่ เมื่อมาเจอคนหัวอกเดียวกันอารมณ์จึงเตลิดเปิดเปิง วูบไหว แบบที่หลายคนนิยามว่า Something wrong จุดนี้ทำให้คนดูลุ้นว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะไปในทางไหน

ท่อนฮุกของหนังคือการออกตระเวนราตรีของ แดน กับ เกรต้า ที่พาทัวร์ชมสีสันของเมืองนิวยอร์คยามคํ่าคืนได้ดีจนน่าจัดซีนนี้เข้าไปรวมกับรวมใน News york i love you นอกจากนี้ จอห์น คาร์นี่ย์ ยังไม่ทิ้งความเป็นอินดี้ ฉากที่ เกรต้า และคณะเดินทางอัดเพลงข้างถนนไปทั่วเมืองนั้นทำให้ผู้ชมชมสนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับพฤติกรรมของตัวละคร ส่วนมุขตลกที่แฝงเข้ามาก็ยิงเข้าเป้าตลอด มีประโยคโดนๆหลายประโยค แถมยังมีคำพูดเหน็บแนมวงการเพลงอเมริกันที่เจ็บแสบพอสมควร แต่ประเด็นเรื่องการตามหาความฝันหรือสร้างแรงบันดาลใจยังทำได้ไม่ดีนัก

การแสดงของ เคียร่า ไนท์ลี่ย์ ในบท เกรต้า นั้นสุดยอดมาก มีเสน่ห์ในทุกฉากที่ออกมา มาดนักดนตรีของเธอถึงจะดูไม่ทะมัดทะแมง แต่ก็เท่ห์อย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะฉากที่ เกรต้า ดีดกีตาร์ในผับ แถมเสียงร้องของเธอก็ไพเราะไม่แพ้นักร้องอาชีพเลย เชื่อว่าหลายคนพยายามห้ามใจไม่ให้ตกหลุมรักเธอ ซึ่งคงไม่สำเร็จ อดัม เลวีน กับการเล่นเป็น เดฟ ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ด้วยความที่บุคลิกของตัวละครใกล้เคียงกับชีวิตจริง จึงดูเป็นธรรมชาติโดยเฉพาะฉากการแสดงโชว์ ทว่าเคมีของทั้งคู่ยังดูไม่เข้ากันสักเท่าไหร่

ด้าน มาร์ค รัฟฟาโล ที่แสดงเป็น แดน รับบทหนักที่สุดในแง่ของการถ่ายทอดหลายอารมณ์ ทั้งไอ้ขี้แพ้ จอมขบถ และ ชายวัยกลางคนผู้อ่อนไหว โดยรวมถือว่าทำได้ไม่เลวทีเดียว สำหรับตัวละครอื่นที่ช่วยสร้างสีสันให้หนังก็มี เจมส์ คอร์เดน กับบท สตีฟ เพื่อนนักดนตรีข้างถนนผู้แสนดีของ เกรต้า จอมขโมยซีนที่ช่วยเรียกเสียหัวเราะได้สมํ่าเสมอ เขาเป็นหนุ่มอ้วนที่น่ารักเป็นบ้า เช่นเดียวกับ ซีโลกรีน แร็พเปอร์ชื่อดังที่คล้ายกับมาแสดงเป็นตัวเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดีงามที่สุดของหนังเรื่องนี้คือเพลงประกอบเพราะๆที่ชื่อ Lost Stars หรือ ดาวหลงทาง ซึ่งมีเนื้อหาแฝงความหมายดีๆในเรื่องความรัก ตัดสินใจยากมากว่าเวอร์ชั่น อดัม หรือ เคียร่า อันไหนเพราะกว่ากัน และเมื่อดูจบแล้วเพลงนี้จะไม่แค่ติดหูคุณกลับบ้าน แต่มันจะติดหัวคุณอยู่นานเป็นวัน ว่างๆคุณอาจจะเผลอฮัมทำนองเพลงนี้ออกมาโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่ายังมีเพลงเพราะอื่นๆอีกหลายที่รอให้คุณไปเสียเงินโหลดมาเก็บไว้ทั้ง Tell Me If You Wanna Go Home หรือ A Step You Can't Take Back เป็นต้น Begin Again จึงเป็นหนังที่เพราะมาก ลองไปฟังกันดู

