Group Blog
 
 
มกราคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
23 มกราคม 2549
 
All Blogs
 
สารพันปัญหาความงาม

" อยากถามถึงเรื่องข้อคิดในการใช้เครื่องสำอางและเครื่องสำอางจำเป็นไหม ? "


ขอตอบคำถามหลังก่อนนะครับเรื่องของเครื่องสำอางและการแต่งเติมเสริมสวย นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงาน ทุวันนี้จริงครับ เคยมีงานวิจัยพบว่า เวลาสมัครเข้าทำงาน ผู้คัดเลือกจะตัดสินใจรับหรือไม่รับผู้สมัครในช่วงเวลาแค่ 2-3 วินาทีแรกของการสัมภาษณ์เท่านั้น ดังนั้นบุคลิกภาพและความประทับใจครั้งแรกก็เป็นสิ่งจำเป็นจริงๆ ช่างแต่งหน้าและทำผม ที่มีความสามารถย่อมทำให้บุคลิกดูดีขึ้นได้จริง ส่วนในแง่ของแพทย์ผิวหนังนั้น ก็จะเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพผิวและรักษาโรคผิวหนัง แพทย์ผิวหนังไม่มีความสามารถ ที่จะแต่งหน้าเจ้าสาวให้สวยได้เท่าเมคอัพอาร์ตทิสแน่นอนครับ อย่างไรก็ตามก็ต้องฝากว่า ในแง่ของการรักษาโรคผิวหนัง เช่น โรคสิว โรคฝ้านั้นเป็นเรื่องของแพทย์โดยตรง คงจะก้าวก่ายกันไม่ได้ ยารักษาโรคสิวบางตัว หากใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์จะทำให้ ทารกในครรภ์พิการได้ ขอฝากข้อคิดง่ายๆ ในการใช้เครื่องสำอางดังนี้นะครับ

ข้อแนะนำยามใช้เครื่องสำอาง

- ปิดฝาจุกเครื่องสำอางให้แน่นเมื่อใช้เสร็จ
- รักษาความสะอาดกระปุก ขวด และหลอดเครื่องสำอาง อย่าให้ฝุ่นเกาะเขรอะ เก็บเครื่องสำอางไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่เย็น หรือร้อนเกินไป
- ทำความสะอาดแปรงและฟองน้ำที่ใช้กับเครื่องสำอางด้วยสบู่อ่อนและน้ำบ่อยๆ
- รักษาความสะอาดของดินสอเขียนตา และเหลามันบ้างเป็นระยะๆ
- ใช้สำลีก้อนหรือพัฟแบบใช้แล้วทิ้ง
- ต้องล้างเมคอัพออกจากใบหน้าทุกครั้งก่อนเข้านอน
- หมั่นตรวจตราอายุการใช้งานของเครื่องสำอางโดยเฉพาะมาสคาร่า ถ้าอายุเกินกำหนด ก็ควรทิ้งเสียดีกว่า
- มาสคาร่าที่มีอายุนานเกิน 3-4 เดือน ควรทิ้งไป ถ้ามีกลิ่นและสีเปลี่ยนก็ควรทิ้ง ทั้งนี้เพราะมาสคาร่ามีโอกาสเกิดบักเตรีปนได้ง่ายกว่าเครื่องสำอางอื่น
- หากมีการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือที่ดวงตา เครื่องสำอางที่ใช้อยู่อาจมีบักเตรี มาปะปนได้ จึงควรทิ้งเครื่องสำอางที่ใช้ในช่วงนั้น หยุดใช้เครื่องสำอางสักพัก จนกว่าอาการติดเชื้อจะหายดี
- พบว่าเครื่องสำอางส่วนใหญ่มีอายุอยู่นานถึง 1 ปี มียกเว้นก็แต่พวกมาสคาร่า ที่จะอยู่ได้เพียง 3-4 เดือน โดยทั่วไปแล้วไม่ควรใช้เครื่องสำอางเก่าเก็บ นอกจากนั้นพบว่าเครื่องสำอางที่ทำขายกันเองตามบ้านอาจมีเชื้อบักเตรีปนอยู่ได้ จึงควรหลีกเลี่ยงเสีย ถ้าครีมเมคอัพเปลี่ยนสี แห้งผากหรือเนื้อครีมแยกชั้น ก็โยนทิ้งตะกร้าไปเถอะครับ ทั้งนี้เพราะครีมเก่าเก็บจนใช้ไม่ได้ผลแล้ว และยังอาจมีเชื้อบักเตรีปนอยู่ด้วย

