วันนี้ ทุกจอคอมพิวเตอร์ ในบ้านคุณ

รีวิวหนัง : Grace of monaco เจ้าหญิงสองโลก



ยอมรับว่าเกิดไม่ทัน เกรซ เคลลี่ ช่วงที่ดังจริงๆครับ ทั้งที่เธอเป็นรุ่นน้อง มาริลีน มอนโร เพียงไม่กี่ปี ส่วนใหญ่ผู้คนจะรู้จักเธอในฐานะ เจ้าหญิงเกรซ แห่งโมนาโก ประเทศที่เล็กที่สุดในโลกรองจาก นครวาติกัน แต่ผลงานที่ เกรซ เคลลี่ ฝากไว้ก่อนเสกสมรสกับเจ้าชายเรนิเยที่3แห่งโมนาโก อย่าง High Noon , The Country Girl , Mogambo และ Rear Window ก็พอจะสร้างชื่อเสียให้เธอโด่งดังจนกลายเป็นหนึ่งในเจ้าหญิงแห่งวงการฮอลลีวู้ด

Grace of monaco เล่าถึง เกรซ เคลลี่ นักแสดงสาวชื่อดังของฮลลลีวู้ดในวันที่เดินทางมาเสกสมรสกับเจ้าชายเรนิเยที่3 แห่งโมนาโก ในปี คศ.1956 เป็นงานแต่งงานแห่งปีที่สวยงามราวกับเทพนิยาย ทว่า หกปีต่อมาหลังจากคลอดธิดาและโอรส ชีวิตอของ เจ้าหญิงเกรซ ก็โดยมรสุมอย่างหนักจนทำให้เธอเริ่มไม่มีความสุข

ขณะเดียวกัน อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ผู้กำกับคู่บุญได้เดินทางไd]มาเสนอบทอันยอดเยี่ยมเพื่อให้เธอกลับสู่วงการภาพยนตร์อีกครั้ง ในภาวะที่เจ้าหญิงกำลังระหองระแหงกับเจ้าชาย รวมถึงพบว่ามีสายลับแฝงตัวเข้ามาในวัง และความขัดแย้งระหว่างโมนาโกกับฝรั่งเศสมาถึงจุดแตกหัก เธอจะทำอย่างไรกับชีวิตเจ้าหญิงที่ไม่ได้สวยหรูเหมือนในนิยาย

บทหนังมีช่องโหว่พอสมควร แม้จะวางโครงเรื่องมาดี โดยเน้นหนังไปที่เบื้องหลังการเป็นเจ้าหญิงซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่ามันไม่ได้ง่ายเลย แบ่งเนื้อหาหลักเป็น2ส่วนคือเรื่องความรัก สื่ออกมาในฐานะผู้หญิง ได้ดีกว่า ภรรยา เรื่องการเมืองเข้มข้นมากกว่าที่คิด มีเรื่องหนักๆอย่างประวัติศาสตร์ราชวงศ์โมนาโก การเมืองในยุโรป กฏหมายระหว่างประเทศ การเสียดสีชาติมหาอำนาจ หากใครที่ไม่ได้มีความรู้มาบ้างหรือไม่ชอบเรื่องพวกนี้คงไม่รู้สึกอิน (อาทิ ตำแหน่ง สูงสุดของประเทศโมนาโก คือ เจ้าชาย กับ เจ้าหญิง ไม่มี พระราชา หรือ พระราชินี เหมือนราชวงศ์อื่น)

ข้อเสียของหนังคือการเล่าเรื่องที่สะเปะสะปะไปไม่สุดทั้งรักและดราม่า ทำให้ดูไม่สนุก แม้จะอ้างอิงเนื้อหาจากเหตุการณ์จริงแต่ก็มีหลายฉากที่จงใจสร้างวีรกรรมให้เจ้าหญิงจนดูโอเวอร์เกินไป มุมกล้องบางครั้งโคลสอัพใบหน้าตัวละครใกล้จนดูแปลก แถมยังแช่ไว้นานด้วย กระนั้น หากเทียบกับหนังชีวประวัติแนวเดียวกันอย่าง My Week with Marilyn หรือ Diana หนังเรื่องนี้ดูดีกว่าทั้งประเด็นหลักที่ต้องการจะสื่อซึ่งจับต้องได้ การถ่ายภาพที่ละเมียดละไม สวยงาม(บางคนบอกอย่างกับโฆษณาแบรนด์เนม) ใส่ใจกับรายละเอียด ฉากหลัง เครื่องแต่งกาย และของใช้ต่างๆ ที่ทำให้คนดูเชื่อว่าเป็นยุคปี60จริงๆ

