วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

รีวิวหนัง : Trumbo บทหนังคอมมิวนิสต์






จากภาพนักประชาธิปไตยของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯทำให้หลายคนไม่เคยรู้ว่าประเทศนี้มีพรรคคอมมิวนิสต์ที่ก่อตั้งมายาวนาน และมีบทบาททางการเมืองเป็นระยะ แน่นอนว่าการเป็นชนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯสร้างความลำบากให้พวกเขา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าครั้งนึง ชาติที่ได้ชื่อว่าสนับสนุนด้านสิทธิเสรีภาพมากที่สุดในโลกเคยมีพฤติกรรมในเชิงล่าแม่มดจากความหลอนภัยคอมมิวนิสต์กับเขาเหมือนกัน

ปี 1947 ดาลตัน ทรัมโบ มือเขียนบทชั้นดีของฮอลลีวู้ดกับเพื่อนนักเขียนบทภาพยนตร์กลุ่มหนึ่งประกาศตัวว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ผลที่ตามมาคือพวกเขาโดนกลั่นแกล้งต่างๆนานๆจากกลุ่มสมาพันธ์ภาพยนตร์ ทั้งบอยคอต แบน รวมหัวไม่จ้างงาน แถมยังถูกคนของรัฐบาลจ้องเล่นงาน หาทางใส่ร้าย ฟ้องร้อง ยัดเยียดข้อหาจนต้องถูกขังในเรือนจำนานหลายปี เพียงเพราะพวกเขามีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากคนอื่น เรื่องราวทั้งหมดถูก Bruce Cook นำมาเขียนเป็นหนังสือ ก่อนที่จะได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ชื่อ Trumbo กำกับโดย เจย์ โร้ช

เนื้อหาของหนังถ่ายทอดชีวิตด้านการงานและครอบครัวของ ดาลตัน ทรัมโบ นักเขียนบทจอมเก๋าที่มีจุดยืนทางการเมืองฝั่งใฝ่คอมมิวนิสต์ ซึ่งหลังจากเรื่องแนวคิดส่วนตัวของเขากับเพื่อนๆถูกแพร่ออกไปก็สร้างผลกระทบในวงกว้าง คนในฮอลลีวู้ดออกอาการรังเกียจพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด คนดัง คนมีอำนาจ หลายคนในวงการหนังสั่งแบล็กลิสต์พวกเขา พร้อมล็อบบี้ไม่ให้ค่ายหนังรับบทภาพยนตร์ของ กลุ่ม Hollywood 10

นอกจากจะเผชิญกับปัญหาด้านการงาน การเงิน ชีวิตส่วนตัว ดาลตัน กับพวก ยังถูกรัฐบาลไล่ต้อนจนต้องติดคุกทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิดกฏหมาย พวกเขาสูญเสียอิสระภาพเพียงเพราะมีแนวคิดทางการเมืองไม่สอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ในประเทศ ถูกสร้างภาพให้กลายเป็นคนทรยศ ขายชาติ แต่ ดาลตัน ก็ไม่ยอมแพ้ เขาลงมือเขียนบทหนังต่อ และสามารถสร้างผลงานคุณภาพระดับรางวัลออสการ์ออกมาได้ถึง 2 ครั้ง คือ Roman Holiday (1953) กับ The Brave One (1956)

เช่นเดียวกับที่บทหนัง Roman Holiday เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ ดาลตัน ทรัมโบ หนังเรื่อง Trumbo ก็เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ ไบรอัน แครนสตัน หากได้ดูหนังเรื่องนี้คุณจะไม่มีความคลางแคลงใจใดๆต่อการถูกเสนอชื่อเขาชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงชายยอดเยี่ยมครั้งที่ผ่านมาของเขา แม้ตัวภาพยนตร์อาจจะไม่ได้รับความนิยมในวงกว้างเท่าไหร่ แต่การแสดงของ ไบรอัน ในบท ดาลตัน ทรัมโบ สามารถโอบอุ้มหนังชีวประวัติที่ดูธรรมดาให้มีความพิเศษขึ้นมา

พล็อตหนังค่อนข้างเครียด จับทั้งประเด็นการเมือง สังคม แฝงด้วยปมดราม่าครอบครัว ใครมีความรู้เรื่องของ หนัง นักแสดง ผู้กำกับ เก่าๆในวงการฮอลลีวู้ดจะยิ่งอินและดูสนุกมากขึ้น เพราะหนังเผยให้เห็นเบื้องหลังต่างๆในวงการภาพยนตร์สหรัฐฯยุค50 ผ่านตัวละครที่เคยมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ กระนั้น แม้หนังจะค่อนข้างเข้มข้น น่าติดตาม ทว่าก็มีจุดอ่อนอยู่ที่มุมมองเรื่องความเป็นคอมมิวนิตส์ของตัวละครที่น่าจะเป็นหัวใจของหนัง กลับถูกสื่ออกมาอย่างเบาบาง ผิวเผิน (มีแค่ฉากต้นๆที่ ดาลตัน คุยกับลูกสาว และความเป็นเผด็จการในครอบครัวของเขา) นอกจากนี้ การที่หนังเล่าผ่านสายตาของครอบครัวทรัมโบก็ทำให้ข้อมูลต่างๆไม่รอบด้าน จนเกือบจะกลายเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อยกย่องเกียรติประวัติของ ดาลตัน ไปเสีย

