วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

รีวิวหนัง : Exodus Gods and Kings หนทางสู่แผ่นดินของพระเจ้า


หลังจากผลงานชิ้นโบว์แดงอย่าง Gladiator ผู้กำกับ ริดลีย์ สก็อตต์ ก็พยายามทำหนังแนวพีเรียดออกมาอีก2เรื่องคือ Kingdom of Heaven และ Robin Hood แต่ได้รับกระแสตอบรับไม่ค่อยดีนัก ทั้งในแง่รายได้และเสียงวิจารณ์ ก่อนที่แกจะหันไปกำกับภาพยนตร์แนวอื่นๆแทน

กระทั่งในปีนี้เขากลับมาอีกครั้งกัย Exodus Gods and Kings ผลงานเรื่องล่าสุดที่หลายคนคาดหวังว่าอาจจะปลุกกระแสหนังแอ็คชั่นพีเรียดให้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งนอกจากฝีมือของผู้กำกับแล้ว ยังมีนักแสดงนำชายเบอร์ต้นๆของฮอลลีวู้ดอย่าง คริสเตียน เบล มารับบทนำอีกด้วย

ตัวหนังเล่าถึง โมเสส บุคคลในตำนานของศาสนายูดายที่โตมาในราชวังของราชวงศ์อียิปต์ จนเมื่อเติบใหญ่เป็นหนุ่มเขากลับพบความจริงว่าตัวเองเป็นคนฮิบรู (ยิว) โมเสสจึงทำการปลดแอกพี่น้องชาวฮิบรูจากการเป็นทาสรับใช้ของกษัตริย์ฟาโรห์ในสมัยของ แรเมซีส โดยเขามีภารกิจในการนำพาทาสนับ6แสนคนเดินเท้าข้ามทวีปเพื่อไปยัง คานาอัน แผ่นดินเกิดที่ว่ากันว่าเป็นดินแดนพันธะสัญญาแห่งพระเจ้า

แม้หน้าหนังจะดูเป็นแอ็คชั่น แต่ฉากสู้รบกลับมีไม่เยอะแบบที่คอหนังบู๊คาดหวัง ส่วนใหญ่พูดถุงศาสนาและความเชื่อ มีกลิ่นอายของหนังศาสนาดราม่าอย่าง Noah เนื้อหาหลายตอนซํ้าเดิมกับอนิเมชั่นเรื่อง The Prince of Egypt เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นคนแสดง และไม่ได้มีฉากอภินิหารแยกนํ้าทะเลแบบโจ่งแจ้ง แต่หนังก็มีกราฟฟิกสวยงามอลังการของเมืองอียิปต์โบราณมาแทน

หนังใช้บทสนาในการดำเนินเรื่องซึ่งใจความทั้งหลายเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ แง่หนึ่งคนดูจึงอาจรู้สึกเหมือนกำลังแลคเชอร์เรื่องจุดกำเนินศาสนายูดาย (ใครไม่ชอบวิชาสังคมมีหลับ) ชื่นชม ริดลีย์ สก็อตต์ ที่กล้าใช้ตัวละครเด็กมาเป็นตัวแทนของพระเจ้า กระนั้น ฉากไฮไลต์ภัยพิบัติแห่งอียิปต์10ประการ นอกจากจะไม่ค่อยน่าเกรงขาม ยังดูตลกในบางข้อ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการมุ่งนำเสนอแต่มุมมองของทางฝั่งชาวฮิบรูผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว

การแสดงที่ดีของนักแสดงนำเป็นสิ่งที่ฉุดให้ภาพรวมของหนังโอเคขึ้น ทั้ง คริสเตียน เบล ในบท โมเสส ถือว่าทำได้ตามมาตรฐานของเขา ด้าน โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน ที่เล่นเป็น แรเมซีส ค่อนข้างโดดเด่นที่เดียวกับการรับบทนำเต็มตัวครั้งแรก ถือว่าเป็นตัวร้ายที่มีมิติ ถ่ายทอดอารมณ์ได้เก่งพอที่จะทำให้ผู้ชมเห็นอกเห็นใจเขา 

