แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
หมูหลุม โคหลุม ประโยชน์สองต่อที่สามโก้

หมูหลุม โคหลุม ประโยชน์สองต่อที่สามโก้

ด้วยการริเริ่มของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง ที่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ ได้ปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงหมู มาสู่การเลี้ยงในลักษณะหมูหลุม ได้ยังประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากทำให้เกิดแนวทางการเลี้ยงแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องกลิ่น อันมาจากการเลี้ยงหมูกับชุมชนแล้ว ยังเป็นการสร้างอาชีพใหม่ให้กับผู้เลี้ยงด้วยการนำวัสดุรองพื้นที่ผ่านการหมักเป็นอย่างดี จำหน่ายให้กับเพื่อนเกษตรกรเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว

ดังเช่น นายจำลอง พงษ์สุบาย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลราษฎรพัฒนา อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง โทร. (086) 173-1474 ที่ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงมาเป็นหมูหลุม และบอกถึงผลที่ได้ว่า

"รุ่นที่แล้ว ขายหมูขาดทุน แต่ยังมีเงินมาใช้ เพราะได้ขายปุ๋ยหมักให้เพื่อนบ้าน 8,000 กว่าบาท"

นั่นคือ ได้ทั้งการเลี้ยงหมูที่ปลอดกลิ่น แล้วได้ปุ๋ยมาใช้และจำหน่าย

จากการเข้ามาแนะนำของเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสามโก้ ทำให้ผู้ใหญ่จำลองสนใจและทดลองทำเป็นรายแรก

"ผมทำอาชีพการเลี้ยงหมูขุนมานาน แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องราคามาโดยตลอดเหมือนกัน แต่เมื่อได้รับคำแนะนำ ช่วงแรกๆ ก็ยังไม่มั่นใจว่าการเลี้ยงหมูหลุมจะให้ผลดีอย่างที่มาแนะนำหรือเปล่า เลยเลี้ยงเปรียบเทียบระหว่างการเลี้ยงหมูตามปกติกับหมูหลุม แต่ปรากฏว่าเลี้ยงหมูหลุมกลับได้กำไร เพราะต้นทุนต่ำกว่า และยังได้ปุ๋ยมาจำหน่ายด้วย ทำให้ตอนนี้เราจึงไม่ค่อยสนใจหรอกว่า ราคาหมูในท้องตลาดจะตกเท่าไร เพราะมีปุ๋ยขายได้เป็นรายได้เสริม"

อีกประการที่ได้จากการเลี้ยงหมูหลุมคือ น้ำหนักของหมูที่มาจากการเลี้ยงหมูหลุมจะดีกว่า อีกทั้งยังพบว่ามีเนื้อแดงมากกว่า ไขมันน้อย

"ผมว่าน่าจะเป็นเพราะหมูหลุมนั้นได้มีการออกกำลังมากกว่า อีกทั้งยังได้กินผัก หญ้าต่างๆ ที่เราเอามาให้ แต่ถ้าหมูที่เลี้ยงปกติ เอาหญ้ามาให้กินจะพบว่ามีอาการท้องเสียเลย"

สำหรับการเลี้ยงหมูหลุมที่ทำให้ต้นทุนต่ำกว่าการเลี้ยงหมูปกติ ผู้ใหญ่จำลองบอกว่า อยู่ที่การใช้อาหาร ซึ่งสามารถใช้อาหารหมักได้ ไม่ต้องซื้ออาหารเม็ดสำเร็จรูปมาเลี้ยง อีกทั้งยังใช้พืชผักจากไร่นา ไม่ว่า ผักบุ้ง ต้นกล้วย หญ้าขน มาให้เป็นอาหารเสริมได้ด้วย

"อาหารหมักที่ทำนั้นจะใช้การหมักในถุงดำ ซึ่งจะมีส่วนผสมต่างๆ ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น พืชผัก หยวกกล้วย วัชพืชต่างๆ มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกกับกากน้ำตาล แล้วนำไปผสมกับปลายข้าวหรือรำอ่อนใช้เลี้ยงหมู โดยทั้งนี้ต้องหมักอาหารดังกล่าวนานประมาณ 5-7 วัน แล้วนำมาให้หมูกิน และเสริมด้วยพืชผักในช่วงกลางวันหรือตอนบ่าย"

ตอนนี้การเลี้ยงหมูหลุมกำลังได้รับความสนใจจากเพื่อนเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยผู้ใหญ่จำลองจะเป็นวิทยากรไปให้ข้อแนะนำแก่ผู้สนใจ และยังได้รับการสนับสนุนจากทางจังหวัดอ่างทอง ให้อยู่ในโครงการอยู่ดีมีสุข เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจ

"ต่อไปในอนาคต การเลี้ยงหมูคงต้องเป็นหมูหลุมทั้งหมด เพราะนอกจากแก้ปัญหาเรื่องราคาได้แล้ว ยังช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย ทำให้การเลี้ยงไม่มีกลิ่นเป็นที่รบกวนชาวบ้าน"

