|
|
เกษตรกรคลองสิบสาม ปทุมธานี เลี้ยงปลากระชัง สร้างรายได้งาม
กำพล วงศ์สุทธา
เมื่อถามเอ่ยถึงอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ทุกคนต้องนึกถึงสวนส้มเขียวหวานที่เคยสร้างชื่อเสียงให้จังหวัดนี้มานาน
ถึงแม้จะกลายเป็นตำนานไปแล้ว แต่ถิ่นนี้ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักของการทำการเกษตรและการทำประมง
ระยะทางไม่ห่างไกลจากตลาด การคมนาคมและการขนส่งกินเวลาไม่มากนัก
เกษตรกรในพื้นที่คลองสิบสาม ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ได้ยึดอาชีพเลี้ยงปลากระชังตลอดแนวสองฝั่งคลองระพีพัฒน์จำนวนกว่า 1,000 กระชัง เป็นระยะทางความยาวเกือบ 20 กิโลเมตร
สิ่งแวดล้อมดี
เลี้ยงปลาได้ดี
งานเลี้ยงปลาในกระชังนั้นสิ่งที่สำคัญคือสถานที่ ซึ่งจะต้องมีสภาพแวดล้อมที่ดี เนื่องการเลี้ยงปลากระชังเป็นการเลี้ยงแบบพัฒนา (intensive)
โครงการปลากระชังยังสามารถเลี้ยงปลาได้หลายชนิด เช่น ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลาทับทิม ปลานิล ปลาบู่ และปลาอื่นๆ อีกหลายชนิด เป็นการเลี้ยงโดยใช้อาหารเป็นหลักและสิ่งที่สำคัญคือคุณภาพน้ำจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก การถ่ายเทและการไหลเวียนของน้ำต้องดี กระชังที่ใช้ในการเลี้ยงปลาจะเป็นรูปทรงแบบใดก็ได้
แต่ส่วนมากนิยมใช้กันคือ รูปแบบสี่เหลี่ยมเนื่องจากมีพื้นที่ผิวน้ำให้กระแสน้ำไหลผ่านได้มากกว่ารูปแบบกระชังอื่นคือ กว้าง 2.5 เมตร ยาว 4 เมตร
การติดตั้งกระชังควรมีส่วนที่โผล่พ้นน้ำประมาณ 20-25 เซนติเมตร ขนาดทำตาอวนที่ใช้ทำกระชังต้องเหมาะสมกับตัวปลาที่เลี้ยงเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวปลาหนีรอดไปได้
ขนาดตาอวนที่ใช้ไม่ควรเล็กกว่า 1.5 เซนติเมตร ส่วนกระชังนั้นต้องทำฝาปิดโดยทำจากเนื้ออวนชนิดเดียวกันที่ใช้ทำกระชังหรือหาวัสดุที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อป้องกันปลาที่เลี้ยงไว้กระโดดออก อีกทั้งยังเป็นการป้องกันนกและสัตว์อื่นที่จะมากินปลาที่เลี้ยง
ส่วนอัตราการปล่อยปลานั้นขึ้นอยู่กับการวางแผนของผู้เลี้ยง เช่น ถ้าต้องการปล่อยปลาที่มีขนาดใหญ่ก็ต้องปล่อยปลาลงเลี้ยงในอัตราที่มีความหนาแน่นต่ำๆ หรือยืดเวลาเลี้ยงให้นานขึ้น
ในทางตรงกันข้ามหากตลาดรับซื้อต้องการปลาขนาดเล็ก ผู้เลี้ยงก็สามารถปล่อยปลาในอัตราที่มีความหนาแน่นสูงหรือย่นระยะการเลี้ยงให้สั้นลง
โดยทั่วไปกระชังขนาดกว้าง 2.5 เมตร ยาว 4 เมตร จะปล่อยปลาอัตราความหนาแน่น 70 ตัว ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร
ส่วนการให้อาหาร เป็นจำพวกอาหารเม็ดสำหรับปลากินพืชที่มีระดับโปรตีนร้อยละ 25-30 ปลานิลเป็นปลาไม่มีกระเพาะอาหารจริงแต่สามารถกินอาหารได้ทีละน้อยและมีการย่อยค่อนข้างช้า ส่วนการให้อาหารครั้งละมากๆ จะทำให้สูญเสียอาหารและทำให้ก่อเกิดสภาวะน้ำเสียได้ แต่ถ้าจะให้ได้ประโยชน์จากอาหารเม็ดสูงสุดควรให้อาหารน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง คือประมาณ 4-5 ครั้ง ต่อวัน หรืออย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้าและบ่าย
