แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
 

อาจารย์ มก. วิจัยและพัฒนาสารเคลือบไข่ ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและยับยั้งแบคทีเรีย


ภราดร เทพพานิช



"ไข่" อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีสารอาหารครบครันถึง 13 ชนิด ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ในไข่แดง ในขณะที่ไข่ขาวมีอัลบูเมน ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญและไม่มีไขมัน นอกจากนั้น ยังมีเกลือแร่ต่างๆ ที่สำคัญมากมาย เช่น เหล็ก วิตามินดี และบี 2 และที่สำคัญ ไข่มีแคลอรีต่ำเพียง 75 แคลอรี และมีไขมัน 5 กรัม (ไข่ 1 ฟอง) ไข่สามารถบริโภคในชีวิตประจำวันได้หลายรูปแบบ และยังเป็นผลผลิตที่มีมูลค่าทางการตลาดภายในประเทศสูงมาก จากข้อมูลพบว่า มูลค่าทางการตลาดในปี 2005 ประมาณ 15,000 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2007 มูลค่าทางการตลาดจะเพิ่มสูงถึง 21,000 ล้านบาท ปัจจุบันหลายหน่วยงานได้รณรงค์ในการให้ความสำคัญด้านคุณภาพของไข่สดเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการคิดค้นหาวิธีในการช่วยยืดอายุและคุณภาพของไข่ให้สดได้นานยิ่งขึ้น

การสังเกตว่าไข่มีความสดหรือไม่ โดยทั่วไปผู้บริโภคจะใช้วิธีการสังเกตภายนอกคือ นำไข่ไปแช่ในน้ำ หากเป็นไข่ใหม่จะจมน้ำ แต่หากลอยน้ำหรือจมน้ำไม่มากแสดงว่าเป็นไข่เก่า หรือการตอกไข่เพื่อดูภายในโดยไข่แดงจะมีสีสดและอยู่ตรงกลาง ไข่ขาวจะมีลักษณะเป็นเจลขาวข้นและตั้งเป็นก้อน ลักษณะไข่ขาวเหนียว มีกลิ่นหอมไม่เหม็นคาว หรือในกรณีไข่ดาวจะเห็นไข่ขาวเป็นวงเล็ก หากมีลักษณะดังนี้แสดงว่าไข่มีความสดใหม่ แต่หากเวลาเก็บรักษาผ่านไปโปรตีนจะสลายตัว วงไข่ขาวก็จะกว้างขึ้น หากไข่ดาวมีความกว้าง แผ่นใหญ่ แสดงว่าไข่ไม่สด

การคัดเกรดไข่ตามหลักสากล วัดได้จากค่า "ฮอก" (Haugh Unit) คือค่าที่วัดได้จากการคำนวณน้ำหนักไข่และความสูงของไข่ขาวข้น โดยมีมาตรฐานคุณภาพไข่เป็นช่วงระดับคือ เกรดดับเบิ้ลเอ ค่าอยู่ในช่วงระหว่าง 83-100 เกรดเอ ค่าอยู่ในช่วงระหว่าง 59-75 เกรดบี ค่าอยู่ในช่วงระหว่าง 35-51 และเกรดซี ค่าอยู่ในช่วงระหว่าง 11-21 โดยไข่ที่ออกจากแม่ไก่ใหม่จะมีความสดใหม่และมีคุณภาพอยู่ในช่วงดับเบิ้ลเอ หากเวลาผ่านไปไข่จะมีคุณภาพลดลงตามลำดับ

ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ สรรพกุล อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้คิดค้นวิธีช่วยยืดอายุและคุณภาพไข่โดยได้ทำการวิจัยเรื่อง "สารเคลือบบริโภคได้สำหรับไข่สดที่เติมหรือไม่เติมสารแอคทีพ" โดยมีแนวความคิดว่า ไข่ที่เราบริโภคทุกวันนี้ ผู้บริโภคจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไข่มีความสดใหม่และมีวิธีสังเกตอย่างไร โดยทั่วไปไข่ที่มาจำหน่ายในท้องตลาดนั้น ผู้ผลิตจะเก็บรักษาไข่ไว้ที่อุณหภูมิห้อง ประมาณ 29-30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิดังกล่าวทำให้ไข่สูญเสียความชื้น เนื่องจากไข่เปลือกมีรูพรุน เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซและความชื้นได้ ดังนั้น น้ำจะแพร่ผ่านออกไปเรื่อยๆ ทำให้น้ำหนักลดลง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง ทำให้ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) สูงขึ้นตามมาด้วย ซึ่งจะส่งผลให้โอวิโอมิวซินในไข่ขาวเกิดการสลายตัว นอกจากนี้ ยังมีการเคลื่อนย้ายของน้ำเข้าไปในไข่แดงและปัญหาทางจุลินทรีย์จากการปนเปื้อนของจุลินทรีย์

"สำหรับในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ไข่สดจะขายได้ราคาดีกว่า โดยไข่ที่นำออกจากฟาร์มแล้ววางขายทันที ราคาขายโหลละ 4-5 เหรียญ หากทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ ราคาขายจะลดลงเหลือ 1.5 เหรียญ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเนื่องจากต้องเก็บในตู้แช่เย็นที่มีอุณหภูมิ 16-18 องศาเซลเซียส ซึ่งเท่ากับอุณหภูมิปกติ ในสัปดาห์แรกยังเห็นเจลไข่ขาวตั้งอยู่ แสดงว่าไข่ยังมีคุณภาพดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ คุณภาพไข่ลดลงเช่นเดียวกัน และยังมีค่าไฟฟ้าเพิ่มเข้ามาเป็นค่าใช้จ่ายอีกด้วย" ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ กล่าว