ส่วนตัวชอบพาร์ทความบ้างานของ ดาลตัน มากกว่า เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่พูดมาก เน้นลงมือทำ ดังประโยคที่ว่า ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน จนต่อมาบทหนังที่เขียนโดยคอมมิวนิตส์ก็ได้รับการยอมรับในสังคมประชาธิปไตย เหนืออื่นใดต้องชื่นชมความอดทดอดกลั้น รวมถึงความพยายามของเขา แต่สำหรับจุดยืนทางความคิดที่มั่นคงของ ดาลตัน กํ้ากึ่งระหว่างความซื่อสัตย์ต่อตนเอง กับ ความดื้อรั้น ขณะที่ความขัดแย้งในครอบครัวโดยเฉพาะ ดาลตัน กับลูกสาวก็ถูกนำเสนอออกมาได้น่าสนใจดี นักแสดงที่โดดเด่นรองจาก ไบรอัน คือ ลูอิส ซี. เค. ในบท อาร์เลน เฮิร์ด เพื่อนนักเขียนบทตกอับ หนึ่งในกลุ่ม Hollywood 10 การถ่ายทอดอารมณ์ของเขาดูสมจริงมาก

Trumbo สะท้อนถึงผลเสียของการตัดสินกลุ่มหนึ่ง เพียงแค่ความคิดที่แตกต่างกัน ซํ้ายังมีกระบวนการหลายอย่างจากภาครัฐฯหนุนหลังให้คนในวงการเดียวกันใช้วิธีสกปรกจัดการกันเอง หลายคนทำเพื่อความสะใจไปจนถึงความแค้นส่วนตัว ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างได้แล้ว ยังทำให้คนชาติเดียวกันตกอยู่ในสภาพของเหยื่อทางการเมืองอีก และความรุนแรงมากมายที่เกิดขึ้นนั้น สุดท้ายแล้วก็เสียเวลาเปล่า ไม่มีใครได้อะไรจากมันเลย 

คะแนน Trumbo 8/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/241277/?link=4




 

Create Date : 11 เมษายน 2559    
Last Update : 20 เมษายน 2559 12:05:37 น.
Counter : 732 Pageviews.  

รีวิวหนัง : 10 Cloverfield Lane สัตว์ประหลาดข้างนอก สัตว์ประหลาดข้างใน






10 Cloverfield Lane ภาพยนตร์ภาคแยกของ Cloverfield หนังแนว handheld camera ที่เข้าฉายในปี2008 ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมพอสมควร มีเรื่องให้ตีความต่อมากมาย แจ้งเกิด แม็ตต์ รีฟส์ จนเขาได้รับข้อเสนอกำกับหนังใหญ่อย่าง Dawn of the Planet of the Apes ในเวลาต่อมา ส่วนผู้กำกับ 10 Cloverfield Lane ได้แก่ แดน แทรคเทนเบิร์ก เจ้าของผลงานหนังสั้นพัฒนาจากเกมเรื่อง Portal: No Escape โดย เจ.เจ.อับรามส์ โปรดิวเซอร์ Cloverfield ผู้คิดไอเดียหลักต่างๆยังคงตามมาอำนวยการสร้างโปรเจกต์นี้อยู่

หนังเปลี่ยนแนวกลับมาถ่ายทำด้วยกล้องภาพยนตร์และมุมมองแบบปกติ ภายใต้คอนเซปต์ สัตว์ประหลาดมาในหลายรูปแบบ เล่าเรื่องราวของหญิงสาวที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องใต้ดินร่วมกับชายแปลกหน้าอีก 2 คน หลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่เมื่อเธอพยายามหลบหนีหลังเกิดเหตุการณ์ผิดปกติบางอย่าง ชายแปลกหน้าได้พูดเตือนเธอว่าอย่าออกไป เพราะโลกใบนี้กำลังตกอยู่ในอันตราย