โดยรวม Exodus Gods and Kings มีการแฝงนัยเรื่องการเมืองและสังคมไว้พอสมควร บางเหตุการณ์พาให้นึกถึงชะตากรรมของชาวยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่2 เพียงแต่สัดส่วนความบันเทิงอย่างซีนต่อสู้มีอยู่น้อยไปหน่อย รวมถึงมีฉากไม่สมเหตุสมผลประปราย อาทิ การไล่ตามแบบบ้าระหํ่าของ แรเมซีส ในช่วงท้ายเรื่อง ขณะเดียวกันหนังก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อ ศาสนา ไปจนถึงเปรียบเทียบอำนาจของ พระราชา กับ  พระเจ้า ได้น่าสนใจ

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/131246/?link=4




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2557    
Last Update : 15 ธันวาคม 2557 17:47:43 น.
Counter : 603 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Big Hero 6 หุ่นยนต์เพื่อสุขภาพ


เมื่อปีที่แล้วค่ายดิสนี่ย์ส่งอนิเมชั่นแฟนตาซีเรื่อง Frozen มาเอาใจสาวๆกันไปในแล้ว ในปีนี้เลยส่ง Big Hero 6 อนิเมชั่นแนวฮีโร่มาเอาใจหนุ่มๆกันบ้าง แถมในหนังยังมีการผสมผสานวัฒนธรรมของซีกโลกตะวันออกกับฝ่ายโลกตะวันตกด้วย โดยเป็นผลงานการกำกับของ ดอน ฮอลล์ และ คริส วิลเลี่ยมส์

หนังเล่าถึง ฮิโระ ฮามาดะ เด็กชายอัจฉริยะด้านการประดิษฐ์ในเมือง ซานฟรานโซเกียว(มาจากซานฟรานซิสโกกับโตเกียว) ที่ดันใช้ความสามารถไปกับการแข่งพนันหุ่นยนต์ ทาดาชิ พี่ชายจึงออกอุบายชวน ฮิโระ ให้มาดูผลงานการประดิษฐ์ของเขาและ โก โก ทามาโกะ , วาซาบิ โนะ, ฮันนี่ เลม่อน และ เฟรด เพื่อนๆของเขาที่มหาวิทยาลัย 

ฮิโระ เริ่มคล้อยตาม ทาเคชิ สิ่งประดิษฐ์ของเขาได้รับความสนใจมาก แต่ดันมาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทาดาชิ เสียชีวิต ฮิโระ กลายเป็นคนสิ้นหวัง ล้มเลิกทุกอย่าง ไม่สนใจเรียนต่อ กระทั่งเขาได้พบกับ เบย์แมกซ์ หุ่นยนต์ดูแลสุขภาพที่ ทาเคชิ กำลังพัฒนาอยู่ ฮิโระ พบเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับการตายของ ทาเคชิ เขาจึงดัดแปลง เบย์แมกซ์ ให้กลายเป็นหุ่นยนต์ต่อสู้ พร้อมกับตั้งทีมซุปเปอร์ฮีโร่ร่วมกับเพื่อนๆของ ทาเคชิ

บทหนังสร้างสรรค์และแหวกแนวทางของอนิเมชั่นดิสนี่ย์พอสมควร ทั้งเนื้อหาที่เกี่ยวกับซุปเปอร์ฮีโร่ และ การหลอมรวมความเป็นเอเชียให้เข้ากับอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นฉากหลังหรือตัวละครนำ ซึ่งผลที่ออกมากล่อมกล่อม ลงตัว แบบคาดไม่ถึง อารมณ์ของหนังมีหลากหลาย ตั้งแต่ ตลก แอ็คชั่น ไปจนถึง ดราม่า นำเสนอมิตรภาพระหว่างคนกับหุ่นยนต์ได้น่าสนใจ

มีการยั่วล้อภาพยนตร์ฮีโร่ค่ายมาร์เวลและขบวนการเรนเจอร์ฝั่งเอเชียได้อย่างสนุกสนาน ปนน่ารัก ไม่ถึงกับจิกกัด แค่แซวขำๆ สิ่งที่โดดเด่นจริงๆคือการทำภาพซึ่งสวยงามสุดๆ เก็บรายละเอียดเมือง ซานฟรานโซเกียว ได้ดี ไฮไลท์เป็นฉากเบิร์ดอายวิวบนท้องฟ้าที่ทำเอาคนดูบางคนอ้าปากร้องว้าวให้กับความงามของเมืองนี้