การเลี้ยงหมูหลุมนั้น จะขุดพื้นคอกลงไปให้เป็นหลุม โดยลึกประมาณ 90 เซนติเมตร จากนั้นปรับขอบรอบๆ แล้วผสมวัสดุ แกลบหยาบ 100 ส่วน ดินที่ขุดออก 10 ส่วน เกลือ 0.3-0.5 ส่วน ลงไปแทนดินที่ขุดออกไป

ทั้งนี้ ในการใส่วัสดุต่างๆ นั้นต้องทำเป็นชั้น โดยให้มีความหนาประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วราดด้วยจุลินทรีย์ ประมาณ 3 ชั้น และสุดท้ายโรยแกลบดิบปิดหน้าให้หนาประมาณหนึ่งฝามือ

สำหรับต้นทุนค่าแกลบ ผู้ใหญ่จำลอง บอกว่า จะซื้อมาในราคาตันละ 800 บาท โดยการเลี้ยงรุ่นหนึ่งจะใช้แกลบประมาณ 3 ตัน

การสังเกตด้วยตาเปล่าว่าใช้ได้หรือไม่นั้น ผู้ใหญ่จำลองบอกว่า ให้ดูว่าแกลบที่คลุกเคล้านั้นมีลักษณะเหนียวหรือไม่ ถ้าจับขึ้นมาแล้วเหนียว แสดงว่าใช้ได้แล้ว

หลังจากตักมาจากคอกแล้ว ต้องเอามาตากให้แห้งสนิทก่อน โดยแดดดีๆ จะตากประมาณ 2-3 แดด จากนั้นก็นำไปใช้ หรือถ้ายังไม่ใช้ก็บรรจุลงในกระสอบปุ๋ย แล้วนำไปเก็บไว้ในที่ร่ม โดยปุ๋ยที่ได้นั้นจะนำไปใช้กับไร่นาสวนผสมต่างๆ อย่างได้ผลดี

จากความสำเร็จของหมูหลุม ที่ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสามโก้ ได้ดำเนินการส่งเสริมแนะนำให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้นำไปปฏิบัติ มาจนถึงวันนี้ ได้เป็นผลดีอย่างมากต่อเกษตรกร และได้เกิดการขยายผลไปสู่การเลี้ยงสัตว์อื่นภายใต้การประยุกต์แนวทางของการเลี้ยงหมูหลุมไปใช้

โคขุน เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เริ่มมีการนำแนวทางของการเลี้ยงหมูหลุมไปใช้ โดยในพื้นที่อำเภอสามโก้นั้นได้มีเกษตรกรหันมาเลี้ยงโคขุนกันมากขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากการได้จำหน่ายโคขุนแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงยังได้มูลนำไปใช้ใส่ในไร่นาด้วย

คุณลุงพเยาว์ คงคา อยู่บ้านเลขที่ 158 หมู่ที่ 4 ตำบลอบทม อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง เป็นคนหนึ่งที่ได้เลี้ยงโคเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากการทำนา โดยผ่านประสบการณ์การเลี้ยงมาแล้วประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมาอาชีพนี้สามารถสร้างรายได้เสริมให้ดีพอสมควร

"การเริ่มต้นนั้น ผมได้ติดต่อกับพ่อค้าที่จับโคก่อนว่า จะเลี้ยง เขาก็มาดูและแนะนำให้ใช้อาหารของทางเขา โดยจะมีสูตรอาหารให้ 3 สูตร ใช้ตั้งแต่นำโคเข้าจนจับ โดยต้นทุนการเลี้ยงตอนนี้รวมค่าอาหารด้วยแล้ว ตกตัวละ 5,000 บาท แต่ตอนนี้ราคาอาหารข้นก็ขึ้นมาอีก โดยราคาตกลูกละ 200 บาท ซึ่งยังไม่รู้ว่าต้นทุนการเลี้ยงจะเพิ่มอีกเท่าไร"

ส่วนอาหารหยาบ คุณลุงจะปลูกหญ้าแพงโกล่าไว้ให้โคกินเอง และอีกสิ่งที่การเลี้ยงโคขุนในพื้นที่นี้ต้องมีคือ มุ้งสำหรับกางให้โคที่เลี้ยง เพราะจะมีปัญหาเรื่องยุงมาก อันส่งผลให้โคที่เลี้ยงไม่เติบโตเท่าที่ควร ดังนั้น ในช่วงการเลี้ยงทุกๆ 17.30 น. คนเลี้ยงต้องเอามุ้งลงเพื่อป้องกันยุง

สำหรับโคที่นำเข้ามาเลี้ยงนั้น นอกเหนือจากการหาซื้อในพื้นที่อำเภอสามโก้แล้ว หากโคไม่พอก็จะไปซื้อโคที่ตลาดนัดจังหวัดกาญจนบุรี สำหรับโคที่นำเข้าขุน ขณะนี้ลุงมีโครงการที่จะเลี้ยงแม่พันธุ์และผลิตลูกเข้าขุนเอง เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงให้ต่ำลง