เป็นความจริงที่ว่ายิ่งคุณรู้อะไรเกี่ยวกับหนังน้อยเท่าไหร่ ยิ่งได้อรรถรสในการชมมากขึ้นเท่านั้น แต่บางสิ่งบางอย่างที่เราบังเอิญเห็นจากในตัวอย่างหรือโปสเตอร์ก็ไม่ได้เป็นหัวใจของหนังขนาดทำให้ความน่าดูลดลง ความสนุกอยู่ที่หนังเก็บความลับเก่งและเล่นกับความสงสัยของคนดูได้ดี มีปมให้ผู้ชมคิดตามตลอด ชวนให้เราสงสัยไปหมด ไม่ว่าจะเป็น อะไรอยู่บนพื้นโลก มีสารพิษอันตรายแน่หรือ มนุษย์คืนอื่นรอดชีวิตบ้างรึเปล่า และ ชายสองคนพูดความจริงทั้งหมดไหม

กระนั้นอย่าหวังว่าจะเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าในหนังออก ผู้กำกับมีเทคนิคหลอกล่อ ปั่นหัวคนดูเป็นระยะ เราแทบจะรู้ข้อมูลเท่าๆกับตัวละคร และทำได้เพียงแค่ลุ้นเอาใจช่วย มิทเชล หญิงสาวผู้เผชิญชะตากรรมแสนซวย ชีวิตสุดพัง แนวหนีเสือปะจระเข้ จนเธอต้องฮึดสู้ บทภาพยนตร์ดีจนส่งให้หนังทุนตํ่าเรื่องนี้ดูแพงมากๆ มันมีครบทุกรสไม่ว่าจะเป็น ทริลเลอร์ สืบสวน สยองขวัญ ดราม่า ไซไฟ ไปจนถึง แอ็คชั่น นิดๆ ประเด็นหลักหนังต้องการชี้ให้เห็นถึงความน่ากลัวระหว่าง สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน กับ สิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ 

สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังคือซาวด์ประกอบที่ชวนระทึกมาก สร้างอารมณ์ร่วมให้กับคนดูได้เยอะ รวมถึงขับเน้นบรรยากาศหวาดระแวง ไม่น่าไว้วางใจ ที่ปกคลุมหนังอยู่ตลอด การถ่ายภาพสวยงามแบบหม่นๆ ด้านเทคนิคพิเศษถึงจะมีน้อยฉากแต่ก็ทำออกมาได้เนียน โดยเฉพาะการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาด

แมรี เอลิซาเบธ วินสตีด แสดงได้ยอดเยี่ยมมากในบท มิทเชล (โดยเฉพาะซีนดราม่า) แม้หนังจะมีตัวละครหลักแค่ 3 คน แถมยังต้องเล่นในพื้นที่จำกัด แต่เธอก็แบกหนังทั้งเรื่องไว้อย่างสบาย ซํ้ายังมีเสน่ห์ชวนมองในสายตาผู้ชม แมรี ได้พิสูจน์แล้วว่าเธอเป็นนักแสดงสาวรุ่นใหม่คนหนึ่งของฮอลลีวู้ดที่น่าจับตา อีกคนที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ จอห์น กู้ดแมน นักแสดงจอมเก๋ากับบท ฮาเวิร์ด หนุ่มร่างใหญ่จอมฉุนเฉียว บิ๊กบราเธอร์แห่งห้องใต้ดิน การแสดงของเขาสมจริง มีพลัง ช่วยเสริมความเข้มข้นของตัวหนังได้มากทีเดียว ขณะที่ จอห์น กัลลาเกอร์ จูเนียร์ ผู้รับบท เอ็มเม็ท เป็นตัวละครเสริมที่สร้างสีสันได้ดี ฉากที่เขาคุยเรื่องความฝันกับ มิทเชล นั้นน่าประทับใจสุดๆ

10 Cloverfield Lane มีความเกี่ยวข้องกับ Cloverfield อยู่เล็กน้อยมาก (ที่มาของชื่อหนังก็ต่างกัน) การข้ามมาชม 10 Cloverfield Lane เลย จึงไม่ถือว่าพลาดอะไรไป และ ดูรู้เรื่องแน่ๆ หนังจบแบบทิ้งท้ายเหมือนว่าจะมีภาคต่อที่พร้อมขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น 

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/233355/?link=4




 

Create Date : 31 มีนาคม 2559    
Last Update : 1 เมษายน 2559 9:50:02 น.
Counter : 989 Pageviews.  

รีวิวหนัง : All Things Must Pass แผ่นเสียงตกยุค?