ส่วนตัวเสียดายเนื้อหาช่วงท้ายที่ดูเด็กไปนิด มีความเป็นสูตรสำเร็จ คาดเดาได้ ทำให้ขาดบรรยากาศการลุ้นหรือเอาใจช่วยตัวละครหายไป ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากตัวร้ายที่ไม่ได้โหดหรือเก่งเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ภายนอกที่น่าเกรงขาม ตอนแรกดูเหมือนจะมีทีเด็ดอะไรมากกว่านี้ ทำไปทำมากลับเป็นตัวละครที่น่าผิดหวัง เพราะไม่สามารถช่วยขับความเข้มข้นของหนังได้

Big Hero 6 เป็นการชิมลางอนิเมชั่นฮีโร่ที่ยอดเยี่ยมของดิสนี่ย์ สร้างความประทับใจไม่แพ้อนิเมชั่นชั้นดีอย่าง Frozen , How to train your dragon และ The Incredibles คาแร็กเตอร์ของเจ้า เบย์แมกซ์ กระแสตอบรับดี มูลค่าของเจ้าหุ่นยนต์ตัวกลมสีขาวน่ากอดจึงเพิ่มมากขึ้นไปพร้อมๆกับรายได้หนัง สามารถพัฒนาให้มีภาคต่อไปได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันก็ยังสามารถทำภาคแยกออกมาได้อีก จากบุคลิกของตัวละครอย่าง เฟรด ซึ่งปิดท้ายหนังในฉากเอนเครดิตได้น่าติดตามทีเดียว

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่าง http://movie.bugaboo.tv/watch/122999/?link=4




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2557    
Last Update : 9 ธันวาคม 2557 9:18:59 น.
Counter : 1388 Pageviews.  

รีวิวหนัง : The hunger games mockingjay part 1 การปฏิวัติบนหน้าจอ


เดินทางมาสู่ภาคสุดท้ายแล้วสำหรับ The hunger games ภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีชื่อดังที่แจ้งเกิดนักแสดงหลายคนโดยเฉพาะ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นทำเนียมไปแล้วที่ภาคจบของหนังแนวนี้จะต้องถูกซอยย่อยออกมาเป็น 2 Part ส่วนหนึ่งเพื่อการเก็บรายละเอียด แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อการตลาดและรายได้

The hunger games mockingjay part 1 ได้นักแสดงชุดเดิมกลับมาสานต่อบทตัวละครจากภาคที่แล้วครบทีม รวมถึง ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน ที่เสียชีวิตหลังการถ่ายทำหนังเสร็จลงไม่นาน ปัญหาน่าจะอยู่ที่ภาคต่อไปเพราะตัวละคร พลูตาร์ช เฮฟเวนสบี ค่อนข้างเด่นพอสมควร อาจต้องใช้เทคนิค CG เข้ามาช่วย

ในภาคนี้หนังเล่าเรื่องต่อจากการแข่งขัน Quarter Quell ในภาคที่แล้ว แคทนิส เอเวอร์ดีน (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มกบฏภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีอัลมา คอยน์ (จูเลี่ยน มัวร์) ผู้ปกครองเขต13 โดยมี พลูตาร์ช เฮฟเวนสบี (ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน) เป็นที่ปรึกษา แคทนิส กับครอบครัวลี้ภัยอยู่ที่เขต13 แต่ไม่ยอมรับข้อเสนอในการเป็น ม็อกกิ้งเจย์ นำมวลชนปฏิวัติ กระทั่ง เกล (เลียม เฮมส์เวิร์ธ) พาเธอไปเห็นความโหดร้ายที่ ประธานาธิบดีสโนว์ (โดนัลด์ ซัทเธอร์แลนด์) ผู้นำแคปิตอลที่ปกครองประเทศพาเน็ม ทำกับเขตต่างๆ โดยเฉพาะเขต12 บ้านเกิดของเธอ

