วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

รีวิวหนัง : The Hateful Eight คาวบอยกลางหิมะ

The Hateful Eight คือผลงานลำดับที่ 8 ของ เควนติน ทารันติโน ผู้กำกับจอมห่ามแห่งวงการฮอลลีวู้ด แน่นอนว่าตัวเลขที่คล้องจองกันในชื่อหนังกับจำนวนหนังของเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำด้วยระบบฟิล์ม70มม.ซึ่งจะทำให้ภาพออกมากว้างกว่าเดิม พร้อมกับการรวบรวมนักแสดงคู่บุญของ เควนติน กลับมาร่วมงานกันมากมาย นำโดย แซมมวล แอล แจ็คสัน , เคิร์ต รัสเซลล์ , ทิม ร็อธ , ไมเคิล แมดเซ่น , บรูซ เดิร์น , เดเมียน บีเชียร์ และ เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ 

ตัวหนังเล่าถึงยุคหลังเหตุสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯสิ้นสุดลง จอห์น รูธ มือแขวนคอในตำนานกำลังนักโทษหญิง เดซี่ โดเมิร์กู ไปเมืองเรดร็อกเพื่อประหารชีวิต ระหว่างทางพวกเขาได้พบกับ ผู้พัน มาร์คิส วอร์เรน สุดยอดนักล่าค่าหัว และ คริส แมนนิกซ์ ว่าที่นายอำเภอเมืองเรดร็อก ซึ่งกำลังติดอยู่กลางพายุหิมะ จอห์น ยอมให้ทั้ง2ร่วมทางมาด้วย พวกเขาแวะพักที่กระท่อมหลังหนึ่งซึ่ง มาร์คิส เรียกว่าร้านตัดเสื้อของมินนี่ โดยหารู้ไม่ว่ามีคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งกำลังรอพวกเขาอยู่

เควนติน มักจะทำอะไรที่ตรงข้ามกับคนอื่นเสมอ ในยุคสมัยที่หนังคาวบอยไม่ได้รับความนิยมเท่าหนังซุปเปอร์ฮีโร่ เมื่อปี 2012 เขากลับทำหนังคาวบอยที่มีคนผิวสีเป็นตัวเอกอย่าง Django Unchained ให้ฮิตขึ้นมาได้ แถมต่อมาในปีนี้เขายังส่ง The Hateful Eight หนังคาวบอยเรื่องใหม่ที่โกยทั้งเงิน แถมยังคว้ารางวัลตามเวทีต่างๆมากมาย

บทของ The Hateful Eight โดดเด่นน่าติดตามมากกับการสร้างสถานการณ์ให้ตัวละครแปลกหน้ามารวมตัวกัน ไอเดียการทำหนังตะวันตกในฤดูหนาวก็เป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจ เพราะหนังคาวบอยแทบทุกเรื่องจะมีฉากหลังเป็นแปลวแแดดเจิดจ้า อากาศร้อนอบอ้าว ทว่าในเรื่องนี้กลับเป็นหิมะขาวโพลน อากาศหนาวเหน็บ รายละเอียดของหนังยังคงเอกลักษณ์ความเป็น เควนติน ทารันติโน ไว้ครบครันไม่ว่าจะเป็น คำพูดหยาบคาย การตายแบบสยดสยอง รวมถึงฉากเซ็กซ์วิตถาร

ดนตรีประกอบหนังยอดเยี่ยมที่สุด เร้าอารมณ์คนดูในทุกตอน หนังสร้างบรรยากาศหวาดระแวงในพื้นที่ปิดตายได้ดี โดยเฉพาะการชิงไหวชิงพริบ หลอกลวงกันไปมาของตัวละคร ไม่น่าเชื่อว่ากระท่อมหลังเล็กๆจะเป็นโลเคชั่นที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกือบ3ชั่วโมงออกมาได้สนุกสนานขนาดนี้ ประเด็นแฝงในหนังมีทั้งเรื่อง การเมือง สังคม กฏหมาย เพศ ไปจนถึง เชื้อชาติ ผู้พันมาร์คิส ที่รับบทโดย แซมมวล แอล แจ็คสัน คือตัวแทนของคนผิวสี ส่วน คริส แมนนิกส์ ที่รับบทโดย วอลตัน ก็อกกินส์ คือตัวแทนของคนผิวขาวชาวใต้ มันเป็นการเอาคืนกลายๆเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องก่อนๆของเขา อาทิ Django Unchained , Inglourious Basterds และ Kill Bill