จากข้อมูลเหล่านี้เอง จึงเป็นที่มาในการหาทางแก้ไขปัญหาเพื่อรักษาความสดของไข่ไว้ให้ได้นานที่สุด และการเก็บรักษาไข่ในอุณหภูมิห้องโดยไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้าในการเก็บรักษาอุณหภูมิไข่ให้คงที่ ด้วยการใช้สารเคลือบไข่

สารเคลือบชนิดนี้สกัดมาจากธรรมชาติ เป็นสารกลุ่มพอลิแซคคาไรด์ จะมีลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการป้องกันความชื้น นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องสำอางและเป็นส่วนผสมในอาหาร สามารถใช้บริโภคได้และไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค มีคุณสมบัติในการย่อยสลายได้ง่าย เป็นสารที่มีจำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาด โดยการนำสารที่มีการใช้อยู่แล้วมาสร้างสูตรใหม่ที่ช่วยลดการสูญเสียความชื้น ทำให้ไข่คงคุณสมบัติทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพได้นานขึ้น

หลักการทำงานของสารเคลือบไข่ ซึ่งเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ เคลือบอยู่บนพื้นผิวของเปลือกไข่ จะช่วยป้องกันการซึมผ่านของความชื้น นอกจากนี้ หากมีการเติมสารต้านจุลินทรีย์ในสารเคลือบดังกล่าว จะสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมากับเปลือกไข่ได้อีกด้วย

ผลจากการวิจัยพบว่า สารเคลือบจะช่วยยืดอายุของไข่สูงถึง 87% ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเปลือกไข่ได้ 67% ผิวไข่หลังการเคลือบดูเป็นธรรมชาติ สามารถลดอัตราการสูญเสียน้ำหนักของไข่ได้ถึงประมาณ 50% เก็บรักษาคุณภาพของไข่ไว้ได้นานขึ้น จากการเปรียบเทียบไข่เพิ่งออกซึ่งมีคุณภาพเกรดดับเบิ้ลเอ เวลาผ่านไปเพียง 4 สัปดาห์ เจลของไข่ขาวเริ่มยุบและแผ่เป็นวงกว้าง คุณภาพลดลงเป็นเกรดบี จากการวัดค่า Haugh Unit มีค่าเท่ากับ 37 แต่ไข่ที่เคลือบสารถึงเวลาผ่านไป 4 สัปดาห์ คุณภาพของไข่ยังอยู่ในเกรดเอ และจากการวัดค่า Haugh Unit มีค่าเท่ากับ 65 ในส่วนของราคาสารเคลือบไข่มีราคาเพียง 1% ของราคาไข่ ต่อฟอง หากไข่มีราคาฟองละ 3 บาท สารเคลือบไข่จะมีราคา 0.03 บาท เท่านั้นเอง

จากที่ได้กล่าวมา ผลงานวิจัยเรื่อง "สารเคลือบบริโภคสำหรับไข่สดที่เติมหรือไม่เติมสารแอคทีพ" เป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก สามารถช่วยลดการสูญเสียในภาคธุรกิจการผลิตไข่ คิดเป็นร้อยละ 20 ของมูลค่าทางการตลาด ยังช่วยให้ไข่คงคุณภาพความสดได้นานยิ่งขึ้นและมีความปลอดภัยสูง ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคในการรับประทานไข่สด

"ผมเชื่อว่าหากนำมาใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรมเกษตรจะเป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตรของไทยเป็นอย่างมาก ผู้ใดสนใจภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความยินดีให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานที่สนใจเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาในกระบวนการผลิตต่อไป" ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ กล่าวปิดท้าย




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2550   
Last Update : 23 ธันวาคม 2550 8:08:42 น.  


มะแขว่นพันธุ์พื้นเมือง และมะแขว่นพันธุ์ใหม่ พืชพรรณดีเมืองพะเยา

รายงานพิเศษ พะเยา เมืองน่าอยู่

การุณย์ มะโนใจ



มะแขว่น พืชพื้นบ้านที่เป็นเครื่องเทศทางเหนือ ชื่ออื่น ลูกระมาศ หมากมาศ (กรุงเทพฯ) กำจัด กำจัดต้น มะแขว่น (เหนือ) มะแข่น มะข่วน บ่าแข่น หมักข่วง (แม่ฮ่องสอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Zanthozylum Limonella Alston วงศ์ส้ม Rutaceae มี 2 ชนิด คือพันธุ์หนัก และพันธุ์เบา มักขึ้นในป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบเขา เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร มีหนามตามลำต้นและกิ่งก้าน

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับกัน มีใบย่อยประมาณ 6-8 คู่ ใบมีลักษณะยาวรีหรือรูปขอบขนาน ฐานใบไม่เสมอกัน ปลายใบเรียวแหลม ดอกออกเป็นช่อและก้านดอกยาว ดอกมีขนาดเล็กสีขาวอมเขียว เป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ คือดอกเพศเมียและเพศผู้อยู่คนละต้น จะออกดอกประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน

ผลมีลักษณะแห้งกลม ผิวขรุขระสีน้ำตาล เมื่อแก่ผลจะแตกจนเห็นเมล็ดสีดำกลม ผิวเรียบเป็นมัน มีกลิ่นหอมฉุนคล้ายผักชี มีรสเผ็ดเล็กน้อย

พะเยา พบในแถบตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง ที่ได้ชื่อว่าเป็นมะแขว่นที่มีคุณภาพดีของภาคเหนือ