ข้อห้ามสำหรับการใช้เครื่องสำอาง

- ห้ามใช้เครื่องสำอางของคนอื่น และก็อย่าให้คนอื่นยืมเครื่องสำอาง เพราะอาจมีการถ่ายทอดโรคติดเชื้อต่อกันได้
- ห้ามใช้เครื่องสำอางตัวอย่างที่ตั้งไว้ตามเคาน์เตอร์เครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้า พบว่าถ้าใช้ลิปสติกตัวอย่างที่มีผู้เป็นโรคเริมเคยใช้ก่อนหน้าอาจติดเชื้อโรคเริมได้ เครื่องสำอางชนิดอื่นๆ ก็ช่วยส่งเสริมให้มีการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อทางผิวหนัง และนัยต์ตาได้ด้วย
- ห้ามใช้เครื่องสำอางหากยังไม่ได้ล้างหน้า ใช้สบู่อ่อนล้างหน้าให้สะอาดเสียก่อน แล้วจึงค่อยทาเครื่องสำอาง
- ห้ามทาเมคอัพทันทีที่ตื่นนอน รอสักนิดอย่างน้อยให้หนังตาที่บวมหลังตื่นนอน ยุบลงก่อนค่อยทาเครื่องสำอาง
- ห้ามทาตาระหว่างอยู่ในรถ เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุรถเบรคกระทันหันหรือรถชน ดินสออาจทิ่มตาบอดได้ อันตรายนะครับ
- ห้ามทามาสคาร่าด้วยไฟเบอร์ หากใส่คอนแท็คเลนส์
- ห้ามเติมอะไรลงไปในเครื่องสำอาง การเติมน้ำลงไปในเครื่องสำอางจะทำให้ เชื้อบักเตรีเติบโตได้ง่าย
- ห้ามใช้เครื่องสำอางที่ผสมวิตามินอี เพราะไม่มีประโยชน์อะไรต่อผิวหนัง แถมยังจะทำให้ผิวหนังเกิดผื่นแพ้ขึ้นอีกด้วย



" เครื่องสำอางที่ใช้แล้วไม่แพ้ มีจริงหรือไม่ ? "


โทษของเครื่องสำอางเป็นที่หวาดกลัวกันก็คือ เรื่องของการแพ้เครื่องสำอางนั่นแหละครับ เพราะคงเคยได้ยินได้ฟันกันมาแล้วว่าสำหรับบางท่านที่โชคไม่ดี เมื่อทาเครื่องสำอางแล้ว แทนที่ใบหน้าจะสดใสเนียนนวล กลับเกิดอาการเห่อแดง ที่โชคร้ายมากหน่อยก็มีตาบวม หรือถึงขนาดผิวหนังพุพอง มีน้ำเหลืองเยิ้มกันเลยทีเดียว

บริษัทเครื่องสำอางจับจุดนี้ได้ จึงเร่งผลิตเครื่องสำอางที่ใช้แล้วไม่แพ้ (Nonallergenic) หรือเครื่องสำอางที่ใช้แล้วมีโอกาสแพ้แต่น้อย (Hypoallergenic) นับเป็นกลยุทธ์การตลาด ที่ขจัดความกลัวและความลังเลของผู้ซื้อให้หมดไป