การแสดง นิโคล คิดแมน ในบท เจ้าหญิงเกรซ คือทุกสิ่งทุกอย่างของหนังเรื่องนี้ สวยงามทุกครั้งที่ปรากฏกาย เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มชนิดได้ใจคนชอบแฟชั่นวินเทจ ถามว่าเธอแสดงดีไหม ก็ดีในระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยม ซีนกล่าวสุนทรพจน์ในงานกาชาดดูไม่ทรงพลังพอจะสะเทอนใจผู้ชม ส่วนตัวคิดว่า ทิม ร็อธ ที่เล่นเป็น เจ้าชายเรนิเย เกือบจะทำได้ดีกว่าด้วยซํ้า โดยเฉพาะซีนอารมณ์ อีกคนที่โดดเด่นได้แก่ แฟรงค์ แลงเกลล่า ที่แสดงเป็น หลวงพ่อทัคเกอร์ ที่ปรึกษาคนสนิท ของ เกรซ ซึ่งตัวผุ้กำกับค่อนข้างให้ความสำคัญกับเขา

หนังเรื่องนี้ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าการได้เป็นเจ้าหญิงซึ่งเป็นความฝันของหญิงสาวเกือบทั่วโลกนั้น แท้จริงแล้วชีวิตในวังกับเจ้าชายก็ไม่ได้สวยงามเลิศหรู เหมือนในนิยายหรือความฝัน โลกของเจ้าหญิงฮอลลีวู้ด กับ เจ้าหญิงของประเทศ ช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับ เจ้าหญิงในโลกนิยาย กับ เจ้าหญิงในโลกแห่งความจริง

คะแนน 6.5/10

โดย นกไซเบอร์


ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/81539/?link=4




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2557    
Last Update : 18 มิถุนายน 2557 17:42:55 น.
Counter : 998 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Maleficent คำสาปแห่งรัก



เชื่อว่าแทบไม่มีใครที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยฟังนิทานเรื่อง Sleeping beauty หรือ เจ้าหญิงนิทรา โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงเกือบทุกคน การ์ตูนเรื่อง Sleeping beauty เป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้ค่ายหนังดิสนีย์ค่อยๆโด่งดังขึ้น ปราสาทที่อยู่ใจกลางดิสนีย์แลนด์ก็คือ ปราสาทของเรื่อง เจ้าหญิงนิทรา


การกลับมาของ Sleeping beauty เวอร์ชั่นคนแสดงที่เปลี่ยนชื่อเป็น Maleficent จึงมีความน่าสนใจไม่น้อย กับการชูแม่มดตัวร้ายในตำนานอย่าง มาเลฟิเซนท์ เป็นตัวหลัก ซึ่งได้ แองเจลินา โจลี นักแสดงมากฝีมือมารับบทนี้ ก่อนหน้านั้น หนูน้อยหมวกแดง เคยถูกรีเมคใหม่ในชื่อ Red Riding Hood เช่นเดียวกับ สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้ง7 ในชื่อ Snow White and the Huntsman โดยค่ายอื่น กระแสตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มาดูกันว่า ดิสนีย์ ต้นตำหรับผู้สร้างเทพนิยายจะทำได้ดีแค่ไหน

Maleficent เล่าถึง มาเลฟิเซนท์ นางฟ้าตัวน้อยมากอิทธิฤทธิ์ผู้ปกครองเมืองมัวร์ อาณาจักรแห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่สวยงามและวิเศษมากมาย พวกเขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ผาสุข ต่างกับมนุษย์เมืองข้างเคียงที่เต็มไปด้วยกิเลส ราชาเฒ่ารอคอยโอกาสที่จะยึดครองสมบัติของเมืองมัวร์มาตลอด มาเลฟิเซนท์ ได้พบและเป็นเพื่อนกับ สเตฟาน เด็กชายผู้กำพร้า นานวันความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เริ่มลึกซึ้งขึ้น