ชอบมุขประตูไม่มีกลอน การที่ตัวละครต้องตอกตะปูปิดประตูซํ้าๆดูคล้ายกับว่าพวกเขากำลังตอกฝาโลงศพของตัวเองอยู่ นอกจากนั้นอีกสิ่งที่ เควนติน ดูจะใส่ใจมากก็คือความสำคัญของม้า(ตัวละครขาดม้าอาจถึงตาย และไม่ว่าสภาพอากาศเลวร้ายแค่ไหนม้าก็ต้องได้รับการดูแลอย่างดี) ฉากลองเทคในหนังลื่นไหล ฉากสโสว์สวยงาม ฟิล์ม70มม.ช่วยให้คนดูเห็นภาพในมุมพิเศษ แถมยังช่วยให้หนังมีพื้นที่เพิ่มขึ้น ไม่อึดอัด เป็นเทคนิคที่ผู้กำกับหลายคนคงคิดไม่ถึง ซีนดวลปืนในที่แคบ แม้จะไม่มันส์เท่า Inglourious Basterds แต่ก็สะใจผู้ชมพอสมควร

The Hateful Eight คือภาพยนตร์ตลกร้ายที่มีความกวนกับความแสบผสมรวมกันอย่างลงตัว ซํ้าในช่วงท้ายยังมีกลิ่นความโรแมนติกจางๆกับมิตรภาพระหว่างคนต่างสีผิว และข้อความลึกซึ้งกินใจในจดหมายจากลินคอร์น สารของผู้กำกับที่ต้องการส่งถึงอเมริกันชนทั้งหลาย

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์ 

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/221690/?link=4




 

Create Date : 12 มกราคม 2559    
Last Update : 12 มกราคม 2559 17:13:05 น.
Counter : 592 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Snap ภาพถ่าย บทเพลง และ หนังสือรุ่น

ความทรงจำร่วมของคน Gen Y (พ.ศ. 2523 – 2537) ในไทย นอกจากเราจะเกิดทันมองเห็นสิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยอาทิ โทรศัพท์บ้าน เป็น มือถือ , โทรเลข เป็น อีเมล์ , เทป เป็น ซีดี , วีดีโอ เป็น ดีวีดี ได้เล่นของเล่นอย่าง ดีดลูกแก้ว โดดหนังยาง เขี่ยไพ่ เรียนแบบเรียน มานะมานี สิ่งหนึ่งที่พวกเราได้ผ่านมาด้วยกันโดยอาจรู้หรือไม่รู้ตัวก็คือ การรัฐประหารถึง3ครั้งในช่วงชีวิตของเรา (ไม่แน่ว่าจะมีเพิ่มไหม)

รัฐประหาร 2534 อาจไม่มีผลกับชีวิตคนรุ่นเราเท่าไหร่ หลายคนยังเป็นเด็กน้อย แต่ รัฐประหาร 2549 กับ 2557 กระทบกับวิถีชีวิตทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง ในปี2549 ส่วนใหญ่คน Gen Y ยังอยู่ในวัยเรียน ขณะที่ 2557 หลายคนอยู่ในวัยทำงานแล้ว ตอนนั้นคุณกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน กับใคร Snap หรือชื่อไทย แค่ ได้คิดถึง ภาพยนตร์รักของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี นำสิ่งเหล่านี้มาบอกเล่าผ่านตัวละครกลุ่มหนึ่งซึ่งกลับมารวมตัวกันที่โรงเรียนในจังหวัดจันทบุรีอันเงียบสงบกับงานแต่งงานของเพื่อนร่วมรุ่น โดยเป็นวันเดียวกับการทำรัฐประหารครั้งล่าสุด 

ผึ้ง สาวสวยลูกคุณหนู ได้กลับมาพบกับเพื่อนเก่า บอย ช่างภาพหนุ่มสุดติสต์ อีกครั้ง หลังเวลาผ่านไปนาน8ปี เธอกับเขาเป็น2คนที่ไม่มีภาพในหนังสือรุ่น บรรยากาศเก่าๆทำให้ทั้งคู่คิดถึงความหลังสมัยเรียน ทั้ง ผึ้ง และ บอย จึงถือโอกาสสะสางความสัมพันธ์ซึ่งตกค้างอยู่ในใจพวกเขามาเนิ่นนาน