ตามความเป็นจริงแล้วการแพ้เครื่องสำอางนั้นพบได้น้อย และมักเป็นปฏิกิริยา ที่เกิดเนื่องจากคนที่แพ้เครื่องสำอางนั้น แพ้สารเคมีตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัวในเครื่องสำอาง เมื่อเครื่องสำอางยี่ห้อใดก็ตามติดฉลากไว้ว่า Hypoallergenic ผู้ซื้อมาใช้ย่อมเกิดความรู้สึกว่า เมื่อใช้เครื่องสำอางนั้นแล้วจะไม่แพ้ หรือมีโอกาสแพ้น้อยกว่าเครื่องสำอางยี่ห้อ ที่ไม่ได้ติดฉลากคำนี้ไว้ แค่จากข้อเท็จจริงนั้นไม่เป็นจริงในทุกกรณีไป

เมื่อประมาณ 40 กว่าปีมาแล้ว ผู้ผลิตเครื่องสำอางบางรายได้ผลิตเครื่องสำอาง ที่ปราศจากส่วนผสมของสารเคมีที่มีโอกาสแพ้ได้บ่อย เช่น กลิ่นหอม (Fragrances) บางชนิด เครื่องสำอางเหล่านี้ได้ชื่อว่า Hypoallergenic เนื่องจากเครื่องสำอางเช่นที่ว่านี้ได้รับ ความนิยมจากตลาดเครื่องสำอางมาก ดังนั้นบริษัทเครื่องสำอางส่วนใหญ่จึงพยายามหลีกเลี่ยง ที่จะใส่ส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการแพ้ได้ แท้ที่จริงแล้ว บริษัทเครื่องสำอางใหญ่ๆ แทบทุกบริษัทในขณะนี้ ก็ได้พยายามผลิตเครื่องสำอางที่ใช้แล้วแพ้น้อยที่สุด เพราะบริษัทย่อมไม่อยากผลิตเครื่องสำอางที่ใช้แล้วแพ้ง่ายออกวางขายแก่ผู้ใช้ เพราะย่อมหมายถึงความล่มจมของบริษัทนั่นเอง

ที่ต้องขอย้ำไว้ คือส่วนใหญ่เรามักเข้าใจว่า เครื่องสำอางที่ได้ชื่อว่า Hypoallergenic นั้นจะไม่ก่อให้เกิดการแพ้ แท้ที่จริงแล้วคำว่า Hypoallergenic หมายความว่า ผู้ผลิตเครื่องสำอางได้พยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีที่ทราบว่าก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ก็ยังไม่มีบริษัทใดที่สามารถผลิตเครื่องสำอางที่ใช้แล้ว ไม่เกิดอาการแพ้เลย (Nonallergenic)

นอกจากนั้น บริษัทเครื่องสำอางได้พยายามใช้ถ้อยคำบรรยายเครื่องสำอางหลายรูปแบบ ที่เน้นให้เห็นว่าเครื่องสำอางของตนนั้นมีความปลอดภัยสูงและใช้แล้วไม่แพ้ เช่น คำว่าใช้สารธรรมชาติ (Natural) สมุนไพร (Herbal) คงเป็นคำโฆษณาที่เราได้ยินมาจนคุ้นแล้ว แต่คำเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายมากนัก เป็นเพียงถ้อยคำที่เสริมเข้ามาเพื่อเร้าความสนใจ และยอดขายเท่านั้น

เทคนิคการโฆษณาอีกแบบหนึ่งคือ การใช้คำว่าผ่านการรับรองและทดสอบ โดยแพทย์ผิวหนัง โฆษณาแบบนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะกล่อมให้ผู้ซื้อให้เชื่อว่าเครื่องสำอาง ยี่ห้อนั้นๆ มีความปลอดภัยสูง แต่สิ่งที่ผู้ผลิตเครื่องสำอางไม่ได้บ่งชี้ให้ชัดเจนลงไป คือจะมีการบ่งบอกว่าใครเป็นคนทำการทดสอบ และการทดสอบนั้นๆ เป็นอย่างไร มีการทดสอบกี่ครั้ง ทำให้ถ้อยคำเหล่านี้ไม่มีความหมายมากนัก