การเลี้ยงปลาในปัจจุบันนี้ได้พัฒนาไปอย่างมากคือ มีการจัดรูปแบบให้สอดคล้องไปกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันให้ควบคู่กันไป คือปัญหาของแหล่งน้ำ บางแห่งเริ่มเสื่อมโทรมเนื่องจากได้รับผลกระทบจากธรรมชาติเองและจากน้ำมือของมนุษย์ที่ได้สร้างขึ้น เช่น น้ำทิ้งจากชุมชน และหมู่บ้านจัดสรร น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบกับการเลี้ยงปลาในกระชังทั้งสิ้น
ในส่วนภาคเอกชนหรือจากทางหน่วยงานราชการก็ต้องคอยดูแลและศึกษาถึงปัญหาและความเป็นไปได้ในการที่จะต้องฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองให้มีความเสื่อมโทรมที่น้อยลงหรือให้มีความสมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งการเข้าไปส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง เพื่อที่จะพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพอันนำไปสู่การเลี้ยงปลาอย่างยั่งยืนอีกต่อไป
พบเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา
คุณมานพ พรรณพลีวรรณ เกษตรกร วัย 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27/ 3 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ที่พลิกวิกฤตมาเป็นโอกาสโดยทำเกษตรกรรมแบบครอบครัวเล่าว่า หลังจากประสบปัญหาเกี่ยวกับสวนส้มเขียวหวาน เมื่อปี 2541 ก็หันปลูกพืชล้มลุกมาตลอดแต่ก็ประสบปัญหาการขาดทุนเรื่อยมาเพราะต้นทุนการผลิตสูงแต่ผลผลิตราคาตกต่ำ
จนกระทั่งปลายปี 2541 มีเอกชนรายหนึ่งได้ส่งวิทยากรมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาในกระชัง จากนั้นตนจึงได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นมาโดยตนเป็นหัวหน้ากลุ่มและได้ไปศึกษาดูงานที่ลาว เรื่องการเพาะเลี้ยงและแหล่งน้ำตามธรรมชาติและได้นำวิชาความรู้กลับมาพัฒนาในกลุ่ม
ช่วงนั้นมีอยู่ประมาณ 50-60 กระชัง และต่อมาก็เพิ่มขึ้นเป็น 100 กระชัง โดยการเลี้ยงปลากระชังในช่วงแรกได้ซื้ออาหารเป็นเงินสดจากบริษัทดังกล่าวและในเดือนสุดท้ายก็จะให้เป็นเครดิตและบริษัทดังกล่าวจะเป็นผู้รับซื้อ
ต่อมาเมื่อปี 2545 มีปัญหาเรื่องการรับซื้อปลา การจับเริ่มคัดเกรดคือจะคัดแต่ขนาดใหญ่ ปลาขนาดเล็กและขนาดกลางจะขายไม่ได้ซึ่งต้องเลี้ยงต่อไปจึงเป็นปัญหาอย่างมาก
คุณมานพบอกว่า ตนได้บอกทางกลุ่มว่าถ้าเป็นแบบนี้ทางกลุ่มคงไปไม่รอดจึงได้จัดหาตลาดเอง ดังนั้น จึงได้ไปเซ้งแผงที่ตลาดไทแล้วก็ขายเองโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกันโดยการรับซื้อปลาจากราคาหน้ากระชัง เป็นการช่วยพยุงราคาเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา โดยมีส่วนต่างอยู่ที่ กิโลกรัมละ 3 บาท คือที่ตลาดรับซื้อราคา 43 บาท จะรับซื้อที่หน้ากระชังในราคา 40 บาท