"หากสนใจอยากเลี้ยงก็ต้องมีทุนพอสมควร โดยโคขุนประมาณ 10 ตัว รวมค่าตัวและค่าอาหารแล้ว จะใช้เงินประมาณ 200,000 บาท"

เมื่อมาถึงคอกจะนำมาพักฟื้นแล้วถ่ายพยาธิ ฉีดวัคซีน จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการเลี้ยงขุน

สำหรับการเลี้ยงที่เลียนแบบหมูขุนนั้น คุณลุงบอกว่า ในส่วนของแกลบดิบที่ซื้อมาจากโรงสีนั้น จะนำมาใส่ในเดือนที่ 3 อันเป็นเดือนสุดท้ายของการเลี้ยง ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาของการเลี้ยงโคขุนพบว่า น้ำหนักของโคที่ขุนจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีปัญหาว่าโคลุกขึ้นมากินอาหารยากขึ้น อีกทั้งบางครั้งเกิดบาดแผลที่ขาและกีบด้วย

โดยลักษณะการเลี้ยงโคขุนของคุณลุงนั้น ได้สร้างคอกเลี้ยงออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นที่ร่ม และส่วนกลางแจ้ง โดยส่วนที่เป็นที่ร่มนั้น บริเวณพื้นคอกจะเทปูนซีเมนต์ และมีบ่อใส่น้ำไว้ให้โคกิน ด้านหน้าจะมีรางหญ้าไว้ใส่อาหารหยาบและอาหารข้น

ดังนั้น เมื่อดัดแปลงการเลี้ยงที่เลียนแบบหมูหลุม คุณลุงจึงเพิ่มส่วนด้านข้างพื้นคอกด้วยการก่ออิฐบล็อคขึ้นมามีความสูง 1 ก้อน โดยล้อมทุกด้าน และบริเวณนี้จะนำแกลบดิบมาเทใส่ไว้ให้สูงประมาณครึ่งก้อนอิฐบล็อค และทยอยเติมแกลบไปเรื่อยๆ

แต่จากที่คุณลุงได้เล่าให้ฟัง ความสูงของอิฐบล็อคที่เหมาะสม ควรสูงประมาณ 2 ก้อน กำลังพอดี แต่ด้วยเหตุที่ทุนยังน้อยอยู่ คุณลุงจึงก่อขึ้นมาก้อนเดียวก่อนในเบื้องต้น

"ตอนนี้ของเราก็เป็นโคหลุมได้ แต่ยังเป็นหลุมตื้นๆ อยู่ ซึ่งต้องก่ออิฐขึ้นมาให้สูง 2 ก้อน จึงจะพอดี และจะสามารถใส่แกลบได้ตั้งแต่เดือนที่ 2 ของการเลี้ยงขุน จะทำให้ได้ปุ๋ยมากขึ้น"

สำหรับแกลบที่นำมาใช้นั้น คุณลุงบอกว่า จะซื้อจากโรงสีข้าวมาครั้งละประมาณครึ่งตัน แล้วนำมาทยอยปูพื้นคอก โดยครั้งแรกเป็นการปูรองพื้นก่อน จากนั้นก็นำแกลบมาใส่เรื่อยๆ

"สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำคือ การกลับแกลบ โดยสองสามวันต้องมีการกลับแกลบครั้งหนึ่ง และจากที่ผมทำมาพบว่า แกลบที่ใส่นั้นไม่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความชื้น อันจะส่งผลกระทบแก่โคที่เลี้ยงเลย "

ทั้งนี้ ราคาแกลบที่โรงสีจำหน่ายนั้น อยู่ที่ตันละ 800 บาท โดยคุณลุงต้องไปขนแกลบมาเอง

โดยรวมระยะเวลาที่แกลบอยู่ในคอกจะนานประมาณ 1 เดือน ซึ่งมีทั้งมูลและเศษอาหารผสมกันอยู่ในนั้น และเกิดการหมักจนกลายเป็นปุ๋ยชั้นดี

สำหรับแกลบที่ผ่านกระบวนการจนกลายเป็นปุ๋ยหมักนั้น ลุงจะนำไปใส่ให้กับแปลงปลูกมันสำปะหลัง ที่อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่

"สำหรับปุ๋ยที่ได้ตอนนี้สามารถใช้ได้ในแปลงมัน ประมาณ 4 ไร่ โดยพอขนไปถึงแปลงก็ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เอาไปราดที่หลังร่องแปลงมันเท่านั้นเอง มันสำปะหลังที่ปลูกก็จะได้ปุ๋ย ทำให้เจริญงอกงามดีมาก" คุณลุงกล่าว

นี่คือ อีกเรื่องราวหนึ่งของการประกอบอาชีพของคนอำเภอสามโก้ ที่ได้รังสรรค์การเลี้ยงให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยผู้สนใจสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง โทร. (035) 697-760


Create Date : 09 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2550 6:52:28 น. 0 comments
Counter : Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com