แหล่งรวบรววมวิธีเล่นหุ้น
 
 

ไอศกรีมกะทิ"ข้าวกล้อง" อร่อยลิ้น ช่วยชะลอความชรา!

[13 มิ.ย. 51 - 17:34]

“ไอศกรีม” ในบ้านเรามีมากมายหลากหลายรสชาติ อาทิ กะทิสด รวมมิตร ช็อกชิฟ มะม่วง ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอาใจผู้บริโภคทั้งนั้น

แม้กระทั่งคน “อยากกิน” แต่กลัว “โรคอ้วน” ก็ยังคิดสูตร “ไขมันต่ำ รวมทั้งไอศกรีมผลไม้” ออกมาที่หลักๆ ไม่ใช้ นม กะทิ เป็นส่วนผสม

และ...ล่าสุด ดร.ลัดดาวัลย์ กรรณนุช ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนำเสนอ “ไอศกรีมกะทิข้าวกล้องสูตรโบราณ”

ดร.ลัดดาวัลย์ เล่าให้ ทีมงาน “ทำได้ ไม่จน” ฟังว่า เกษตรกรหลายพื้นที่หันมาปลูก “ข้าวอินทรีย์” โดยหวังว่าราคาจะสูงกว่าทั่วไป ทว่าเมื่อถึงเวลาขายผลิตผลกลับไม่ได้ตามที่คาดไว้ จึงคิดว่าควรมีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า นึกขึ้นได้ว่า ตอนเล็กๆ คุณแม่ทำไอศกรีมกะทิขาย สมัยก่อนใส่ถัง ใช้แรงคนดึงปั่นให้จับตัวเป็นก้อน

เมื่อได้ข้อสรุป จึงซื้อเครื่องปั่นขนาดเล็กพร้อมบอกสูตรกับทีมงาน ที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มน้ำข้าวกล้อง จมูกข้าวสังหยดจากรำแรก อันจะทำให้มีกลิ่นหอมชวนกินยิ่งขึ้น

...สำหรับ “จมูกข้าวสังหยดรำแรก” ในปัจจุบันหลายคนเริ่มนิยมนำมาใส่เป็นส่วนผสมชงเครื่องดื่ม เพราะจากการศึกษาค้นคว้าพบว่า จะมีสารแอนตี้ ออกซิแดน ที่ช่วยชะลอความแก่ เป็นจำนวนมาก...

ครั้งแรกที่ได้ไอศกรีมออกมา บกพร่องนิดๆตรงที่หวานเกินไป จึงปรับเพื่อให้เข้ากับ “รสลิ้น” ของคนกินที่ไม่พิสมัยความหวานแบบสุดขั้ว

ทั้งนี้ส่วนผสม ประกอบด้วยข้าวกล้อง 200 กรัม หัวกะทิ 1 กก. น้ำตาลทราย 450 กรัม รำจมูกข้าวหอมมะลิหรือรำจมูกข้าวสังหยด 100 กรัม ขั้นแรกนำข้าวกล้องล้างให้สะอาด หากต้องการให้ ไอศกรีมสีเขียว จะใช้ข้าวกล้องหอมมะลิใส่น้ำใบเตย สีชมพู ใช้ข้าวกล้องสังหยด ข้าวมันปูหรือข้าวหอมมะลิแดง และถ้าต้องการ สีม่วง ใช้ข้าวกล้องข้าวเหนียวดำ ปั่นกับน้ำ 2 ลิตร ด้วยเครื่องทำน้ำเต้าหู้จะได้น้ำข้าวกล้อง

จากนั้นนำไปตั้งไฟอ่อน ใส่น้ำกะทิ น้ำตาล ผสมคนให้ละลายเข้ากัน ตามด้วยรำจมูกข้าว พร้อมส่วนผสมอื่น อาทิ เผือก ข้าวโพด ลอดช่อง ตามต้องการ เทใส่ถังปั่นไอศกรีมไฟฟ้าจนกระทั่งส่วนผสมเริ่มจับแข็งตัวทั้งหมด

