แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
ปลูกมะละกอขาย พันธุ์ฮอลแลนด์มาแรง
ปลูกมะละกอขาย พันธุ์ฮอลแลนด์มาแรงมะละกอเป็นอีกผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากคนไทย ทั้งรับประทานแบบผลสุกหรือใช้ผลดิบทำเป็นส้มตำ ตลาดของมะละกอจึงกว้าง ขณะที่การปลูกขายนั้นสามารถปลูกแซมกับพืชหลักที่ปลูกอยู่แล้วก็ได้ หรือจะปลูกเป็นพืชหลักเพื่อจำหน่ายก็ไม่เลว และ มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ ก็อาจเป็น ช่องทางทำกิน ที่ดี... จ.แพร่ พื้นที่ภาคเหนือตอนบน มีการปลูกส้มและลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจมานาน แต่ปัจจุบันเกษตรกรประสบปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เกษตรกรหลายรายต้องกู้หนี้ยืมสินมาทำการเกษตร ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ดังนั้น ทาง ศูนย์วิจัยพืชสวนแพร่ กรมวิชาการเกษตร จึงได้สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชที่ให้ผลผลิตเร็วทดแทน เพื่อให้ได้รายได้เร็วที่สุด และ มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ ก็เป็นพืชทางเลือกหนึ่งที่ให้ผลผลิตเร็ว สามารถปลูกแซมในสวนส้มและสวนลำไยเก่าได้ทันทีมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ เป็นมะละกอพันธุ์ใหม่ที่มาแรงและกำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ไม่มีกลิ่นยาง เนื้อหนา รสหวาน เปลือกหนา ทนทานต่อโรค ทนทานต่อการขนส่งปราณี กาใจ เป็นเจ้าของสวนลำไยที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย และได้รับคำแนะนำให้ลองปลูกมะละกอฮอลแลนด์ โดยร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน อรวรรณ โพธิ์คำ และ ประสิทธิ์ ธรรมใจสุก โดยปราณีบอกว่า หลังจากที่ราคาลำไยในตลาดตกต่ำลง ทางเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรก็เข้ามาให้ลองปลูกมะละกอฮอลแลนด์ทดแทนดู จากการที่ได้ฟังข้อมูลก็เห็นว่าน่าสนใจ เพราะเป็นพืชที่ให้ผลเร็ว อีกทั้งยังมีตลาดแน่นอน จึงตัดสินใจตัดต้นลำไยทิ้งไป 3 ไร่ เพื่อนำพื้นที่มาปลูกมะละกอฮอลแลนด์มะละกอพันธุ์นี้มีอายุเก็บเกี่ยว 8 เดือน น้ำหนักผลอยู่ที่ประมาณ 800-2,000 กรัมต่อผล เนื้อมีสีแดงอมส้ม ไม่เละ เนื้อหนา 2.5-3.0 เซนติเมตร ความหวานวัดได้ 11-13 องศาบริกซ์ ผลผลิตต่อต้น 60-80 กิโลกรัม มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์นี้สามารถปลูกได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่น้ำขัง ดินที่เหมาะสมควรมีความเป็นกรดเป็นด่าง 5.5-5.0เกษตรกรผู้ปลูกบอกว่า สำหรับการปลูกและการดูแลมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ก็ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากการเตรียมพื้นที่ โดยการไถและทำเป็นแปลงปลูก จากนั้นขุดหลุมให้ความลึกประมาณที่จะใส่ต้นพันธุ์ลงไปได้ โดยให้มีระยะปลูก 2.5x3 เมตร ซึ่งใน 1 ไร่จะสามารถปลูกต้นมะละกอได้ประมาณ 224 ต้นต้นพันธุ์นั้นปัจจุบันมีขายทั่วไป ราคาถุงเพาะละ 10 บาท โดยจะมีอยู่ 3 ต้นใน 1 ถุงเพาะเมื่อเตรียมพื้นที่ปลูกเรียบร้อยแล้ว ก็ลงต้นพันธุ์หลุมละ 1 ถุงเพาะ แต่ก่อนที่จะลงต้นพันธุ์ในหลุม ให้ใส่ปุ๋ยคอกรองลงก้นหลุมประมาณ 1 ช้อนโต๊ะก่อน เมื่อลงปลูกเรียบร้อยก็ให้น้ำตามปกติการรดน้ำจะให้ตอนที่ดูแล้วว่าที่โคนต้นมีความแห้งมากแล้ว เวลาให้ก็รดน้ำพอประมาณ ไม่ให้น้ำขังอยู่ที่โคนต้น ส่วนการใส่ปุ๋ยนั้นจะให้ประมาณเดือนละ 2 ครั้ง การให้ปุ๋ยจะต้องให้สลับกันระหว่างปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ที่สำคัญต้องค่อยกำจัดวัชพืชที่ขึ้นรอบ ๆ บริเวณต้นมะละกอออกด้วยหลังจากที่ลงปลูกมะละกอไปได้ประมาณ 3 เดือน มะละกอทั้ง 3 ต้นที่อยู่ในหลุมเดียวกันจะเริ่มออกดอก ให้ทำการตัดต้นที่เป็นตัวผู้และตัวเมียทิ้ง เหลือไว้แต่ ต้นกะเทย เนื่องจากต้นกะเทยจะให้ผลที่ดก และลูกมะละกอที่ออกมาจะยาวสวย เนื้อหนากว่าต้นที่เป็นตัวเมียและตัวผู้ โดยการสังเกตต้นกะเทยนั้นก็ให้ทำการแหวกกลีบดอกดู ถ้าต้นไหนที่มีทั้งเกสรตัวเมียและตัวผู้อยู่ในดอกเดียวกัน...นั่นก็คือต้นกะเทยเมื่อตัดเหลือแต่ต้นกะเทยแล้ว ก็ดูแลให้ปุ๋ยให้น้ำตามปกติไปอีกประมาณ 7-8 เดือน มะละกอก็จะให้ผลและเริ่มเก็บขายได้ ในระยะที่มะละกอติดผลอ่อน ก่อนเก็บให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 รอบ ๆ ต้น จำนวน 1 ช้อนโต๊ะต่อต้น การเก็บนั้น เลือกเก็บเฉพาะผลที่สุกประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ผิวมีแต้มสีเหลืองเล็กน้อยหลังจากต้นมะละกออายุได้ 8 เดือนไปแล้ว ก็จะสามารถเก็บผลขายได้ทุกสัปดาห์ ไปจน 3 ปี ต้นมะละกอจึงจะหมดอายุ ไม่สามารถให้ผลผลิตได้ ต้องตัดทิ้ง ปลูกใหม่สำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้นั้น ถ้าขายส่งให้โรงงาน ราคาตอนนี้จะอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 6 บาท แต่ถ้านำไปขายตามตลาดเองก็จะได้กิโลกรัมละประมาณ 15 บาท ซึ่งเจ้าของสวนรายดังกล่าวบอกว่าตอนนี้มีรายได้จากการขายมะละกอต่อไร่ต่อเดือนละประมาณ 10,000 บาทเกษตรกรผู้ปลูกมะละกอขายรายนี้ อยู่ที่ ม.6 ต.