มีบทเพลงพื้นบ้านกล่าวถึงมะแข่นว่า "มะแข่นดีปี๋ ไผมีขะใจ๋เอามา คั่วเหียนาใส่ลาบบ่ขื่น" แปลว่า ใครมีมะแข่นกับดีปลี ให้รีบเอามา แล้วคั่วใส่ลาบจะได้ไม่มีรสขื่นมาก นอกจากนี้ ยังนิยมใส่ในยำเนื้อไก่ หลู้ แกงขนุน แกงผักกาด ช่วยทำให้รสชาติของอาหารดีขึ้น และถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้กินแก้สำหรับอาหารจานที่มีเนื้อสัตว์มาก เพราะช่วยย่อยเนื้อได้ ส่วนที่ใช้ในการประกอบอาหารคือ ใบอ่อนและผล ใบและยอดอ่อนรับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก ลาบ ยำ ผล เป็นเครื่องเทศที่นิยมในภาคใต้และภาคเหนือ โดยเฉพาะทางภาคใต้ นิยมผสมในเครื่องแกง เช่น แกงฟักทอง แกงปลาไหล เป็นต้น ช่วยให้แกงมีรสเผ็ดร้อน และมีกลิ่นหอม

สรรพคุณทางยา แพทย์แผนโบราณใช้รากและเนื้อไม้เป็นยาขับลมในลำไส้ ลมขึ้นเบื้องสูงทำให้หน้ามืดตาลาย วิงเวียน ลดความดัน เป็นยาขับโลหิต ระดูของสตรี แต่ไม่ใช้กับหญิงมีครรภ์ เมล็ดสามารถสกัดน้ำมันหอมระเหย

มะแขว่น จัดเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคเหนือ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ด อายุ 3-5 ปี จึงให้ผลผลิต ปัญหาที่พบในการปลูกมะแขว่นในปัจจุบัน ได้แก่ ปัญหาปลวกกัดกินรากและโคนต้น ทำให้ต้นกลวงและถูกมดดำเข้าทำลายซ้ำ ทำให้ต้นตาย หรือถูกสัตว์จำพวกตัวตุ่นกัดกินราก ทำให้ยืนต้นตายบางส่วน และที่พบเห็นบ่อยคือถูกไฟป่าเผาทำลาย



วิธีปลูกมะแข่วน

วิธีการปลูกมะแขว่น มี 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนแรก การเพาะเมล็ดมะแขว่น

นำเมล็ดมะแขว่นสด ขูดเอาส่วนของเนื้อหุ้มเมล็ดออกก่อนโดยใช้ทรายถู จากนั้นนำไปเพาะในกระบะทราย คอยรดน้ำเป็นระยะ แต่อย่าให้น้ำขังมากเกินไปเป็นเวลาประมาณ 1-2 เดือน เมื่อต้นกล้างอกแล้วย้ายลงปลูกในถุงเพาะชำ เพื่อเตรียมย้ายลงแปลงปลูกต่อไป

ขั้นตอนที่สอง การปลูกมะแขว่น

เนื่องจากมะแขว่นเป็นพืชที่ชอบดินที่ระบายน้ำได้ดี และไม่ขังมาก และความสูงของพื้นที่สูงกว่า 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล จึงควรปลูกตามไหล่เขา หรือพื้นที่สูงชัน และการปลูกไม่ควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ย และห้ามรดน้ำมากเกินไป ควรปลูกในฤดูฝน นิยมปลูกสลับกับพืชสวนป่า ระยะห่างของหลุมปลูก ประมาณ 8x8 เมตร

ขั้นตอนการเก็บผลผลิตมะแขว่น

จะเริ่มเก็บผลผลิตเมื่อผลมะแขว่นแก่ โดยจะสังเกตจากสีเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีดำ ซึ่งมะแขว่นจะออกดอกและให้ผลผลิตเมื่อมีอายุได้ประมาณ 3 ปี



กิจกรรมการแปรรูปมะแขว่น

มีวิธีการดังนี้

การนำเอาผลมะแขว่นสดไปตากแห้งเพื่อเก็บเอาไว้ขายนอกฤดูกาล การนำเอาผลมะแขว่นสดดองไว้ในขวดแก้ว วิธีการดองมะแขว่น และการทำมะแขว่นป่น

การเตรียมมะแขว่นเพื่อดอง นำมะแขว่นดิบที่เด็ดจากพวงมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาผึ่งน้ำให้พอหมาด ต้มน้ำเปล่าให้เดือด และต้มน้ำปลาให้เดือดแล้วทิ้งให้เย็น จากนั้นนำขวดแก้วสำหรับบรรจุไปอบหรือนึ่ง

นำมะแขว่นดิบที่เตรียมไว้ลงลวกในน้ำเดือดแล้วนำไปแช่น้ำเย็น จึงตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ นำน้ำปลาที่เตรียมไว้ เทให้ท่วมผลมะแขว่น บรรจุลงในขวดแก้วที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วนำมาปิดฝาให้สนิท

การทำมะแขว่นป่น นำมะแขว่นแห้งที่เตรียมไว้ใส่เครื่องบดแล้วบดให้ละเอียด บรรจุมะแขว่นที่บดแล้ว ลงในขวดแก้วที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว แล้วปิดฝาให้สนิท



มะแขว่นพันธุ์ใหม่

คุณเจริญ หน่อแก้ว เกษตรกรหัวก้าวหน้าที่ประสบผลสำเร็จผู้ยึดแนวทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ ในพื้นที่กว่า 20 ไร่ ซึ่งแบ่งพื้นที่ปลูกเป็นส่วนๆ โดยมีพืชที่ปลูก เช่น ไผ่ตงหวาน ออกหน่อตลอดปี ไม้ผล พืชผัก ทำนาข้าว เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงปลาในนาข้าว เป็นต้น สวนเจริญฟาร์ม ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 153 หมู่ที่ 8 บ้านสันกว้าน ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา โทรศัพท์ (081) 103-0354 และ (054) 440-862 นับว่าเป็นสวนตัวอย่างและแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานของเกษตรกรรายอื่นๆ ที่สนใจ