บทหนังมีอารมณ์โรแมนติกปนถวิลหาอดีต ดำเนินเรื่องโดยมีการเมืองเป็นฉากหลังบางๆ ด้วยสัญลักษณ์อย่าง รูปทหารยศสูงๆในกรอบ รถทหาร หรือ ตัวละครแฟนของผึ้งที่เป็นทหาร นอกจากนั้นยังเสียดสีการใช้สื่อโซเชี่ยลมีเดียของผู้คนในสังคมปัจจุบัน ทั้งการพฤติกรรมการโพสต์อินสตาแกรมของ ผึ้ง การติดมือถือของตัวละครบางคน และ การทะเลาะของเพื่อนในเฟซบุ้คเพราะอยู่คนละสี ขณะเดียวกันหนังก็ยังมีความร่วมสมัยในแง่ของการพูดถึงไอเท็มตกยุคที่กลับมาฮิตอีกรอบคือ กล้องฟิล์ม กับ จักรยาน

ส่วนตัวชอบที่หนังไม่ได้จับประเด็นสำนึกรักบ้านเกิดแบบจริงจัง แค่นำเสนอให้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆในสถานที่แห่งความทรงจำ และชื่นชมการใช้คำว่า นักการ แทน ภารโรง แต่เลือกที่จะใช้คำว่า บ้านนอก ที่บางคนเอาไว้เหยียดคนอื่น โดยสื่อความหมายของคำนี้ออกมาในทางอบอุ่นแทน สำหรับพาร์ทดราม่ารองเรื่องความไม่ลงรอยของคน2รุ่น(บอยกับพ่อ)ก็น่าสนใจมาก

อีกสิ่งที่โดดเด่นคือบทสนทนาในหนัง มันดูลื่นไหลมาก ตัวละครเพื่อนๆสร้างสีสันและทำให้คนดูเชื่อว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกันจริงๆ ปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นปีทองของ โทนี่ รากแก่น หนังทั้งสองเรื่องของเขา พี่ชาย My Hero กับ Snap เป็นผลงานภาพยนตร์ชั้นดีกับการแสดงอันยอดเยี่ยม หลังจากที่หนังเรื่องก่อนๆของเขาไม่ค่อยได้รับความนิยมเอาเสียเลย วรันธร เปานิล เน็ตไอดอลสาวดูเหมาะกับบท ผึ้ง สุดๆ เธอสะท้อนภาพสาวเจน Y ที่ชอบเพ้อฝันถึงชีวิตรักแบบในนิยายได้ใกล้เคียงกับผู้หญิงจำนวนมากในสังคมไทย

หนังเปรียบเทียบการลั่นชัตเตอร์ถ่ายภาพ กับ จังหวะชีวิต รวมถึงยังใช้ ภาพถ่าย มาเป็นเครื่องมือเตือนความจำ หรือ ยืนยันการมีตัวตนอยู่ของใครบางคน มุมกล้องแปลกใหม่ ภาพในหนังสีสวยด้วยโทนวินเทจ แนวคิดเพลงประจำตัวคู่รักลึกซึ้งมาก สอดคล้องกับบทเพลงประกอบเก่าๆในยุค90จากศิลปินอย่าง Armchair , Project H , POP , ญารินดา ที่ติดอยู่ในใจเราขนาดแค่ดนตรีขึ้น ความทรงจำในอดีตก็ผุดพรายเข้ามาในหัวไม่ขาดสาย ห้วงรอยต่อของเหตุการณ์ปฏิวัติ 2549 - 2557 หลายคน สูญเสียชีวิต สูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียอิสรภาพ ทว่าตัวละครในหนังสูญเสียความรักไป

Snap คือผลงานที่ป็อปมากของ คงเดช มันเป็นภาพยนตร์รำลึกความหลังวัยเรียน ชีวิตม.ปลาย รักครั้งแรก อันงดงามแต่พร่าเลือน แม้ว่าเราจะไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย กระนั้นบางความทรงจำ #แค่ได้คิดถึง ก็เป็นสุขใจ 

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/215374/?link=4




 

Create Date : 04 มกราคม 2559    
Last Update : 4 มกราคม 2559 17:29:35 น.
Counter : 705 Pageviews.  