คุณซื้ออัลบั้มเพลงครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ (ไม่อยากใช้คำว่าสุดท้ายอันจะทำให้ดูเศร้าไปหน่อย) ส่วนตัวผมเองก็ประมาณ1ปีมาแล้ว สอยอัลบั้มลิมิเต็ดของศิลปินคนโปรดที่มีขายเฉพาะในญี่ปุ่นมาแผ่นนึง ได้เปิดฟังไป1ครั้งถ้วน ทั้งนี้ ความห่างเหินของแฟนเพลงกับผลงานศิลปินที่วางขายมาจากวัฒนธรรมการฟังเพลงที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนไม่ได้คลั่งไคล้นักร้อง-วงดนตรีขนาดต้องตามซื้อมาเก็บทั้งอัลบั้ม ขณะที่ศิลปินก็ไม่ได้ผลิตงานออกมามากมายอีกแล้ว คนเจน Y จึงเลือกที่จะโหลดซิงเกิ้ลที่พวกเขาชอบมาไว้ในคลังเพลงส่วนตัว ถูกกฏหมายบ้าง ผิดกฏหมายบ้าง ก็ว่ากันไป 

น่าเสียดายผู้คนยุคนี้ที่ไม่เคยได้จับต้องผลงานของศิลปินอีกต่อไป พวกเขาอาจไม่เคยรู้หรือจินตนาการภาพไม่ออกว่าครั้งหนึ่งเคยมีร้านขายแผ่นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Tower Records แบรนด์ที่เคยได้ชื่อว่าทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมเพลง (มีธุรกิจอื่นบ้างแต่ยังเกี่ยวข้องกับเพลง ทั้ง ร้านหนังสือ และ นิตยสาร) ปี 1999 พวกเขาทำยอดขายได้สูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ 7 ปีต่อมา พวกเขาถูกฟ้องล้มละลาย ล่าสุด เรื่องราวของร้านสีเดียวกับโลโก้ปั้มเชลล์แห่งนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบภาพยนตร์สารคดีโดย โคลิน แฮงค์ส ลูกชายแท้ๆของ ทอม แฮงค์ส

All Things Must Pass คล้ายกับจมหมายรักถึงอุตสาหกรรมเพลงอเมริกันและบทบันทึกประวัติศาสตร์วงการค้าปลีกสหรัฐฯ ผ่านการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ Tower Records นำโดย รัสส์ โซโลมอน ประธานใหญ่ผู้ก่อตั้ง ชายซึ่งหลงไหลในเสียงดนตรี เขาเริ่มต้นเปิดร้านขายแผ่นเสียงเล็กๆ ในตึก Tower Theater ที่ซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ของพ่อเขา ก่อนที่ต่อมาจะประสบความสำเร็จจนสามารถขยายสาขาไปกว่า200แห่งทั่วโลก รวมถึงสาขาสยามในไทย

โคลิน ให้ชาว Tower Records ที่ตอนนี้กลายเป็นผู้สูงวัยไปหมดแล้วสลับกันมานั่งเล่าเรื่อง โดยมีคนดังในวงการเพลงแทรกมาพูดความรู้สึกที่มีต่อร้านเป็นระยะ เรียงลำดับเหตุการณ์จากก่อนไปหลังแบบ1-10 อาจมองว่าเป็นการนั่งดูคนแก่ฝอย เมาธ์มอย โม้ รำลึกถึงอดีต ทว่าประวัติของร้านก็มีสีสันพอที่จะทำให้ผู้ชมไม่เบื่อ ช่วงแรกได้อารมณ์ นอสแตลเจีย ถลิวหาวันชื่นคืนสุข คิดถึงความทรงจำดีๆ ช่วงท้ายมีความหวนไห้ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นฟูมฟาย คล้ายกับชื่อหนังที่ว่า ทุกสิ่งย่อมผันผ่าน

การชมภาพยนตร์เรื่องนี้เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนไปดูส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการฟังเพลงที่ร้านนี้เเกี่ยวข้องยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ (1960-2000) ไล่ตั้งแต่ยุคที่ศิลปินออกเพลงทีละซิงเกิ้ลลงในแผ่นเสียงไวนิล ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนมาออกอัลบั้มเป็นแผ่น CD ไปจนถึงการมาของ Mp3 (หนังไม่ได้พูดถึงเทปคาสเซ็ท) นอกจากนั้น เรายังมีโอกาสได้เป็นสักขีพยานเฝ้ามองการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญชนิดข้ามยุคสมัย จากอนาล็อกสู่ดิจิตอล แผ่นเสียงกลายเป็นของตกยุค อัลบั้มซีดีเพลงเสื่อมความนิยม ผู้คนไม่ว่าจะรุ่นใหม่รุ่นเก่าแห่ไปดาวน์โหลดไฟล์กันฟรีๆ ไม่มีอีกแล้วภาพของแฟนคลับมากมายต่อแถวหน้าร้านรอเวลาเปิดเพื่อที่จะได้จับจองผลงานของศิลปินในดวงใจก่อนใคร และมีน้อยมากที่แฟนเพลงจะซื้อแผ่นอัลบั้มของแท้ไปให้ศิลปินที่ชอบเซ็นต์

