สิงหาคม 2559

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
Germany & France "Cute Little Towns" June 2016 : Chapter 3 Heidelberg เมืองเล็กชายแดนเยอรมนี




กติกามารยาทของบล็อก

หลายรูปส่งขายไปแล้ว ใครใคร่อยากใช้งาน กรุณาซื้อได้ที่เว็บเอเจนซี่ทั้งหลายเล่านี้นะคะ

ส่วนรูปอื่นๆ นั้น กรุณามาขออนุญาตกับเราก่อนค่อยนำไปใช้ (ที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์) นะจ๊ะ


=================================================

Day 4 : June 12, 2016 ไปชายแดนเยอรมนี Heidelberg

เช้านี้เราต้อง check-out จากโฮสเทลแห่งนี้แล้วววววว จะกลับมาใหม่ก่อนวันบินกลับไทยค่ะ

เราลงมาเร็วเลยเดินไปเดินมาถ่ายรูปแถวๆ นั้นไว้ เรียกว่าอยู่ใจกลางเมือง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเลยทีเดียว




แถวๆ Jaeger's Hostel รายล้อมไปด้วยบรรดา Hotel และ Hostel เต็มไปหมดเลยค่ะ ทุกตรอกซอกซอย แน่นขนัดไปหมด



เดินออกมาที่ถนนเส้นหลักก็เจอทางลง metro หรือรถไฟใต้ดินแล้วค่ะ





ที่นี่มี tram หรือรถรางด้วยนะคะ เรียกว่ามีทั้งบนดินและใต้ดินเลย 

ตรงหัวมุมถนนทางซ้ายในรูปเป็นร้านขายยาด้วยนะคะ แต่ถ้าเดินตรงไปถามทางเรื่อยๆ จะเจอร้าน DM ไว้ซื้อของใช้ด้วยล่ะค่ะ

ร้านขายยาที่นี่ใช้สัญลักษณ์เป็นตัวอักษร A สีแดง มาจากคำว่า Apotheke ค่ะ (ตอนแรกมองหากากบาทแบบบ้านเราดันหาไม่เจอ เค้าใช้ไม่เหมือนเรานี่เอง)

เช้านี้เราจะไปหามื้อเช้าที่สถานีรถไฟกัน ของกินเยอะแยะหาซื้อได้ที่นี่เลยค่ะ





ซุปเปอร์เล็กๆ หน้าทางเข้าสถานี เราหาซื้อน้ำ ซื้อขนมร้านนี้ประจำ



ร้านอาหารแบบ finger food เป็นส่วนใหญ่ค่ะ บางร้านก็มีโต๊ะนั่งด้วยแต่เราไม่เคยนั่งกะเค้านะ ซื้อกลับโฮสเทลตลอด





นี่อาจเป็นหัวใจของใครบางคนที่ติดกาแฟ :D

หลังจากแยกย้ายไปซื้อมื้อเช้ามาแล้ว เรานัดเจอกันหน้า Starbucks ค่ะ นี่คือสิ่งที่เราได้มา



สลัดอกไก่แบบซีซ่าร์ แล้วก็พุดดิ้งเชียราดซอสเบอรี่ ร้าน Dean & David (ของกินง่ายๆ ราคาโอเคค่ะ ฝากท้องไว้หลายมื้อแล้ว) เราจะหิ้วไปกินบนรถไฟกัน



ได้ขนมปังชิ้นเล็กนี้มาพร้อมกันด้วยค่ะ อร่อยดี น่าจะเป็นขนมปังที่ทำจากพวกเมล็ดพืชไม่ได้ขัดสีนะ (เรียกไม่ถูก)

อาหารที่นี่ถ้าเป็นสาย healthy น่าจะแฮปปี้นะคะ ร้าน D&D ก็เป็นแนวนั้นเกือบทั้งร้านเลยด้วย 

มารอรถไฟกันดีกว่า ชานชาลาเราวันนี้ใกล้มาก อยู่ถัดจาก Starbucks นี่เอง 5555





การเดินทางหลักๆ ในทริปนี้จะเป็นรถไฟกับขนส่งมวลชนทั่วไปค่ะ ได้รสชาติไปอีกแบบ ชีวิตมีขึ้นมีลงเหมือนขึ้นรถนั่นแหล่ะ 5555





