วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

รีวิวหนัง : Fleet of Time คำตอบของใจ คือใช่เธอ


ผมรู้จัก Fleet of Time ครั้งแรกจากข่าวเล็กๆที่ว่า หนังรักเรื่องนี้ขึ้นอันดับ 1 ในประเทศจีน 2 สัปดาห์ซ้อน เอาชนะ The Crossing Part 1 หนังฟอร์มยักษ์ทุนสูงที่ว่ากันว่าเป็นไททานิคฉบับเมืองจีนของ จอห์น วู ได้แบบเหนือความคาดหมาย แถมยังติด 10 อันดับหนังจีนทำเงินสูงสุดปี 2014 ด้วย หนังสร้างมาจากนิยายขายดีของ จิวเยหุย นักเขียนชาวจีน บอกเล่าเกี่ยวกับความรักของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ ปี1980จนถึงปี2000 ผลงานการกำกับของ จางอี้ไป๋ นำแสดงโดย เอ็ดดี้ เผิง นักแสดงหนุ่มหล่อชาวไต้หวัน กับ หนีหนี่ นักแสดงสาวชาวจีน

เรื่องราวการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของกลุ่มเพื่อนสนิท5คนระหว่างที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตในโรงเรียน มหาวิทยาลัย จนกระทั่งแต่งงาน โดยหนังโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ของ เฉินซวิ๋น กับ ฟานหุย สองหนุ่มสาวที่เป็นรักแรกของกันและกัน พวกเขาฝันถึงชีวิตคู่อันเป็นนิรันดร์ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองก็พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้สวยงามอย่างที่เคยคาดหวัง

Fleet of Time คล้ายกับเป็น You Are the Apple of My Eye (หนังรักวัยรุ่นชื่อดังของไต้หวัน) เวอร์ชั่นจีน เพียงแต่เรื่องนี้มีความหม่นเศร้ากว่า เนื้อหามีความเป็นหนัง Coming of age หรือ การการก้าวพ้นวัยเล็กๆ นำเสนอรักแรกที่เติบโตไปพร้อมอายุตัวละคร บอกเล่าผ่านยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมจีน (1980-2000)

ขณะเดียวกันหนังก็มีความ Nostalgia (การโหยหาอดีต) พอสมควร มีการนำวัฒนธรรมป็อปในยุคนั้นอย่างหนังสือการ์ตูนและเพลงญี่ปุ่นมาล้อเลียน เป็นช่วงเวลาที่นักเรียนชายอ่านสแลมดั้ง เล่นบาส ส่วนนักเรียนหญิงก็จะคอยเอาเครื่องดื่มไปให้ หรือส่งข้อความผ่านเพจเจอร์หาหนุ่มที่แอบชอบ ครึ่งแรกจึงตลบอบอวลไปด้วยเรื่องราวป็อปปี้เลิฟใสๆราวกับฤดูใบไม้ผลิ กระนั้นตั้งแต่ช่วงกลางถึงท้าย หนังพลิกกลับมาเล่าถึงความรักที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เกิดการ โกหก นอกใจ หึงหวง ผิดนัด ไม่รักษาสัญญา โทนเรื่องค่อนข้างจริงจัง ตรึงเครียด เนื้อหาหนักเอาการ

มีการไทร์อินแฝงโฆษณาบ้างประปราย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์จีนแท้ๆจึงไม่ทำให้คนดูรู้สึกรำคาญเท่าไหร่ ประเด็นการเปลี่ยนผ่านและเติบโตของสังคมจีนก็น่าสนใจ มีการพูดถึงการได้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ฉากที่ตัวละครนั่งดูบอลโลกคู่บราซิล-จีน(แอบแขวะฟุตบอลชายจีนเบาๆ) รวมถึงฉายภาพสังคมคนรุ่นใหม่ของจีนที่อู้ฟู่หรูหรา อาตี๋อาหมายเมื่อ20ปีก่อนทุกวันนี้กลายเป็นเจ้าของกิจการ นักธุรกิจ เศรษฐี ในงานแต่งต้องส่งการ์ดเชิญไปให้เพื่อนๆจากหลายประเทศทั่วโลกให้บินกลับมาบ้านเกิด