ขณะที่ปั่นใช้ไม้พายแซะข้างถังเพื่อให้เนื้อจับตัวสม่ำเสมอ จะได้ไอศกรีมประมาณ 2.2 กก. ตักเป็นก้อนใส่กล่องเข้าช่องแข็ง 3-4 ชม. พร้อมนำมารับประทาน หรือจะขาย ซึ่งตัก ได้ประมาณ 3 กล่อง ในราคากล่องละ 90 บาท โดยทั้งหมดนี้ลงทุนประมาณ 87 บาท (ไม่รวมเครื่องทำน้ำเต้าหู้และถังปั่น)



“อุแม่เจ้า...” นับว่าเป็นอีกอาชีพ ที่ลงทุนน้อย กำไรงาม หากทำได้ต้องไม่จนอย่างแน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับทำเล หลักการจัดการด้วย ซึ่งหากมีทั้งหมดนี้รับรอง “งานเข้า” แน่นอน!...

ผู้ที่สนใจเข้ารับการฝึกอบรม สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2561-5059, 0-2561-5210 ในวันและเวลาราชการ





 

Create Date : 18 มิถุนายน 2551   
Last Update : 18 มิถุนายน 2551 8:01:42 น.  


กักแมลงวันผลไม้ด้วยกับ แนวกำจัดศัตรูพืชแบบ บูรณาการ

[18 มิ.ย. 51 - 00:50]

SPS : Sanitary and Phrto sanitary...อนามัยและสุขอนามัยพืช มักจะถูกประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรและอาหารของเรา อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฯลฯ หยิบยกเอามาเป็นเงื่อนไขกีดกันทางการค้า...

...ทั้งนี้ เนื่องจากไทยเรายังไม่สามารถ กำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญให้หมดสิ้นไป โดยเฉพาะ แมลงวันผลไม้ (Oriental fruit fly) นับว่าเป็นตัวปัญหาที่ยังวนเวียนอยู่กับการผลิตพืช... จึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าพืชผักและผลไม้ไทยหลายชนิด

บางประเทศถึงขั้นไม่อนุญาตให้ นำเข้าผลไม้จากไทย และ ในบางประเทศที่ยินยอมก็มีการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไข ต่างๆ อย่างเช่น การอบไอน้ำ การฉายรังสี ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพ คือ รสชาติอาจเปลี่ยนไป

...หรืออายุการเก็บรักษาอาจสั้นลง อันเป็นปัจจัยที่สร้างผลเสียในเชิงเศรษฐกิจต่อผลไม้ ไทย อาทิ มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ ส้มโอ เงาะ ลองกอง กล้วยไข่ ฝรั่งและพริก ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ มอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร กับกรมวิชาการเกษตร เร่งขับเคลื่อน โครงการเขตควบคุมแมลงวันผลไม้เพื่อการส่งออก ในรูปแบบของคณะกรรมการบริหารจัดการฯ โดยมี ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า...ในปีนี้ (2551) ได้ ดำเนินการควบคุมแมลงวันผลไม้ในพื้นที่ปลูกไม้ผลเพื่อการส่งออก 23 จังหวัดครอบคลุมพื้นที่กว่า 4.6 แสนไร่ คือ...พิจิตร พิษณุโลก ราชบุรี ลำพูน อุทัยธานี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ แพร่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครราชสีมา อุดรธานี ชัยภูมิ สกลนคร เลย ระยอง จันทบุรี ตราด และชลบุรี

วิธีการในการควบคุมพยายามใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มหาวิทยาลัยมหิดล และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก...

...จึงบูรณาการขับเคลื่อนเป็นโครงการวิจัยแนวทางการวางกับดักเพื่อการสำรวจ ติดตามและเฝ้าระวังแมลงวันผลไม้ เพื่อให้ได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ามาสนับสนุนด้านการประเมินสถานการณ์ อันจะสามารถนำไปใช้ในการวางแผนควบคุมศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ...