วังธง อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ ส่วนผู้ที่อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ ลองสอบถามไปที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนแพร่ เบอร์โทรศัพท์ 0-5452-1387บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ :รายงานคู่มือลงทุน...ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับปริมาณพื้นที่ในการปลูกทุนหมุนเวียน ขึ้นอยู่กับปริมาณพื้นที่ในการปลูกรายได้ ประมาณ 10,000 บาท/ไร่/เดือนแรงงาน ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตลาด หาแหล่งขายส่ง, ขายปลีกเองจุดน่าสนใจ ตลาดกว้าง, ปลูกง่ายให้ผลเร็ว
โฟมไบโอ บรรจุภัณฑ์จากชานอ้อย ไม่มีสารก่อมะเร็ง ไม่ทำร้ายคุณ ไม่ทำลายโลก
โฟมไบโอ บรรจุภัณฑ์จากชานอ้อย ไม่มีสารก่อมะเร็ง ไม่ทำร้ายคุณ ไม่ทำลายโลกทุกวันนี้ ชีวิตของมนุษย์เราต่างต้องอยู่ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่เป็นอันตรายมากขึ้นทุกที เพราะทุกคนต้องเผชิญกับสภาวะโลกร้อน อันเนื่องมาจากการสะสมของขยะที่มีมากมาย ขยะส่วนใหญ่จะถูกย่อยสลายยากมากโดยเฉพาะ "โฟม" ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่มนุษย์ได้ผลิตขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้มากแต่ทำลายยาก ในปีๆ หนึ่งโฟมจะมีจำนวนสะสมกลายเป็นขยะถึงปีละประมาณ 2-3 ล้านตัน การย่อยสลายจะต้องใช้เวลาหลายสิบหลายร้อยปีนอกจากจะย่อยสลายยากลำบากแล้ว ส่วนสำคัญที่ทำให้โฟมกลายเป็นสิ่งของอันตรายต่อสุขภาพก็คือ การมีสารสไตรีน มอนอเมอร์ (Styrene Monomer) จากการค้นคว้าของหน่วยวิจัย Health Care Harm ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีผลวิจัยรายงานถึงสารสไตรีน มอนอเมอร์นี้ว่า1. จะช่วยเพิ่มการเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก2. จะช่วยเปลี่ยนแปลงระบบฮอร์โมนให้ผิดปกติ เกิดปัญหาเป็นต่อมธัยรอยด์3. เกิดความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองและเกล็ดเลือดต่ำเมื่อโฟมกลายเป็นบรรจุภัณฑ์ที่มนุษย์ผลิตขึ้นและใช้กันประจำโดยไม่รู้พิษภัยเช่นว่านี้ จึงทำให้มีบุคคลให้ความสนใจมีแนวคิดที่จะผลิตบรรจุภัณฑ์ "โฟม" ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่ทำลายสุขภาพของมนุษย์จากการค้นคว้าวิจัยได้พบว่า "ชานอ้อย" นั้นเป็นเศษวัสดุธรรมชาติที่เหลือใช้แล้วสามารถนำมาใช้ประโยชน์ช่วยลดมลพิษให้น้อยลงได้ ขณะเดียวกันจะช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายมนุษย์ให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง ดังนั้น จึงมีผู้คิดนำเศษชานอ้อยมาผลิตปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นบรรจุภัณฑ์ "โฟมไบโอ" อย่างได้ผล และเมื่อเวลาเป็นขยะก็จะสามารถย่อยสลายให้หมดไปภายในเวลา 45 วัน จึงไม่เป็นมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์คุณสุรศักดิ์ เหลืองอร่ามศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด ได้มีไอเดียออกแบบบรรจุภัณฑ์ "โฟมไบโอ" โฟมที่ทำมาจากเศษชานอ้อยซึ่งจะช่วยลดมลพิษและรักษาสิ่งแวดล้อม เขาเป็นสุภาพบุรุษหนุ่มวัยเพียง 41 ปี สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ด้านนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และไปต่อปริญญาโทด้านการบริหารเอ็มบีเอ ที่มหาวิทยาลัยแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อ "เส้นทางเศรษฐี" ได้มีโอกาสพูดคุยกับบิ๊กบอสเจ้าของกิจการ "โฟมไบโอ" ได้พบว่า เขาเป็นหนุ่มที่รักและสนใจอยากทำสังคมให้น่าอยู่ มีสิ่งแวดล้อมปลอดมลพิษ เขาเล่าเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้บ้านเราเต็มไปด้วยมลพิษมากมายทั้งบนถนนและในน้ำ อาหารการกินก็มีแต่สารก่อมะเร็ง ดังนั้น จึงทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะช่วยลดสารพิษที่อยู่รอบตัวเราและจากการค้นคว้าวิจัยก็พบว่าโฟมที่ผลิตใช้กันทั่วไปนั้นมีอันตรายต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้เขาพยายามหาวิธีการที่จะช่วยลดมลพิษต่างๆ ให้น้อยลงโดยเฉพาะจากโฟมที่ได้ใช้กันอยู่เป็นประจำ"ชานอ้อย" วัสดุธรรมชาติใช้พัฒนาสู่ "โฟมไบโอ"เมื่อคุณสุรศักดิ์แห่ง บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด ได้ตระหนักถึงพิษภัยจากโฟมที่มีอยู่ดาษดื่นโดยทั่วไป จึงเกิดแนวคิดผลิตโฟมไบโอที่ผลิตจากเศษชานอ้อยขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2547 การใช้โฟมไบโอไม่เพียงจะช่วยลดขยะที่ย่อยสลายยากเท่านั้น แต่ยังช่วยไม่ให้เป็นโรคมะเร็งอีกด้วย เพราะโฟมทั่วไปจะมีสารสไตรีน มอนอเมอร์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้น ทางบริษัทบรรจุภัณฑ์จึงคิดร่วมโครงการกับหน่วยงานภาครัฐช่วยสนับสนุนให้ "โฟมไบโอ" นั้นได้รับการตอบสนองจากผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้นหน่วยงานที่ร่วมโครงการสนับสนุนการใช้โฟมไบโอประกอบด้วย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงอุตสาหกรรม และ MDS.GROUPจุดประสงค์สำคัญในการผลิต "โฟมไบโอ" จากชานอ้อยเพราะเป็นการผลิตจากเยื่อกระดาษชานอ้อยธรรมชาติซึ่งไม่ใช่เยื่อไม้ต้นไม้ยืนต้น ไม่ใช้คลอรีนฟอกสี ปลอดจากสารพิษปนเปื้อน สามารถย่อยสลายหมดเมื่อฝังกลบในดินภายในเวลา 45 วัน ขณะที่โฟมธรรมดาจะย่อยสลายต้องใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะสลายหมด และที่สำคัญ ไม่มีสารก่อมะเร็งกระบวนการเริ่มต้นจากธรรมชาติและคืนสู่ธรรมชาติกระบวนการผลิตโฟมไบโอโดยสังเขป1. เริ่มคัดแยกคุณภาพเยื่อกระดาษชานอ้อยที่สะอาด2. นำเยื่อกระดาษชานอ้อยที่คัดแล้วมาตีให้ละเอียดแล้วผสมแป้งและน้ำแล้วต้ม3. หลังจากต้มเยื่อกระดาษที่ตีละเอียดและผสมแป้ง-น้ำแล้ว ต่อจากนั้นก็นำไปกรองสิ่งสกปรกออกไป4. แล้วจึงนำเยื่อกระดาษที่ตีและกรองแล้วไปขึ้นรูปกับแม่พิมพ์ ต่อจากนั้นนำไปอบแห้งในอุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส 5. หลังจากนั้นก็นำแบบไปตัดแต่งขอบให้เรียบร้อย6. ต่อจากนั้นก็ส่งแบบโฟมที่ผลิตเรียบร้อยแล้วให้ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพและฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงอัลตราไวโอเลตก่อนนำไปบรรจุส่งจำหน่ายบิ๊กบอสแห่งกิจการโฟมไบโอได้กล่าวอย่างภูมิใจว่า สินค้าของเขาได้ผลิตจากธรรมชาติล้วนๆ แถมยังช่วยส่งเสริมสนับสนุนสินค้าของเกษตรกรชาวไร่อ้อยอีกด้วย เพราะชานอ้อยแต่ก่อนชาวไร่ก็จะนำไปทิ้งเป็นขยะอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นเงินเป็นทองเพราะชานอ้อยยุคนี้ได้ผลิตทำเป็นเยื่อกระดาษจะได้ราคาตันละ 10,000 บาท เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อนำเยื่อกระดาษมาผลิตต่อเพิ่มมูลค่าเป็นโฟมไบโอจะมีรายได้ตันละ 100,000 บาทนอกจากนี้แล้ว โฟมไบโอยังมีคุณภาพเหนือกว่าโฟมธรรมดาๆ คือ 1. ใส่ของร้อนได้ถึง 100% 2. ใส่น้ำมันร้อนได้ถึง 150 องศาเซลเซียส3. ไม่รั่วซึม4. อุ่นในเตาไมโครเวฟและเตาอบได้สำหรับรูปแบบและราคาสินค้าโฟมไบโอมีนานาชนิด เช่น แบบจาน ชาม ถ้วย ถาดหลุม กล่องโฟมบรรจุอาหารซึ่ง คุณอารยา ขันทปราบ ผู้จัดการด้านการตลาด ได้แจ้งว่า สินค้าโฟมไบโอราคาไม่แพงอย่างที่คิด จะมีราคาขายปลีกชิ้นละประมาณ 3-5 บาท หรือถ้าบรรจุในแบบแพ็ก 10 ชิ้น ราคาระหว่าง 25-45 บาทเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แพงกว่าโฟมธรรมดาๆ ทั่วไปด้านตลาดจัดจำหน่าย ได้แก่ เทสโก้ โลตัส ทุกสาขา ร้านคาร์ฟูร์ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ทุกสาขา เดอะมอลล์ แม็คโคร บิ๊กซี ฯลฯ หรืออยากติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด เลขที่ 46/151 หมู่ 12 ถนนนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230 โทร. (02) 944-5512, (02) 363-4370 แฟ็กซ์ (02) 944-5282 เว็บไซต์ http://www.thaibpe.com
เลี้ยงจระเข้ เสริมรายได้ ตามสไตล์ง่ายๆ ของ อุทัย อรัญวัฒนานนท์ นักสู้ชายแดน
"พี่ครับ ผมเลี้ยงจระเข้อยู่แถวอรัญฯ ซึ่งมีเพื่อนบ้านยึดอาชีพนี้เกือบ 10 ราย รวมๆ จระเข้แล้วมีประมาณ 2,000-3,000 ตัว ผมอยากรวมกลุ่มกันแปรรูปเป็นกระเป๋าหนังขาย แต่ปัญหาก็คือไม่รู้ว่ามีโรงฟอกหนังอยู่ที่ไหน และต้องการทำเองได้หรือเปล่า ผมขาดที่ปรึกษาครับ แต่อยากทำมาก เพราะว่าอาศัยอยู่แถวชายแดน มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันเยอะ โอกาสจะได้เงินกำไรสูงมีเยอะ ดีกว่าขายจระเข้ให้กับพ่อค้าโดยตรง" นี่คือ เสียงของ คุณอุทัย อรัญวัฒนานนท์ เกษตรกรผู้เลี้ยงจระเข้ อยู่บ้านเลขที่ 22/35 ก.ม.3 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โทร. (081) 650-8702 ที่โทรศัพท์เข้ามาปรึกษากับกองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านผมอยากสร้างความฝันของคุณอุทัยให้เป็นจริง จึงขับรถยนต์ไปหาคุณอุทัย เพื่อหาลู่ทางช่วยเหลือหรือเป็นผู้ช่วยประสานงานจริงๆ แล้ว ศักยภาพของผมมีน้อยนิด ส่วนใหญ่หน้าที่หลักคือ สัมภาษณ์และมาเขียนเป็นสารคดีเล่าเรื่องราวของชีวิตและอาชีพมากกว่าส่วนช่วยเหลือโดยตรงนั้นมีค่อนข้างน้อย ยกเว้นโดยทางอ้อมคือ มีคนเข้ามาอ่านเรื่องราวและเห็นว่ามีประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือต้องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ผมได้ภาวนาว่า ใครมีความรู้หรือเทคโนโลยีเกี่ยวกับการฟอกหนังกรุณาช่วยคุณอุทัยด้วยเถอะ เพราะว่าโรงงานใหญ่ๆ ที่รับฟอกหนัง ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรับงานรายเล็กๆ หรือไม่ก็คิดค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงสำหรับวิธีการผลิตหรือทำกระเป๋าและของที่ระลึก คุณอุทัย บอกว่า พอมีความรู้อยู่บ้างแล้ว สิ่งที่อยากได้ตอนนี้ก็คือเทคโนโลยีการฟอกหนังอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วคุณอุทัย