ถ้าจะพูดถึงความสมจริง เอ็ดดี้ เผิง หน้าทันสมัยเกินไปหน่อย ไม่ได้ดูเด่นเฉพาะในกลุ่มเพื่อน แต่เด่นอยู่คนเดียวในเรื่อง ผิดกับ หนีหนี่ ที่ดูมีความเป็นจีนแท้ๆ แต่ในแง่การแสดงทั้งคู่ถือว่าสอบผ่าน เอ็ดดี้ มีเสน่ห์มัดใจสาวที่ล้นออกมานอกจอ ขณะที่ หนีหนี่ ถึงจะไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยแบบพิมพ์นิยมเอเชีย (ส่วนตัวคิดว่าเพื่อนผู้หญิงอีกคนในกลุ่มสวยและน่าแย่งชิงกว่าอีก) กระนั้นเธอก็ดูดีมีสไตล์เฉพาะตัว แถมยังแสดงซีนดราม่าได้น่าประทับใจมากๆ 

สำหรับบางคน รักแรกอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นนิรันดร์ แต่ช่วงเวลาของมันต่างหากที่ยาวนานติดตรึงอยู่ในใจของเราทุกคนตลอดมา ไม่ว่ามันจะเป็นช่วงเวลา สุขมากๆ หรือ เศร้าสุดๆ ก็ยากจะลืมไปจากความทรงจำทั้งนั้น

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/155217/?link=4




 

Create Date : 24 เมษายน 2558    
Last Update : 24 เมษายน 2558 18:46:40 น.
Counter : 969 Pageviews.  

รีวิวหนัง : The Age of Adaline รักแท้ไม่แพ้เวลา


แม้จะได้แสดงหนังฮอลลีวู้ดมาหลายเรื่อง แต่ผลงานแจ้งเกิดของ เบลค ไลฟ์ลี่ จริงๆกลับเป็นการแสดงซีรี่ย์วัยรุ่นอย่าง Gossip Girl ส่วนการแสดงภาพยนตร์ฮีโร่ค่าย DC เรื่อง Green Lantern ตัวหนังไม่ประสบความเร็จ เธอจึงไม่ได้เป็นที่พูดถึงเท่าไหร่ในฐานะหนังใหญ่ที่ได้รับบทนำครั้งแรก แต่ก็มีสิ่งดีๆคือการที่เธอได้พบรักกับ ไรอัน เรย์โนลด์ ที่ได้แต่งงานกันในเวลาต่อมา

แต่ในปี 2015 นี้เองที่โอกาสบนจอเงินของ เบลค ไลฟ์ลี่ กลับมาอีกครั้งกับการแสดงนำในหนังโรแมนติกเรื่อง The Age of Adaline ประกบกับ มิเคียล ฮิวส์แมน นักแสดงหนุ่มที่มารับบทนำเรื่องแรกเช่นกัน ร่วมด้วย แฮริสัน ฟอร์ด นักแสดงวัยเก๋ามากฝีมือ

หนังเล่าถึงชีวิตของ อดาไลน์ โบว์แมน ที่ประสบอุติเหตุรถควํ่าในวัย29ปี เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ร่างกายของเธอหยุดการแก่ชรา เธอจึงดูสาวอยู่เช่นนั้นไปตลอดกาล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นอมตะ สิบปีให้หลังเมื่อ อดาไลน์ รู้ตัวว่าร่างกายผิดปกติเธอก็พยายามค้นคว้าหาทางแก้ไขแต่ไม่พบวิธีรักษา อดาไลน์ จึงต้องแอบใช้ชีวิตแบบเงียบๆ โดดเดี่ยว เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนที่อยู่ทุกๆสิบปี เก็บงำเรื่องนี้เป็นความลับโดยมีลูกสาวเธอคนเดียวที่รู้ กระทั่งวันหนึ่ง เอลลิส ชายหนุ่มมาดเซอร์เดินเข้ามาในชีวิต ผู้ที่อาจช่วยปลดปล่อยเธอจากชีวิตอันแสนเศร้ายาวนาน