" การแพ้เครื่องสำอางมีลักษณะอย่างไรบ้าง ? "


ลักษณะการแพ้เครื่องสำอางที่แสดงออกให้เห็นจะเป็นรูปของผื่นคันแดง บวม หรือขึ้นเป็นตุ่มน้ำพองใส การแพ้เครื่องสำอางนั้นมักเกิดเมื่อใช้เครื่องสำอางยี่ห้อใหม่ที่เพิ่งซื้อมา แต่ก็พบได้บ่อยกว่าการแพ้เครื่องสำอาง อาจเกิดหลังจากใช้เครื่องสำอางยี่ห้อเดียว ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหลายเดือนหรือหลายปี โดยทั่วไปผู้ใช้เครื่องสำอางที่มีประวัติส่วนตัว หรือประวัติครอบครัวของโรคหอบหืด แพ้อากาศ ลมพิษ มักเกิดการแพ้เครื่องสำอาง โดยเฉพาะการแพ้ต่อเครื่องสำอางที่มีน้ำหอมเป็นส่วนประกอบ

หากแพ้เครื่องสำอางยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง ก็อย่าเพิ่งท้อแท้หมดหวังว่ามิอาจใช้เครื่องสำอาง ได้อีกต่อไป เพราะการทดสอบบางอย่างจะช่วยระบุไว้ว่าแพ้ส่วนประกอบตัวใดตัวหนึ่ง ในเครื่องสำอาง และสามารถหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบนั้นๆ ได้

ตัวอย่างคือ สมมติว่า แพ้ Blush ที่ทำให้หน้าแดงยี่ห้อหนึ่ง สิ่งแรกที่ควรกระทำคือ งดการใช้ครีมตัวนั้นเสีย รอให้อาการแพ้หายไปก่อนซึ่งอาจกินเวลาถึงสองสัปดาห์แล้ว ก็เลือก Blush ทาหน้าแดงยี่ห้ออื่นลองใช้ทาดูสัก 3 วัน ถ้าไม่เกิดอาการแพ้จะแสดงว่า ไม่น่าแพ้สีแพงที่ผสมอยู่ในครีม แต่แพ้ส่วนประกอบอื่นๆ กลิ่นหอมในครีมชนิดแรก ก็สามารถใช้ Blush ยี่ห้ออื่นๆ ไปได้

แต่ในกรณีที่เกิดผื่นแพ้ขึ้นเมื่อใช้ครีม Blush สีแดงยี่ห้อใหม่ ก็อาจแสดงว่า แพ้สีแดงที่ผสมอยู่ รอให้อาการแพ้หายไปแล้วลองเปลี่ยนเป็นสีอื่นทาดูสัก 3 วัน ถ้าไม่แพ้ก็อาจใช้ Blush สีอื่นต่อไปได้

ถ้าโชคร้าย แม้ว่าใช้ Blush สีอื่นแล้วก็ยังแพ้อยู่ก็น่าจะแพ้ส่วนผสมหลักตัวใดตัวหนึ่ง ในเนื้อครีม ในกรณีนี้จะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คืองดเว้นการใช้เครื่องสำอางไปเลย หรืออีกกรณีหนึ่งก็คือ ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อทำการ ทดสอบภูมิแพ้โดยวิธี Patch Test เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าแพ้ส่วนประกอบตัวใดในเนื้อครีม



" ปัจจุบันผู้หญิงไทยมีอาการผิวหนังอักเสบรอบปากกันมาก
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการใช้หรือการแพ้เครื่องสำอางหรือไม่คะ ? "


ในขณะนี้พบการระบาดของโรค ผิวหนังอักเสบรอบปาก บ่อยในสตรีไทย ภาษาแพทย์เรียกว่า Perioral Dermatitis พบบ่อยในหญิงอายุ 16-45 ปี มีลักษณะเป็นตุ่มแดง และผื่นแดง อาจมีขุยเล็กน้อยรอบๆ ปาก ตามร่องจมูกจรดมุมปากจนถึงคาง แต่บริเวณ ที่ชิดรอบริมฝีปากจริงๆ ผิวหนังจะมีลักษณะปกติ อาจมีอาการคันร่วมด้วย