ยึดอาชีพเลี้ยงจระเข้มากว่า 6 ปีแล้ว โดยเริ่มแรกซื้อพันธุ์จากฟาร์มเอกชนรายใหญ่ เลี้ยง 2 ปี ก็นำผลผลิตกลับไปขายที่เดิม ปรากฎว่าเกือบขาดทุน ด้วยว่าใช้เงินซื้อลูกพันธุ์สูง โดยเฉลี่ยตัวละ 1,800 บาท เลยทีเดียว รุ่นที่สอง คุณอุทัยปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยหาซื้อลูกพันธุ์ราคาถูกตามฟาร์มชาวบ้าน ตัวละ 400-500 บาท มา แล้วปรากฏว่าได้กำไรค่อนข้างดี ทั้งนี้เพราะว่าต้นทุนการเลี้ยงโดยเฉพาะพันธุ์จระเข้ต่ำนั่นเองรุ่นที่สาม ที่กำลังเลี้ยงอยู่นี้คุณอุทัยได้ปรับปรุงฟาร์มใหม่ โดยขยายบ่อเลี้ยงพร้อมกับจำนวนจระเข้มากขึ้น กล่าวคือ จาก 50-60 ตัว เพิ่มเป็น 400-500 ตัว"เหตุผลที่ผมเลี้ยงจระเข้นั้น เพราะว่าเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย เพียงแต่ให้อาหารกิน และเปลี่ยนถ่ายน้ำบ้างเล็กน้อย มันก็เจริญเติบโตแล้ว และเปอร์เซ็นต์การสูญเสียก็มีน้อยด้วย เนื่องจากจระเข้เป็นสัตว์ที่ค่อนข้างทนต่อทุกสภาพแวดล้อม ไม่เหมือนกับสัตว์เศรษฐกิจทั่วๆ ไป" คุณอุทัย กล่าว และอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาอยากเลี้ยงจระเข้ก็เพราะว่า ในวัยเด็กได้เห็น คุณลุงฮก แซ่ตัน ซึ่งเป็นพี่ชายของคุณแม่ รับซื้อจระเข้จากประเทศเพื่อนบ้านมาพักหรือเลี้ยงชั่วคราวที่บ้าน จากนั้นก็ส่งขายต่อให้ฟาร์มจระเข้รายใหญ่ที่จังหวัดสมุทรการ"ในวัยเด็กนี้ผมช่วยคุณลุงทำงาน ทำให้มีจิตใจผูกพันกับจระเข้มากเป็นพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่สัตว์พวกนี้จะดุร้าย เพราะว่าเขาจับจากธรรมชาติเข้ามาขายในฝั่งไทย ไม่นึกเหมือนกันว่าวันเวลาผ่านไปกว่า 30 ปีแล้ว ผมยังกลับมาเลี้ยงจระเข้อีก แต่ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะว่าสายพันธุ์จระเข้ส่วนใหญ่มาจากฟาร์ม ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี อีกทั้งเทคนิคการเลี้ยงก็เปลี่ยนไปด้วย ทำให้การจัดการทั่วๆ ไป ง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะทีเดียว" คุณอุทัย กล่าวคุณอุทัย เลี้ยงจระเข้เกือบ 500 ตัว ใช้แรงงานภายในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก รวม 3 คน เท่านั้น ยกเว้นช่วงย้ายบ่อหรือจับขายจำเป็นต้องใช้แรงงานผู้ชายเข้ามาช่วยเหลือหลายคน แต่ส่วนใหญ่แล้วทางพ่อค้าหรือทางเจ้าของฟาร์มรายใหญ่จะเข้ามารับซื้อถึงปากบ่อเลย"ผมเลี้ยงจระเข้ระยะหลังๆ นี้จะจับขาย 2 ครั้ง ต่อรุ่น คือ อายุ 9 เดือน หรือมีความยาวของลำตัว 60-70 เซนติเมตร จำหน่ายให้เพื่อนบ้านหรือผู้สนใจทั่วไปในราคา 1,000-1,200 บาท ต่อตัว เพื่อนำไปขุนเลี้ยงต่อ ซึ่งเราจำเป็นต้องหาแรงงานผู้ชายเข้ามาช่วย ส่วนการจับขายครั้งที่สองนั้นเป็นจระเข้ขนาดใหญ่ ความยาวของลำตัวประมาณ 1.80-2.00 เมตร อายุไม่ต่ำกว่า 2 ปี จะขายให้กับฟาร์มใหญ่ๆ เฉลี่ยตัวละ 5,000 บาท ซึ่งการจับขายแต่ละครั้งไม่ต้องลงมือเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกัน"คุณอุทัย กล่าวคุณอุทัยพูดถึงผลตอบแทนของอาชีพนี้ว่า "เมื่อก่อนค่อนข้างดี เพราะว่าอาหารจำพวกซี่โครงไก่ ราคาอยู่ที่ไม่เกิน 10 บาท แต่เดี๋ยวนี้เกือบ 20 บาทแล้ว ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูง อย่างไรก็ตาม ผมยังถือว่าโชคดีที่สามารถหาซื้อลูกพันธุ์ราคาถูกมาเลี้ยงได้ ทำให้มีกำไรอยู่บ้าง แต่ถ้าเราซื้อลูกพันธุ์แพง บวกกับค่าอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นตลอด แน่นอนที่สุดว่าขาดทุนแน่ อาชีพเลี้ยงจระเข้ของผมเวลานี้ ยังถือว่าโชคดีอยู่"สู้เพื่อความอยู่รอด ไม่มีความรู้ แต่ส่งลูกเรียนพิเศษอเมริกาคุณอุทัย เกิดในครอบครัวที่ยากจน มีพี่น้อง 9 คน วัยเด็กไม่ได้เรียนหนังสือ ทั้งๆ ที่เป็นคนชอบการศึกษา แต่ด้วยฐานะยากจน ประกอบกับมีพี่น้องหลายคน พ่อแม่จึงไม่ได้ส่งให้เรียนหนังสืออะไรเลย"ผมจำความได้ ก็ช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานแล้ว ไม่รู้เรื่องว่าผลดีของการเรียนหนังสือเป็นอย่างไร ไม่มีใครบอก มีแต่ให้ทำงานเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปก่อน เรื่องอื่นๆ ค่อยมาทีหลัง""เมื่อโตขึ้น ก็เริ่มหัดอ่านหนังสือเอง จนกระทั่งอ่านออกทุกตัวอักษร และชอบอ่านนิตยสารแนวอาชีพมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีชาวบ้าน เพราะว่าเสนอข่าวสารด้านการเกษตรที่ผมชอบ ทำให้เป็นแฟนติดตามมายาวนานกว่า 10 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ราคานิตยสารเล่มละ 12 บาท จนเดี๋ยวนี้ปรับขึ้น 40 บาทแล้ว ก็ยังเป็นแฟนประจำอยู่เลย" คุณอุทัย กล่าวเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม คุณอุทัยก็เดินทางจากบ้านเกิดสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อหางานทำ "ช่วงแรกๆ ผมมาทำงานเป็นคนงานก่อสร้าง ก็พัฒนาเป็นช่างเชื่อม และช่างไฟฟ้าในเวลาต่อมา หลังเลิกงานผมก็เที่ยวเตร่ตามประสาวัยรุ่น และชอบแทงสนุกเกอร์ ว่างๆ ฝึกต่อยมวย และขึ้นเวทีมาหลายครั้งแล้ว"คุณอุทัย คุยว่า สนุกเกอร์ เป็นกีฬาที่ชอบมาก และส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีคู่ต่อสู้ ทำให้กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงด้านนี้มาก"เมื่อผ่านวัยรุ่นไปแล้ว ก็กลับมาอยู่บ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้ง เพื่อมาแต่งงานกับ คุณอุไรวรรณ อรัญวัฒนานนท์ และตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่เลย โดยยึดอาชีพทำโต๊ะสนุกเกอร์ส่งขายให้กับลูกค้าทั่วประเทศ""ส่วนงานเลี้ยงจระเข้นั้น เป็นอาชีพเสริม โดยนำเงินกำไรจากการขายโต๊ะสนุกเกอร์แต่ละครั้งมาลงทุนซื้อพันธุ์จระเข้และอาหาร ซึ่งที่ผ่านมาสามารถหมุนเวียนเงินได้ โดยไม่ต้องไม่กู้เงินจากที่อื่นมาเลย" คุณอุทัย กล่าวอาชีพการเลี้ยงจระเข้นั้น คุณอุทัยบอกว่าเหมือนกับมีสถาบันการเงินหรือธนาคารอยู่ในบ้าน ซึ่งสามารถฝากเงินได้ทุกวัน เมื่อครบ 2 ปี ก็สามารถเบิกได้เป็นเงินก้อนใหญ่เลยทีเดียว"ผมทำงานหลักคือ ทำโต๊ะสนุกเกอร์ขาย ได้กำไรมาก็ซื้ออาหารให้จระเข้กิน ไม่มีเหลือเก็บไว้ในธนาคาร แต่เหมือนจระเข้โตขึ้นก็จับขายได้เงินหรือดอกเบี้ย ดีกว่าฝากประจำเสียอีก"คุณอุทัย มีลูกสาวคนเดียว และฝันไว้ว่า จะส่งเสียให้ลูกเรียนหนังสือในระดับสูงๆ เพื่อทดแทนสิ่งที่คุณอุทัยขาดหายไป และวันนี้คุณอุทัยนำเงินจากการขายจระเข้แต่ละครั้งส่งลูกไปเรียนพิเศษที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว"ตอนนี้ผมทำได้ทุกอย่างแล้ว และค่อนข้างประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือครอบครัว ซึ่งต่อไปหน้าที่ผมก็คือ อยากช่วยเพื่อนๆ ที่ยังลำบากอยู่ โดยถ่ายทอดความรู้เรื่องการเลี้ยงจระเข้เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านๆ มา มีเพื่อนบ้าน 4-5 ราย แล้ว ที่ยึดอาชีพการเลี้ยงจระเข้ สามารถสร้างงานและเงินได้ดีระดับหนึ่ง" คุณอุทัย กล่าวทิ้งท้ายสร้างบ่อเลี้ยงใกล้โต๊ะสนุกเกอร์บนพื้นที่เกือบ 1 ไร่ ณ บ้านเลขที่ 22/35 ก.ม.3 อำเภออรัญประเทศ ใกล้ๆ กับตลาดโรงเกลือ ห่างจากชายแดนกัมพูชาประมาณ 500 เมตร ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนหนึ่งเป็นสถานที่วางโต๊ะสนุกเกอร์และโรงงานผลิต อีกส่วนหนึ่งที่เหลือประมาณ 2 งาน คุณอุทัยจะสร้างบ่อเลี้ยงจระเข้ ทั้งบ่ออนุบาล และบ่อเลี้ยงขุนบ่ออนุบาล มี 4-5 บ่อ คือ บ่อระยะแรก กับบ่อระยะที่สอง ซึ่งลักษณะบ่ออนุบาลระยะแรก ทำด้วยอิฐบล็อค สูงประมาณ 1 เมตร กว้าง 1.5 เมตร ยาว 3 เมตร ภายในจะมีร่องน้ำติดกับผนังปูนทั้ง 4 ด้าน ขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่ที่เหลือภายในบ่อคุณอุทัยจะปล่อยให้เป็นดินที่ว่างเปล่า ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ลูกจระเข้ขึ้นมาอาบแดดนั่นเอง"บ่อขนาดนี้เราสามารถปล่อยเลี้ยงลูกจระเข้ได้ประมาณ 50-70 ตัว ซึ่งในระหว่างเลี้ยงช่วงกลางคืน เราจะเปิดหลอดไฟฟ้าช่วย เพื่อให้ความอบอุ่นกับลูกจระเข้ด้วย เนื่องจากยังเป็นวัยอ่อน อายุที่ซื้อมาเลี้ยงอนุบาลต่อนั้นเพียง 2-3 สัปดาห์ เท่านั้น ฉะนั้น แต่ละตัวยังต้องการความอบอุ่นเหมือนๆ กับอนุบาลลูกไก่ทั่วๆ ไป แต่เมื่ออนุบาล 1 เดือน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้หลอดไฟฟ้า เพราะว่าลูกจระเข้เริ่มแข็งแรงแล้ว" คุณอุทัย กล่าวคุณอุทัยจะอนุบาลลูกจระเข้ในบ่อนี้ประมาณ 3-4 เดือน โดยจะเปลี่ยนถ่ายน้ำ 2 วัน ต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อต้องการให้น้ำในบ่อเลี้ยงสะอาดอยู่ตลอด"ส่วนอาหารในช่วงนี้ เราจะซื้อปลาผสมกับซี่โครงไก่ บดละเอียดวางให้กินวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเย็นๆ ซึ่งธรรมชาติของจระเข้นั้นชอบลากเหยื่อลงไปกินในน้ำ ดังนั้น สภาพน้ำจะเน่าเสียได้ง่าย จำเป็นอย่างยิ่งในช่วงอนุบาลลูกจระเข้จะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆ หรือ 2 วัน ต่อครั้ง" คุณอุทัย กล่าวเมื่ออนุบาลได้ 4 เดือน ลูกจระเข้ก็เริ่มเจริญเติบโต ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความยาวของลำตัวประมาณ 40-50 เซนติเมตร และจะแตกไซซ์หรือขนาดการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ประมาณ 5-7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากปล่อยเลี้ยงต่อไปก็เกิดระยะห่างกันมากขึ้น ดังนั้น จำเป็นต้องมีการคัดเลือกและย้ายบ่อเลี้ยงใหม่ ทั้งนี้ เพื่อให้จระเข้มีสถานที่เลี้ยงกว้างขึ้นบ่อเลี้ยงระยะที่สอง มีขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 5 เมตร ภายในบ่อเป็นพื้นที่น้ำและดิน 50:50 ระดับน้ำลึก 30 เซนติเมตร บ่อดังกล่าวสามารถปล่อยจระเข้ลงเลี้ยงได้ประมาณ 100 ตัว คุณอุทัยจะให้อาหารกิน 2-3 วัน ต่อครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่สภาพอากาศ หากเป็นช่วงหน้าร้อนจระเข้จะกินอาหารเยอะและถี่กว่าหน้าหนาวหรือฤดูหนาว"อาหารที่เราให้นั้นยังเป็นสูตรเดิม แต่ไม่ต้องบดละเอียด เพียงใช้มีดสับๆ เป็นชิ้นก็พอแล้ว ซึ่งสภาพร่างกายของจระเข้ในช่วงนี้แข็งแรงและทนต่อสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ไม่จำเป็นต้อง 