แคทนิส ตกลงเป็น ม็อกกิ้งเจย์ โดยมีเงื่อนไขในการช่วยเหลือ พีต้า เมลลาร์ คนรักซึ่งถูกแคปิตอลจับตัวไว้ เธอปลุกระดมให้ประชาชนในเขตต่างๆทั้ง11เขตลุกขึ้นสู้กับอำนาจของประธานาธิบดีสโนว์ ฝ่ายแคปิตอลที่เริ่มเสียศูนย์ก็พยายามทำทุกวิถีทางในการจัดการกับกลุ่มกบฏให้สิ้นซาก สงครามครั้งสุดท้ายจึงกำลังจะเกิดขึ้น

บทหนังจับประเด็นการเมืองแบบเข้มข้นกว่าสองภาคที่ผ่านมา วิพากย์ระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งสะท้อนปัญหาความเหลื่อมลํ้าทางสังคม สอดแทรกซีนสะทือนใจและปลุกใจเป็นระยะ ใครที่หวังจะเข้าไปดูฉากแอ็คชั่นบอกเลยว่าคงผิดหวัง เนื่องจากในภาคนี้เป็นสมรภูมิสงครามข่าวสาร กลุ่มกบฏทำการปฏิวัติผ่านทางหน้าจอด้วยวิธีอัดคลิปโฆษณาชวนเชื่อแข่งกับ ประธานาธิบดีสโนว์ หนังมีการแฝงนัยบางอย่างโดยสื่อสารแนวคิดผ่านทาง สัญลักษณ์ต่างๆกับเพลง ตัว แคทนิส เองถูกมองได้ว่าเป็นทั้ง กระบอกเสียง และ หุ่นเชิด 

การดำเนินเรื่องไม่กระชับ ช่วงกลางดูยืดเยื้อ มีการไขปมเก่าพร้อมขมวดปมใหม่ไปพร้อมๆกัน แน่นอนว่าใครไม่เคยดูภาคก่อนๆมาย่อมตามเรื่องไม่ทัน พาร์ทความเป็นโรแมนติกกับดราม่าการเมืองมีสัดส่วนไม่ลงตัว จึงดูไม่กล่อมกล่อม ขาดๆเกินๆ ทำให้เราไม่อิน ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ผู้กำกับต้องเก็บของดีเอาไว้ไปปล่อยในภาคจบ ผู้ชมจึงเหมือนถูกจับให้นั่งดูการโหมโรงเบาๆก่อนเข้าสู่สงครามปฏิวัติ หลายฉากน่าอึดอัดในความอั้นหรือกั๊กของหนัง แต่สิ่งที่ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ผู้กำกับทำได้ดีคือบรรยากาศความหวาดระแวงไม่ไว้ใจกันของตัวละคร

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ยังคงสำคัญที่สุดในเรื่อง จะบอกว่าโอบอุ้มตัวหนังไว้ก็ได้ เพียงแต่ในภาคนี้มีดารามากฝีมือมาช่วยสร้างสีสันหลายคนทั้ง ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน , จูเลี่ยน มัวร์ และ โดนัลด์ ซัทเธอร์แลนด์ ถึงจะได้ออกจอน้อยเมื่อคิดเป็นนาที ทว่าแต่ละคนก็ทำให้คนดูเห็นถึงฝีมือการแสดงที่น่าจดจำ เลียม เฮมส์เวิร์ธ ดูด้อยลงไปเยอะเพราะมีซีนประกบกับ เจน ลอว์ บ่อย เขายังถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ไม่มีชีวิตชีวานัก ขณะที่ จอช ฮัทเชอร์สัน โผล่ไม่มากตอนแต่โดดเด่นในทุกครั้ง อีกคนที่น่าติดตามคือ แซม คลาฟลิน ที่เล่นเป็น ฟินนิค ซึ่งเริ่มมีบทบาทขึ้นเรื่อยๆ

โดยรวม The hunger games mockingjay part 1 ค่อนข้างแย่กว่าสองภาคที่ผ่านมา ไม่ใช่ทุกคนที่จะดูสนุก แม้แต่แฟนๆขาประจำ จุดเด่นคือการแสดงอันสุดยอดของดาราหลายๆคน ติดตรงข้อจำกัดของการเป็นหนังภาคต้น กระนั้น หากมองในแง่หน้าที่ของมันคือการปูทางไปสู่ภาคจบที่สมบูรณ์ ก็นับว่าตอบโจทย์ได้สำเร็จ ทุกคนที่ออกจากโรงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รอภาคต่อไปไม่ไหวแล้ว

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/131210/?link=4




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2558 19:14:53 น.
Counter : 706 Pageviews.  