อย่างไรก็ตาม สาเหตุการล้มครืนของร้านเครือ Tower Records ซึ่งเคยเป็นหอคอยใหญ่ เสาหลักคํ้าอุตสาหกรรมเพลงอเมริกันมาหลายปี ไม่ใช่แค่การถือกำเนิดของเว็บ Napster หรือ ไฟล์ Mp3 ที่เอื้อให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่มีสาเหตุอื่นๆอีกมาก ทั้งการดำเนินนโยบายพลาด การปรับตัวผิดทาง(ไม่ใช่ไม่ปรับตัว) ความหลงระเริงที่ทำให้ขยายสาขาเร็วเกินไป และความขัดแย้งภายในองค์กร เหล่านี้คือบทเรียนที่น่าสนใจในชั้นเรียนวิชาบริหารธุรกิจ

กระนั้นหากเราอยู่ในชั้นเรียนวิชาดนตรี Tower Records คือองค์กรในฝันของผู้ที่ชื่นชอบเสียงเพลง พวกเขาอยู่กันแบบครอบครัว พนักงานของที่นี่แต่ละคนมีดีเอ็นเอความซ่าส์ พวกเขามีอิสระมาก (บางคนอาจบอกว่าไร้ระเบียบ) จะแต่งตัว ไว้ผม ยังไงก็ได้ ขอแค่มีความรู้เรื่องเพลงและทำงานได้ นำมาซึ่งเสน่ห์ของร้านที่มีบรรยากาศอบอุ่น สนุกสนาน เป็นกันเอง พนักงานเป็นมิตร สนิทกับลูกค้าราวกับเป็นเพื่อน หลายคนจึงทำงานอย่างความสุข (ได้โบนัสพิเศษเป็นการพบเจอศิลปินชื่อดังที่หมุนเวียนกันเข้ามาซื้อของและมีศิลปินชื่อดังในยุคนี้บางคนเคยทำงานที่นี่ด้วย) ไม่แปลกที่พนักงานจำนวนหนึ่งจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่น ไต่เต้าจากพนักงานต๊อกต๋อยค่าแรงแสนถูกจนกลายมาเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีเงินเดือนมากกว่าตอนเริ่มงานวันแรกหลายเท่า สิ่งเหล่านี้หาได้ยากแล้วในองค์กรยุคปัจจุบันที่มีอัตราการย้ายงานสูง ที่น่าอิจฉาคือพวกเขาได้ได้คลุกอยู่กับสิ่งที่ตัวเองรักเกือบทั้งชีวิต

All Things Must Pass สะท้อนคำว่า ความเปลี่ยนแปลงคือนิรันด์ ได้อย่างดี แต่ฉากจบของ Tower Records ก็ไม่ได้หดหู่ขนาดนั้น เราจะเรียกร้านนี้ว่าตำนานคงไม่ได้ เมล็ดพันธุ์ของพวกเขาไม่ได้ตายไปหมดสิ้น ความภาคภูมิใจของ รัสส์ ยังคงงอกเงยอยู่ทั่วญี่ปุ่น (สาขาญี่ปุ่นแยกตัวออกมาจากบริษัทแม่ก่อนล้มละลาย) ประเทศต้นตอของสโลแกนประจำร้าน No Music No Life ขณะเดียวกัน ตอนนี้แผ่นเสียงที่เคยเป็นวัตถุโบราณเริ่มเป็นที่ต้องการในหมู่นักฟังเพลงอีกครั้ง ศิลปินหลายคนหันกลับมาออกซิงเกิ้ลใหม่กับแผ่นเสียง กระแสวินเทจทำให้มันดูคลาสสิก มีคุณค่าขึ้นมา

หนังโดนใจคอเพลงสากลแน่ๆ ส่วนใครที่เคยไปซื้ออัลบั้มเพลงที่ร้านนี้ก็คงยิ่งอินใหญ่ (แอบปล่อยแก่เบาๆ) รัสส์ โซโลมอน คือผู้ชายอีกคนหนึ่งที่สร้างอะไรเจ๋งๆขึ้นมาบนโลก มันมีความหมายกับวงการเพลง เช่นเดียวกับคำพูดของเขาที่ว่า เสียงเพลงสำคัญกับชีวิตหนุ่มสาว ว่าแต่ อัลบั้มเพลงแรกในชีวิตที่คุณซื้อคืออัลบั้มไหน?