พล็อตหนังหยิบประเด็นความรัก อายุและเวลามาเล่นคล้ายๆกับ The Curious Case of Benjamin Button และ The Time Traveler's Wife เพียงแต่ The Age of Adaline เลือกที่จะหาเหตุผลกึ่งวิทยาศาสตร์กึ่งแฟนตาซีมารองรับ ซึ่งก็ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ เนื้อหาเน้นหนักไปที่ความโรแมนติกดราม่า เล่าเรื่องตัดสลับไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เอาความต่างของเวลามาเล่นเป็นมุขตลกได้ดี คนชอบของเก่าคงสนุกไปกับการได้ดูอุปกรณ์ประกอบฉากหายากจากหลากหลายยุค รวมถึงแฟชั่นเสื้อผ้าหน้าผมของ อดาไลน์

แม้ว่าหนังจะค่อนข้างมีความโอเวอร์ไปบ้าง แต่พาร์ทดราม่าความรักต่างวัยต่างยุคสมัยทำได้น่าสนใจพอสมควร การถ่ายทอดภาพสวยงาม ชอบที่หนังแสดงให้เห็นถึงข้อดีของวงจร เกิด แก่ เจ็บตาย ในชีวิต และสะท้อนความทุกข์ของการมีชีวิตเป็นนิรันดร์ สวนทางกับแนวคิดของคนส่วนใหญ่บนโลกที่ต้องการมีชีวิตยืนยาวไม่รู้จบ ช่วงท้ายพอคาดเดาได้บ้าง แต่หนังก็มีบทสรุปที่สร้างความประทับใจให้ผู้ชมกับการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาหรือเวลาของตัวละคร

หลายสิ่งหลายอย่างหนุนให้ เบลค ไลฟ์ลี่ โดดเด่นในบท อดาไลน์ ซึ่งเธอก็น้อมรับโอกาสไว้ด้วยท่วงท่าอันงดงาม นอกจากความสวยของเธอที่เป็นที่พูดถึงแล้ว ในเรื่องนี้เธอยังพัฒนาด้านการแสดงขึ้น โดยเฉพาะซีนอารมณ์ ส่วนคู่ขวัญในหนังอย่าง มิเคียล ฮิวส์แมน ที่เล่นเป็น เอลลิส บุคลิกต้องบอกว่าฮิปสเตอร์สสุดๆ ดูเป็นผู้ชายอบอุ่น อาจจะไม่ได้ใจสาวส่วนใหญ่ แต่ใครชอบหนุ่มลํ่าๆเซอร์ๆก็ถือว่าตอบโจทย์ (บางมุมแอบคล้าย ไชอา ลาบัฟ) เคมีของทั้งสองคนไม่ค่อยเข้ากันนัก ไม่รู้ทำไม เบลค ดูเป็นผู้ใหญ่กว่า มิเคียล ค่อนข้างเยอะ หนวดเคราของฝ่ายชายก็ไม่ช่วย จึงดูเหมือนเป็นพี่สาวกับน้องชายมากกว่าคู่รัก

The Age of Adaline เป็นหนังโรแมนติกเพ้อฝันที่ดูแล้วชุ่มชื่นหัวใจ เนื้อหาไม่ได้หวือหวาน่าตื่นเต้น แต่ก็เรียบง่ายแบบลึกซึ้ง เชิดชูการมีชีวิตคู่ที่มั่นคง แบบรักแท้ที่ชายหญิงคอยเคียงข้าง จับมือพากันเดินทางผ่านช่วงเวลาต่างๆไปด้วยกัน จนวันสุดท้าย

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/176306/?link=4




 

Create Date : 23 เมษายน 2558    
Last Update : 23 เมษายน 2558 19:18:36 น.
Counter : 953 Pageviews.  

รีวิวหนัง : When Marnie Was There เพื่อนเล่นที่เป็นมากกว่านั้น


คงจะน่าเศร้าไม่น้อยทีเดียวถ้า When Marnie Was There คือภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของสตูดิโอจิบลิ ค่ายหนังอนิเมชั่นคุณภาพอันดับหนึ่งของเอเชีย รายได้ของ When Marnie Was There ซึ่งทำเงินเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นที่ไม่ถึงครึ่งของ The Secret World of Arrietty ผลงานเดียวกันของผู้กำกับ โยเนบายาชิ ฮิโรมาสะ เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ผู้บริหารจิบลิจับเข่าคุยกันและตัดสินใจประกาศพักการสร้างหนังไม่มีกำหนดในเวลาต่อมา สร้างความเศร้าใจให้กับแฟนหนังทั่วโลก