รีวิวหนัง : The Hundred Foot Journey ดวงดาวบนจานอาหาร



พักหลังๆมานี้ค่ายดิสนีย์มักสร้างภาพยนตร์จากสองอย่างคือ เรื่องจริง กับ หนังสือ  เรื่องล่าสุด  The Hundred Foot Journey ก็นำเรื่องราวมาจากนิยายเล่มโปรดของ โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรชื่อดังที่จับมือกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กำกับชั้นครูเพื่อนรัก อำนวยการสร้าง โดยได้ ลาสซี ฮอลล์สตรอม ผู้กำกับชาวฮอลแลนด์มารับหน้าที่กำกับ

หนังเล่าถึง ฮัสซาน คาดาม ชายหนุ่มที่มีพร­สวรรค์ในการทำอาหาร ครอบครัวของเขาต้องย้ายจากบ้านเกิดในประเทศอินเดียจากปัญหาการเมืองมาอยู่กรุงลอนดอน แต่ไม่นาน ปาป้า (ออมม์ พูรี) พ่อของเขา ก็นำลูกหลานหนีความหนาวเย็นในประเทศอังกฤษเดินทางข้ามทะเลมาเสี่ยงดวงในยุโรป บังเอิญรถเก่าบุโรทั่งของพวกเขาเกิดเสียที่ เซนต์ แอนโทนิน วาล หมู่บ้านในชนบททางตอนใต้ของฝรั่งเศส โชคดีที่ มาร์การีต (ชาร์ลอตต์เลอ บอน) ซูเชฟสาวให้การช่วยเหลือพวกเขาไว้ วันถัดมา ด้วยสัญชาติญาณ ปาป้า  ตัดสินใจเปิดร้านอาหารอินเดียชื่อว่า เมซอง มุมไบ ที่นั่น

ปัญหาก็คือฝั่งตรงข้ามห่างไปประมาณ100ก้าวมีร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง เลอ ซอล เพลอร์เรอร์ ที่มีดาวมิชลินการันตีอยู่1ดาว (รางวัลด้านอาหาร) มาร์กาเร็ต ก็ทำงานที่นี่ โดยมี มาดาม มัลลอรี (เฮเลน มิเรน) เป็นเจ้าของร้าน เธอมีความฝันว่าจะต้องนำดาวมิชลินอีกดวงมาประดับร้านเพิ่มให้ได้ การต่อสู้ของสองวัฒนธรรมจึงเริ่มขึ้น ร้านอาหารอินเดียที่เหมือนเป็นทีมเยือนทุ่มเทสุดหัวใจ ขณะที่ร้านอาหารฝรั่งเศสซึ่งเป็นทีมเหย้าก็ยอมไม่ได้ที่คนต่างชาติจะมาเหยียบจมูกถึงถิ่น

บทของ The Hundred Foot Journey ค่อนข้างเป็นไปตามสูตรสำเร็จของหนังฟีลกู้ด มีส่วน โรแมนติก ดราม่า และ คอเมอดี้ คละเคล้ากัน แม้จะคาดเดาเนื้อเรื่องได้บ้างแต่หนังก็สร้างความประทับใจในหลายแง่มุม ทั้งการได้เรียนรู้วัฒนธรรมทั้งอินเดียและฝรั่งเศสจากจานอาหารของพวก รวมถึงการสร้างบรรยากาศหนังให้ดูอบอุ่น ด้วยโลเคชั่นสวยๆ การถ่ายภาพที่งดงาม บวกกับดนตรีประกอบเพราะๆ

หนังเรื่องนี้คล้ายการผสมรวมกันอย่างลงตัวระหว่าง Million Dollar Arm กับ The Lunchbox แต่ข้อเสียคือตัวหนังออกจะโลกสวยมากเกินไปหน่อย หากเปรียบเป็นอาหาร คำแรกรสค่อนข้างเข้มข้น ผ่านไปครึ่งจานรสชาติถือว่ากลมกล่อมทีเดียว ติดที่ก้นจานออกหวานเลี่ยนไปสักหน่อย กระนั้นโดยรวมยังถือว่าคุ้มค่ากับราคา