ฟังจากคุณเจริญเล่าและผมได้ไปเยี่ยมถึงสวนพบว่า มีพืชที่ปลูกมากมายแต่ทว่าคุณเจริญได้แยกประเภทของพืชเป็นสามลักษณะคือ พืชเศรษฐกิจในปัจจุบัน พืชเศรษฐกิจในอนาคต และพืชพอเพียง

ซึ่งคุณเจริญได้อธิบายว่า

พืชเศรษฐกิจในปัจจุบันคือ พืชที่ปลูกแล้วทำรายได้ดี ในตอนนี้ ได้แก่ ไผ่ตงหวาน ออกหน่อตลอดปี สามารถทำรายได้ถึง 50,000 บาท ต่อไร่ ผักไฮ่ยอด เป็นผักใช้กินยอดทำรายได้ไร่ละเป็นหมื่นบาท เลยทีเดียว มะแขว่นพันธุ์ใหม่ เป็นพืชที่อดีตทำรายได้ดี แต่ตอนนี้ก็ยังทำรายได้ให้สวนอยู่ แต่น้อยลง

พืชเศรษฐกิจในอนาคต ได้แก่ ไผ่หวาน มะพร้าว มะข่วง และไม้ประดับ ซึ่งมีปลูกในสวน แต่ตอนนี้ยังไม่ทำรายได้เข้าสวน

พืชเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ลำไย ชมพู่ ชะอม ขนุน มะละกอ พริก มะเขือ นอกจากนี้ ยังเลี้ยงปลา และกบอีกด้วย

ในส่วนของมะแขว่นพันธุ์ใหม่ ต้นกำเนิดอยู่ที่ไต้หวัน โดยคนไทยที่ไปขายแรงงานที่นั่นพบ แล้วนำเมล็ดกลับมาเพาะที่พะเยา ในปี 2540 ซึ่งเพาะแล้วงอกเป็นต้นเพียง 2 ต้น เมื่อปลูกไว้ 2 ปี ก็ติดเมล็ดให้ผลผลิต เป็นที่ฮือฮากันในหมู่บ้าน เพราะเหตุว่าไม่เคยมีมะแขว่นในพื้นที่ราบ ส่วนใหญ่มะแขว่นจะเจริญเติบโตบนพื้นที่สูง

เมื่อติดเมล็ดจึงพากันนำเมล็ดมาเพาะต่อๆ กันมา ซึ่งในปี 2543 เป็นจุดเริ่มต้นของมะแขว่นพันธุ์ใหม่จากไต้หวัน โดยผู้ที่เพาะสำเร็จเป็นคนแรกสามารถเพาะได้เปอร์เซ็นต์ความงอกถึง 60 เปอร์เซ็นต์ คือ คุณพ่อปุก เสธา คนอื่นเพาะแล้วไม่งอกแม้แต่ต้นเดียว

คุณพ่อปุกแนะเทคนิคการเพาะให้กับคุณเจริญ ด้วยวิธีการเพาะแบบโบราณ โดยนำเมล็ดมาใส่ตะกล้าเพาะแล้วใส่ดิน จากนั้นจึงรดน้ำจะงอกดี สาเหตุเนื่องจากท่านได้บอกว่าให้นำเมล็ดที่ออกจากเปลือกใหม่ๆ หมายถึงเมล็ดแก่จัด แต่ยังไม่แห้ง นำลงเพาะในตะกร้าทันที ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี จึงมีการเพาะขยายพันธุ์จำหน่าย

สำหรับประโยชน์ของมะแขว่นนั้นทางภาคเหนือนิยมนำมาเป็นเครื่องเทศประกอบอาหารคาว แปรรูปโดยการดองเป็นเครื่องเคียงอาหารประเภทลาบ ส้า แกงอ่อม ยำต่างๆ ทำเป็นพืชสมุนไพรขับไล่แมลง เป็นยาสมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ทั้งในคนและสัตว์เลี้ยง

ข้อดีของมะแขว่นพันธุ์ใหม่คือ ให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ เมล็ดของมะแขว่นพันธุ์ใหม่มีขนาดโตสม่ำเสมอ ต้นไม่สูงมาก ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด แต่ไม่ชอบน้ำขัง ด้วยความสูงที่ไม่สูงมากนัก ผู้ปลูกสามารถดูและเก็บเกี่ยวเมล็ดที่อ่อนเพื่อนำไปเป็นเครื่องปรุงหรือกินเป็นเครื่องเคียงได้

จากการพูดคุยกับคุณเจริญ

เราถามว่า การปลูกมะแขว่นพันธุ์ใหม่ดีไหม คุณเจริญตอบว่าดี แต่สำหรับคำถามว่า ปลูกมะแขว่นพันธุ์ใหม่เป็นพืชเศรษฐกิจได้หรือไม่ คุณเจริญตอบว่า ไม่ได้ เพราะหากปลูกน้อยจะไม่มีปัญหาเรื่องตลาด แต่ถ้าปลูกมากๆ จะไม่มีตลาดรองรับ เพราะมีผู้บริโภคน้อย โดยเฉพาะมะแขว่นพันธุ์ใหม่ จะขายเป็นมะแขว่นแห้งหรือทำเป็นเครื่องเทศไม่ได้ เพราะไม่อร่อยและไม่มีกลิ่นหอมเหมือนพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งข้อดีของพันธุ์พื้นเมืองคือสามารถตากแห้งทำเป็นเครื่องเทศ ส่วนมะแขว่นพันธุ์ใหม่ เหมาะสำหรับการบริโภคสด และแปรรูปโดยการดอง ลำต้นใช้ปลูกเป็นแนวรั้วและสามารถขับไล่แมลงได้เนื่องจากมีกลิ่นฉุน แมลงไม่ชอบผลอ่อน นำไปดองช่วยเจริญอาหาร ผู้ที่จะปลูกจำเป็นต้องคำนึงถึงตลาดเป็นสำคัญ ตอนแรกๆ ที่ปลูกคุณเจริญบอกว่าเป็นพืชที่ทำรายได้ดีทีเดียว ปลูกเพียง 100 กว่าต้น เฉพาะปีแรก ขายได้ 20,000 กว่าบาท เป็นพืชที่ดูแลง่าย แต่มาตอนนี้ขายไม่ได้มาก แต่ก็ไม่ขาดทุน