คะแนน 8.5/10

บทวิจารณ์โดย นกไซเบอร์


ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/113733/?link=4




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2557 17:42:57 น.
Counter : 905 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Million Dollar Arm ขว้างไปให้สุดแรง



เบสบอลเป็นอีกกีฬาหนึ่งที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นชิน หลายคนรู้จักมันจากการ์ตูนมังงะของญี่ปุ่น บางคนรู้จักจากหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่อง แต่การจะเข้าใจกติกา การนับคะแนนยังเป็นเรื่องที่ต้องตั้งใจศึกษาพอสมควร ไม่ดูง่ายเหมือนกีฬายอดนิยมอย่าง ฟุตบอล บาสเก็ตบอล วอลเลย์บอล ทำให้กีฬาชนิดนี้หมดทางนิยมในไทย รวมถึงอีกหลายๆประเทศ


แต่สำหรับเบสบอลในแผ่นดินอเมริกา กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาประจำชาติ ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ลีกเบสบอล MBLเป็นรองเพียง ลีกอเมริกันฟุตบอล NFLโดยมีผู้ชมเหนือกว่าทั้ง NBA ,NHL และ Soccer major league ส่วนในประเทศญี่ปุ่นนั้นได้รับอิทธิพลมากจากสหรัฐฯในช่วงหลังสงครามโลก ทำให้กีฬาเบสบอลแทบจะเป็นอีกหนึ่งกีฬาประจำชาติ ได้รับความนิยมมากกว่าฟุตบอลพอสมควร

Million Dollar Arm เป็นภาพยนตร์กีฬาที่กล่าวถึงกีฬาเบสบอลซึ่งได้ชื่อว่าคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกัน สร้างจากเรื่องจริงของ รินกุ ซิงห์ และ ดิเนช พาเทล นักเบสบอลชาวอินเดียคู่แรกใน Major Baseball league ผู้ชนะจากโครงการ Million Dollar Arm ของ เจบี เบิร์นสตีน เอเจนท์นักกีฬาที่กำลังลำบากเพราะบริษัทของเขาไม่สามารถเซ็นสัญญากับนักกีฬารายใหญ่ๆได้ เจบี จึงผุดไอเดียแปลกๆด้วยการบินไปตามหายอดมือขว้างลูกเบสบอล (ฟิชเชอร์) ดาวรุ่งหน้าใหม่ ในดินแดนที่ผู้คนเล่นแต่กีฬาคริกเกตอย่างอินเดีย

ด้วยสายตาอันเฉียบคมของ เรย์ พอยเทวินท์ ของแมวมองจอมเก๋าแห่งวงการเบสบอล เจบี ได้ รินกุ และ ดิเนช นักวิ่งและนักพุ่งแหลนชาวอินเดียที่ขว้างบอลได้แรงและโดนเป้าที่สุด เป็นผู้ชนะรับเงินรางวัลกับโอกาสเปลี่ยนชีวิตพวกเขาจากเด็กหนุ่มยากจนในอินเดียให้เป็นนักกีฬาชื่อดังที่มีรายได้มากมาย แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นทั้ง เจบี รินกุ ดิเนซต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคอีกเยอะ

บทของหนังค่อนข้างกลมกล่อมพอสมควรในสัดส่วนของความดราม่าและคอเมอดี้  ดูแล้วนึกถึงหนังเรื่อง Up in the air แต่เรื่องนี้สร้างจากเหตุการณ์จริงทำให้ดูน่าสนใจขึ้น ช่วงกลางอืดไปหน่อย เล่าเรื่องค่อนข้างเป็นไปตามสูตรสำเร็จ ทว่าผู้กำกับก็มีเทคนิคการนำเสนอให้คนดูลุ้นไปกับชะตากรรมของ รินกุ กับ ดิเนช ได้ ความผูกพันธ์กันของตัวละครก็มีการพัฒนา

ประเด็นการถ่ายทอดวิถีชีวิตของคนอินเดียเปรียบเทียบกับคนอเมริกันก็ทำได้ดี เสียดสียั่วล้อสภาพสังคมของทั้งสองชาติได้เจ็บแสบ และหยิบเอาความเปิ่นๆแนวบ้านนอกเข้ากรุงมาใช้เป็นมุขตลกเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอด บุคคลิกของ เจบี เบิร์นสตีน ทำให้เราเห็นภาพของตัวละคร Jerry Maguire ขณะที่ชีวิตของ รินกุ กับ ดิเนช ก็ดูเป็น Slumdog Millionaire ในพาร์ทที่สดใสและจริงกว่า