สำหรับการแสดง มานิช ดายาล ในบท ฮัสซาน พระเอกของเรื่องสอบผ่านแบบเฉียดฉิว ซีนอารมณ์ทำได้ดี แต่โดยรวมยังไม่สามารถฉายเสน่ห์ให้ผู้ชมสาวๆหลงใหลตามที่นักแสดงนำชายในหนังแนวนี้ควรจะทำได้ ขณะที่ ชาร์ลอตต์เลอ บอน ที่เล่นเป็น มาร์การีต แสดงได้น่าสนใจ บุคลิกของเธอค่อนข้างน่ารักโดดเด่น ด้านรุ่นใหญ่ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมจนขโมยซีนคนหนุ่มสาวไปหมด เฮเลน มิเรน แสดงได้เป็นธรรมชาติมากๆ ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของ มาดาม มัลลอรี ออกมาได้หมดจด ส่วน ออมม์ พูรี ทำให้ ปาป้า เป็นตัวละครที่คนดูรักมากที่สุด ชอบคำพูดเขาที่ว่า ที่ผมต่อราคาไม่ใช่เพราะว่าผมจน แต่ผมแค่ใช้เงินเป็น และ มีครอบครัวอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็คือบ้าน

ทว่าข้อความที่โดนใจผู้ชมที่สุดใน The Hundred Foot Journey เห็นจะเป็น อาหารคือความทรงจำ ใครที่เคยต้องไปใช้ชีวิตต่างถิ่นหรือต่างประเทศนานๆคงเข้าใจดี การได้กินอาหารบ้านเกิดหลังจากไม่ได้ลิ่มรสมานานนั้น มันมีความสุขมากขนาดที่บางคนนํ้าตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้น่าจะช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านอาหารอินเดียทั่วโลกได้ไม่น้อยทีเดียว

คะแนน 7.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/137164/?link=4




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2557 10:04:26 น.
Counter : 1231 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Interstellar จักรวาลที่รัก


ความฝันอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเราก็คือการออกไปสำรวจอวกาศ หาคำตอบจากความลับทั้งหลายที่ไม่มีใครบนโลกตอบได้คือ ในเอกภพอันไพศาล ดวงดาวมากมายเป็นอนันต์เหล่านั้น จะมีดวงไหนที่เหมือนหรือคล้ายโลกของเราหรือไม่ จะมีใครอื่นหรือไม่ที่อาศัยอยู่ในจักรวาลใดสักแห่ง Interstellar เป็นหนังไม่กี่เรื่องที่พูดถึงเรื่องนี้อย่างแหลมคม

หลังจากที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับชื่อดังเคยพาเราดํ่าดิ่งลึกเข้าไปในจิตใจมนุษย์กับ Inception มาปีนี้เขาจะพาเราเดินทางออกไปไกลเกินขอบจักรวาลใน Interstellar เพิ่มความพิเศษโดยจะเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของเขา(และอาจจะของโลก) ที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มและฉายในระบบ IMAX film 70 มม.

ตัวหนังเล่าถึง คูเปอร์(แมธธิว แม็คคอนนาเฮย์) พ่อลูกสองอดีตวิศวกรและนักบินอวกาศฝีมือดีที่ผันตัวมาเป็นชาวไร่ปลูกข้าวโพด ในยุคอนาคตที่โลกเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ อากาศเป็นพิษ ดินปลูกพืชได้ไม่กี่อย่าง พายุทรายพัดพาฝุ่นไปทั่ว เมิร์ฟ (แม็กเคนซี่ ฟอย) ลูกสาวของ คูเปอร์ เป็นเด็กฉลาด เธอชอบวิทยาศาสตร์มากพอๆกับพ่อ ทั้งสองจึงสนิทกันมาก 