ปล. All Things Must Pass เป็นชื่ออัลบั้มเพลงของ จอร์จ แฮริสัน แห่งวง The Beatles

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/242734/?link=4




 

Create Date : 30 มีนาคม 2559    
Last Update : 31 มีนาคม 2559 10:59:53 น.
Counter : 377 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Batman v Superman Dawn of Justice พระเจ้าแห่งเมโทรโพลิส กับ อัศวินจากก๊อตแธม (ไม่สปอย)


หลังจาก Man of Steel ลงโรงภาพยนตร์ในปี 2013 แฟนๆของ DC comic ก็ต้องรอคอยกันนานถึง3ปีเต็ม กว่าที่ Batman v Superman Dawn of Justice หนังแอ็คชั่นฮีโร่เรื่องล่าสุดจากค่ายนี้จะเข้าฉาย ซึ่งต้องบอกว่ามีจำนวนน้อยกว่าหนังของ Marvel ค่ายฮีโร่คู่แข่งมาก เพราะขานั้นมีโปรเจกต์ใหม่เข้าฉายทุกปี บางปีมากกว่า3-4เรื่อง

แน่นอนว่า Batman v Superman Dawn of Justice ถูกตั้งความหวังไว้สูงลิ่ว ในฐานะภาพยนตร์เรื่องแรกของค่ายที่นำฮีโร่ตัวพ่ออย่าง แบทแมน กับ ซูเปอร์แมน โคจรมาพบกัน หนำซํ้าหน้าหนังยังชูประเด็นการเผชิญหน้ากันของทั้งคู่ที่ถูกโหมโรงให้ดูคล้ายกับศึกไฟต์มวยรุ่นเฮฟวี่เวตบนจอภาพยนตร์ แถมยังเสริมด้วยการปรากฏตัวครั้งแรกของ วันเดอร์วูแมน ในจักรวาลดีซีมูฟวี่อีกต่างหาก

หนังเล่าถึงเหตุการณ์หลังจากที่ ซูเปอร์แมน กลายเป็นฮีโร่คนใหม่ของเมืองเมโทรโพลิส ท่ามกลางซากปรักหักพังและร่างของผู้เสียชีวิตมากมายระหว่างการต่อสู่อันดุเดือดในช่วงท้ายของ Man of Steel บรู๊ซ เวย์น เศรษฐีหนุ่มจากเมืองก๊อตแธมเป็นอีกคนที่สูญเสียพนักงานหลายคนจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ซึ่ง ต่อมา ซูเปอร์แมน เองก็ถูกรัฐสภาตั้งคณะกรรมการสอบสวนถึงอันตรายจากการปกป้องโลกของเขา เล็กซ์ ลูเธอร์ นักวิทยาศาสตร์หนุ่มสติเพี้ยนจึงอาศัยโอกาสนี้ วางแผนเสี้ยมให้ แบทแมน กับ ซูเปอร์แมน หํ่าหั่นกันเอง

Batman v Superman Dawn of Justice มีอะไรใหม่ๆให้ตื่นตามากทีเดียว แต่ปัญหาใหญ่คือบทภาพยนตร์ไม่กระชับ ขาดความสมบูรณ์ แม้หนังจะเดินเรื่องเร็วก็ไม่ช่วย เนื่องจากติดตรงที่ผู้กำกับมีเรื่องอยากเล่าเยอะไปทำให้ตัวหนังไม่ลื่นไหล จากข้อมูลที่ยัดใส่หัวคนดูจนล้นปรี่ ซึ่งบางฉากสามารถตัดออกได้ กระนั้น แซ็ค สไนเดอร์ กลับทำราวกับว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นโปรเจกต์สุดท้ายของเขากับดีซี จึงจัดเต็มกับทุกสิ่งอย่าง องค์รวมของหนังเลยขาดความพอดี

เช่นเดียวกับการตัดต่อ สลับไปมาระหว่าง แบทแมน กับ ซูเปอร์แมน และ เมโทรโพลิส กับ ก๊อตแธม ที่ผู้กำกับกังวลว่าต้องให้เวลาสองฮีโร่เท่าๆกันเพื่อความสมดุล จนเนื้อหาของหนังไม่ปะติดปะต่อ สับสนงงงวยพิกล ใครสมาธิไม่ดีอาจตามเรื่องไม่ทัน อีกจุดอ่อนที่เห็นชัดเจนคงเป็นความไม่สมเหตุผลของตัวละคร อาทิ ที่มาความบาดหมางของสองฮีโร่ซึ่งไร้นํ้าหนัก ขณะที่การคลี่คลายความขัดแย้งก็ง่ายดายเกินไป รวมถึงแรงจูงใจของตัวร้ายก็แสนจะเบาหวิวจนดูเป็นเรื่องตลก