รีวิวหนัง : The Boy and The Beast ดาบที่อยู่ในหัวใจ



ในญี่ปุ่น นอกจากผลงานของอนิเมชั่นของ สตูดิโอจิบลิ กับ มาโคโตะ ชินไค ก็มีผลงานของ มาโมรุ โฮโซดะ ผู้กำกับมากฝีมืออีกคนที่มีผลงานน่าจับตามอง The girl who leapt through time , Summer wars และ Wolf children หนังก่อนหน้านี้ของเขาล้วนได้รับรางวัลทั้งสิ้น

The Boy and The Beast หรือ Bakemono no ko ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาก็ได้รับกระแสตอบรับดีมากในประเทศบ้านเกิด เพราะสามารถติอันดับ 1 ของ Box Office ตั้งแต่ 2 วันแรกที่เข้าฉาย ด้วยยรายได้สูงถึง667,035,100เยน (199,606,794บาท) ล้มหนังบล็อกบัสเตอร์อย่าง Terminator Genisys ได้สำเร็จ

ตัวหนังเล่าถึงเรื่องราวของ เรน เด็กชายวัย9ขวบที่เพิ่งเสียแม่ ส่วนพ่อก็หายตัวไป เขาตัดสินใจหนีออกจากบ้านเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวชิบูย่า ก่อนจะหลงเข้าไปใน จูเทนไง เมืองซึ่งอยู่ในดินแดนบาเคโมโนะ โลกคู่ขนานที่มีประชากรทั้งหมดเป็นสัตว์ เขาได้พบกับ คุมะเท็ตสึ หมีครึ่งหมาป่าผู้แข็งแกร่งแต่เดียวดาย คุมะเท็ตสึ เป็นคู่ท้าชิงตำแหน่งประมุขคนใหม่กับ Iozan สิงโตครึ่งหมูป่ายอดฝีมือที่มีลูกศิษย์มากมาย คุมะเท็ตสึ กำลังต้องการลูกศิษย์จึงรับ เรน ดูแล พร้อมตั้งชื่อให้ว่า คิวตะ

คุมะเท็ตสึ กับ คิวตะ เป็นไม้เบื่อไม้เบา มีปากเสียงกันมาตลอด วันเวลายิ่งผ่านไปหลายปีทั้งคู่ต่างเรียนรู้จากกันและกันจนค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ต่อมา คิวตะ เจอทางที่กลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง เขาได้พบกับ คาเอดะ เด็กสาวมัธยมปลายที่แปลกแยกกับคนรุ่นเดียวกัน เธอคลุกตัวอยู่แต่ในห้องสมุด คาเอดะ พา คิวตะ ให้กลับมาอยู่ในโลกปัจจุบัน ใช้ชีวิตเรียนหนังสือแบบเด็กหนุ่มทั่วไป จนเขาค่อยๆเริ่มห่างเหินกับอาจารย์และเมืองจูเทนไง

บทหนังคล้ายๆกับ เมาคลี ผสม ทาร์ซาน เวอร์ชั่นเอเชียมีกลิ่นอายหนังจีนกำลังภายในนิดๆ โดยเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ลูกศิษย์ กับ อาจารย์ ที่มีภูมิหลังโดดเดี่ยวคล้ายๆกัน ก่อนจะมาเติมเต็มในการฝึกวิชาต่อสู้ รวมถึงวิชาการใช้ชีวิต หลายคนอาจสงสัยว่ามันมีความจิ้นวาย(ชายรักชาย)หรือเปล่า ส่วนตัวคิดว่าบางเบามาก แค่คู่กัดต่างวัยธรรมดา แม้ว่าชื่อหนังจะมาจากเรื่อง Beauty and the Beast ก็ตาม 