มะแขว่นพันธุ์ใหม่ เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถนำไปขายที่ตลาดทุกวัน โดยขายปลีกเองจะทำรายได้ให้ดีกว่าพืชอื่น มะแขว่นพันธุ์ใหม่ มีศัตรูคือ ผีเสื้อยักษ์ และปลวกเท่านั้น แต่คุณเจริญเลยปล่อยมะแขว่นพันธุ์ใหม่เป็นพืชประดับสวนไปแล้ว ใช้บริโภคในครัวเรือนและขายส่งให้กับพ่อค้าและร้านอาหารพื้นเมือง

อย่างไรก็ตาม หากท่านสนใจในรายละเอียดเกี่ยวกับมะแขว่นพันธุ์ใหม่นี้สอบถามคุณเจริญได้ที่เจริญฟาร์ม โทรศัพท์ (081) 030-0354 และ (054) 440-862 ยินดีแลกเปลี่ยนความรู้และให้คำแนะนำได้




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2550   
Last Update : 23 ธันวาคม 2550 8:07:34 น.  


ม.เชียงใหม่ รวบรวมและวิจัยข้าวก่ำ พันธุ์พืชสำคัญทางโภชนาการ แต่ใกล้สูญพันธุ์

ธงชัย พุ่มพวง



ข้าว เป็นธัญพืชหลักเพื่อการบริโภคของคนไทยทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า ในอดีตคนไทยนิยมบริโภคข้าวที่ผ่านการสีด้วยวิธีโบราณ เช่น การใช้ครกไม้ ใช้ครกกระเดื่อง จะได้ข้าวสารที่มีสีธรรมชาติ มีจมูกข้าวที่ให้ธาตุอาหารและช่วยป้องกันรักษาโรคบางชนิด

ปัจจุบันข้าวสารที่รับประทานจะได้จากการสีของโรงสีข้าวขนาดใหญ่ ซึ่งสีข้าวได้รวดเร็วและปริมาณมาก ข้าวสารที่ได้เป็นสีขาว แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้หายไปกับเปลือกข้าว รำข้าว แม้แต่จมูกข้าวต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของปลายข้าว

จะเห็นได้ว่าขณะนี้เริ่มให้ความสำคัญของข้าวจากธรรมชาติ นิยมบริโภคข้าวกล้อง ข้าวที่ไม่ได้ขัดสี แต่ยังมีข้าวอีกชนิดหนึ่งที่บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่า เป็นข้าวที่ให้สีออกแดงหรือแดงก่ำ หรือสีม่วงจากธรรมชาติ มีคุณค่าทางอาหารมาก นิยมนำไปประกอบเป็นขนมหวาน ข้าวหลาม ขนมเทียน มากกว่าการบริโภคโดยตรง นั่นคือ ข้าวก่ำหรือข้าวเหนียวดำ

ความเชื่อแต่โบราณว่า เป็นข้าวประกอบพิธีกรรมในการบำบัดรักษา สีของข้าวก่ำออกแดงม่วง เป็นธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ในการป้องกันโรคและแมลง โดยถือว่าข้าวก่ำเป็นพญาข้าวที่สามารถสังเคราะห์และปล่อยสารที่ช่วยป้องกันแมลงและโรคให้แก่ข้าวพันธุ์อื่นๆ ที่ปลูกใกล้เคียงกัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามีการปลูกข้าวก่ำแทรกในการปลูกข้าวอื่นๆ

ดร.ดำเนิน กาละดี หัวหน้าหน่วยวิจัยข้าวก่ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า ได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้จัดตั้งเป็นหน่วยวิจัยข้าวก่ำ ภายใต้การดูแลของสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวก่ำพื้นเมืองของไทยมาตั้งแต่ปี 2539 ปฏิบัติงานด้านการรวบรวมและวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด

คณะผู้วิจัยได้เพียรพยายามรวบรวมพันธุ์ข้าวก่ำพื้นเมืองจากแหล่งปลูกข้าวต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 42 พันธุ์ จากการดำเนินงานปรับปรุงพันธุ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้การยอมรับและขึ้นทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่คือ ข้าวเหนียวดำ พันธุ์ก่ำดอยสะเก็ด และพันธุ์ก่ำอมก๋อย ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 นอกจากนี้ ได้ดำเนินการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ อันเนื่องมาจากผลงานวิจัยข้าวก่ำ ในชื่อผลิตภัณฑ์ว่า กรรมวิธีผลิตข้าวก่ำมอลล์ กรรมวิธีผลิตข้าวก่ำมอลล์เฟลกค์ ข้าวก่ำมอลล์เอกแพน หรือเอกซ์ทรูด และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากวิธีนี้ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549