ส่วนตัวชอบความดาร์คกับประเด็นแอนตี้ฮีโร่ ในหนังเอ่ยถึง ความดี ความชั่ว ที่อยู่ในตัวคนๆเดียว ไม่ใช่คู่ตรงข้าม ชาวเมืองหลายคนมอง ซูเปอร์แมน เป็นทั้ง พระเจ้า และ อสูรร้าย แบทแมน เองก็ถูกมองเป็นทั้ง อัศวิน และ ปีศาจ การปะทะกันของทั้งสองจึงเปรียบได้กับตัวแทนของ เอเลี่ยน กับ มนุษย์ , แสงสว่าง กับ ความมืด , กลางวัน กับ กลางคืน ตามที่ เล็กซ์ พยายามจะบอก ซึ่งแท้จริงแล้วทั้งคู่แทบไม่มีอะไรแตกต่างกัน

ความโดดเด่นของ Batman v Superman อยู่ที่ซาวด์ประกอบเจ๋งๆ ปลุกเร้าอารมณ์คนดูได้ดี โทนสีของหนังหม่นเข้ากับบรรยากาศ การถ่ายทอดภาพสวยมีระดับ นำเสนอหลายรูปแบบทั้ง สโลว์ โคลสอัพ และเทคนิคพิเศษต่างๆ มีโปรดักชั่นอลังการสมกับเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ สเกลใหญ่กว่า Man of Steel ซะอีก (แต่ความสนุกด้อยกว่า) ฉากแอ็คชั่นเล่นใหญ่ระเบิดตูมตามน้องๆหนังของ ไมเคิล เบย์ ตรงนี้ต้องแยกผู้ชมเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่ชอบหนังแนวแอ็คชั่นอยู่แล้วอาจรู้สึกสะใจ มันส์ สำหรับอีกกลุ่มคือคอหนังทั่วไปอาจรู้สึกมึนกับฉากต่อสู้ที่มีความยุ่งเหยิงอีรุงตุงนังจนดูไม่ทัน

แกล กาโดต์ ในบท วันเดอร์วูแมน คือตัวละครดีงามไม่กี่ตัวในหนัง สร้างการจดจำและสร้างสีสันได้มาก นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าหากหนังเรื่องนี้ขาดเธอไปจะดร็อปลงขนาดไหน แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง การขโมยซีนของ วันเดอร์วูแมน ก็ดูจะลํ้าเส้นไปหน่อย ในเมื่อหนังเรื่องนี้มันชื่อ Batman v Superman ตรงข้ามกับ เจสซี ไอเซนเบิร์ก ที่เล่นเป็น เล็กซ์ ลูเธอร์ การพยายามก็อปปี้คาแร็กเตอร์โจ๊คเกอร์ของเขาส่งผลเสียร้ายแรง เล็กซ์ ออกแนวน่ารำคาญมากกว่าน่ากลัว ระหว่างชมเราอยากให้ใครก็ได้หวดหน้าไอ้หมอนี้จังๆสักทีแล้วโยนออกไปให้พ้นๆจากหนัง เจสซี ทำให้ เล็กซ์ ขึ้นแท่นกลายเป็นตัวร้ายที่แย่ที่สุดตัวหนึ่งของค่ายดีซี ด้าน เฮนรี่ คาวิลล์ กับบท ซูเปอร์แมน การแสดงด้อยลงจาก Man of Steel ขาดพลัง ไร้เสน่ห์ น่าผิดหวังในฐานะฮีโร่ฝั่งเจ้าบ้าน ปิดท้าย เบ็น แอ็ฟเฟล็ค ในคราบมนุษย์ค้างคาวคนใหม่ ฮีโร่ผู้มาเยือน ถือว่าน่าสนใจทีเดียวกับบุคลิกที่เป็นตัวของตัวเอง ต่างจากแบทแมนฉบับ คริสเตียน เบล โดยสิ้นเชิง

Batman v Superman Dawn of Justice ครึ่งแรกของหนังปูเรื่องค่อนข้างเยิ่นเย้อ แต่หนังก็ยาวพอที่จะมีจุดพีคให้ผู้ชม ตกใจ ลุ้นระทึก เซอร์ไพรส์ เอาในช่วงครึ่งหลังไปจนถึงตอนจบ กับการปูทางไปสู่ภาพยนตร์รวมฮีโร่ Justice League ที่ทำออกมาได้น่าติดตามไม่น้อย

ปล.หนังเรื่องไม่มีเอนเครดิต

คะแนน 7.5/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/181235/?link=4




 

Create Date : 24 มีนาคม 2559    
Last Update : 25 มีนาคม 2559 10:41:49 น.
Counter : 533 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Retribution กรรมติดรถ


Retribution หรือ El desconocido เป็นภาพยนตร์จากสเปน ฝีมือการกำกับของ ดานี เดอ ลา โทเร่ ที่ถ่ายทำในสเปน ใช้นักแสดงสเปน รวมถึงพูดภาษาสเปนทั้งเรื่อง แต่โปรดักชั่นนี่ต้องบอกว่าดีไม่แพ้หนังจากฮอลลีวู้ด บางคนนำเอาไปเทียบกับ Speed และ Phone Booth เลยทีเดียว