When Marnie Was There ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเยาวชนปี 1967 ของ โจแอน จี. โรบินสัน เป็นหนึ่งในหนังสือ50เล่มที่ ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้ก่อตั้งจิบลิชื่นชอบ แต่เขาได้วางมือไปก่อนจึงส่งไม้ต่อให้ โยเนบายาชิ ทำแทน หนังเล่าถึงมิตรภาพของเด็กสาวสองคน คือ อันนา เด็กสาวกำพร้าที่มีนิสัยชอบเก็บตัว ถูกส่งมาอยู่ในชนบทเพื่อรักษาสภาพร่างกายและจิตใจ กับ มาร์นี่ เด็กสาวผมทองลึกลับที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ร้างทรงยุโรปริมนํ้า ซึ่งมีบุคลิกร่าเริงแจ่มใส ทั้งสองใช้เวลาเที่ยวเล่นด้วยกันจนสนิทสนมในเวลาอันรวดเร็ว

บทหนังมีพาร์คความเป็นดราม่ากึ่งแฟนตาซี ขณะเดียวกันก็มีความเป็น Coming of age เล็กๆ สิ่งที่น่าสนใจคือผู้กำกับเก็บความลับได้ดี โดยเฉพาะความคลุมเครือของ มาร์นี่ ว่าเธอเป็นอะไรกันแน่ ผี จินตนาการ หรือ ความฝัน ทำให้คนดูสงสัยและอยากติดตาม แม้ว่าคำเฉลยจะไม่ได้ซับซ้อนเกินคาดเดา แต่ก็สร้างความเซอร์ไพรส์พอสมควร รวมถึงมีการใช้สัญลักษณ์บางอย่างแฝงอยู่เป็นระยะ ติดตรงที่เนื้อหาของหนังจะออกผู้หญิงมากไปนิด

นอกจากนี้หนังยังมีความเป็นจิบลิมากในแง่ของการใช้ตัวละครเพศหญิงเป็นตัวนำและเล่าถึงเรื่องของคนนอกที่มีความสามารถแต่กลัวการเข้าสังคม สองประเด็นนี้เป็นสิ่งที่พบเจอบ่อยๆในหนังหลายเรื่องของค่ายนี้ แน่นอนว่าการถ่ายทอดภาพที่เน้นการวาดด้วยมือยังคงความสวยงามตามมาตรฐานจิบลิ ข้อนี้เป็นลายเซ็นต์เฉพาะตัวที่ครองใจแฟนๆเสมอมา

สำหรับความสัมพันธ์ที่ดูคล้ายจะมากกว่าเพื่อนของ อันนา กับ มาร์นี่ ก็สุดแท้แต่ผู้ชมจะจินตนาการและตีความ ส่วนตัวคิดว่าหนังมีความวาย หรือที่วัยรุ่นใช้คำว่า ยูริ ในระดับหนึ่ง กระนั้น ถึงจะมีฉากตัวละครโอบกอด บอกรัก หึงหวงกัน ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกจิ้นเท่าไหร่ หนังดัดแปลงมาจากวรรณกรรมตะวันตก น่าแปลกที่ภาพคฤหาสน์ทรงยุโรปในชนบทญี่ปุ่นกลับไม่ทำให้ผมดูมันเป็นสิ่งที่แปลกแยกเลย เช่นเดียวกับไซโลยักษ์บนเขา จุดนี้น่าจะมาจากการที่หนังสร้างบรรยากาศและเหตุผลมารองรับได้น่าเชื่อถือเพียงพอ

สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือ เพลง Fine On The Outside โดย Priscilla Ahn เมื่อแปลความหมายของเนื้อเพลงออกมาแล้วมันช่างเข้ากันกับหนังซะจริงๆ เสียดายช่วงท้ายพลังของหนังกลับแผ่วลงอย่างดื้อๆ คลี่คลายปมง่าย ดูรวบรัดตัดตอนไปหน่อย และไม่ได้ขยี้ที่มาความขัดแย้งของ อันนา กับ แม่บุญธรรม