รถไฟสภาพดีค่ะ กลางเก่ากลางใหม่ แต่สะอาด มีปลั๊กไฟให้เสียบชาร์จแบต (แต่เป็นหลุมกลมแบบยุโรป เตรียมหัวต่อไปด้วยก็ดี) ไม่มี wifi ให้ใช้ แต่มีห้องน้ำให้ สะดวกสบายพอประมาณ มีพนักงานเดินตรวจตั๋วด้วยค่ะ พริ้นท์ลงกระดาษเตรียมมาด้วยนะ

รถออกสักพักเราก็เริ่มเปิดอาหารเช้ามากินกันจ้า นี่ลืมถ่ายสลัดมาเพราะอยากกิน หิวละ ข้ามมาที่เชียพุดดิ้งดีกว่า




เม็ดเชียหน้าตาคล้ายๆ เม็ดแมงลักค่ะ เหนียวๆ ยืดๆ จืดๆ กินกับซอสราสเบอรี่เปรี้ยวๆ ไป ตัดกันดี



เราชอบวิถี healthy แบบนี้นะ 55555 แต่ถามว่ากลับมาผอมมั้ย...ตอบเลยว่า "ไม่!!!"



เส้นทางของเราต้องวิ่งเลยไปถึง Stuttgart ด้วยแล้วค่อยวิ่งกลับไป Heidelberg ค่ะ

เห็นแบบนี้นะคุณ ฝนตกตลอดทางเลยจ้ะ ดีหน่อยที่ไปถึง Heidelberg แล้วฝนหยุดให้เราแป๊บนึงได้พอขนกระเป๋าขึ้นแท็กซี่ไปโฮสเทลได้



รถไฟจอดก็ยังตกค่ะ สงสารเด็กๆ ในรถเข็น แม่เข็นมาขึ้นลิฟต์ ขนาดเรายังยืนหนาว แล้วเด็กจะขนาดไหน - -



สถานีรถไฟ Heidelberg เป็นสถานีเล็กๆ แต่มีร้านขายของกินพอกันตายได้ มีร้านอาหารไทย (ที่ออกจีนมากกว่า) ด้วยนะคะ และคิดว่ามีคนไทยทำงานอยู่ด้วยเหมือนกัน



โฮสเทลเราชื่อว่า Eazy Hostel อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก (ถ้าเดินถึกได้ก็เรียกว่าใกล้เลยแหล่ะ) ค่อนข้างใหม่ แต่ไม่มีลิฟท์ขนของ มีกฏการเข้าประตูด้วย ประตูหน้าจะปิดตอนบ่ายสองโมง ต้องใช้กุญแจห้องเข้าทางประตูข้างโฮสเทลแทนค่ะ

โฮสเทลมี free wifi ให้ใช้ สัญญาณโอเค ไม่มีอาหารเช้าให้ แต่ข้างๆ โฮสเทลมีคาเฟ่ร้านกาแฟ เบเกอรี่ขาย สบายๆ ค่ะ รอดตายแน่นอน

มาดูห้องกันดีกว่า ใหม่มากจริงๆ







ห้องน้ำมีฝักบัวน้ำอุ่น สบายๆ ค่ะ ทีวีก็ดูได้ชัดแจ๋ว


ห้องเราน่าจะเกือบบนสุดแล้ว ข้างบนสุดเป็นห้องพักส่วนตัวมั้งคะ (เดาเอา)

ข้างล่างมีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบพอถูไถ พอรอดตายไปได้อยู่บ้าง




พักผ่อนพอหายเหนื่อยแล้วเราไปเที่ยวในเมืองกันดีกว่า...

อย่าให้โม้ โฮสเทลแห่งนี้ใกล้กับป้ายสถานี tram (รถราง) มากค่ะ ชิลมากถึงมากที่สุด



เห็นมั้ย เยื้องๆ โฮสเทลมีร้าน Aldi ค่ะ คล้ายๆ กับ Makro บ้านเรานะ แบบขายเป็นโหล มีทั้งอาหาร ทั้งของสด ขนมปังก็มีขายค่ะ ดีมากๆ

ที่ดีที่สุดคือมีเครื่องรับซื้อขวดพลาสติกค่ะ กระป๋องเบียร์ก็รับนะ ขวดเล็กขวดใหญ่ก็รับ แต่ต้องเป็นขวดที่มีสัญลักษณ์รูปขวดรีไซเคิลเท่านั้นค่ะ มีบาร์โค้ดด้วย

เช่นขวดของน้ำแร่ Mont Fluer ราคาขวดราวๆ 25 cent พอเราใส่ขวดไปเครื่องจะสแกนแล้วบีบอัดทันที เราจะได้คูปองเงินสดเอาไว้ซื้อของใน Aldi ต่อไปค่ะ โดยเงินที่ได้จากการขายนี้จะเก็บรวมในราคาของแล้ว เหมือนเราได้เงินค่าขวดคืนนั่นแหล่ะค่ะ