ต่อมา เมื่อ มาเลฟิเซนท์ เติบโตเป็นสาว สเตฟาน หายเข้าไปในโลกมนุษย์ กษัตริย์ผู้ละโมบยกทัพมาบุกเมืองมัวร์แต่ก็พ่ายแพ้ต่อเวตมนต์ของ มาเลฟิเซนท์ ด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูง สเตฟาน ใช้ความรักหลอกจนได้ปีกทรงพลังของเธอไป เขาได้ขึ้นเป็นราชา มาเลฟิเซนท์ ดํ่าดิ่งสู่ความมืด ในวันที่ เจ้าหญิงออโรร่า ลูกสาวของกษัตริย์สเตฟานถือกำเนิด เธอจึงร่ายคำสาปที่ไม่มีสิ่งใดในโลกถอนได้เว้นแต่รักแท้แก่ทารกเพื่อเป็นการแก้แค้น

บทของหนังตีความนิทานปรัมปราออกมาใหม่ได้ดี เนื้อหาตั้งแต่ช่วงกลางของหนังคาดเดาไม่ได้ ดำเนินเรื่องน่าติดตาม กระชับ(บางคนบ่นว่าสั้นไป) อาจเป็นไม่กี่ครั้งที่คุณทั้งเห็นใจ รวมถึงเอาใจช่วยตัวร้ายของเรื่อง ส่วนผสมของความแฟนตาซี แอ็คชั่น ดราม่า เกือบลงตัว เสียดายที่การเดินเรื่องไม่หวือหวา ซีนอารมณ์เกี่ยวกับผู้หญิงๆแบบความสัมพันธ์แม่ลูกแค่ซึ้งนิดๆ แต่กลับไม่ได้บีบคั้นให้คนดูอินถึงกับเสียนํ้าตา จึงดูเหมือนไม่เต็มอิ่มเท่าที่ควร ทว่าสิ่งที่ชดเชยมาคือมุขตลกหน้าตายของตัวละครหลายตัวที่สร้างเสียงหัวเราะได้ตลอด

ด้านเทคนิคภาพทำออกมาได้สวยงามตระการตาอย่างมาก ไม่เสียชื่อ โรเบิร์ต สตรอมเบิร์ก ผู้รังสรรค์ภาพจากหนัง Avatar ดนตรีประกอบใช้ได้ แต่สิ่งที่รู้สึกว่าขาดหายไปคือเพลงเพราะๆซึ่งเป็นลายเซ็นต์เฉพาะตัวของค่ายดิสนีย์

ในส่วนของการแสดง นับเป็นผลงานการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ แองเจลินา โจลี ในรอบหลายสิบปี กับบท มาเลฟิเซนท์ นางฟ้าที่ทั้งอกหักและปีกหัก เป็นตัวละครที่เหมาะสมกับ โจลี มาก การปรากฏตัวของเธอน่าจดจำในทุกฉาก แอลล์ แฟนนิง ที่แสดงเป็น เจ้าหญิงออโรร่า เล่นได้น่ารักดี จริงๆก็น่ารักทุกเวอร์ชั่นตั้งแต่ทารกยันโตเป็นสาว (เวอร์ชั่นเด็กน้อยมีซีนนึงผู้แสดงคือ วิเวียน ลูกสาวแท้ๆของโจลี) ความสวยใส ไร้เดียงสาของ แอลล์ ช่วยลบภาพ เจ้าหญิงออโรร่ามากจริตในเวอร์ชั่นการตูนไปได้ เธอเป็นเจ้าหญิงที่ทำยังไงก็เกลียดไม่ลงจริงๆ

อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ แซม ไรลี่ย์ นักแสดงหนุ่มผู้เคยประกบ คริสเตน สจ๊วต ใน On the road มาครั้งนี้ในบท เดียวัล อีกาผู้ซื่อสัตย์ ของ มาเลฟิเซนท์ โดดเด่นขโมยซีนสุดๆ วูบหนึ่งคิดอยากให้ แซม เป็นคนถอนคำสาปซะเลย เสน่ห์ของเขาทำเอาหนุ่มรุ่นน้อง เบรนตัน ทเวทส์ ที่เล่นเป็นเจ้าชายฟิลลิปแอบหมอง (มีคนบอกว่า เบรนตัน หน้าคล้าย ณเดชน์) ขณะที่ สามนางฟ้า น็อตแกรส ฟลิตเทิล ทิสเติลวิท เป็นตัวละครที่ดูขัดหูขัดตาไปหน่อย

การดู Maleficent มีข้อปฏิบัติง่ายๆคือ ลืมสิ่งที่คุณเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก แล้วเปิดใจให้ตำนานบทใหม่กับเรื่องราว กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งตอนจบไม่ใช่แค่ และเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดกาล อีกต่อไป

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์


ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/101943/?link=4




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2557    
Last Update : 12 มิถุนายน 2557 18:18:59 น.
Counter : 1400 Pageviews.  