When Marnie Was There ไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดของสตูดิโอจิบลิ แต่ก็เป็นผลงานที่น่าจดจำ เนื่องจากสามารถมองได้ว่ามันเป็นผลงานสั่งลาของเพื่อนคนหนึ่ง ที่มอบให้แด่เพื่อนทุกคนด้วยมิตรภาพและความรัก เราจะไม่มีวันลืม จิบลิ เช่นเดียวกับที่ อันนา ไม่มีวันลืม มาร์นี่

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/135880/?link=4




 

Create Date : 16 เมษายน 2558    
Last Update : 18 เมษายน 2558 16:58:22 น.
Counter : 592 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Little Forest Summer & Autumn อาบเหงื่อต่างฤดู



เมื่อประมาณ3-4ปีที่แล้วผมได้อ่านข่าวปรากฏการณ์เล็กๆในประเทศญี่ปุ่น เมื่อกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานในกรุงโตเกียวเกิดกระแสนิยมโหยหาธรรมชาติโดยพวกเขายินดีที่จะจ่ายเงินคอร์สละหลายพันเยนเพื่อเดินทางไปใช้ชีวิตตามวิถีเกษตร ได้ลอง ปลูกผัก ทำนา เลี้ยงสัตว์ และสัมผัสกับบรรยากาศในชนบท แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวสะท้อนแนวคิดอะไรบางอย่างของสังคมรุ่นใหม่แดนปลาดิบ ซึ่งเชื่อว่าไม่ได้เกี่ยวกับความฮิตของเกมส์ FarmVille

และในปีที่ผ่านมา กระแสสำนึกรักบ้านเกิดในญี่ปุ่นได้ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ Little Forest ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากมังงะของ ไดสุเกะ อิงาราชิ เข้าฉาย หนังแบ่งออกเป็น 2 ภาค 4 ฤดู คือ Summer & Autumn กับ Winter & Spring ซึ่งได้ ยูอิ นักร้องสาวชื่อดังมาร้องเพลงประกอบ 4 เพลงที่มีชื่อตามฤดูกาล เนื้อเรื่องเล่าถึง อิจิโกะ (ไอ ฮาชิโมโตะ) หญิงสาวที่หลบหนีบางสื่งจากเมืองหลวงกลับมาใช้ชีวิตปลูกผักทำไร่ทำนาและทำอาหารกินเองคนเดียวในบ้านเกิดซึ่งรายล้อมด้วยป่าเขาห่างไกลความเจริญที่จังหวัดอิวาเตะ

พล็อตหนังแทบไม่มีอะไร นอกจากการเฝ้ามองหญิงสาวคนหนึ่งใช้ชีวิตประจำวันแบบเนิบช้า ทำสวนและเข้าครัววันแล้ววันเล่า แต่การถ่ายทอดภาพชนบทญี่ปุ่นออกมาอย่างงดงาม รวมถึงการรังสรรค์เมนูโฮมเมดต่างๆของตัวละครในเรื่องก็ดึงดูดผู้ชมให้มีความสุขไปกับความเรียบง่ายในชีวิต ขณะเดียวกันตัวหนังก็มีการแฝงแนวคิดบางอย่างที่มีความลึกซึ้ง โดยเฉพาะการนำเสนอวีถีสังคมเกษตรกรรมที่สวนทางกับวิถีสังคมอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ทั่วโลกซึ่งขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม อยากกินอะไรก็ซื้อหาเอาจากซุปเปอร์มาเก็ต ทว่าตัวละครหลักใน Little Forest อยากกินอะไรก็ทำขึ้นเอง ไม่เฉพาะอาหารหรือเครื่องดื่ม แม้แต่ ขนมหวาน แยม และ เครื่องปรุงรสบางชนิดก็ทำกันเอง วันๆพวกเขาแทบจะไม่ได้ใช้จ่ายเงินเลย