เราอยู่สถานี Czernybrucke Sud ถ้าเดินไปทางซ้ายจะเจอสะพาน Czernybrucke ค่ะ มีสองสถานีไม่ห่างกันมาก



ตู้ขายตั๋วจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเรา รถรางที่นี่ซื้อกับตู้นี้หมดเลย



ได้ตั๋วแล้วค่ะ เวลาขึ้นรถอย่าลืม activate ตั๋วกับเครื่องบนรถด้วยนะ 

ที่ป้าย tram จะมีเวลาบอกด้วยนะว่ามากี่โมง กี่นาที วันจันทร์ถึงศุกร์วิ่งยังไง เสาร์อาทิตย์ วันหยุดราชการวิ่งยังไง ไม่อยากพลาดให้ถ่ายรูปเก็บไว้ค่ะ



รถรางหน้าตาแบบนี้ค่ะ แนะนำให้ดูเลขสายว่าวิ่งไปไหนบ้าง 



เรามาลงสถานี Bismarckplatz ใจกลางเมือง Heidelberg ค่ะ เป็นย่านช้อปปิ้งหลักเลยก็ว่าได้ แถมใกล้โซนมหาวิทยาลัยหรือ Universtat ด้วย จุดหมายของเราอยู่แถบนี้แหล่ะค่ะ



จ้อง Muller ไว้นะคะ สาขานี้ของเยอะมากมาย





ไปย่านมหาวิทยาลัยกันดีกว่า..





ย่านช้อปปิ้งแถบนี้มีหลายร้อยร้านค้าค่ะ ผู้คนนิยมมาเดินย่านนี้ ระยะทางไกลเป็นกิโลแต่ก็สู้ทุกคน ถนนเดินง่าย หิวก็มีร้านขายของกินให้ แถมเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วยค่ะ






มาถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็ฝนตกหนักค่ะ เม็ดใหญ่มาก เลยต้องรีบหาร้านหลบฝนพร้อมกินข้าวกลางวันไปเลย

ร้าน Perkeo สัญลักษณ์เป็นผู้ชายใส่ชุดสีเขียว เป็นร้านแบบ pub & restaurant ค่ะ ช่วงที่ไปกันเป็นช่วงบอลยูโร 2016 พอดี ทุกร้านเปิดบอลดูกันหมด ร้านนี้ก็เปิดค่ะ นั่งดูกันตาเขม็งเลย



ยืมพี่แป๋วมาถ่ายนะ ไม่ได้ดื่มเอง :D



กินกันคนละจาน จบมื้อฝนก็หยุดพอดี สบายไป...










แวะโบสถ์นี้กันค่ะ

ที่นี่เรียกว่า Seelsorgeeinheit Heidelberg Neckartal หาข้อมูลไม่ค่อยเจอค่ะ แต่ข้างในสวยดี















ออกมาแล้ว...



Hotel Ritter หรือ Hotel Zum Ritter St. Georg โรงแรมเก่าแก่สร้างในปี 1592 ปัจจุบันยังเปิดให้พักอยู่ค่ะ 

ตึกเค้าสวยดีนะ ตรงข้ามกับ Church of Holy Spirit เลย



ส่วนอีกโบสถ์กลาง Marktplatz คือ Church of Holy Spirit (Heiliggeistkirche) 

โบสถ์ชื่อดังที่อยู่กลางตลาดเก่าเมือง Heidelberg ค่ะ อยู่ไม่ไกลจาก Heidelberg Castle 

ตัวโบสถ์ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในปี 1239 หรือราวๆ 777 ปีมาแล้ว!!!! การก่อสร้างใช้เวลา 150 ปี โดยมีคณะประสานเสียงในปี 1411 ส่วนของเก้าอี้นั่ง (Nave แปลผิดขออภัยค่ะ) เสร็จในปี 1441 แล้วการก่อสร้างก็หยุดลงและเริ่มอีกครั้งในปี 1508 ส่วนของหอคอยสร้างเสร็จปี 1544 แต่แล้วในปี 1709 ตัวโบสถ์ถูกวางเพลิงด้วยน้ำมือคนฝรั่งเศสในสงคราม (War of the Palatinian Succession) จึงได้รับการซ่อมแซมและมียอดแหลมแบบ Baroque ขึ้นมา