รีวิวหนัง : The Raid 2 Berandal โหดหักเหลี่ยมมาเฟีย



ไม่ปล่อยให้แฟนๆหนังแอ็คชั่นรอนาน หลังจากที่หนังโหดเลือดสาดอย่าง The Raid Redemption ของอินโดนีเซีย ผลงานการกำกับของ แกเร็ต อีแวนส์ ผู้กำกับชาวเวลส์ กระแสตอบรับดีเกินคาด ขึ้นแท่นหนังแอ็คชั่นแห่งปี2011 เว้นไป3ปี The Raid 2 Berandal ก็กลับมาสานต่อความมันส์โดยทีมงานคุณภาพชุดเดิม


The Raid 2 ยังคงเน้นความโหดความดิบเช่นเดียวกับภาคแรก โดยนำเอา ปันจักสีลัต ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติอินโดนีเซียมาเป็นจุดขาย นำทีมโดย อิโก อูไวส์ แชมป์กีฬาปันจักสีลัตระดับประเทศ และ ยายาน รูเฮียน อาจารย์สอนวิชาปันจักสีลัตผู้โด่งดัง เช่นเคย (ยายาน เคยแสดงเป็น Maddog ในภาคแรก ซึ่งตัวละครนี้ตายไปแล้ว แต่ใน The Raid 2 เขากลับมาแสดงเป็นตัวละครตัวใหม่)

เนื้อเรื่องของ The Raid 2 Berandal ต่อเนื่องจากภาคที่แล้วแบบเวลาในหนังห่างกันไม่กี่ชั่วโมง รามา (อิโก อูไวส์) ที่รอดชีวิตออกมาจากตึกได้ถูกเกลี่ยกล่อมจากตำรวจนํ้าดีให้รับงานสายลับ ตอนแรกเขาปฏิเสธ กระทั่งมารู้ข่าวพี่ชายถูกฆ่าตาย เขาจึงตกลงปลอมตัวแทรกซึมเข้าไปในองค์กรของ บันกัน มาเฟียสุดโหดแห่งจาการ์ต้า เพื่อหาตัวหนอนบ่อนไส้ในองค์กรตำรวจ ตามล่า เบโจ อาชญากรลึกลับที่สังหารพี่ชาย และปกป้องครอบครัวของเขา

รามา เริ่มภารกิจด้วยการเข้าไปในคุก ตีสนิทกับ อูโค่ ลูกชายของหัวหน้ามาเฟียใหญ่ ในคุก รามา ช่วยชีวิต อูโค่ หลายครั้ง เมื่อพ้นโทษ บันกัน พ่อของ อูโค่ จึงรับ รามา เข้าแก๊งค์ ต่อมาไม่นานเกิดความบาดหมางขึ้นระหว่างแก๊งค์อินโดนีเซียกับแก๊งค์ญี่ปุ่นซึ่งทำท่าจะลุมลามกลายเป็นสงครามย่อมๆ รามา จึงต้องงัดทุกความสามารถออกมาใช้เอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์นี้ให้ได้

ในภาคสองหนังตัดฉากแอ็ดชั่นลงไปเยอะพอสมควรเมื่อเทียบกับภาคแรกที่ใช้ฉากแอ็คชั่นเป็นตัวดำเนินเรื่อง แม้ The Raid 2 จะมีเรื่องราวมากขึ้นโดยนำสไตล์หักเหลี่ยมเฉือนคมตำรวจกับมาเฟียแบบ Infernal affairs มาใช้ แต่กลับทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ บางฉาก บางบทสนทนา ดูน่าเบื่อและไม่มีความสำคัญจนควรถูกตัดออก