สาเหตุของโรคนี้มีหลายข้อสันนิษฐาน เคยเชื่อว่าเกิดจากแสงแดด การติดเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในเครื่องสำอาง ไรของผิวหน้า การระคายเคือง เช่น ใช้กระดาษเช็ดหน้าแรงๆ ไปจนถึงถูกหนวดเคราของแฟนหนุ่มเวลาจูบ อาจกระตุ้น ให้เกิดโรคนี้ได้ บางคนเชื่อว่าน้ำมันอบเชยที่ใช้ผสมในลิปสติก หมากฝรั่งที่ใช้เป่า เป็นลูกโป่งได้และในเครื่องดื่ม อาจเป็นตัวกระตุ้นยาสีฟัน โดยเฉพาะพวกที่ผสมฟลูออไรด์ ตลอดจนถึงการใช้เครื่องสำอาง บางตัวก็อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ พบว่า ระดับฮอร์โมนในร่างกายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคนี้ เพราะหลายคนจะมีโรคเห่อ ก่อนมีประจำเดือน บางคนโรคกำเริบเวลาท้อง ผู้ป่วยบางรายมีประวัติรับประทาน ยาคุมกำเนิดพบว่า โรคนี้อาจเกี่ยวข้องกับโรคเซ็บเดิม (รังแคของผิวหน้า) พบได้บ่อย ในคนที่ใช้เครื่องสำอางมาก ในบุคลากรทางการแพทย์ (เพราะหาสเตียรอยด์มาทาได้ง่าย) และในบุคคลที่มีความเครียดสูง สำหรับสาเหตุที่ค่อนข้างแน่ชัดสำหรับโรคนี้คือ การใช้ครีมสเตียรอยด์ ทาผิวหนังต่อเนื่องกันนานๆ โดยเฉพาะพวก Fluorinated glucocorticold นอกจากนั้นสเตียรอยด์ในรูปยารับประทานก็มีส่วนทำให้โรคนี้กำเริบได้

สำหรับแนวทางการรักษาโรคนี้ ต้องหยุดการใช้สเตียรอยด์ และต้องรับประทาน ยาปฏิชีวนะ เช่น เตตร้าไซคลิน หรืออีริโทรมัยซิน อย่างไรก็ตามควรพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อวินิจฉัยแยกโรคจากโรคเซ็บเดิม โรคสิวหน้าแดง (rosacea) การแพ้เครื่องสำอาง และโรคสิวให้ได้ก่อน

โดย....นพ.ประวิตร พิศาลบุตร

[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2544 ]



Create Date : 23 มกราคม 2549
Last Update : 23 มกราคม 2549 13:51:05 น. 1 comments
Counter : 902 Pageviews.

 
เราเคยลองใช้เหมือนกันไอ้ ตัว Peeling และก็ Lotion ดีน่ะ แต่ราคาสูงหน่อย ถ้าเทียบกับคุณภาพ ดีมากๆๆเลยน่ะ มันใช้ได้นานอยู่ ดูใสวิงดีอะ


โดย: ออม IP: 58.8.251.80 วันที่: 7 กรกฎาคม 2553 เวลา:16:33:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เดอะ กั้ง
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





Some magic from above
Made this day for us, just to fall in love

Just love me tenderly
And I'll give to you every part of me

Be always true to me
Keep this day in your heart eternally






free-counter
counter


Image hosting by Photobucket
หลังไมค์หา เดอะ กั้ง




...Reading...





เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน- ใบพัด




คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ พ.1 : Kafka on the Shore - ฮารุกิ มุราคามิ



***********

ข้อความข้างล่างนี่จริงๆ ไม่อยากเขียนไว้เลย แต่ใส่ไว้กันหลายๆ คนอ้างว่าไม่รู้กฎหมายและมารยาท ก็แล้วกันนะคะ


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Friends' blogs
[Add เดอะ กั้ง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.