การถ่ายทอดภาพสไตล์ของ มาโมรุ โฮโซดะ เป็นอนิเมชั่นที่ไม่ได้มุ่งสร้างภาพให้เหมือนจริง แต่มีความสวยงามในแบบการ์ตูนแฟนตาซี ตัวละคร คุมะเท็ตสึ พากย์เสียงโดย โคจิ ยากุโช ออกจะเอะอะมะเทิ่งไปสักนิด บางฉากจึงน่ารำคาญ คิวตะ ได้ อาโออิ มิยาซากิ พากย์เสียงตอนเด็ก โชตะ โซเมะทานิ พากย์เสียงตอนโต เป็นตัวละครหลักที่มีความลึกดี เราจึงเพลิดเพลินไปกับการเฝ้าดูพัฒนาการภายนอกและภายในที่เติบโตของเขา

ขณะที่ตัวละครอีกสองตัวที่น่าสนใจคือ ฮิยะคุชูโบ พระหมู พากย์เสียงโดย ลิลลี่ แฟรงค์ กับ ตาตะระ ลิงปากเสีย พากย์เสียงโดย โย โออิซุมิ ที่สร้างสีสันได้พอสมควร การเดินทางผจญภัยของ4ตัวละครในช่วงกลางเรื่องจึงเทียบเคียงได้กับคณะไซอิ๋วไปชมพูทวีป นอกจากนั้นยังมีตัวละครตัวร้ายที่คาดไม่ถึงให้เซอร์ไพรส์ในช่วงท้าย พาร์ทแอ็คชั่นฉากต่อสู้สนุกใช้ได้ พาร์ทความรักของ คิวตะ กับ คาเอดะ ไม่ได้ออกแนวหวานซึ้ง เป็นการเห็นอกเห็นใจของคนแปลกแยกในสังคมซะมากกว่า ด้านมิตรภาพของศิษย์กับอาจารย์มาดราม่าเข้มข้นเอาช่วงท้าย ด้วยวลี ดาบที่อยู่ในหัวใจ อาวุธทรงพลังในตัวเราที่ถูกพูดถึงอย่างเป็นปริศนาทิ้งไว้แล้วมีการนำมาผูกโยงในตอนจบได้ลงตัวสุดๆ (แอบนึกถึง Star Wars)

The Boy and The Beast คืออนิเมชั่นแนว Coming of age ที่มีความเป็นผู้ใหญ่ระดับหนึ่ง เนื้อหาแฝงแนวคิด การมองโลก รวมถึงปรัชญาในการดำเนินชีวิตมากมาย ชอบการเสียดสีความแตกต่างของมนุษย์กับสัตว์ที่ว่า มนุษย์นั้นมีด้านมืดในจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

คะแนน 7.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/218071/?link=4




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2558    
Last Update : 31 ธันวาคม 2558 10:34:05 น.
Counter : 772 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Irrational Man ปรัชญาโรแมนติกอันไร้เหตุผล


วู้ดดี้ อัลเลน เป็นผู้กำกับที่มีสไตล์เป็นของตัวเองขนาดที่ว่า ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนชื่อดังเคยเขียนไว้ในหนังสือของเขาให้ตัวละครไปดูผลงานของ วู้ดดี้ อัลเลน โดยไม่ระบุชื่อหนัง อันที่จริงหนังของ วู้ดดี้ ก็ไม่ได้เหมือนกันไปเสียทุกเรื่อง แต่ในทุกเรื่องนั้นกลับมีลายเซ็นต์อะไรบางอย่างคล้ายกันที่แฟนประจำจะรู้ได้ทันทีว่า นี่คือหนังของเขา

ใน Irrational Man ก็เช่นกัน เรื่องนี้ เอ็มม่า สโตน กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับที่เธอชื่นชอบอีกครั้งหลังจากที่เพิ่งแสดงเรื่อง Magic in the Moonlight ของเขาไปเมื่อปีที่แล้ว ส่วนนักแสดงนำชายเป็น ฮัวควิน ฟีนิกซ์ เจ้าของบทหนุ่มขี้เหงาในหนังรักเรื่อง Her ตัวหนังเล่าถึง เอ๊บ (ฮัวควิน ฟีนิกซ์) ศาสตรจารย์ด้านปรัชญาที่เพิ่งย้ายมาสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง เขาติดเหล้า ซึมเศร้า หดหู่ แทบไม่สุงสิงกับใคร