หนังไม่ได้มีความเป็นชนบทแบบสุดโต่งชนิด ใช้นํ้าบาดาล ติดเตาถ่าน จุดเทียน ตัวละครในเรื่องมีสิ่งอำนวยความสะดวกจำเป็นบางประการ อาทิ ไฟฟ้า นํ้าประปา ตู้เย็น ฮีตเตอร์ วิทยุ โทรศัพท์บ้าน รถยนตร์คันเล็กๆ (ไม่มีโทรทัศน์ มือถือ ไมโครเวฟ คอมพิวเตอร์) สำหรับอาหารหลายๆจานซึ่งเป็นไฮไลต์ของหนังน่าสนใจตรงที่มันไม่เหมือนหนังอาหารทั่วๆไปที่มักนำเสนอภาพสวยๆบนโต๊ะอาหาร เพราะในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบจากหลากหลายที่ หมุนเวียนตามฤดูกาลแบบละเอียดก่อนจะเข้าครัว ทุกสิ่งมีที่มาที่ไป ไม่ได้เกะซองพร้อมกิน เป็นความพิถีพิถันที่คนเมืองซึ่งคุ้นเคยกับอาหารจานด่วนไม่เคยได้สัมผัส แม้อาหารแต่ละจานจะดูดิบๆ ไม่ได้แต่งหน้าตาสวยงามเกินจริงแบบรายการทำอาหารทางทีวี ส่วนรสชาตินั้นดูได้จากกริยาของตัวละคร จุดนี้ผมสงสัยตัวเอง ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นการแสดงทำไมกลับเชื่อตัวละครในหนังเรื่องนี้มากกว่าอาการของดาราคนดังที่มาออกรายการเกมส์โชว์ทำอาหาร

นอกจากเมนูทุกจานในหนังจะน่าทานจนคนดูพากันกลืนนํ้าลายและท้องร้องเป็นระยะ หนังยังมีอารมณ์โหยหาอดีตเล็กๆ ชวนคิดถึงรสมือแม่ อาหารอร่อยที่สุดในใจเราทุกคน ฉากที่ อิจิโกะ พยายามทำผัดผักให้รสชาติดีเหมือนที่แม่ทำนั้น แม้ความคิดของเธอกับแม่จะไม่ค่อยลงรอยกันนัก แต่ฉากนี้ไม่ใช่การแข่งขันของคนครอบครัว เมื่อทำสำเร็จมันคือการเรียนรู้และเติบโตขึ้นของ อิจิโกะ เอง ชอบอีกอย่างตรงที่หนังไม่ได้ตั้งใจให้มนุษย์เคารพยำเกรงธรรมชาติ แต่เน้นให้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัย แบ่งปัน เกื้อกูล ไม่ว่าจะเป็นคนกับคน หรือ คนกับสัตว์ ดังจะเห็นได้ในฉากที่ อิจิโกะ ออกไปเก็บผลหมากรากไม้ในป่าโดยมี กระรอก โผล่มากินลูกวอลนัทอยู่ข้างๆหรือต้องคอยระวังหมีที่ออกมาหาลูกเกาลัดกินเช่นกัน

ไอ ฮาชิโมโตะ กับบท อิจิโกะ จัดว่าหนักหนาพอสมควรเพราะเป็นตัวละครหลักตัวเดียวที่แบกหนังไว้ทั้งเรื่อง ขณะเดียวกันหนังก็เอื้อให้ ไอจัง แสดงความสามรถเต็มที่ ซี่งเสน่ห์ของเธอก็ทำให้ผู้ชมเพลิดเพลินไปกับชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดาได้อย่างลงตัว นอกจากบุคลิกแม่ครัวหัวป่าที่หนุ่มๆหลายคนแอบหลงใหลแล้ว ในพาร์ทของการเป็นเกษตรกรรูปร่างอันบอบบางของเธอก็ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงานหนักทั้ง ดำนา ทำสวน ผ่าฟืน อาบเหงื่อต่างนํ้ากลางแดดแบบไม่ห่วงสวยดูคล่องแคล่วสมจริงพอสมควร ไม่ได้ทำแบบขอไปทีเหมือนหนังกับซีรี่ย์บางเรื่องที่อ้างว่าตัวเอกไปใช้แรงงานแต่วันๆเอาแต่ยืนสวยๆในแปลงดอกไม้หรือเที่ยวเล่นชมวิวทั้งวัน

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านฤดู Little Forest ค่อยๆเฉลยที่มาที่ไปของ อิจิโกะ ทีละนิด เป็นสิ่งที่ผู้ชมอยากรู้เหมือนกันว่าอะไรที่ผลักดันหญิงสาวคนนี้ให้กลับมาใช้ชีวิตโดดเดี่ยวในบ้านนอกคอกนา และเธอจะอยู่ที่นั่นอีกนานแค่ไหน อย่างไรก็ตามตัวหนังก็ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน ชีวิตที่มีกิน แบบไม่ต้องมีใช้(จ่าย)เลย

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/175081/?link=4




 

Create Date : 14 เมษายน 2558    
Last Update : 5 มิถุนายน 2558 11:42:53 น.
Counter : 2010 Pageviews.  