...และช่วยประกันความเสี่ยง ในการผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง

โดยใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ 18 เดือน เก็บข้อมูลแมลงวันผลไม้ 2 ชนิด คือ แมลงวันทอง (Batrocera dorsalis) กับ แมลงวันฝรั่ง (Bactrocera correcta) รวมถึง แมลงวันผลไม้สปีชีส์ (species) อื่นๆ ที่ตอบสนองต่อสารล่อเมทธิวยูจินอล

...หลังสิ้นสุดการศึกษาราวๆเดือนกันยายน 2552 ก็จะ นำข้อมูลมาวิเคราะห์แล้วใช้ กำหนดมาตรฐานการใช้กับดักแบบไตเนอร์สำรวจแมลงวันผลไม้ ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นการยกระดับการดำเนินงานของไทยให้ ทัดเทียมสากล

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้บอกในช่วงที่ออกไปตรวจงานว่า “.......การวางกับดักสำรวจ ติดตามและเฝ้าระวังแมลงวันผลไม้มีความสำคัญต่อการผลิตผลไม้ส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้ฉายรังสี โดย...กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ระบุเงื่อนไขว่า ในสวนผลไม้ที่จะส่งออกต้องมีการวางกับดัก และมีมาตรการควบคุมแมลงวันผลไม้ให้อยู่ในระดับต่ำ...”

...ในขณะเดียวกัน อนุสัญญาอารักขาพืชระหว่างประเทศ (IPPC) ได้ประกาศมาตรฐานระหว่างประเทศด้าน มาตรการสุขอนามัยพืช (ISPMs)

แนวทางการวางกับดัก การติดตามและเฝ้าระวังแมลงวันผลไม้ จะเป็นวิธีหนึ่งที่จะต้องให้ประเทศสมาชิกนำไปปฏิบัติในช่วงระยะเวลาอันใกล้

..การที่เราดำเนินการศึกษาและใช้นำร่อง เป็น แนวบูรณาการสุขอนามัยพืชของไทยที่เดินมาถูกทางแล้ว...!!!





 

Create Date : 18 มิถุนายน 2551   
Last Update : 18 มิถุนายน 2551 8:00:34 น.  


ปุ๋ยบำรุงดินจาก 'สาหร่าย' ใช้ธรรมชาติช่วยบำบัด...ธรรมชาติ

[16 มิ.ย. 51 - 00:18]

หลายประเทศกำลังเผชิญกับการเอาชนะปัญหา ความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน (sustainable food security) ทำให้ ต้องเพิ่มขีดความสามารถด้านเพาะปลูก

และ...จากราคาน้ำมันโลกที่ถีบตัวสูงขึ้น ภาคเกษตรของไทย โดยเฉพาะ “ชาวนา” จึงตกอยู่ ภาวะเสี่ยง ทั้งต้นทุน การแข่งขันด้านส่งออก ซื้อ-ขาย ส่วนหนึ่งเพราะยังต้องนำเข้า “ปุ๋ย” จากต่างประเทศ ในวันนี้ดินหลายแห่งเริ่มมีสภาพเสื่อมโทรม อันเป็นผลพวงจาก “การจัดการ” ที่มุ่ง แต่ “เร่งรัด อย่างรวดเร็ว” ในระยะเวลาสั้น

...เพื่อฟื้นฟูดิน แหล่งน้ำ ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ นักวิชาการศูนย์ จุลินทรีย์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงทำการศึกษาวิจัยโดยนำ “สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว” มาใช้ปรับสภาพดิน

ดร.อาภารัตน์ บอกว่า เมื่อก่อนเกษตรกร ชาวนา รู้จัก 'ปุ๋ยชีวภาพ' น้อยมาก ประกอบกับ 'เคมี' เป็นที่นิยมนำมาเป็นส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มผลผลิต ซึ่งนับวันจะต้องใช้จำนวนมากขึ้น ไม่ เช่นนั้นผลิตผลที่ได้อาจ “เท่าเดิมหรือลดน้อยถอยลง”

ทั้งนี้ เมื่อสำรวจแปลงนาหลายแห่งแถบภาคอีสาน ที่ไม่ใส่ปุ๋ยพบว่าจำนวนข้าวที่ได้ยังคงเดิม ดังนั้น ดร.พงษ์เทพ อันตะริกานนท์ เป็นคนแรกเริ่มโครงการนี้ใน วว. (23 ปีก่อน) จึง เก็บตัวอย่างดินนาทุกอำเภอ ของจังหวัดในประเทศไทย ศึกษา โดย เติมอาหารที่เป็นสูตรสายพันธุ์คัดเลือกเฉพาะ กับสาหร่ายที่มีคุณสมบัติตรึงไนโตรเจน