จอห์น แฮมม์ เล่นได้ดีพอใช้ เสียแต่ว่าในส่วนของซีนชีวิตส่วนตัวของ เจบี ที่ต้องมีเรื่องพ่อแง่แม่งอนกับ เบรนดา สาวพยาบาลข้างบ้านที่แสดงโดย เลค เบลล์ยังดูไม่ลื่นไหล เคมีของทั้งคู่ยังดูขัดๆกัน ด้านสองหนุ่มชาวอินเดียคือ แมเดอร์ มิททัล กับ สุราจ ชาร์มา แสดงได้เป็นธรรมชาติมาก มีสเน่ห์ถ่ายทอดอารมณ์ได้เยี่ยมจนอดชื่นชมไม่ได้ อนาคตในวงการฮอลลีวู้ดของทั้งคู่รุ่งแน่นอน แต่ที่โดดเด่นขโมยซีนคือ อลัน อาร์คิน ซึ่งเล่นเป็นเรย์ แมวมองรุ่นเดอะจอมปากเสียและเอาแต่ใจ กับ พิโตแบช ในบท อามิต เขาอาจดูน่ารำคาญบางฉากกระนั้นพอถึงช่วงท้ายคุณจะชื่นชอบตัวละครตัวนี้ ซํ้าบางคนอาจเสียนํ้าตาให้กับการแสดงของเขา

กับ Million Dollar Arm ต่อให้คุณไม่รู้กติกาหรือเรื่องราวในวงการเบสบอลก็ดูได้สนุก ฟีลกู๊ดแบบเต็มอิ่ม แถมยังสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อความฝันได้อย่างดี และเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่จะทำให้คุณหลงรักในความเป็นอินเดีย

คะแนน 7.5/10

บทวิจารณ์โดย นกไซเบอร์


ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/122241/?link=4




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2557    
Last Update : 30 มิถุนายน 2557 19:38:00 น.
Counter : 960 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Transformers Age of Extinction ศึกพันธมิตรต่างดาว



เดินทางมาถึงภาคที่ 4 แล้วสำหรับ Transformers ของเล่นยอดฮิตที่ Marvel Comics เอามาทำเป็นการ์ตูน จากนั้นจึงถูกต่อยอดเป็นหนังทำเงินถล่มทลาย ผลงานชิ้นโบว์แดงของ ไมเคิล เบย์ ผู้กำกับที่พักหลังสนุกกับการสร้างฉากระเบิดตึกเผาบ้าน


ความน่าสนใจของ Transformers Age of Extinction หรือ Transformers 4 คือการเปลี่ยนนักแสดงใหม่ยกชุดและแทบไม่กล่าวถึง3ภาคที่ผ่านมาเลย ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับกระแสวิจารณ์ในแง่ลบของ Transformers 3 หรือเปล่า

Transformers Age of Extinction เล่าเรื่องต่อจากภาคก่อน หลายปีต่อมา ดิเซ็ปติค่อน แทบจะสูญพันธุ์ไปจากโลก ส่วน ออโต้บ็อต ก็แยกย้ายไปตามเมืองต่างๆ กระทั่งมีหน่วยงานลึกลับร่วมมือกับหุ่นจากต่างดาวออกไล่ล่าสังหาร ออโต้บ็อต ทีละตัว โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ ออพติมัสไพรม์ พันธมิตรผู้ซื่อสัตย์ของมนุษย์

ต่อมา เคด เยเกอร์ (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) นักประดิษฐ์บ้านนอก ได้ซื้อซากรถบรรทุกเก่ามาแยกชิ้นส่วนขาย เขาใช้ชีวิตอยู่กับ เทสซ่า ลูกสาว  (นิโคลา เพลท์ซ) สองคนในเท็กซัส เคด พบว่า รถคันดังกล่าวเป็น ทรานฟอร์เมอร์ ไม่นานหน่วยสังหารลึกลับก็บุกมาที่บ้านของเขา โชคดีที่ เชน (แจ็ค เรย์นอร์) นักแข่งรถแฟนหนุ่มของ เทสซ่า โผล่มาช่วยไว้ได้หวุดหวิด พวกเขาต้องหนีไปอยู่กับกลุ่มออโต้บ็อตที่เหลือพร้อมร่วมมือกันเปิดศึกกับศัตรูที่มีทั้งหุ่นยนต์ต่างดาวและมนุษย์