จิลล์ (เอ็มม่า สโตน) นักศึกษาสาวมหาลัยลูกศิษย์ของเขาพยายามผูกมิตรด้วย เธอคลั่งไคล้ในตัว เอ๊บ เอามากๆ เช่นเดียวกับ ริต้า (พาร์กเกอร์ โพซี) อาจารย์สาวที่หมดรักในตัวสามีและพยายามมองหาผู้ชายสักคนมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วย เอ๊บ ใช้ชีวิตแบบซังกะตายไร้ความหวังแม้มีสองสาวเข้ามาพัวพัน จนกระทั่งเข้าได้ฟังเรื่องราวความทุกข์ของหญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกกระบวนการยุติธรรมรังแกโดยบังเอิญ ต่อมาสิ่งที่เขาตัดสินใจทำกลับช่วยกอบกู้ชีวิตอันแห้งแล้งของเขาให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

ช่วงแรกบทค่อนข้างราบเรียบธรรมดา มามีสีสันเข้มข้นน่าขบคิดตอนเอากลางเรื่อง หนังมีหลายพาร์ททั้ง ดราม่า โรแมนติก และ ตลกร้าย แถมยังเกือบจะเป็นทริลเลอร์ด้วย แน่นอนว่าหนังของ วู้ดดี้ อัลเลน ตัวละครต้องพูดกันนํ้าไหลไฟดับ เรื่องนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่บทสนทนาไม่ได้ไร้สาระไปซะทีเดียว มันแฝงประเด็นคมคายต่างๆมากมายที่สะท้อนปัญหาสังคม ทั้ง ความสัมพันธ์อันไม่เหมาะสมระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา ความรักต่างวัย แง่มุมของชนชั้นกลาง ช่องโหว่ทางกฏหมาย ความถูกต้อง ไปจนถึงประเด็นใหญ่ๆอย่าง ศิลธรรมในตัวเรา ความหมายในการมีชีวิตอยู่ รวมถึงกการวิพากย์ทฤษฏีในโลกปรัชญา

เราไม่รู้เหมือนกันว่า วู้ดดี้ อัลเลน ใส่ฟิลเตอร์อะไรตอนถ่ายทำภาพยนตร์ แต่สีของภาพในหนังของเขาจะดูเป็นเอกลักษณ์ดี ออกวินเทจนิดๆ สวยงามสบายตา ดนตรีประกอบก็ทั้งเข้าและขัดแย้งกับบรรยากาศในหนังซะเหลือเกิน เพราะไม่ว่าเนื้อหาจะเบาหรือหนักแค่ไหน เขาก็เลือกที่จะใช้เพลงบรรเลงจากวงดนตรีแจ๊สในโทนกลางๆไปเรื่อยๆ ไม่ได้จงใจเร้าอารมณ์ผู้ชมด้วยซาวนด์ประกอบ

ฮัวควิน ฟีนิกซ์ ลงทุนไว้พุงเพื่อรับบท เอ๊บ ถือว่าทำได้ไม่เลวทีเดียว ลุคของเขาคือชายสูงวัยที่ไม่ได้มีดีตรงหน้าตาแต่เป็นคารม เขาคือหนุ่มชีวิตรันทดน่าสงสารซึ่งผู้หญิงหลายคนต้องใจอ่อนเมื่อคุยด้วย ขณะที่ เอ็มม่า สโตน ในบท จิลล์ ก็เล่นได้ตามมาตรฐาน เธอดูสวยเด่นในทุกฉากที่ปรากฏตัว เป็นลูกคุณหนูแอบแรดชนิดไม่แคร์ใคร

สิ่งที่เห็นเด่นชัดที่สุดใน Irrational Man คือบทเรียนสำหรับสาวๆที่ชอบความโรแมนติกแบบเพ้อฝัน และ หนุ่มๆซึ่งทำตัวไร้เหตุผลใช้ชีวิตแบบเห็นแก่ตัว เพราะจุดอ่อนของผู้หญิงคือ ความโรแมนติก ส่วนจุดอ่อนของผู้ชายก็คือ ผู้หญิง นั่นเอง

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/224003/?link=4




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2558    
Last Update : 25 ธันวาคม 2558 17:41:19 น.
Counter : 522 Pageviews.  