หัวหน้าวิจัยข้าวก่ำ เล่าต่อว่า ผลงานวิจัยสำคัญได้นำเสนอเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการคือ คุณประโยชน์เชิงโภชนาการศาสตร์เกษตร คือข้าวก่ำมีสารต้านอนุมูลอิสระ แอนโทไซยานิน และแกมมาโอซานอล ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระมีผลที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะ ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ในด้านการเป็นสมุนไพรที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าเชื่อถือคือ ใช้เป็นสมุนไพรสำหรับหญิงที่ตกเลือดในขณะคลอดบุตร ใช้ทำเป็นข้าวหลามรักษาโรคท้องร่วง ใช้ข้าวก่ำผสมกับดินประสิว ช่วยรักษาโรคหิด ฯลฯ

ในอนาคต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะสามารถผลิตข้าวก่ำที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านโภชนาการศาสตร์เกษตร ด้านโภชนาการสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการอนุรักษ์ข้าวก่ำ ข้าวพื้นเมืองของไทยที่มีคุณภาพ เป็นการพัฒนาข้าวก่ำให้สามารถแข่งขันในตลาดเสรีได้อย่างภาคภูมิใจ

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยวิจัยข้าวก่ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร. (053) 944-045 งานประชาสัมพันธ์ (084) 043-3806




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2550   
Last Update : 23 ธันวาคม 2550 8:06:35 น.  


เลี้ยงแพะเนื้อ ที่ปากช่อง ราคาดี ต้นทุนต่ำ

เทคโนโลยีปศุสัตว์

อ.สุจิณณา กรรณสูต sujinna.k@ku.ac.th



ฟาร์มแพะศรีเจริญ เป็นอีกหนึ่งฟาร์มที่บ่งบอกถึงการทำการเกษตรแบบพอเพียงที่พึ่งพาตนเอง ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านโนนอารี อำเภอปากช่อง โดยมี คุณชูชาติ ศรีเจริญ เป็นเจ้าของฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มที่ทำกันภายในครอบครัว ปัจจุบันเลี้ยงมาได้ 3 ปี นับตั้งแต่ 2548 พันธุ์ที่เลี้ยงมี 2 ลักษณะ คือ แพะพันธุ์มีเขาและไม่มีเขา แพะเนื้อในฟาร์ม เลี้ยงไว้เกือบ 40 ตัว จับขายอย่างต่อเนื่อง อดีตก่อนหน้าที่จะหันมาเลี้ยงแพะเนื้อ เมื่อก่อนเลี้ยงโคนม เกิดปัญหาขาดทุนปีละ 5-6 แสน เนื่องจากดูแลยาก ลูกวัวที่คลอดออกมามีแต่ตัวผู้ ตายบ่อย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนจะประสบปัญหาโรคปากและเท้าเปื่อย โรคเห็บ เพราะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับป่าจึงเสียค่ายาและค่ารักษาสูงมาก โดยปัญหาเหล่านี้ผู้เลี้ยงบางรายในละแวกใกล้เคียงเจอปัญหาคล้ายกัน จึงหันมาเลี้ยงแพะกันเป็นส่วนใหญ่ เช่น หมู่บ้านหนองตาแก้ว อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ก็มีการปลูกน้อยหน่าและผักกาดด้วย แต่ไม่ต้องการทำการเกษตรที่ต้องดูแลมากและไม่ต้องการแข่งขันกันขายผลผลิต ทำให้ราคาตกต่ำ จึงสนใจเลี้ยงแพะมาจนถึงปัจจุบัน

ที่ฟาร์มนี้แม่พันธุ์ออกลูก 2 ครั้ง ต่อปี ตั้งท้อง 6 เดือน โดยสังเกตแพะที่ตั้งท้อง นมมีลักษณะบวม ถ้าไม่ท้อง นมมีลักษณะห้อยปกติ แพะออกลูกครั้งละ 1 ตัว ตอนนี้มีแม่พันธุ์ 27-28 ตัว ต่อพ่อพันธุ์ 1 ตัว ที่เลี้ยงในคอกขณะนี้ จากช่วงแรกซื้อแม่พันธุ์มาทั้งหมด 4 ตัว ในราคาตัวละ 3,000-4,000 บาท ส่วนพ่อพันธุ์ซื้อมา 1 ตัว ราคาตัวละ 3,000 บาท ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะไม่มีเขา ตอนนี้พ่อพันธุ์อายุ 4 ปีแล้ว

การจำหน่ายมีพ่อค้าแขกขายเนื้อที่ตลาดเทศบาลปากช่องมารับซื้อที่ฟาร์ม ขายเป็นตัว ราคากิโลกรัมละ 48-50 บาท โดยประกันราคารับซื้อและขายเฉพาะแพะตัวผู้ซึ่งจะแยกคอกไว้ต่างหากตอนนี้เตรียมขายประมาณ 7 ตัว แต่พ่อค้าที่มารับซื้อจะเหมาครั้งละ 10 ตัว โดยตัวผู้ 1 ตัว มีน้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม จึงขายได้ประมาณ 1,500 บาท ต่อตัว ดังนั้น การเหมารับซื้อแต่ละครั้ง 10 ตัว จะมีรายได้ประมาณ 15,000 บาท ส่วนตัวเมียไม่ขายเนื่องจากเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ต่อไป

จากที่เลี้ยงมาปัญหาเรื่องโรคไม่พบ แต่ต้องคอยถ่ายพยาธิ อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นกระถินที่หาได้ในท้องถิ่น จึงไม่ต้องซื้อหัวอาหารเลี้ยง และแขวนก้อนแร่ธาตุให้แพะเลียกินในคอกด้วย กรณีให้หัวอาหารจะให้เพียงลูกแพะช่วงที่หนัก 1-2 ขีด เท่านั้น ดังนั้น การเลี้ยงแพะจึงประหยัดต้นทุนค่าอาหารและค่ายารักษาเป็นอย่างมาก จึงนับว่าเป็นจุดเด่นของการเลี้ยงสัตว์ประเภทนี้ โดยปกติในช่วงฤดูหนาวแพะเจริญเติบโตได้ดี หากเลี้ยงแบบปล่อยแพะจะเจริญเติบโตเร็วกว่า แต่เนื่องจากที่ฟาร์มมีพื้นที่ไม่มากจึงจำเป็นต้องเลี้ยงภายในคอก