นำมาเพาะเลี้ยงทดสอบห้องปฏิบัติการ ศูนย์จุลินทรีย์(ศจล.) ของสถาบันฯ พบว่า “สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว” อยู่ได้เกือบทุกสภาพแวดล้อม ปรับตัวเก่ง ทั้งยังสะสมอาหารหน้าแล้ง เมื่อมาแช่น้ำสามารถเจริญเติบโตได้ เป็นเช่นนี้เนื่องจากตัวเคลือบ (พอลิแซคคาร์ไลด์) ที่ห่อหุ้มและป้องกันรังสียูวี ทนต่อความร้อน ทำให้อยู่รอดในสิ่งแวดล้อมได้ดี



จึงนำมาเข้าสู่ขบวนการเติมสารอาหารที่ดินต้องการในรูป “ปุ๋ยชีวภาพ” ซึ่งมีจุลินทรีย์มีชีวิต เสมือนใส่ โรงงานผลิตปุ๋ยเล็กๆ ลงไปในดิน บางส่วนตาย ส่วนที่รอดจะปรับตัว พร้อมขยายพันธุ์ต่อไป ซึ่งวิธีนี้ เป็นการใช้ธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ

เพื่อให้สะดวกต่อการใช้จึงทำออกมา แบบผง ผสมกับวัสดุรองรับ (ฟิลเลอร์) แต่เกษตรกรไม่นิยมเพราะใช้ยาก จึง ปั้นเป็นเม็ด จากนั้น...เอาไปใช้ในแปลงนาทดสอบในพื้นที่หลายจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ ปทุมธานี สกลนคร และสุพรรณบุรี

โดยทำแปลงเปรียบเทียบคือ แปลง A ใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมกับปุ๋ยเคมี 50 เปอร์เซ็น และ แปลง B ใช้ปุ๋ยเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ ในหนึ่งฤดูการเพาะปลูก พบว่าแปลง A สภาพดินดีขึ้น รากต้นข้าวสามารถชอนไชหาอาหารได้ยาว ลำต้นแข็งแรง เก็บเกี่ยวผลผลิต ได้เฉลี่ย 75-80 ถัง/ไร่

ส่วนแปลง B ได้ผลผลิต 80 ถัง/ไร่ ต้นข้าวไม่แข็งแรง รากมีน้อย ปีที่ 2 ใช้ปุ๋ยเคมีปริมาณ 1 ใน 4 หลังเก็บเกี่ยวพบว่าปริมาณผลผลิต แปลง A เพิ่ม 10-20 เปอร์เซ็นต์ สรุปว่า ปริมาณข้าวเปลือกที่ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพดิน ระยะเวลาการใช้ แม้ฤดูแรกผลิตผลน้อยลงหรือคงที่ แต่มีการลงทุนที่น้อยลงกว่าเดิม

ฉะนี้...แม้จะเห็นผลช้า แต่เกษตรกรต้องช่วยตัวเอง ทำทุกอย่าง ยอมที่จะได้ผลน้อยๆในช่วงแรก กระทั่งเมื่อดินมีการพักฟื้นตัว ผลผลิตจึงเพิ่มขึ้น เหมาะสมกับต้นทุนที่ใช้ไป ใครปรับตัวเปิดใจย่อมประสบผลสำเร็จ ไปยังจุดคุ้มทุนก่อน

ชาวนาทั้งมือใหม่หัดไถ และมือ อาชีพที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2577-9000 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว





 

Create Date : 18 มิถุนายน 2551   
Last Update : 18 มิถุนายน 2551 7:59:38 น.  