ต่อมา คูเปอร์ ถูกชักชวนจาก ดร.แบนด์ (ไมเคิล เคน) ให้ร่วมภารกิจค้นหาดาวดวงใหม่ที่มนุษย์สามารถย้ายไปตั้งอาณานิคมได้ โดยมี เอมิเลีย (แอนน์ แฮททาเวย์) ลูกสาวของเขา กับนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิอีกสองคนร่วมทีม เมิร์ฟ ไม่อยากให้พ่อไป แต่ คูเปอร์ ต้องการให้ลูกๆของเขาได้อยู่ในโลกใบใหม่ที่ดีกว่านี้ เขาจึงตัดสินใจทิ้งครอบครัวเพื่อเดินทางไปหาความหวังในอวกาศอันมืดมน

บทหนังดีมาก เต็มไปด้วยจินตนาการที่ลํ้าเลิศ (ยกเครดิตให้ความฉลาดของ โนแลน) แต่เล่าบนหลักความจริง มีตรรกะ บทสนทนาเต็มไปด้วยศัพท์ทางวิทยาศาสตร์เชิงลึก ทั้ง ทฤษฎีรูหนอน หลุมดำ ไบนารี่ ฟิสิกส์ ควอนตัม แรงโน้มถ่วง เวลาในอวกาศ มิติที่ 3 4 5 แน่นอนว่าต้องสร้างความมึนงงให้กับคนดู กระนั้นการดำเนินเรื่องที่ไม่ได้เร็วเกินไป รวมถึงวิธีเล่าที่มีทั้งการอธิบายและยกตัวอย่างก็ทำให้ให้คนดูเข้าใจเรื่องยากๆได้ง่ายขึ้น เด็กอ่อนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ชื่นชอบเรื่องดวงดาวอย่างผมจึงอินกับหนังได้ แต่ต้องใช้สมาธิและความตั้งใจพอสมควร

ทว่า จุดที่ดีที่สุดของหนังกับเป็นในส่วนดราม่าครอบครัว ความสัมพันธ์ของพ่อลูก และมีการพูดถึงพลังแห่งรักด้วย โดยถ่ายทอดออกมาอย่างละเอียด ลึกซึ้ง สะเทือนใจ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการวิทยาศาสตร์ในหนังพอสมควร ขณะเดียวกันก็มีซีนที่ทำให้ผู้ชม ตื่นเต้น ลุ้นระทึก คาดเดายาก ชวนติดตามตลอด การถ่ายภาพสวยงามไม่แพ้ Gravity ที่เข้าฉายเมื่อปีที่แล้ว ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ยกระดับให้คนดูได้อรรถรสเพิ่มขึ้น 

แมธธิว แม็คคอนนาเฮย์ ในบท คูเปอร์ แสดงได้ดีสุดๆ อารมณ์มาเต็ม โอบอุ้มหนังไว้ได้ เชื่อว่าตัวละครนี้จะส่งให้เขาได้ลุ้นออสการ์ตัวที่สองในชีวิตช่วงต้นปีหน้า ส่วน แอนน์ แฮททาเวย์ ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว บทอาจจะไม่ได้เด่นนัก แต่เธอก็ทำให้ตัวละคร เอมิเลีย พิเศษมากๆ อีกตัวละครที่ชอบส่วนตัวคือ เจ้าหุ่นยนต์ทาร์ส ที่ทำให้นึกถึง C3P0  ใน  Star wars ผสมกับ J.A.R.V.I.S. ใน Iron man อ้อช่วงกลางเรื่องมีตัวละครลับออกมาเซอร์ไพรส์ด้วย

หนังเรื่องนี้อาจไม่ถึงขั้นเป็นงานชิ้นที่ดีที่สุดของ โนแลน แต่เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่พูดได้เต็มปากว่าคือ หนังไซไฟชั้นดีแห่งยุค ที่จะสร้างปรากฏการณ์ผู้ชมเสียเงินเข้าไปดูซํ้าเรื่อยๆ และคงเป็นที่พูดถึงไปอีกหลายปี หากคุณเคยชอบโลกที่เขาสร้างขึ้นมาใน Inception อย่าพลาดการเดินทางไปในจักรวาลที่เขาเนรมิตขึ้นมากับ Interstellar

คะแนน 9.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/95826/?link=4




 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2557 18:38:55 น.
Counter : 665 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.