รีวิวหนัง : ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อวสานหงสา สงครามครั้งสุดท้าย


จาก ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช องค์ประกันหงสา ภาคแรกเมื่อปี 2550 มาถึง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อวสานหงสา ภาคสุดท้ายในปี 2558 ใช้เวลาทั้งหมด8ปีกว่าจะเดินทางมาถึงตอนจบสำหรับภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เชิดชูเกียรติ สมเด็จพระนเรศวร ผลงานการกำกับของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

อาจพูดได้ว่า อวสานหงสา เป็นภาคเสริมของ ยุทธหัตถี เนื่องด้วยว่าตอนแรก ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ถูกประกาศออกมาว่าจะเป็นภาคสุดท้าย แต่ความยาว2ชั่วโมงกว่าของหนังก็ไม่อาจสรุปเนื้อหาให้จบลงแบบสมบูรณ์ได้ เราจึงได้เห็น อวสานหงสา เข้าฉายตามเสียงเรียกร้องของแฟนภาพยนตร์ในปีถัดมา

ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 6 เป็นเรื่องราวต่อจาก ยุทธหัตถี ปี พ.ศ. 2135 หลังพ่ายศึกพระเจ้านันทบุเรงระบายพระโทสะที่สูญเสีย มังกะยอชวา รา­ชบุตรและอุปราช ทรงรับสั่งให้ประหารแม่ทัพนายกองที่กลับจากศึกยุทธหัตถี7ชั่วโครต แถมยัง สังหารพระนางสุพรรณกัลยาและพระโอรสจนสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระนเรศวรจึงนำทัพนับแสนจากอโยธย­าบุกมาตีหงสาวดีหมายแก้แค้นให้พระเชษฐภคินี โดยตีเมืองเมาะตะมะเป็นที่มั่น และได้ตัว เม้ยมะนิก ราชธิดาของพระเจ้าศิริสุธรรมราชา อดีตเจ้าเมืองเมาะตะมะ มาช่วยรวบรวมไพร่พลชาวมอญเข้าด้วยกับไทย

ด้านพระเจ้านันทบุเรงตั้งแต่เสียพระโอรสไปก็ควบคุมสติไม่ได้ หัวเมืองลูกอย่าง อังวะ แปร ยะไข่ ต่างก็ตีตัวออกห่าง ขุนนางกับแม่ทัพในวังก็ไม่เหลือคนดีมีฝีมือเลย มีเพียง เมงยาสีหตู พระเชษฐาต่างมารดาเจ้าเมืองตองอู กับ นัดจินหน่อง ลูกชายที่ยอมยกทัพมาพาตัวพระองค์หนีจากกรุงหงสาวดีไปหลบภัยอยู่ที่เมืองตองอู แม้พระนางเมงเกงสอภรรยาของเมงยาสีหตูแม่นัดจินหน่องจะไม่เห็นด้วย แต่สมเด็จพระนเรศวรก็ไม่ยอมลดละ ยกทัพตามไปเปิดสงครามไกลถึงเมืองในหุบเขาลึก