คนดูยังคงรอคอยฉากแอ็คชั่นเลือดสาดอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งส่วนนี้ผู้กำกับทำได้ดี เป็นจุดแข็งที่โอบอุ้มตัวหนังเอาไว้ โดยเฉพาะอาวุธที่เอามาใช้หํ่าหั่นกัน ดูครีเอตเป็นเอกลักษณ์มาก การต่อสู้สมจริง เสียงชก กระแทก หักกระดูก ดังชัด หนังมีความรุนแรงในระดับสูง ไม่ต้องพูดถึงเด็กหรือผู้หญิง ผู้ชายบางคนก็อาจสยองกับบางซีนจนต้องเบือนหน้าหนี เรียกว่าเอาใจคนชอบหนังโหดจริงๆ ผู้กำกับเก็บความลับได้ดี แต่ไม่ค่อยมีจุดที่เซอร์ไพรส์คนดูเท่าไหร่ เราพอจะคาดเดาออกเป็นระยะว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทว่าในฉากต่อสู้ก็มีส่วนที่ทำให้ผู้ชมลุ้นระทึกเอาใจช่วยตัวละครเอก เพราะผู้ร้ายของหนังเรื่องนี้ทั้งเก่งและเหี้ยมสุดๆ

ด้านการแสดง อิโก อูไวส์ ไปไกลเกินกว่าฉายาที่คนไทยตั้งให้ว่าเป็น จาพนมอินโดนีเซีย แล้ว เขาแจ้งเกิดเป็นดารานักบู๊แถวหน้าของเอเชียที่วงการฮอลลีวู้ดกำลังให้ความสนใจ (หนังเข้าฉายที่สหรัฐฯทำเงินได้ดีทีเดียว) จุดอ่อนของเขายังอยู่ที่แอ็คติ่ง ซึ่งในภาคนี้เป็นรอง Arifin Putra ที่แสดงเป็น อูโค่ ลูกชายสุดหล่อของหัวหน้าแก๊งค์บันกันแบบเห็นได้ชัด เขาแสดงสีหน้าและอารมณ์ได้เป็นธรรมชาติ ทำให้สาวๆไม่น้อยเอาแต่พูดถึง อูโค่ แทน รามา ขณะที่คนขโมยซีนตัวจริงหนีไม่พ้น ยายาน รูเฮียน ในบท Prakoso นักฆ่ามือหนึ่งของบันกัน กับ จูลี เอสเตล ที่เล่นเป็นสาวถือฆ้อนสมุนของเบโจ

ข้อเสียของ The Raid 2 Berandal มีอยู่บ้างเรื่องประเด็นความไม่สมเหตุสมผลหลายๆประการ ทั้งการที่ตัวละครในเรื่องจงใจแทบไม่ใช้อาวุธปืนเลย ความโอเวอร์ของบางฉากต่อสู้ ที่ซัดกันกลางเมืองชนิดอินโดนีเซียกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไร้กฏหมาย Prakosoไม่ใช่ตัวละครสำคัญแต่ดันถูกชงให้เด่น หรือซีนหิมะตกในประเทศอินโดนีเซีย ถึงอย่างนั้น หนังเรื่องนี้ก็ยังคงดูสนุก มีข้อดีมากพอที่จะทำให้มองผ่านจุดบกพร่อง เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นแห่งปีของทวีปเอเชียที่ยอดเยี่ยมไม่น้อยหน้าหนังฮอลลีวู้ดเลย

คะแนน 8/10

โดย นกไซเบอร์


ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/119744/?link=4




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2557    
Last Update : 23 มกราคม 2558 11:33:47 น.
Counter : 1106 Pageviews.  

รีวิวหนัง : Edge of Tomorrow วันแล้ววันเล่า



พล็อตเรื่องการเล่นกับลูปเวลาเป็นอีกพล็อตที่นิยมตลอดกาลของวงการฮอลลีวู้ด และกลางปีนี้ก็มีหนังแนวนี้มาให้ดูกันอีกครั้งใน Edge of Tomorrow ภาพยนตร์แอ็คชั่นไซไฟ ดัดแปลงจากนิยายไซไฟของญี่ปุ่นเรื่อง We Mortals Are ของ ฮิโรชิ ซากูระซากะ โดยต่อมาถูกนำมาทำเป็นการ์ตูนมังงะ เรื่อง All You Need is Kill วาดโดย Takeshi Obata ซึ่งก่อนหน้า Edge of Tomorrow ก็เคยใช้ชื่อหนังว่า All You Need is Kill มาก่อน