2-3 ครั้ง เราเปลี่ยนเป็น 6-7 วัน ต่อครั้ง ไปเลย" คุณอุทัย กล่าวคุณอุทัย เลี้ยงจระเข้ในบ่อนี้นานถึง 5 เดือน หรืออายุจระเข้รวมๆ แล้ว 9 เดือน ก็จะย้ายมาลงเลี้ยงในบ่อปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีความกว้าง 14 เมตร ยาว 14 เมตร มีร่องน้ำทั้ง 4 ด้าน กว้าง 150 เซนติเมตร ลึก 70 เซนติเมตรบ่อดังกล่าวนี้จะสูงเกือบ 2 เมตร ทั้งนี้เพื่อป้องกันสัตว์ต่างๆ รวมทั้งคนจากภายนอกพลัดหลงลงไป ซึ่งอาจทำอันตรายต่อชีวิตได้"จระเข้อายุ 9 เดือนนี้ ส่วนใหญ่จะมีความยาวของลำตัว 80-90 เซนติเมตร แข็งแรงและอดทนมาก ซึ่งช่วงนี้ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ที่มือใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันซื้อไปเลี้ยงหลายตัวแล้ว เพราะว่าโอกาสที่เสียหายหรือตายหรือแตกไซซ์มีน้อย"คุณอุทัยขายเฉลี่ยตัวละ 2,000 บาท ผู้ซื้อนำไปเลี้ยงต่อประมาณ 1 ปีเศษ หรืออายุได้ 2 ปี ก็จะได้ผลผลิตจระเข้ขนาดความยาว 1.80-2.00 เมตร ซึ่งจะมีพ่อค้าหรือเจ้าของฟาร์มใหญ่ๆ รับซื้อ ประมาณ 5,000 บาท ต่อตัว"จระเข้ราคาอยู่ที่ความยาว และผิว หากเราเลี้ยงรวมๆ กันอย่างนี้ ราคาอยู่ที่ 23-25 บาท ต่อความยาวของลำตัว 1 เซนติเมตร แต่ถ้าเลี้ยงเดี่ยว คือ 1 บ่อ 1 ตัว จะได้ผลผลิตหรือผิวหนังจะสวย ตลาดเขารับซื้อสูงขึ้นไปอีก เฉลี่ยตัวละ 8,000 บาท เลยทีเดียว แต่ผมไม่อยากเลี้ยงลักษณะนั้น เพราะว่าเป็นการลงทุนสูง และการจัดการค่อนข้างลำบากด้วย" คุณอุทัย กล่าวจระเข้ที่คุณอุทัยนำมาปล่อยเลี้ยงรวมในบ่อใหญ่นั้นจะเหมือนกับอยู่ในธรรมชาติ เพราะว่าตรงกลางบ่อที่เป็นพื้นที่ดินคุณอุทัยจะปล่อยให้หญ้าขึ้นและกลายเป็นร่มเงาให้จระเข้ในเวลาต่อมา"จระเข้ยิ่งตัวโต ก็เลี้ยงง่ายขึ้น อาหารก็ให้กิน 3-4 วัน ต่อครั้ง ส่วนน้ำนั้นนานเป็นเดือนถึงเปลี่ยนน้ำทิ้ง จระเข้จะอาศัยอยู่ในบ่ออย่างมีความสุข เพราะว่ามีอาหารให้กินยามหิวนั่นเอง" คุณอุทัย กล่าว"สัตว์ตัวนี้น่าเลี้ยง เนื่องจากเลี้ยงง่าย แต่อย่าตั้งความหวังไว้สูง ควรให้เป็นอาชีพเสริมหรือธนาคารในบ้านดีกว่า เพราะว่าตอนนี้ค่าอาหารราคาขยับสูงมาก โดยเฉพาะซี่โครงไก่ เมื่อก่อนกิโลกรัมละ 10 บาท แต่เดี๋ยวนี้เกือบ 20 บาทแล้ว ผมโชคดีหน่อยที่สามารถหาซื้อลูกพันธุ์ราคาถูกได้ ไม่เช่นนั้นก็ขาดทุนไปแล้ว" คุณอุทัย กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม
เพาะเห็ดฟางในโรงเรือน สร้างเงินสร้างงานอย่างพอเพียง ที่ดอนแก้ว เมืองเกินร้อย
วัชรินทร์ เขจรวงศ์คุณหนูปิ่น อุดมโภชน์ อายุ 43 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านดอนแก้ว หมู่ที่ 10 ตำบลบึงงาม อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด นำสื่อมวลชนเดินทางไปที่โรงเรือนเพาะเห็ดฟางที่อยู่หลังบ้าน จำนวน 3 โรงเรือน พร้อมเล่าว่า อาชีพหลักจริงๆ คือการทำนา 19 ไร่ ส่วนใหญ่น้ำท่วม 100% พอได้บ้างคือข้าวนาปรังการดิ้นรนการต่อสู้ของชีวิตภายในครอบครัว ภาคการเกษตร สามีคือ คุณไพบูลย์ อุดมโภชน์ อายุ 44 ปี ลูกสาว 1 คน ด.ญ.วนิดา อุดมโภชน์ กำลังเรียนหนังสือระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนเสลภูมิพิทยาคม รายได้ทางเดียวคือ ภาคการเกษตร มีการศึกษาเกี่ยวกับช่องทางอาชีพ พร้อมการศึกษาดูงานภาคการเกษตร โดยมี คุณนิวัติ ศรีเทียมเงิน เกษตรอำเภอทุ่งเขาหลวง ส่งนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร คือ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เป็นผู้ประสานงาน คุณหนูปิ่น กล่าวว่า ครอบครัวตนเองเป็นครอบครัวขนาดเล็ก สร้างโรงเรือนการเพาะเห็ดฟางจากเริ่มต้นเพียง 1 โรงเรือน จากนั้นเพิ่มเป็น 3 โรงเรือน สามารถสร้างรายได้อย่างพอเพียง เป็นงานที่ทำแบบไม่เต็มเวลา แต่รายได้งดงาม คือดูแลให้เป็นไปตามกำหนดระยะเวลาเท่านั้น และเป็นแรงงานภายในครอบครัว คุณหนูปิ่น เล่าว่า หลังการศึกษาการเพาะเห็ดฟางภายในโรงเรือนจนเข้าใจแล้ว ตนเองมีเงินทุนไม่มาก ก่อสร้างโรงเรือน 1 โรงเรือน ขนาดความกว้าง 6 เมตร ความยาว 10 เมตร เสาสูง 2 เมตร หลังคาหน้าจั่ว ทำชั้นวางวัสดุ เชื้อเห็ด ขนาดความกว้าง 80 เซนติเมตร ความยาว 9 เมตร ทำเป็นชั้น 4 ชั้น จำนวน 3 แถว รวม 12 ชั้น ภายในโรงเรือนบุด้วยพลาสติคใสด้านในทั้งหมด ส่วนรอบนอกปิดทับด้วยพลาสติคสีดำ ค่าก่อสร้างประมาณ 10,000 บาท ด้านนอกมีถังอบไอน้ำที่ซื้อสำเร็จมา ราคา 20,000 บาท เป็นถังขนาด 150 ลิตร ใช้ฟืนไม้ตามหัวไร่ปลายนาเป็นเชื้อเพลิง ประหยัดแต่ต้องให้ความปลอดภัยด้วย เพราะอยู่ในชุมชน และมีวัสดุติดไฟได้ง่าย เมื่อโรงเรือนพร้อม จึงเตรียมวัสดุเพาะเห็ดฟาง วัสดุอย่างแรก ประกอบด้วย 1. กากมันสำปะหลัง 2.5 ตัน 2. โบกาชิฟาง 100 กิโลกรัม 3. โบกาชิมูลสัตว์ 20 กิโลกรัม 4. ปูนขาว 5 กิโลกรัม 5. แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม 6. รำละเอียด 1 ปี๊บ 7. EM+กากน้ำตาล+น้ำ ( 0.5 ลิตร+0.5 ลิตร+100 ลิตร) แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม วิธีทำ คือนำกากมันสำปะหลังมากองในลานที่เตรียมไว้ แล้วโรยด้วยโบกาชิฟาง รำละเอียด ปูนขาว โบกาชิมูลสัตว์ คลุกเคล้าให้เข้ากัน รดด้วยน้ำที่เตรียมไว้ กองเป็นรูปสามเหลี่ยม หมักไว้ 3 วัน นำฟางข้าวที่แช่น้ำผสม EM+น้ำ+กากน้ำตาล อัตราส่วน 1:1:1 ที่หมักไว้ 1 คืน ปูรองแต่ละชั้นให้เรียบร้อย ไม่ต้องกดทับให้แน่น หนาประมาณ 4-5 นิ้ว นำแป้งข้าวเหนียวผสมกับอาหารที่หมักไว้ วางทับบนฟางที่ปูบนชั้นหนาประมาณ 3-4 นิ้ว โรยให้ทั่วอย่าให้หนามาก เพราะจะทำให้เกิดเชื้อราที่ไม่ต้องการและเป็นอันตรายต่อดอกเห็ด หากโรยบางเกินไป ดอกเห็ดจะเล็ก เพราะอาหารไม่เพียงพอ จากนั้นปิดผ้าพลาสติคลงให้มิดชิด อบไอน้ำด้วยอุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง แล้วดับไฟที่เตาอบ พักไว้ 1 คืน อุณหภูมิเข้าสู่ภาวะปกติ คือประมาณ 35 องศาเซลเซียส โรยเชื้อเห็ดฟาง จำนวน 150 ก้อน โดยให้แบ่งเป็นส่วนๆ เท่าๆ กัน จำนวน 12 ส่วน 12 ชั้น โรยเชื้อเห็ดฟางให้ทั่วในแต่ละชั้น ปิดโรงเรือนให้มิดชิด จำนวน 4 วัน วันที่ 5 จะเป็นการตัดเส้นใยเห็ดฟาง มองเห็นเส้นใยเต็มในแต่ละชั้น เปิดพลาสติครอบโรงเรือนออกให้ลมผ่านได้ อุณหภูมิลดลง 25-30 องศาเซลเซียส ฉีดน้ำให้เป็นฝอยผ่านแต่ละชั้น งานนี้เรียกว่าการตัดเส้นใยเชื้อเห็ดฟาง เปิดโรงเรือนไว้ 5-6 วัน และจากนั้นปิดผ้าพลาสติคลง จะเริ่มมองเห็นตุ่มขาวๆ เป็นกระจุกเป็นกลุ่ม นั่นคือ ดอกเห็ดที่เริ่มออกมาให้เห็น 4-5 วัน เก็บขายได้ การเก็บดอกเห็ดแบ่งเป็น 2 ครั้ง ครั้งแรกได้ประมาณ 250-300 กิโลกรัม ขายส่งราคา 40 บาท ต่อกิโลกรัม ปิดโรงเรือนทิ้งไว้อีก 7 วัน สามารถเก็บดอกเห็ดฟางได้อีกประมาณ 100 กิโลกรัม ภายใน 20 วัน มีเงินประมาณ 10,000-12,000 บาท หักค่าใช้จ่ายคงเหลือประมาณ 50% ทำหมุนเวียน 3 โรงเรือน มีเงินตลอดทั้งเดือน 15,000-20,000 บาท ครอบครัวขนาดเล็กอยู่อย่างมีความสุข ทางด้าน คุณไพบูลย์ ผู้เป็นแรงงานหลัก กล่าวว่า เป็นงานที่ไม่หนัก ทำไปเรื่อยๆ ภายในครอบครัว แต่ต้องให้เป็นไปตามกำหนด เช่น การอบไอน้ำ หากผิดพลาดเกิดเชื้อราดำ ราแดง จะเข้าไปกินเชื้อเห็ดฟางเสียหายทั้งโรงเรือน หรือการทำวัสดุไม่ถูกสูตรก็เป็นปัญหาต่อการเพาะเห็ดฟาง นั่นหมายถึงการขาดทุน จำเป็นต้องเอาใจใส่และศึกษาข้อผิดพลาดทุกรุ่นอย่างละเอียด ประการสำคัญ เจ้าของบอกว่า วัสดุที่ดีที่สุดคือ กากปาล์มน้ำมัน แต่หายากต้องสั่งมาจากจังหวัดระยอง 10 ตัน 8,000 บาท ส่วนผสมใกล้เคียงกับกากมันสำปะหลัง วัสดุบางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะกากปาล์มน้ำมันมีสารอาหารค่อนข้างสมบูรณ์ ข้อดี ของกากปาล์มน้ำมันคือ สามารถกลับชั้นหลังจาก 20 วัน ที่เก็บดอกเห็ดแล้ว อบไอน้ำด้วยอุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียส ทำเช่นเดียวกับการเพราะครั้งแรก ทิ้งไว้ 1 คืน โรยเชื้อเห็ดฟางอีก 150 ก้อน ปฏิบัติตามขั้นตอนเดิม ได้เห็ดฟางออกมาจำหน่ายอีกรอบ ปริมาณน้อยกว่า คือประมาณ 200-250 กิโลกรัม แต่ประหยัดเวลา ประหยัดวัสดุ วันนี้หากต้องการศึกษาดูงานหรือต้องการเห็ดฟางไปจำหน่าย โทร. (081) 390-9611 หรือ (083) 599-1455 ครอบครัวอุดมโภชน์ บอกยินดีต้อนรับ คุณนิวัติ ศรีเทียมเงิน เกษตรอำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า กิจกรรมต่อเนื่องภาคการเกษตร ที่มีความสำเร็จเพราะเกษตรกรมีความขยันอย่างฉลาด ปราศจาคอบายมุข นำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสู่ครอบครัว โดย คุณศศินทร์ ตันกิจจานนท์ นายอำเภอทุ่งเขาหลวง จัดให้เป็นครอบครัว "พอเพียง" สาธิต และเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล โดยมีคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเป็นผู้ประสานงาน
กระบวนการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำ สำหรับอาหารและวัสดุชีวภาพ
นิธิปรียา จันทวงษ์ โทร. (02) 278-8249การอบแห้ง เป็นกระบวนการแปรรูปอาหารที่สำคัญมากกระบวนการหนึ่ง เนื่องจากสามารถลดปริมาณความชื้นของอาหารจนอยู่ในระดับที่ปลอดภัยสำหรับการเก็บรักษาได้ นอกจากนี้ ยังเป็นวิธีการที่สำคัญอีกวิธีการหนึ่งซึ่งอาจนำไปใช้ในการผลิตอาหาร (หรือวัสดุชีวภาพ) ที่มีคุณลักษณะพิเศษ และไม่สามารถผลิตขึ้นมาได้โดยวิธีการแปรรูปแบบอื่นๆ อีกด้วยปัจจุบันในอุตสาหกรรมอาหารนิยมใช้การอบแห้งแบบลมร้อนเป็นหลัก เนื่องจากเป็นวิธีการที่สะดวกและมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก ตลอดจนสามารถจัดหาเครื่องอบแห้งและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมาใช้งานได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการอบแห้งแบบลมร้อนมักมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปจากผลิตภัณฑ์เริ่มต้นค่อนข้างมาก ทั้งในแง่ของสี เนื้อสัมผัส การหดตัว (การเสียรูป) หรือในแง่ของคุณค่าทางอาหารซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน จากกระแสความนิยมในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ผู้ประกอบการบางรายจึงได้นำวิธีการอบแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (Freeze drying) มาใช้ในกระบวนการผลิตของตน ซึ่งสามารถรักษาคุณค่าทางอาหาร สี และกลิ่นรสของผลิตภัณฑ์ได้ดี แต่เป็นกระบวนการที่มีค่าใช้จ่าย ทั้งในแง่ของการติดตั้งอุปกรณ์เบื้องต้น และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูงมาก จึงอาจไม่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ทุกๆ ชนิดด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น รศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา และคณะ จากภาควิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จึงได้พัฒนาวิธีการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) การอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำนี้ ได้รวมเอาข้อดีของการอบแห้งแบบสุญญากาศ คือความสามารถในการอบแห้งที่อุณหภูมิต่ำ เข้ากับข้อดีของการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่ง คือการที่ไม่มีออกซิเจนในระบบอบแห้ง ทำให้ไม่มีการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันใดๆ ได้ระหว่างการอบแห้ง ส่งผลให้สีและคุณค่าทางโภชนาการต่างๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับสารอาหารที่สูญสลายได้ง่ายภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน เช่น วิตามินซี) ได้รับการรักษาเอาไว้ค่อนข้างดี เมื่อเปรียบเทียบกับการอบแห้งแบบลมร้อน หรือแม้กระทั่งการอบแห้งแบบสุญญากาศเพียงอย่างเดียว คณะผู้วิจัยได้ทดลองอบแห้งผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ หลายประเภท โดยใช้เครื่องอบแห้งแบบใช้ไอน้ำยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำ เช่น แครอต มะขามป้อม (สำหรับผลิตเป็นชาชงมะขามป้อม) กล้วย และมันฝรั่ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบผลที่ได้กับกรณีการอบแห้งแบบลมร้อนและแบบสุญญากาศ พบว่า การอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำสามารถรักษาสีและคุณค่าทางอาหาร (เช่น เบต้าแคโรทีน และวิตามินซี) ของผลิตภัณฑ์เอาไว้ได้ดี นอกจากนี้ ในกรณีของกล้วยและมันฝรั่ง ยังพบว่า เนื้อสัมผัส (ในแง่ของความแข็งและความกรอบ) ของผลิตภัณฑ์ที่ได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการอบแห้งแบบอื่นๆ ที่ทำการทดสอบ และมีศักยภาพในการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการทอด ซึ่งมีปริมาณไขมันสูง จึงอาจกล่าวได้ว่า กระบวนการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำมีศักยภาพในการผลิตขนมขบเคี้ยวสุขภาพได้อีกด้วยนอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังได้ทดลองผลิตฟิล์มบริโภคได้จากไคโตซาน โดยใช้เครื่องอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำ และเปรียบเทียบผลที่ได้กับกรณีการใช้วิธีการอบแห้งแบบอื่นๆ ได้แก่ การอบแห้งแบบลมร้อนและแบบสุญญากาศ พบว่า ฟิล์มบริโภคได้ที่ผลิตจากกระบวนการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำมีสมบัติเชิงกล (ในแง่ของความแข็งแรงต่อแรงดึง) และสีที่ดีกว่าฟิล์มบริโภคได้ ที่ผลิตโดยวิธีการอบแห้งแบบอื่นๆ ที่ทำการศึกษา ทั้งนี้เมื่อผนวกรวมกับศักยภาพของกระบวนการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำที่สามารถรักษาคุณค่าสารอาหารต่างๆ ได้ดีดังกล่าวแล้วข้างต้น อาจสรุปได้ว่า กระบวนการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำ มีศักยภาพสูงในการนำไปใช้ผลิตฟิล์มบริโภคได้สำหรับบรรจุภัณฑ์แบบแอคทีฟ ซึ่งอาจมีการเติมสารต้านอนุมูลอิสระหรือสารต้านจุลชีพลงไปในเนื้อฟิล์ม และให้เกิดการปลดปล่อยออกมาในภายหลัง เมื่อใช้ฟิล์มดังกล่าวมาห่อหุ้มอาหาร เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาของอาหารได้ ข้อดีของกระบวนการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำ คือใช้เวลาน้อยกว่าการอบแห้งแบบลมร้อนหรือแบบสุญญากาศ ส่วนค่าใช้จ่ายแม้ว่าอาจจะสูงกว่า แต่ก็ยังถูกกว่าการอบแห้งแบบแช่เยือกแข็งมาก โดยราคาเครื่องตกประมาณเครื่องละ 5 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิต อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตสามารถซื้อเครื่องอบแห้งที่ผลิตในประเทศ มาประกอบกับตัวปั๊มที่จะทำให้เกิดสุญญากาศซึ่งสั่งซื้อได้จากประเทศจีนหรือไต้หวัน ราคาประมาณ 1 แสนบาท ก็จะช่วยลดต้นทุนลงมาได้ ขณะที่เครื่องกำเนิดไอน้ำราคาประมาณ 3 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท "กระบวนการอบแห้งแบบใช้ไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่สภาวะความดันต่ำ จึงเหมาะสำหรับอาหารเพื่อสุขภาพ รวมทั้งอาหารและวัสดุชีวภาพที่อาจเสื่อมสลายได้ง่าย เมื่อได้รับความร้อนและสัมผัสกับออกซิเจน ซึ่งมีอยู่มากในอุตสาหกรรมเทคโนชีวภาพและอุตสาหกรรมยา" รศ.ดร.สักกมน กล่าวทิ้งท้าย
Location : ขอนแก่น Thailand
[Profile ทั้งหมด]