หนังบอกเล่าเรื่องราวของ คาร์ลอส เจ้าหน้าที่ธนาคารซึ่งได้รับสายโทรศัพท์ปริศนาบอกว่าในรถที่เขากำลังขับมีระเบิดติดอยู่ใต้เบาะ ซึ่งในเช้าวันนั้นเขาดันรับอาสาไปส่งลูกสาวกับลูกชายที่โรงเรียนแทนภรรยาที่กำลังระหองระแหงกัน คนร้ายขู่ว่าหากเขาไม่ยอมทำตามคำสั่งจะกดระเบิดทันที 

คนร้ายบังคับให้ คาร์ลอส ขับรถไปเรื่อยๆตามถนนในใจกลางเมือง พร้อมลักลอบโอนเงินของเขากับลูกค้าธนาคารไปยังบัญชีลึกลับ คาร์ลอส ยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตลูกๆ ทว่าปัญหาคือแทบไม่มีคนเชื่อเลยว่าเขากำลังถูกใครบางคนบงการชีวิตอยู่ในรถกึ่งคาร์บอมบ์คันนั้น

หนังอาชญกรรมทริลเลอร์-ดราม่า-แอ็คชั่นจากสเปนเรื่องนี้มีดที่บทภาพยนตร์สุดเข้มข้น เก็บความลับเก่ง คาดเดาเนื้อเรื่องได้ยาก มีหลายสิ่งที่คนดูรู้พร้อมๆกับตัวละครในเรื่อง Retribution แปลว่า ผลกรรม จุดนี้บอกใบ้ที่มาที่ไปของระเบิด หนังเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์แบบตลกร้าย การแกล้งกันแบบแรงๆ ตัวละครและผู้ชมยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก่อนจะค่อยๆเพิ่มความจริงจังขึ้นแบบพรวดพราดโดยระเบิดตูมใหญ่ ตัวหนังสร้างความกดดันได้พอสมควร

กระนั้นก็ยังมีฉากที่ดูไม่สมเหตุผลอยู่ อาทิ ประเด็นการเอารัดเอาเปรียบในสังคมที่ถูกนำเสนอออกมาแบบทื่อๆเกินไป จึงไม่ทำให้คนดูอินกับเหตุผลของคนร้ายเท่าไหร่ เช่นเดียวกับตัวละครหลายตัวที่ออกจะงี่เง่า น่าหงุดหงิดอยู่บ้าง(โดยเฉพาะลูกสาว) สิ่งที่เด่นอีกอย่างเป็นงานด้านภาพที่ถ่ายทอดออกมาได้สวยงามสบายตา โลเคชั่นดูอินเตอร์แต่ก็มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีการโชว์เทคนิคต่างๆทั้ง ฉากโคลสอัพ ฉากลองเทค ฉากขับรถไล่ล่า ไปจนถึง ฉากมุมกว้างที่ถ่ายด้วยโดรน ในส่วนของบทสนทนา หลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาสเปนอาจรำคาญคำพูดรัวๆของตัวละครในหนัง

หลุยส์ โทซาร์ กับบท คาร์ลอส นับว่าไม่เลวทีเดียวในการแสดงอารมณ์กับมือถือและเด็กสองคนในพื้นที่แคบๆบนรถยนต์ ต้องขอชมผู้กำกับที่กล้าเลือกนักแสดงมากประสบการณ์มารับบทนี้มากกว่าจะเอานักแสดงหนุ่มหล่อมาเล่น คาแร็กเตอร์ของ หลุยส์ เข้ากับทั้งบทพ่อ สามี รวมถึงพนักงานอาวุโสมากๆ อีกคนที่น่าสนใจคือ Elvira Mínguez ที่แสดงเป็นเจ้าหน้าที่ EOD สาวจอมเก๋า เธอเป็นไม่กี่คนในหนังที่มีสายตาเฉียบคม ฉลาด มองสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง ท่ามกลางเจ้าหน้าที่หนุ่มสมองกลวงทั้งหลาย

Retribution คือหนังจากยุโรปชั้นดี ช่วงแรกชวนสงสัยในหลายฉาก ก่อนความตื่นเต้น ลุ้นระทึก จะค่อยๆเพิ่มขึ้นในช่วงกลางเรื่อง แต่ช่วงท้ายการคลี่คลายปมต่างๆเร่งรีบและง่ายดายเกินไปหน่อย ทำให้ตอนจบความสนุกของหนังลดลงอย่างน่าเสียดาย

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

ตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/239513/?link=4




 

Create Date : 21 มีนาคม 2559    
Last Update : 22 มีนาคม 2559 10:16:17 น.
Counter : 464 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.