Edge of Tomorrow เล่าถึงโลกอนาคตที่มีฝูงเอเลี่ยนบุกโลก หลายประเทศถูกยึดครองทำลายราบคาบ โดยสมรภูมิหลักคือทวีปยุโรป ในวัน Judgement Day ที่กองทัพสหรัฐฯจะยกพลขึ้นบกที่ฝรั่งเศส  พันตรีวิลเลียม เคจ (ทอม ครูซ) นายทหารที่ดูแลด้านการประชาสัมพันธ์กองทัพถูกส่งให้มาอยู่แนวหน้าในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนการจู่โจม

เคจ ถูกบังคับให้ออกรบ ซึ่งหลังจากที่เขาลงสู่สนามรบไม่กี่นาทีก็ถูกตัวมิมิคสีฟ้าสังหาร ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดคือหลังจากเสียชีวิต เคจ กลับตื่นขึ้นมาในวันที่เขาถูกจับตัวส่งมาแนวหน้า เขาถูกส่งออกรบอีกครั้ง เคจ ต่อสู้ ตาย และตื่นขึ้นมาที่เดิมอีก เป็นแบบนี้วันแล้ววันเล่า แต่ด้วยความทรงจำจากอนาคต ทำให้เขารอดชีวิตนานขึ้นเรื่อยๆ มีความสามารถในการรบมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่ง เคจ ได้มาพบกับ ริต้า วาทาสกี้ (เอมิลี บลันท์) ทหารหญิงผู้เก่งกาจแห่งกองกำลังพิเศษ เขากับเธอค้นพบความลับบางอย่าง จึงร่วมมือกันตามล่า โอเมก้า เอเลี่ยนตัวแม่เพื่อหยุดยั้งสงครามที่มนุษย์ไม่มีวันชนะ

ตัวหนังดำเนินเรื่องกระชับ บทให้ความสำคัญไปกับฉากแอ็คชั่นที่ทำออกมาได้สนุก มุมกล้องทำให้คนดูเหมือนกับกำลังเล่นเกมส์ เข้ากับการตายแล้วเกิดใหม่ ที่เราคุ้นเคยในการรีสตาร์ทมิชชั่นเริ่มเล่นใหม่ของวีดีโอเกมส์ เทคนิคภาพทำได้สวยงาม เอเลี่ยนมิมิค ทั้งทรงพลังและน่ากลัว บางคนอาจนึกถึงตัว เซนทิเนล ใน The Matrix ที่มีรูปร่างคล้ายกัน ซาวด์ประกอบเยี่ยม ดังสะใจ ช่วยขับให้หนังดูสมจริง นอกจากนี้ เงื่อนไขบางอย่างของการตายแล้วเกิดใหม่ที่ไม่ได้อินฟินีตี้ก็ทำให้คนดูลุ้นตาม รวมถึงปลดล็อกทางออกของตัวละคร

ประเด็นการย้อนเวลา หรือ ลูปเวลา เล่าออกมาได้เข้าใจง่ายกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ดูเป็น Groundhog Day เวอร์ชั่นสงคราม หนังมีมุขตลกสอดแทรกตลอด ทำให้ตัวดูเครียด แฝงปมการเมืองเขามาเล็กน้อย หากเราดูตามแผนที่จะเห็นว่าแทบทุกสถานที่ที่พูดถึงตรงตามเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่2เกือบหมด ดังนั้นJudgement Day ก็คือวัน D Day นั่นเอง แน่นอนหลายคนอาจตั้งธงว่างานนี้หนีไม่พ้นอเมริกันฮีโร่อีกแหง แต่ ดั๊ก ไลแมน ผู้กำกับ เลือกที่จะยกความดีความชอบให้ตัวบุคคลและไม่ใส่ดราม่ารักชาติ เชิดชูทหารเข้าไป จึงรอดตัวจากจุดนี้