ส่วนปัญหาการเลี้ยงที่พบและต้องระมัดระวังคือ การแท้งลูก เนื่องจากฟาร์มที่นี่เลี้ยงรวมกันในคอกแพะจึงวิ่งชนกัน บางครั้งทำให้ลูกแพะหลุดออกมาเป็นตัวปนเลือด แต่สามารถหายได้เองเป็นการฟื้นฟูอาการแท้งตามธรรมชาติ ที่ผ่านมาที่ฟาร์มเคยพบการแท้ง ประมาณ 4-5 ครั้ง นอกจากนั้น อีกปัญหาหนึ่งคือ แม่แพะที่ออกลูกหลายครั้งไม่สนใจลูกของตัวเองจึงต้องหานมวัวให้ลูกแพะกินในช่วงให้นม ดังนั้น ช่วงที่แพะใกล้คลอด ห้ามจับแม่แพะแยกจากฝูงขณะที่จะคลอดเนื่องจากแม่แพะจะร้องมากและไม่เบ่งลูก ซึ่งตามธรรมชาติแพะเป็นสัตว์ที่อยู่เป็นฝูงทำให้แม่แพะเครียดได้ อย่างไรก็ตาม ต้องคอยสังเกตดูอาการของแม่แพะจะร้องและมีเมือกที่ปากช่องคลอด เมื่อคลอดแล้วให้นำลูกไว้ในคอกร่วมกับแม่แพะทันทีเพื่อความคุ้นเคยต่อลูกและแม่แพะจะให้นมลูกได้เอง

การเลี้ยงแพะเนื้อเป็นอีกทางเลือกสำหรับการทำการเกษตรในปัจจุบันที่น่าจะเป็นทางออกสำหรับเกษตรกร เนื่องจากโรคน้อย ต้นทุนค่าอาหารต่ำ ไม่ต้องดูแลมาก ขายได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ที่ฟาร์มแห่งนี้ยินดีให้คำแนะนำการเลี้ยงแก่ผู้สนใจเพิ่มเติมที่โทรศัพท์ (084) 497-4254 หรืออาจเดินทางไปที่ฟาร์มก็ได้ ซึ่งการเดินทางไปฟาร์มมีความสะดวกเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเส้นทางเดียวกับสำนักปฏิบัติธรรม "แสงธรรมส่องชีวิต" สาขาปากช่อง จึงมีผู้คนจากทุกสารทิศเดินทางแวะเวียนไปเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เจ้าของฟาร์มเลี้ยงแพะแห่งนี้ยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยงแก่ผู้สนใจทั่วไป




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2550   
Last Update : 23 ธันวาคม 2550 8:05:09 น.  


เครื่องหอมสมุนไพร’ ภูมิปัญญาไทยสร้างอาชีพ



เครื่องหอมสมุนไพรไทย” เป็นอีกหนึ่งมรดกทางภูมิปัญญาไทยโบราณที่ตกทอดต่อเนื่องมายาวนาน และปัจจุบันก็สร้างอาชีพให้กับผู้คนจำนวนไม่น้อย วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็นำเรื่องราวความรู้และภูมิปัญญาไทยโบราณรูปแบบนี้มานำเสนอ กับตำนานเครื่องหอมไทย “ทิพย์เกสร”

สันติ แฉล้ม อายุ 38 ปี ประธานชมรมสมุนไพรไทยบ้านวัดถั่ว และเจ้าของคลินิกศรีประจันต์การแพทย์แผนไทย ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องหอมไทย “ทิพย์เกสร” เล่าให้ฟังว่า ก่อนจะมาทำตรงนี้มีอาชีพรับราชการ เป็นเจ้าหน้าที่ประจำอยู่สถานีอนามัยดอนกำยาน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พอดีมีจุดพลิกผันทำให้ต้องเปลี่ยนอาชีพ เนื่องจากคุณป้า ซึ่งเป็นทายาทสืบต่อเรื่องสมุนไพรไม่มีลูก พอคุณตาเสีย เขาจึงมารับช่วงต่อเป็นทายาทรุ่นที่ 3 เพราะเกิดความรักและศรัทธาในภูมิปัญญาไทยมาตั้งแต่เกิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“คุณตาคือ หมอมิ่ง แนบเนียน (สีแสงทอง) เป็นแพทย์แผนโบราณแห่งลุ่มน้ำสุพรรณบุรี ท่านจบหลักสูตรการบำบัดโรคด้วยยาจากสภาการแพทย์แผนไทย ได้รับใบประกอบโรคศิลปะ ผมก็รู้จักสมุนไพรมาตั้งแต่เกิด เพราะได้สัมผัสและเจอะเจอกับคนป่วยและสมุนไพรมาโดยตลอด เพราะคุณตาท่านไปไหนมาไหนก็มักจะเอาผมไปด้วย ทำให้ผมรู้จักสมุนไพรเกือบทุกชนิด และเรียนรู้สรรพคุณจากคุณตาไปด้วย เช่น การเก็บยาก็มีรายละเอียด ถ้าต้องการยางจากสมุนไพรต้องเก็บในช่วงเวลาไหน ช่วงไหนจะมีโอสถสารเพื่อใช้ทำยารักษาโรค ส่วนมากจะเก็บช่วงตี 3-6 โมงเช้า หรือใบสมุนไพรทุกชนิดต้องเก็บเวลา 6–9 โมงเช้า เป็นต้น”