ช่วงศตวรรษที่ 14 โบสถ์แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นโบสถ์ที่ใช้ทำพิธีทางศาสนาของเมือง แทน St.Peter's Church ที่กลายเป็นโบสถ์ของ University of Heidelberg (เป็นโบสถ์ของมหาวิทยาลัยไปแทนนั่นเอง) แต่เดิมเป็นโบสถ์ที่เอาไว้เก็บโลงศพของเหล่าผู้ก่อตั้ง Palatinian (ขุนนาง) แต่ถูกไฟไหม้ไปในสงคราม ปัจจุบันเหลือเพียงโลงพระศพของ Prince-Erector Rupert III ผู้ก่อตั้งโบสถ์แห่งนี้นั่นเอง





โลงพระศพของ Prince-Erector Rupert III 




มาด้านหลังโบสถ์กันดีกว่า...






ร้านดังค่ะ Kiss Chocolate 








เดินมาริมแม่น้ำ Neckar แล้วจะพบกับ...



Karl Theodor Bridge หรือ Old bridge เป็นสะพานหินสำหรับข้ามแม่น้ำ Neckar สร้างขึ้นในปี 1788 โดย Prince Charles Theodore สร้างจากหินทราย เป็น landmark ของเมือง Heidelberg เลยค่ะ



เจ้าลิงตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมือง Heidelberg เลยค่ะ ถูกกล่าวถึงครั้งแรกเมื่อศตวรรษที่ 15 ต่อมาในศตวรรษที่ 17 ก็หายไปในช่วง War of Palatinian Succession 

หลายคนเชื่อว่า ถ้าถูที่นิ้วของลิง เชื่อว่าจะได้กลับมาที่ Heidelberg ถูที่กระจกจะร่ำรวย และถ้าจับที่ตัวหนูข้างๆ ลิงจะอุดมสมบูรณ์ค่ะ



ตรงนี้เป็นกลอนที่แต่งโดย Martin Zeiller เมื่อปี 1632 มีคนแปลเป็นภาษาอังกฤษประมาณว่า

What are you gaping at me so? 
Didn't you see the old monkey of Heidelberg?
Look around 
Maybe then you will find more of my equals 

ไม่แปลไทยนะ เอามาลงให้พอเข้าใจพอ 




คือมันเป็นความโชคดีค่ะ พอเรามาถึงสะพานปุ๊บ แดดออกเลย จากที่ฝนตกครึ้มๆ มาครึ่งค่อนวัน แดดเปรี้ยงมาก แสบตา



นายคนนี้คือ Prince Charles Theodore (หรือ Karl Theodor) ผู้สร้างสะพานค่ะ

สะพานเชื่อมระหว่างฝั่ง Old town กับฝั่ง Neuenheim 

เมืองนี้เป็นชายแดนติดกับฝรั่งเศสค่ะ สมัยก่อนเลยกลายเป็นเมืองที่สองประเทศผลัดกันครอง ฝรั่งเศสมั่ง เยอรมันมั่ง ตัวสะพานก็สร้างแล้วพัง พังแล้วสร้างใหม่หลายต่อหลายครั้ง จากภัยธรรมชาติมั่ง จากสงครามมั่ง กว่าจะเป็นทุกวันนี้ก็ผ่านอะไรมาเยอะ ตั้งแต่ต้นคริสตศักราชเลยค่ะ




แม่น้ำ Neckar หลังฝนตก ช่วงนั้นฝรั่งเศสกำลังเจอน้ำท่วมพอดี เราก็หวั่นๆ จะโดนไปด้วยทำให้ทัวร์สะดุดกลางทาง



บนเขาคือซากที่เหลืออยู่ของ Heidelberg Castle ค่ะ พรุ่งนี้เราจะไปที่นี่แหล่ะ





รูปปั้นอีกฝั่งนึงของสะพานคือ Minerva แบบโรมัน หรือที่คุ้นกันมากๆ ในนาม Athena (เรียกแบบกรีก)

สาเหตุที่เป็น Athena เพราะว่าเจ้าชายคาร์ลสนับสนุนด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์มาก จึงใช้รูปปั้น Athena ซึ่งเป็นเทพีแห่งปัญญามาตั้งไว้ที่นี่ค่ะ



ฝั่งนี้ ด้านหลังเป็นภูเขาอีกลูกค่ะ มีทางขึ้นเขาที่เรียกว่า Philosophers' Walk หรือถนนนักปราชญ์ค่ะ ขึ้นไปแล้วจะมองวิวของฝั่ง Old town ได้สวยเลย (แต่ไม่ขึ้นกัน เมื่อย เดินขึ้นเขาบอกเลยว่าหอบหนักมาก)




เดินกลับฝั่ง Old town กันดีกว่าค่ะ

แวะกินเจลาโต้นิดนึง...