อวสานหงสา เป็นภาคที่สั้นที่สุดใน6ภาค เพราะเป็นการขยายความสานต่อเรื่องราวจาก ยุทธหัตถี เท่านั้น เนื้อหาบิดจากประวัติศาสตร์เล็กน้อย เน้นดราม่ามากกว่าแอ็คชั่น แต่ตัวหนังเองไม่ได้มีโครงหลักเป็นชิ้นเป็นอัน มีการนำฟุตเทจเก่ากลับมาใช้ปะปนกับฟุตเทจถ่ายใหม่ ที่ชัดเจนคือฉากที่มีตัวละคร พระยาศรีไสยณรงค์ หรือ พระศรีถมอรัตน์ คู่หูของ ออกพระชัยบุรี แสดงโดย พ.ท. คมกริช อินทรสุวรรณ โผล่ออกมาหลายฉาก ซึ่งตัวจริงท่านเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี2554 บากฉากจึงดูโดดๆไม่ปะติดปะต่อ กระตุก ขาดความลื่นไหล รวมถึงแต่ละซีนมีแสงสว่างไม่เท่ากัน ส่วนเทคนิคภาพพิเศษยังไม่เนียน ฉากกับตัวละครดูลอยๆแบบเห็นได้ชัดเจนพอสมควร ข้อดีเป็นระบบเสียงที่แน่น ปืนกระหึ่ม กลองดังระรัว

น่าเสียดายอีกอย่างคือการที่แต่ละภาคมีตัวละครมาก ทำให้ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นหนังที่ใช้ตัวละครค่อนข้างเปลืองและไม่คุ้มค่า บ่อยครั้งในแต่ละภาคเราจะเห็นตัวละครหลายตัวที่โผล่มาเหมือนจะมีความสำคัญแต่กลับหายสาบสูญไปไม่มีการต่อยอด โดยในภาคนี้เป็น เมงยาสีหตู(แสดงโดย นิรุตติ์ ศิริจรรยา) กับ เม้ยมะนิก(แสดงโดย ปันปัน เต็มฟ้า) เป็นตัวละครใหม่ที่น่าสนใจ น่าจะมีบทบาทมากกว่านี้ ในทางกลับกันเราดันได้เห็นนักแสดงดาวร้ายรุ่นเก๋าหลายคนในกองทัพยะไข่โผล่อออกมาปล้นสเบียงอโยธยา ซึ่งต่อมากลับพบว่าเป็นฉากที่ไม่ได้มีความสำคัญใดๆเลย

มาที่เรื่องของการแสดง เป็นอีกภาคที่ต้องยกธงให้ฝ่ายพม่ารามัญชนะฝ่ายไทย จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์ ถ่ายทอดอารมณ์ของพระเจ้านันทบุเรงออกมาได้ดีจนคนดูสงสาร ครอบครัวตองอูก็เด่นโดยเฉพาะ รัชนี ศิระเลิศ ที่เล่นเป็น พระนางเมงเกงสอ สีหน้าของเธอสร้างความจดจำได้ดี ฝ่ายไทยนอกจากนักแสดงนำที่น่าพูดถึงก็มี ปราบต์ปฎล สุวรรณบาง ในบทออกพระชัยบุรี บุคลิกตาบอดหนึ่งข้างและถอดเสื้อตลอดเวลาทำให้เขาโดดออกมาจากนักแสดงคนอื่นๆ อีกคนที่ขาดไม่ได้คือ สรพงษ์ ชาตรี ในบท พระมหาเถรคันฉ่อง เขาช่วยลดดีกรีความร้อนแรงของหนังและปรับภาพความดุดันของ พระนเรศ ลงได้มาก ส่วนตัวชอบความสมจริงที่ แอฟ ทักษอร อุ้มท้องรับบท มณีจันทร์ ซึ่งในเรื่องก็ตั้งครรภ์เช่นกัน

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อวสานหงสา ลดทอนความเป็นประวัติศาสตร์ลง เพิ่มความเป็นภาพยนตร์มากขึ้น ตอนจบมีการสอดแทรกเรื่องธรรมมะพร้อมกับเชิดชูภาพชาตินักรบของ พระนเรศวร ที่ก็ทำออกมาได้ซาบซึ้งในระดับหนึ่ง เพียงแต่มันมีความยืดเยื้อเกินไปในบางช่วง และห้วนเกินในบางตอน จึงไปไม่ถึงคำว่าประทับใจ ทว่าอย่างไรเสียถึง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 6 จะไม่ได้มีฉากจบที่สมบูรณ์ แต่ ภาพยนตร์ชุดตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้จบลงโดยสมบูรณ์แล้ว

คะแนน 6.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/171504/?link=4




 

Create Date : 09 เมษายน 2558    
Last Update : 9 เมษายน 2558 11:59:03 น.
Counter : 4167 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.