สันติบอกอีกว่า เขานำเอาความรู้แพทย์แผนปัจจุบันมาประยุกต์กับยาสมุน ไพร พร้อมพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ดูสวยงามน่าใช้กว่าเดิม สมัยก่อนมีการห่อยาด้วยใบตอง ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นกระดาษ ซึ่งเขาคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่มีใครนิยม เขาจึงเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เพื่อยกระดับยาสมุนไพรขึ้นมาเป็นภูมิปัญญา

กับตำนานเครื่องหอม “ทิพย์เกสร” เป็นสมุนไพรที่คุณตาใช้บำบัดอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด คัดจมูก อาการหอบหืด โรคลม อาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน เมารถ เมาเรือ มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ ที่สำคัญคือช่วยให้รู้สึกสบายคลายเครียด

สำหรับอุปกรณ์-วัสดุในการทำเครื่องหอมนั้น ประกอบด้วย...เครื่องหั่นสมุนไพร, กระด้ง, เครื่องชั่ง, ถ้วยตวง, เครื่องบด, ถังสเตนเลสขนาดใหญ่สำหรับหมัก, ครกบดยา, ปืนเป่าลมร้อน, ม้านั่งเล็ก, ตะกร้า, ช้อน, ขวดแก้วมีฝาปิดขนาด 10 กรัม และ 5 กรัม, ตะแกรงสเตนเลส, เครื่องสำหรับอบภาชนะ ฯลฯ

ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ทำ หลัก ๆ ก็มี... ดอกจันทน์, ลูกจันทน์, กฤษณา, กานพลู, เมนทอล, การบูร, พิมเสน

ขั้นตอนการทำเครื่องหอมทิพย์เกสร เริ่มจากการจัดเตรียมสมุนไพรที่ใช้ อย่างเช่น ดอกจันทน์, ลูกจันทน์ และกานพลู คัดเลือกวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นที่มีคุณภาพสูง ปราศจากความชื้น เชื้อรา มอด แมลง และสิ่งปนเปื้อน ต่าง ๆ โดยซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ นำสมุนไพรที่ได้มาทำความสะอาดด้วยการร่อนเพื่อขจัดฝุ่นละออง แล้วเก็บเศษผงต่าง ๆ ที่ปนมากับสมุนไพร เสร็จแล้วนำสมุนไพรมาตัดซอยให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ตามต้องการ

จากนั้นจึงทำการอบแห้งสมุนไพร ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 45 นาที เพื่อป้องกันความชื้น เชื้อโรค และเชื้อรา เสร็จแล้วนำออกมาวางทิ้งไว้ให้เย็น จึงแยกเก็บใส่ภาชนะที่สะอาด ทำการชั่งเพื่อตรวจสอบปริมาณของสมุนไพรแต่ละอย่าง แล้วนำลงใส่ถังหมัก เพื่อรอการหมักกับน้ำมันหอมระเหย

การจัดเตรียมน้ำมันหอมระเหย มีส่วนผสมของ เมนทอล การบูร พิมเสน ตามสัดส่วนที่เหมาะสม ทิ้งไว้จนเป็นน้ำมันหอมระเหย จึงนำน้ำมันหอมระเหยที่ได้ใส่ลงในถังหมักสมุนไพร จนท่วมตัวยาสมุนไพร ปิดฝาให้สนิทเพื่อกันระเหย หมักสมุนไพรทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง นำมากรองด้วยตะแกรง ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน แล้วนำเก็บไว้ในภาชนะ เพื่อรอการบรรจุขวดต่อไป

ขั้นตอนการเตรียมบรรจุขวด... ขวดบรรจุที่ใช้มี 2 ขนาดคือ 10 กรัม และขนาด 5 กรัม นำมาล้างให้สะอาด และตากบนตะแกรงสเตนเลส ผึ่งแดดให้แห้ง นำเข้าเครื่องอบขวด ที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส นาน 45 นาที ส่วนฝาขวดอบแค่ 15 นาที

นำสมุนไพรที่ได้มาบรรจุลงขวด ในปริมาณเท่า ๆ กัน ติดฉลาก ผูกดิ้นทอง บรรจุลงในถุงพลาสติก แล้วใช้ปืนเป่าลมร้อนเป่าให้พลาสติกหดรัดรูป พร้อมจัดจำหน่าย

คุณสันติบอกว่า ทุกขั้นตอนการผลิตไม่สามารถใช้เครื่องจักรได้เลย ใช้สมาชิกชมรมทำมือกันทั้งหมด สินค้าของชมรมนั้นเครื่องหอมทิพย์เกสรขายดีเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาก็เป็นยาหอมบำรุงหัวใจ, สมุนไพรลดไขมัน, ยากระษัยเส้น, ยาริดสีดวง, สมุนไพรล้างพิษ, ยาสตรี เป็นต้น

ราคาขายเครื่องหอม ขวดขนาด 10 กรัม ราคา 35 บาท, ขนาด 5 กรัม 30 บาท ซึ่งขวดขนาด 5 กรัมปริมาณสมุนไพรก็ใกล้เคียงกับขวดขนาด 10 กรัม แต่ขวดจะกะทัดรัดพกพาง่าย

คลินิกศรีประจันต์การแพทย์แผนไทย ตั้งอยู่ที่ 113/1 หมู่ 1 บ้านวัดถั่ว ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทรฯ คุณสันติคือ 08-6167-7465 ใครสนใจเครื่องหอมตำรับโบราณ “ทิพย์เกสร” ก็ติดต่อได้ตามที่อยู่-เบอร์โทรฯ นี้ ทั้งนี้ “เครื่องหอมสมุนไพร” ก็เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาไทยสร้างอาชีพที่น่าสน !!




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2550   
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2550 7:43:56 น.  


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  
hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com