รีวิวหนัง : STAR WARS THE FORCE AWAKENS การขับเคี่ยวของด้านสว่างกับด้านมืด


STAR WARS THE FORCE AWAKENS หรือ STAR WARS ภาค 7 น่าจะเป็นภาคที่มีอะไรเซอร์ไพรส์แฟนๆมากที่สุดภาคหนึ่ง เพราะนอกจากจะทิ้งช่วงไปจากภาคอื่นๆหลายปี ข้อมูลหลายอย่างทั้ง เรื่องย่อ หรือ ตัวละคร ก็ถูกเปิดเผยออกมาน้อยมาก สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือการเปลี่ยนตัวผู้กำกับมาเป็น เจ.เจ. เอบรามส์ ที่โด่งดังมาจากการรีบูท Star Trek ฉบับหนังออกมาได้สดใหม่ ถูกใจแฟนๆ

เรื่องราวในภาคนี้ดำเนินต่อจากเหตุการณ์ในภาค Episode VI Return of the Jedi 30 ปี หลังการล่มสลายของสาธารณรัฐกาแลกติก จากการเข้ายึดอำนาจโดยจักรวรรดิซิธ เหล่าอัศวินเจไดและกองทัพได้ทำการฟื้นฟูรัฐกาแลกติกขึ้นมาอีกครั้ง จากการได้รับชัยชนะในการต่อต้านครั้งใหม่ แต่จักรวรรดิยังไม่สิ้นซาก พวกมันรวมตัวกันเป็น ปฐมภาคี ภายใต้การนำของ สโน๊ค ทำสงครามรอบใหม่กับ รัฐบาล และ กลุ่มต่อต้าน รวมถึงพยายามออกตามหา ลุค สกาย วอร์คเกอร์ ที่หายสาบสูญไปในจักรวาล

บน ดาวจักคู อันแห้งแล้ง โพ เดเมอรอน นักบินฝีมือดีของฝ่ายต่อต้านได้รับแผนที่ของดาวซึ่ง ลุค สกายวอล์คเกอร์ ซ่อนตัวอยู่จากผู้อาวุโส แต่ ไคโล เรน พาทหารตามมาแย่งชิง เกิดการปะทะกัน โพ เอาแผนที่ให้ BB-8 ดรอยด์ของเขาหนีไปในทะเลทรายก่อนที่จะถูกจับ ฟินน์ สตอร์มทรูปเปอร์กลับใจโผล่มาช่วย โพ จากห้องขังกลับมาที่ดาวจักคู ขณะที่ BB-8 ไปหลบอยู่กับ เรย์ สาวเก็บขยะที่เชี่ยวชาญเรื่องช่าง ต่อมาเธอกับ BB-8 ได้พบ ฟินน์ ที่กำลังถูกทหารฝ่ายปฐมภาคีไล่ล่า ทั้งสามจึงพากันหนีออกจากดวงดาวไปสู่อวกาศอันดำมืด

STAR WARS THE FORCE AWAKENS ของ เจ.เจ. เอบรามส์ เคารพต้นฉบับของ จอร์จ ลูคัส อย่างเคร่งครัด คล้ายๆกับที่ โคลิน เทรวอร์โรว์ สร้าง Jurassic World โดยเคารพต้นฉบับของ สตีเวน สปีลเบิร์ก เราจึงได้รำลึกความหลังไปกับฉากคุ้นตา ซิกเนเจอร์ของ STAR WARS ทั้ง การดวลดาบไลท์เซเบอร์ การต่อสู้บนอากาศของฝูงบิน การเผชิญหน้าของพ่อกับลูก (มองในแง่ร้ายคือการวนลูปซํ้า) รวมถึงอาวุธกับยานพาหนะอย่าง ยานมิลเลนเนี่ยมฟอลค่อน ยาน X Wing ยาน TIE fighters และ ดาบไลท์เซเบอร์ ก็ถูกปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่ จุดนี้อาจมีปัญหากับแฟนหนังรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ดูภาคอื่นๆมาก่อน ความอินจะแตกต่างกับแฟนหนังรุ่นเดอะที่ดูมาทุกภาค นอกจากนั้นบางคนอาจมีปัญหาในเรื่องการปะติดปะต่อเนื้อเรื่องกับตัวละครเก่า