เฉยๆ ค่ะ แต่ก็เพลินๆ ดี



จากร้าน That's Jelato พนักงานขายตลกๆ ดี

ซัดกันจนหมด เราก็มาที่จุด landmark อีกจุดใน Corn Market



เมือง Heidelberg แห่งนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 7 เคยเสด็จพระราชดำเนินมาแล้วด้วยนะคะ 

ตรงนี้คือ Madonna vom Kornmarkt (Madonna at Corn Market) สร้างขึ้นในปี 1718 โดยชาวเยซูอิทส์ (The Jusuits) นิกายนึงของโรมันคาทอลิคในสมัยศตวรรษที่ 16 เพื่อชักจูงให้ชาวเมืองที่นับถือโปรเทสแตนส์ (หรือบ้านเราเรียกคริสเตียน) เปลี่ยนไปนับถือนิกายคาทอลิค (คริสตัง) เหมือนตัวเอง โดยใช้ทั้งใบปลิว ทั้งแสวงบุญ แล้วก็สร้างรูปปั้นพระแม่มารีขึ้นมาหลายแห่งแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อของชาวเมืองส่วนมากได้ รูปปั้นก็เลยยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ 

แต่สวยนะ บอกเลย :)

จบแล้วเราก็เดินกลับค่ะ ไปขึ้นรถบัสตรงแถวๆ เยื้องๆ สถานีรถกระเช้าขึ้น Heidelberg Castle รถไปลงแถวๆ โฮสเทลเราแหล่ะค่ะ แต่เราเลือกที่จะลงตรง Heidelberg Train Station แทนเพื่อซื้อของกินกลับโฮสเทล



ตึก Print Media Academy อยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ



คนที่นี่ไม่ค่อยขับรถกัน นิยมจักรยานแล้วก็ขนส่งสาธารณะค่ะ

อย่างที่บอกไป เรายอมซื้อของกินที่สถานีรถไฟแล้วเดินกลับโฮสเทลค่ะ ไม่ไกลจากกันเท่าไหร่ แต่ดูวิวสวยๆ ด้วย

แถวๆ นั้นเป็นหอพักนักเรียนค่ะ เงียบมากถึงมากที่สุด



ตู้ขายบุหรี่ ต้องมีบัตรประชาชนนะถึงจะซื้อได้



เราชอบบรรยากาศเมืองนี้นะ เงียบสงบดี ค่อนข้างปลอดภัยด้วย

Heidelberg ได้ชื่อว่าเป็นเมือง Romantic แล้วก็เป็นเมืองแห่งการศึกษาด้วย Heidelberg University เองก็เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดในเยอรมนีค่ะ

สนใจตามอ่านประวัติเมืองนี้ ไปหากันได้ใน wikipedia นะคะ

ก่อนกลับเราก็แวะ Aldi เพื่อซื้อของกินค่ะ แฮปปี้มาก ได้ขายขวดเอาเงินไปซื้อของอย่างอื่นด้วย ดีงามที่สุด 

ช่วงหน้าร้อนพระอาทิตย์ตกตอนสามทุ่มกว่า ไม่ต้องรอไปถ่ายรูปที่ไหนเลยค่ะ 5555

พรุ่งนี้ไป Heidelberg Castle แล้วก็ Heidelberg University กัน แล้วรอชมนะคะ

***ข้อมูลผิดพลาดประการใดขออภัยนะคะ เอามาจากหลายเว็บมาก แปลผิดแปลถูกท้วงกันได้นะ***



Create Date : 24 สิงหาคม 2559
Last Update : 28 สิงหาคม 2559 23:57:22 น.
Counter : 1517 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



อัลปาก้าจัง
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Piyoko-chan !!


เจ้าของบล็อกชื่อ เป้ ค่ะ

แต่งหน้าก็พอไหว แต่งตัวไม่ได้เรื่อง(ในบางที)

ตอนนี้มีหมวดท่องเที่ยวแล้ว ความฝันอีกอย่างคือได้เที่ยวทั่วโลกค่ะ จะพยายามรีวิวให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงทริคและเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ชมกันค่ะ


เอาเป็นว่า นั่งอ่านขำๆ ไปแล้วกันนะคะ ^^

ถูกใจบล็อก donate สมทบทุนค่าเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้ที่นี่เลย..
https://www.paypal.me/yanisapae

ขอบคุณล่วงหน้าค่า