“ลำไยบ้านโฮ่ง 60” อร่อยเก็บได้นาน [12 มิ.ย. 51 - 17:42]



ลำไยพันธุ์นี้ เป็นลูกไม้กลายพันธุ์ด้วยการเพาะ ด้วยเมล็ดจากพันธุ์แม่ชื่อ “อีดอ” ของจังหวัดลำพูน โดย “ลำไยบ้านโฮ่ง 60” จะมีลักษณะผลใหญ่กว่าผลลำไยสายพันธุ์อื่นเห็นชัดเจน ยิ่งถ้าผู้ปลูกดูแลบำรุงถึงๆหน่อย ผลจะยิ่งมีขนาดใหญ่มากขึ้น โตกว่าเหรียญ 10 บาท ใน ปัจจุบัน เนื้อในของ “ลำไยบ้านโฮ่ง 60” มีลักษณะพิเศษคือ แห้ง หนา ไม่ฉํ่านํ้า รสหวานกรอบ เวลาแกะเปลือกจะไม่มีนํ้าพุ่งออกมาให้เลอะ เทอะเหมือนลำไยทั่วไป และ ที่เป็นจุดเด่น อีกอย่างหนึ่งของ “ลำไยบ้านโฮ่ง 60” ได้แก่ เปลือกผลจะมีความหนากว่าเปลือกลำไยพันธุ์ อื่น จึงสามารถเก็บไว้ได้นาน เป็นผลดีต่อการ ขนส่ง หรือส่งไปจำหน่ายในที่ไกลๆได้สบาย ไม่ต้องกังวลว่าผลจะเสียหายง่ายๆ

ลำไยบ้านโฮ่ง 60 มีชื่อวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับลำไยทั่วไปคือ NEPHELIUM LONGANA อยู่ในวงศ์ SAPINDACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบเป็น รูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคน ใบเกือบมน แต่ใบจะมีความหนาและใหญ่กว่าใบลำไยทั่วไป เป็นสีเขียวสด เวลาใบดกจะให้ร่มเงาดีมาก

ดอก ออกเป็นช่อแบบแยกแขนง ช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกเป็นสีเหลืองนวล “ผล” เป็นรูปกลม ผลมีขนาดใหญ่ กว่าผลลำไยทั่วไปตามที่กล่าวข้างต้น เปลือกผลหนาทำให้เนื้อผลด้านในไม่ เสียง่าย เปลือกผลสีนํ้าตาลเข้ม เนื้อในหุ้มเมล็ดเป็นสีออกเหลืองใส ไม่ฉํ่านํ้า รสชาติหวานกรอบอร่อยมาก 1 ผล มี 1 เมล็ด รูปทรงกลม เป็นสีดำ เวลาติดผล จะเป็นพวงขนาดใหญ่ 60-70 ผล ต่อพวง ติดผลปีละครั้ง สามารถเก็บผลรับประทานหรือ เก็บผลขายได้ในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และทาบกิ่ง

ปัจจุบัน สามารถปลูกลำไยให้ออกผล นอกฤดูกาลได้ โดยการใช้ สารโปแตสเซียมคลอเรต ซึ่งเป็นสารใช้ในการเร่งหรือกระตุ้น โดยสารดังกล่าวก็คือสารที่ใช้ ทำดอกไม้ไฟทั่วไปนั่นเอง เวลานี้ไม่มีใครใช้กันแล้ว เนื่องจากสารดังกล่าวมีราคาแพง และมีกฎหมายควบคุมด้วย ประกอบกับปัจจุบันลำไยล้นตลาด ขายไม่ออก หรือราคาตกตํ่า ภาครัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือพยุงราคาหรือประกันราคากันอยู่

ดังนั้น “ลำไยบ้านโฮ่ง 60” จึงเหมาะ จะปลูกเพื่อเก็บผลรับประทานในครัวเรือน ส่วนใครคิดจะปลูกเพื่อเก็บผลขายควรเสาะหาตลาดรองรับให้ดี ปัจจุบัน “ลำไยบ้านโฮ่ง 60” มีต้นขายที่ตลาดนัด ไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณภิญโญ” ตรงกันข้ามกับโครงการ 13 ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”





 

Create Date : 12 มิถุนายน 2551   
Last Update : 12 มิถุนายน 2551 8:32:07 น.  


เครื่องสาวไหมยูบี 3 มิติใหม่การพัฒนาของ สมมช. [6 มิ.ย. 51 - 19:18]



ในวาระสำคัญต่างๆของแผ่นดินสยาม เช่น เฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี...พระราชอาคันตุกะ ทั้งหลายที่ได้เสด็จมาร่วมในพระราชพิธี ก็ได้รับพระราชทาน “ผ้าไหมยกทอง” เป็นที่ระลึก...อันล้ำค่าเปรียบเป็นราคามิได้...!!!