สตอร์มทรูปเปอร์ ตัวละครซึ่งมีคาแร็กเตอร์เด่นที่สุดตัวหนึ่งของ STAR WARS ได้พัฒนาจาก โคลนทรูปเปอร์ ที่หน้าเหมือนกันทุกคน ดูเป็นหุ่นยนต์มากกว่ามนุษย์ คอยรับคำสั่งไปวันๆมาเป็น สตอร์มทรูปเปอร์ (ชุดเกราะกับหมวกก็เปลี่ยนดีไซน์) โดนปฐมภาคีนำมาฝึกเป็นทหารตั้งแต่เด็ก พวกเขาจึงมีความแตกต่าง มีความคิด สามารถตอบโต้สื่อสารได้ แถมยังมีสตอร์มทรูปเปอร์เพศหญิงกับสตอร์มทรูปเปอร์ที่มีตำแหน่งมียศเพิ่มเข้ามาอีก (ที่ยังเหมือนเดิมคือยิงปืนไม่แม่นเอาซะเลย)

BB-8 เป็นหุ่นยนต์ที่น่ารักมาก บทหนังส่งจนเป็นตัวละครสำคัญที่ขโมยซีนสุดๆ สร้างสีสันได้ดีไม่แพ้เจ้า R2-D2 กับ C-3PO ทีมนักแสดงใหม่อย่าง จอห์น บอเยกา (ฟินน์) , ออสการ์ ไอแซ็ค (โพ เดเมอรอน) และ อลัม ไดรเวอร์ (ไคโล เรน) สอบผ่านฉลุย ส่วน เดซีย์ ริดลีย์ ในบท เรย์ ดูดีมีเสน่ห์มาก เธอทำให้ เรย์ กลายเป็นตัวละครขวัญใจคนใหม่ของแฟนๆ ใครเลยจะไปคิดว่าสตาร์วอร์สจะมีตัวละครนำเป็นผู้หญิง หรือ อาจจะมีเจไดมนุษย์ผู้หญิงคนแรกในอนาคตก็ได้ (ก่อนหน้านี้เจไดผู้หญิงเด่นๆมีแค่ อาโซกา ทาโน ชาวโทกรูตา เธอเป็น พาดาวัน ของ อนาคิน) ด้านนักแสดงเก่าไม่ว่าจะเป็น แฮริสัน ฟอร์ด (ฮัน โซโล) , ปีเตอร์ เมย์ฮิว (ชิวบัคก้า) , แคร์รี ฟิชเชอร์ (เจ้าหญิงเลอา) เคนนี เบเคอร์ (R2-D2) และ แอนโธนี แดเนียลส์ (C-3PO) ที่กลับมาครบครัน นอกจากจะเพิ่มความขลังให้หนัง ทำให้แฟนๆรุ่นใหญ่ปลื้มปริ่มกับตัวละครในอดีตที่พวกเขาคิดถึง ยังช่วยเสริมในแง่ของการเชื่อมโยงเนื้อเรื่องของภาคใหม่ให้เป็นเนื้อเดียวกับภาคอื่นๆด้วย

STAR WARS 7 เหมือนกับงานเลี้ยงรุ่นที่จัดงานรับน้องใหม่ไปด้วยในคราวเดียว ประเด็นอุบัติการณ์แห่งพลัง การขับเคี่ยวของด้านสว่างกับด้านมืดเข้มข้นพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กันทางร่างกายหรือจิตใจของตัวละคร การเดินเรื่องน่าติดตามเพราะเก็บงำความลับหลายอย่างของตัวละครหลักเอาไว้ จึงสร้างคำถามในหัวคนดูได้มากมาย ดนตรีประกอบของ จอห์น วิลเลียมส์ ยอดเยี่ยมราวกับเวทย์มนต์ไม่เปลี่ยน มีส่วนปลุกเร้าอารมณ์ผู้ชมตอนดูหนังมากๆ ตัวละครลับไม่ได้สร้างความประหลาดใจเท่าฉากสะเทือนใจแฟนๆในช่วงท้าย ยืนยันว่าการดู STAR WARS THE FORCE AWAKENS ให้สนุก ต้องรู้ข้อมูลภาคนี้ให้น้อยที่สุด แต่ควรรู้ข้อมูลภาคก่อนให้มากที่สุด 

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/159734/?link=4




 

Create Date : 22 ธันวาคม 2558    
Last Update : 22 ธันวาคม 2558 18:57:39 น.
Counter : 546 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

BlogGang Popular Award#13


 
mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.