ทอม ครูซ แสดงได้ยอดเยี่ยมทีเดียว เป็นบทที่เหมาะกับเขามากๆ ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้หลากหลาย แทบจะเป็นงานโชว์เดี่ยวเลยก็ว่าได้ จัดเป็นหนังที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของเขา ส่วน เอมิลี บลันท์ ด้วยความที่ในหนังไม่มีตัวละครหญิงตัวอื่น ความมีเสน่ห์ของเธอจึงถูกขับออกมาพอสมควร ด้านแอ็คชั่นสอบผ่านฉลุย แต่เรื่องซีนโรแมนติก เคมีของเธอกับครูซดูยังไม่เข้ากันนัก ในเรื่อง บลันท์ ดูเข้มแข็งเกินไป เป็นทหารนักรบเต็มตัวจนความอ่อนโยนแบบเพศหญิงแทบไม่เหลือ ความซาบซึ้งในส่วนนี้จึงขาดหายไป

บทสรุปของ Edge of Tomorrow ไม่เหมือนทั้งในฉบับนิยาย We Mortals Are และค็อมมิค All You Need is Kill ส่วนตัวคิดว่าลงตัวในระดับหนึ่ง หลายคนอาจจะบอกว่ามันจงใจให้ออกมาทางบวกเกินไปรึเปล่า แต่ก็สร้างความชัดเจนในการเป็นหนังภาคเดียวจบ

คะแนน 8.5/10

โดย นกไซเบอร์


ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/95168/?link=4




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2557    
Last Update : 4 มิถุนายน 2557 16:57:45 น.
Counter : 1329 Pageviews.  

วิจารณ์หนัง : ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ยุทธหัตถี จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง



เดินทางมาถึงภาคสุดท้ายจนได้สำหรับหนังเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มหากาพย์ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ชาติไทยที่สานต่อความสำเร็จมาจาก สุริโยทัย นับเป็นหนังที่ทำลายสถิติหลายอย่าง ทั้งการถ่ายทำ(จากภาคแรก-ภาคล่าสุด)ที่ยาวนานกว่า10ปี ใช้ทุนสร้างสูงเกือบ1000ล้านบาท โดยเฉพาะ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ยุทธหัตถี ที่ต้องเลื่อนคิวฉายมาหลายครั้งเนื่องจากมีปัญหาอุบัติเหตุไฟไหม้ฟิล์มที่เป็นข่าวครึกโครม จนต้องถ่ายทำใหม่หลายฉาก


ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ยุทธหัตถี น่าจะเป็นหนังเรื่องท้ายๆของไทยที่ใช้ฟิล์มในการถ่ายทำ เนื้อหาภาคนี้เล่าถึง สงครามครั้งใหญ่ที่สุดของชาวสยามเมื่อ พระเจ้านันทบุเรง สั่งให้ มังสามเกียด หรือ พระมหาอุปราชา ยกทัพใหญ่มาปราบอโยธยา โดยฝ่ายไทยมี สมเด็จพระนเรศวร ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ นำทัพออกรบและทำยุทธหัตถีครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์เพื่อตัดสินชะตาบ้านเมือง

ตัวหนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 เป็นหนังแนวประวัติศาสตร์สงคราม ภาคลดฉากแอ็คชั่นลงเยอะและเพิ่มฉากดราม่าเข้าไปมาก ในศึกนันทบุเรงช่วงแรก มีกลิ่นอายของหนังสงครามคล้ายกับ Red Cliff ของ จอห์นวู มีการใช้กลศึกต่อสู้กัน มหาเถรคันฉ่อง นั้นแทบจะเป็นตัวแทนของ ขงเบ้ง ได้เลย เสียดายที่หลังจากนั้นหนังกลับเลือกที่จะเน้นไปที่ความดราม่าเกือบหมด พอกลับมาถึงไฮไลต์ของหนังคือ ฉากยุทธหัตถี แม้ผู้กำกับจะให้เวลามากพอสมควรแต่ก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นหรือลุ้นระทึกเท่าใด

การดำเนินเรื่องเน้นอิงความจริงตามประวัติศาสตร์เกือบ100% จึงไม่มีส่วนไหนที่สร้างความประหลาดใจ ตัวละครที่โดดเด่นยังคงเป็นตัวหลักๆไม่กี่ตัว อาทิ สมเด็จพระนเรศวร พระราชมนู นันทบุเรง พระมหาอุปราชา ที่มีขโมยซีนก็เห็นจะเป็น ไอ้ขาม ซึ่งจู่ๆก็มีบทบาทเพิ่มเข้ามาเยอะอย่างไม่น่าเชื่อ ข้อดีคือพอที่จะสร้างสีสันและรอยยิ้มได้บ้าง ส่วนตัวเสียดายตัวละคร ออกพระชัยบุรี กับ ออกพระศรีถมอรัตน์ คู่หูที่มีมุขมาให้คนดูคลายเครียดในภาคแรกๆ คาแร็กเตอร์โดดเด่น แต่มาภาคนี้ถูกตัดหายไปเลย เช่นเดี่ยวกับ ทหารเสือพระนเรศวรคนอื่นๆ นอกจากนี้ การสูญเสียของตัวละครบางตัวก็ดูจงใจเกินไป ทำให้อารมณ์ความซาบซึ้งดูขัดๆ