ผ้าไหมหรือผลิตภัณฑ์ไหม จึงเปรียบเสมือนในทางมรดกอันหนึ่งของไทยเรา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ตั้งหน่วยงาน สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (สมมช.) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและพัฒนา กระบวนการผลิตผ้าไหม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำคือ ปลูกหม่อนเพื่อเป็นอาหารตัวไหม จนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไหม...

นายประทีป มีศิลป์ ผู้อำนวยการ สมมช. กล่าวว่า การผลิตผ้าไหมให้มีคุณภาพดี จะต้องใช้เครื่องมือทันสมัย ในอดีตเรามี เครื่องสาวไหมอุบลราชธานี 50 หรือ ยูบี 2 ที่ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อปี 2539 ซึ่งเป็นเครื่องสาวไหมขนาดเล็กที่สาวเส้นไหมและกรอไจเส้นไหมได้ แต่ควบตีเกลียวไม่ได้

สมมช.จึงได้ประดิษฐ์เครื่องสาวไหมที่พัฒนาขึ้นมาให้สามารถทำได้ทั้ง ควบตีเกลียวเส้นไหม และ กรอไจเส้นไหม ในเครื่องเดียวกันขึ้นมาใน ปี 2550

นายส่งรักษ์ เต็งรัตนประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (นครราชสีมา) บอกถึงเรื่องนี้ว่า...ได้รับความร่วมมือจาก นายสุเมธ นวเศรษฐวิสูตร นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอ แนะนำพร้อมกับประดิษฐ์เครื่องมือตัวใหม่ที่เรียกว่า “เครื่องสาวไหมยูบี 3” โดยมีส่วนประกอบทั้งหมดได้แก่ อ่างสาวไหม ขอเกี่ยวรวมเส้นไหม รอกสาวไหม 3 ตัว อักสาว ตัวกระจายเส้นไหม ชุดควบตีเกลียวและอักกรอไจไหม

ขั้นตอนการทำงาน จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ ขนาดครึ่งแรงม้า (0.5 แรงม้า) ความเร็วของอักสาว 140-430 รอบต่อนาที สามารถปรับให้ เหมาะสมกับความชำนาญของผู้สาวไหมได้ เมื่อใช้มู่เล่เพลาอักสาวขนาด 3 นิ้ว และใช้มูเล่เพลาขับขนาด 2.0, 2.5 และ 3.0 นิ้ว ให้ความเร็ว 140, 170 และ 220 รอบต่อนาที เหมาะสำหรับการสาวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน หากใช้มู่เล่เพลาอักสาวขนาด 2.5, 2 นิ้ว และมู่เล่เพลาขับขนาด 3.5 นิ้ว ให้ความเร็ว 340 และ 430 รอบต่อนาที ซึ่ง เหมาะสำหรับการสาวไหมพันธุ์ไทยปรับปรุง

เครื่องสามารถควบตีเกลียวได้ ครั้งละ 1 แกนปั่น การทำงานของส่วนควบตีเกลียว แยกจากส่วนสาวไหมทำงานได้ 2 ลักษณะในเวลาเดียวกัน ทั้งสาวและควบตีเกลียว หรือทั้งสาวและกรอไจเส้นไหมได้ในเครื่องเดียวกัน ทำให้สามารถผลิตเส้นไหมนำไปทอเป็นผ้าไหมที่มีคุณภาพดี

ใครสนใจกริ๊งกร๊างหา ผอ.ประทีบ 0-2579-3118, 0-2579-5595 หรือจะไปขอข้อมูล ที่ สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติฯ ณ เกษตรกลางบางเขน ...เวลาราชการ.






 

Create Date : 12 มิถุนายน 2551   
Last Update : 12 มิถุนายน 2551 8:26:29 น.  


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  
hoon_vi
 
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 19 คน [?]




เป็นนักลงทุนมือใหม่ กำลังหาวิธีการเหมาะสำหรับตัวเอง ชอบการถ่ายรูป ท่องเที่ยว เขียนบทความ
[Add hoon_vi's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com