บทของหนังบทมั่วซั่วและยืดเยื้อมาก การเชื่อมโยงกับภาคที่แล้วแทบไม่มี ทำให้การเล่าเรื่องดูขาดๆเกินๆพิลึก เวลา160นาทีจึงดูยาวเกินไป ไมเคิล เบย์ ไม่สนคำวิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น เขายังคงจัดหนักขนอาวุธมาให้หุ่นยนต์กับมนุษย์มาทำลายล้างกันแบบเละเทะ เรียกว่าแอ็คชั่นถล่มเมืองยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้หนัง The Avengers หรือ Godzilla เลย เผลอๆอาจจะมากกว่าด้วยซํ้า

จุดเด่นของ Transformers 4 คือ แอ็ฟเฟ็กต์ที่ดูดีกว่าภาคก่อนๆ การถ่ายภาพสวยงามโดยเฉพาะฉากวินาศสันตะโรทั้งหลาย รวมถึงระบบเสียงที่ดังสนั่นลั่นโรงสร้างบรรยากาศเหมือนอยู่ในสงคราม แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่สามารถกลบจุดอ่อนของหนังไปได้ ทั้งเนื้อหาที่แทบไม่ต่างจากภาคก่อนหน้าเลย แค่ย้ายสมรภูมิจากใจกลางสหรัฐฯมาเป็นในประเทศจีนเท่านั้น ด้านซีนแอ็คชั่นที่มีให้ดูกันจนตาแฉะ แรกๆผู้ชมอาจจะตื่นตาตื่นใจ พอนานไปมันกลับเริ่มซํ้าเดิมจนเกือบเข้าขั้นน่าเบื่อ พอจะเข้าใจอารมณ์คนที่บอกว่าเคยดู Transformers ภาคก่อนๆแล้วหลับละ

อีกสิ่งที่โจ่งแจ้งเกินไปคือการไทร์อินสินค้าซึ่งเยอะจนน่าเกลียด ด้วยความที่มันถูกนำเสนอแบบไม่มีที่มาที่ไปเอาซะเลย ตัวละครทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์แบนราบ ดีก็ดีสุดขั้ว ชั่วก็ชั่วสุดขีด ทำให้คนดูไม่ต้องลุ้นเอาใจช่วยเท่าไหร่ เดาได้ตั้งแต่ต้นๆว่าใครตายแน่ๆหรือใครรอดแหงๆ การแสดงของ มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ไม่ได้แย่ ผิดที่โครงเรื่องดันไม่ส่งให้เขาเป็นตัวนำ นิโคลา เพลท์ซ ยังขาดเสน่ห์เมื่อเทียบกับสาว Transformers คนอื่นๆ สแตนลีย์ ทุชชี ในบท โจชัว อาจจะดูน่ารำคาญไปนิด แต่ก็โดดเด่นในแง่ที่เขาสามารถสร้างหัวเราะได้อยู่คนเดียว ท่ามกลางเสียงปืนตลอดเรื่อง มุขตลกที่ล้อเลียนเมืองจีนกับฮ่องกงถือว่าใช้ได้ทีเดียว

ตอบจบไม่มีส่วนไหนให้เซอร์ไพรส์ ไมเคิล เบย์ ปูทางสู่ภาคต่อไปไว้พร้อมแล้ว ส่วนตัวเห็นว่า Transformers ขาดความสมบูรณ์ไปมากเมื่อไม่มี ไชอา ลาบัฟ บทต้องเขียนใหม่หมด ขาดตัวละคร แซม ไป พลอยทำให้ บัมเบิลบี กลายเป็นหุ่นประกอบไปด้วย เส้นเรื่องในภาคนี้และภาคต่อไปจึงยุ่งเหยิงออกทะเลออกนอกโลกไปในที่สุด แต่ เบย์ ไม่เคยแคร์อยู่แล้ว แกทำเอามันส์อย่างเดียว และสาวก Transformers น่าจะพอใจกับการกลับมาของ ออพติมัสไพรม์และผองเพื่อน ส่วนคนที่ไม่ใช่แฟนภาพยนตร์ชุดรถกลายร่างเป็นหุ่นยนต์ นี่มันหนังหายนะชัดๆ

คะแนน 6.5/10

โดย นกไซเบอร์


ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/109291/?link=4




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2557    
Last Update : 25 มิถุนายน 2557 18:03:25 น.
Counter : 2065 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.