กระนั้น คนที่ภาคก่อนๆแทบไม่มีบทอย่าง พระสุพรรณกัลยา ในภาคที่ชื่อ ยุทธหัตถี เรากลับได้เห็นเธอออกมาแสดงซีนอารมณ์บ่อยครั้ง ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นปัญหาเรื่องการจัดการกับตัวละครที่มีมาก ซึ่ง หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับ เลือกที่จะใช้ภาคสุดท้ายบอกเล่าสรุปความที่ค้างคาทั้งหมดให้จบลง แต่ด้วยระยะเวลาเพียง130นาทีนั้น ถือว่าน้อยเกินไป คนดูจึงได้พบกับฉากจบที่เหมือนจะจบ แต่ก็ยังไม่จบ

จุดเด่นของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยุทธหัตถี คือระบบเสียงที่กระหึ่มลั่น ปลุกเร้าอารมณ์ ช่วยส่งให้ฉากแอ็คชั่นดูสมจริงมากขึ้น ด้านซีจียังดูไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร ฉากพื้นหลังไม่เนียน บางครั้งดูลอยออกมาแบบเห็นได้ชัด ถือว่าช่วงเวลาที่หนังฉายเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองของเราในตอนนี้ดี คำพูดหลายๆอย่างของตัวละครเป็นได้ทั้งการสอนสั่งและเตือนสติ แน่นอนว่ามีการเชิดชูเกียรติวิรชนคนกล้าที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติด้วย จุดประสงค์ก็ไม่พ้นให้ผู้ชมมีความรู้สึกรักชาติรักแผ่นดิน

เรื่องของการแสดง ตั๊ก นภัสกร ในบท พระมหาอุปราชา ฝ่ายพม่าถือว่าทำได้ยอดเยี่ยม แม้บางซีนเขาดูจะเล่นใหญ่เกินไปบ้าง แต่การรับส่งกับ ต้น จักรกฤษณ์ ที่แสดงเป็น นันทบุเรง เข้าถึงอารมณ์มาก ทั้งในส่วนของความสัมพันธ์แบบ พ่อ-ลูก และ พระราชา-เจ้าชาย กลายเป็นว่าหลายคนรู้สึกเห็นใจในชะตากรรมของ มังสามเกียด ผู้นี้ ผิดกับคู่ฝ่ายไทย ฉัตรชัย เปล่งพานิช ที่เล่นเป็น สมเด็จพระมหาธรรมราชา ส่งความรู้สึก มาแบบเต็มๆในฉากสั่งเสีย ทว่า พ.ท. วันชนะ สวัสดี ในบท สมเด็จพระนเรศวร กลับรับมาได้ไม่หมด ทำให้คนดูไม่อิน ซึ่ง พ.ท. วันชนะ ทำได้ดีในฉากต่อสู้และการพูดปลุกใจมากกว่า

ไม่อาจบอกได้เต็มปากว่า ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 เป็นภาคที่ดีที่สุดของหนังชุด ตำนานสมเด็จพระนเรศวร (และอาจไม่ใช่ภาคสุดท้าย) แต่ใครที่เคยดูภาคก่อนๆมาแล้ว การไปชมภาคยุทธหัตถีเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้ทั้ง5ภาคถูกเรียงเป็น1เดียวอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนั้นคือพันธกิจที่ท่านมุ้ยและทีมงาน เหนื่อยหนัก ตรากตรำ ใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตทำจนสำเร็จ และฝากไว้ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยต่อไป

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์


ดูตัวอย่างหนัง http://movie.bugaboo.tv/watch/111929/?link=4




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2557 16:46:48 น.
Counter : 1121 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  

mninho
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 16 คน [?]




นกไซเบอร์ วิจารณ์หนัง
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add mninho's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.