"ส่วนการจำหน่ายเราได้กำไร กิโลกรัมละ 5 บาท โดยบวกค่าขนส่ง 2 บาท ถือว่าอยู่ได้ ในเรื่องราคาปลานั้นไม่กำหนดแน่นอน มันต้องขึ้นอยู่ที่ต้นทุนของการผลิต โดยเฉพาะอาหารของปลามีการปรับเปลี่ยนขึ้นทุกปี ส่วนที่กระชังของกลุ่มนั้นเลี้ยงแต่ปลาทับทิม ไม่ได้เลี้ยงปลานิล เพราะต้นทุนการเลี้ยงราคาพอกันแต่ราคาขายต่างกันเพราะราคาปลาทับทิมหน้ากระชังจะดีกว่า " คุณมานพ บอก
คุณมานพ เล่าถึงการเลี้ยงว่า ลงทุนสร้างกระชังครั้งแรกขนาด 6x6 เมตร พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ ตกอยู่ที่กระชัง 15,000 บาท ถือว่าลงทุนสูง
แต่กระชังจะอยู่ได้ถึง 12 ปี ถ้ามีการดูแลรักษาที่ดี ส่วนลูกพันธุ์ปลานั้นทางกลุ่มสั่งจากฟาร์มทั่วไป
"1 กระชัง จะปล่อยลูกพันธุ์ปลาทับทิมประมาณ 2,000 ตัว การเลี้ยงจะใช้อาหารแพงและมีคุณภาพ ทางกลุ่มเราอยู่ได้ แต่บางกลุ่มเลี้ยงอาหารถูกกลับอยู่ไม่ได้ คือทางกลุ่มเรามีเทคนิคในการเลี้ยงโดยเราจะให้อาหารตามน้ำหนักและขนาดอายุการเลี้ยง อาหารจะให้ในช่วงเช้าและบ่ายใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ก็จับขายได้แล้ว และก่อนจับขาย 1 เดือน จะใช้กล้วยน้ำว้าผสมอาหารเม็ดเพื่อทำให้ปลาอ้วน ป้อม สันหนา ได้น้ำหนัก เนื้อนุ่มแน่น และยังใช้จุลินทรีย์เป็นตัวช่วยย่อยอาหาร คือใช้ระบบชีวภาพปราศจากเคมีและเป็นการรักษาคุณภาพของน้ำไปในตัวอีกต่างหาก นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยประมงได้นำปลาที่เลี้ยงไปตรวจสอบคุณภาพแล้วปลอดภัยจากสารตกค้าง ส่วนราคาตลาดในตอนนี้ที่เรารับซื้ออยู่ที่หน้ากระชังกิโลกรัมละ 38 บาท แต่ทางกลุ่มจะจัดส่งจำหน่ายกิโลกรัมละ 43 บาท มีส่วนต่างอยู่ 5 บาท ถือว่าทางกลุ่มเราอยู่ได้และเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาด้วยกันให้อยู่ได้ โดยอาศัยว่าทางกลุ่มของเราจำหน่ายได้จำนวนมากคือ 1 เดือน มียอดจำหน่ายสูงอยู่ที่ 40-50 ตัน ส่วนการขนส่งปลาจะไม่ช้ำและเสียหายเพราะเรามีเทคนิคในการจับ คือเราจะใช้ยาที่ทำจากสมุนไพรเทใส่กระชังเพื่อทำการน็อคปลาก่อน ปลาก็จะไม่ดิ้นเบียดกันทำให้ตัวช้ำและเพลีย จากนั้นก็นำขึ้นรถโดยใช้ออกซิเจนควบคุมอุณหภูมิด้วยน้ำแข็งและเกลือ ต่อมาประมาณ 5 นาที ปลาก็ฟื้น ส่วนการขนส่งสามารถจัดส่งบรรทุกได้ครั้งละประมาณ 1,500 กิโลกรัม ต่อเที่ยว ในการจัดส่งไปยังต่างจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง ปลาสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 2 วัน และเป็นการรักษาปลาให้สดมีคุณภาพและขายได้ราคาเป็นที่ยอมรับของตลาดบ้านเราและตลาดต่างจังหวัดอีกด้วย " คุณมานพ อธิบาย
อยากทราบรายละเอียดบางแง่มุม สอบถามได้กับผู้เลี้ยง หรือโทร. (081) 382-0477
| Create Date : 21 เมษายน 2551 |
| Last Update : 21 เมษายน 2551 10:48:25 น. |
|
0 comments
|
| Counter : Pageviews. |
|
|
|
|
|
|
|
| hoon_vi |
 |
|
|
 |
|