ธันวาคม 2556

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
21
22
23
24
26
27
28
29
31
 
 
All Blog
[CR] All Alone in Kyoto-Osaka : ไปหาน้องกวางที่นารา!! + หลงแล้วหลงอีกที่ Umeda [Part 3]
  Merry Christmas ย้อนหลังค่าทุกคน 

ไปฉลองคริสมาสกับใครมารึเปล่าคะ

ช่วงนี้ยุ่งๆ ค่ะ เลยเว้นวรรคการรีวิวไปสักแป๊บแล้วกลับมาใหม่

ตอนนี้เราจะไปหาน้องกวางที่นารากัน!!! ติดตามชมกันนะคะ :D



วันที่ 4 ของทริป : 12 ธันวาคม 2556

เช้านี้เราวางแผนไปหาน้องกวางที่นาราค่ะ วิธีการเดินทางคือ สถานี Dobutsuen-mae > สถานี Tennoji > ต่อรถ JR ที่ Tennoji เพื่อไปลงสถานี Nara

จากสถานี Dobutsuen-mae ห่างจากสถานี Tennoji แค่สถานีเดียวเอง ค่ารถใต้ดินเริ่มที่ 200 เยน เราก็โดนเก็บที่ 200 เยนนั่นแหล่ะค่ะ

ขึ้นรถไฟด้วยใจระทึก ด้วยความกลัวหลง JR ไม่ค่อยมีประกาศภาษาอังกฤษเหมือนรถไฟใต้ดินในโอซาก้าสักเท่าไหร่ ตัววิ่งประกาศในตู้ก็ไม่ค่อยมี เลยต้องคอยสังเกตอยู่เรื่อยๆ เพราะแวะจอดทุกสถานี

วันนี้อากาศดีมากค่ะ แดดส่องก็ไม่ค่อยร้อน (เพราะหนาวจริงจัง)


ถึงสถานีนารา เราก็เดินเป๋ๆ มาจนเจอ Tourist Information ในสถานีนาราค่ะ พนักงานเป็นคุณลุงใจดีท่านนึง พูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างคล่อง และแนะนำดีมาก ให้แผนที่มา 1 ฉบับ แล้ววงด้วยดินสอสีอย่างดีว่าต้องไปยังไงที่ไหนได้บ้าง

https://www.jnto.go.jp/eng/pdf/regional/kinki/nara_shi.pdf << แผนที่เที่ยวนารา

ส่วนตัวแล้วคิดว่า เมืองนารา เป็นเมืองเล็กๆ เดินง่าย ไม่ซับซ้อนค่ะ มีป้ายบอกตลอดทาง ถึงหลงก็เดินกลับได้สบายๆ (พูดแบบนี้คือหลงมาแล้ว 555)

เราบอกคุณลุงว่า เราอยากไปวัดโทไดจิ ต้องไปยังไงคะ

คุณลุงแนะนำพร้อมแผนที่ประกอบอย่างดีบอกว่า "เราอยู่ที่นี่ (สถานีนารา) วัดโทไดจิอยู่นี่ (วงกลมในแผนที่) ถ้าจะไป ต้องเดินไปขึ้นรถบัสที่หน้าสถานีนะ (เอาแผนที่อีกใบขึ้นมาแต่ไม่ได้แจก) ให้ขึ้นรถเบอร์ 2 ไปลงที่ป้าย Daibutsuden Kasuga Taisha Mae ค่ารถ 200 เยน (เอาดินสอสีลากเส้นให้) แล้วเดินขึ้นมาเรื่อยๆ จะเจอวัดโทไดจิ ยูจะเดินไปวัดอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันก็ได้นะ เที่ยวได้ทั้งวันเลย ส่วนเวลาจะกลับนั้น จะขึ้นรถคันไหนก็ได้ ทุกคันจะมาจบที่สถานีนาราแน่นอน"

เราคิดว่า เวลาจะไปไหนต้องดูแผนที่ แล้วก็ดูป้ายรถเมลให้ดีๆ ค่ะ 5555 เพราะบางคันก็ไม่ได้แวะสถานีนารา หรือบางคันก็อ้อมโลกค่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลา

รถบัสที่นี่จะขึ้นกลับกันกับที่เกียวโตคือ ขึ้นข้างหน้ารถ แล้วจ่ายเงินเลย เวลาลงก็ลงจากกลางรถค่ะ



บรรยากาศในรถบัส ที่เบาะจะมีรูปกวางอยู่ด้วย

พอลงรถที่ป้าย Daibutsuden Kasuga Taisha Mae (มีประกาศบนรถตลอด ไม่ต้องห่วงจะลงไม่ถูกจ้า) ก็เดินย้อนขึ้นไปเรื่อยๆ





เริ่มเห็นกวางแล้วววววววว


น้องกวางที่นารา ขึ้นชื่อลือชาว่า "เกรียน เรื้อน โหด aggressive มาก" (by เพื่อนๆ อิฉันเอง)

บางคนโดนกินแผนที่ บางคนโดนกัด บางคนโดนชน สารพัด 

อาหารที่ให้เลี้ยง มักจะเป็นบิสกิตกวางที่มีขายอยู่แถวนั้นค่ะ ปึกละ 150 เยน



จากคำพูดที่ยกมา ถ้าไม่เชื่อ โปรดดูตัวอย่างค่ะ 555

น้องชายคนนี้มากับครอบครัว และอยากเลี้ยงกวางด้วยบิสกิตกวาง พ่อก็วางใจให้ลูกเป็นคนถือบิสกิตในมือ และดูสิ่งที่เกิดขึ้นค่ะ!!!



กวางเดินมาอย่างไว เดินไปรุมน้องชายคนนี้



คนพ่อต้องรีบคว้าไปจากมือเพราะเห็นว่าลูกต้องโดนกวางรุมแทะเป็นแน่...



ยังมีการรุมอย่างต่อเนื่อง เพราะอยากถ่ายรูปกวาง แต่บิสกิตยังเต็มมือ



สุดท้ายน้องกวางเดินตามไปทั้งฝูงจนกว่าบิสกิตจะหมดมือ - -"

(แต่ถึงหมดมือแล้วก็ยังตามอยู่ดี เอิ่มมมมมมมมม)


ถึงตาเราบ้าง อยากเลี้ยงกวาง..อิอิ

ป้าคนขายรับเงินไปเสร็จรีบบอกว่า "don't stop, don't stop, walk, walk, walk" (เริ่มมีกวางตัวแรกเดินมา)

อิฉันไม่เข้าใจ ทำไมต้องเดิน เดินทำไม เดินๆๆๆ อย่าหยุดนะๆๆๆๆ

เท่านั้นแหล่ะค่ะ กวางกว่าสิบชีวิตเดินมาหาบิสกิตในมืออย่างหิวกระหาย ข้างหน้าก็มา ข้างหลังก็ชน (ชนก้น) ดีนะที่กวางตัดเขาหมดแล้ว - -"

ต้องเดินๆๆๆ เดินไปเลี้ยงไป กวางเรื้อนมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

รีบเลี้ยง รีบเดินหนีด่วน TAT


ระหว่างทางก็เจอคนที่คิดจะโค้งคำนับน้องกวาง ให้น้องกวางโค้งตอบ แต่น้องกวางไม่เล่นด้วยค่ะ (ยืนงง พวกแกทำไร)

แล้วก็เจอน้องกวางทั้งหลายเดินเข้าหา (ของกิน) คือเราจับกวางได้นะ แต่ไม่ชอบให้ลูบหัว ลูบหัวแล้วจะหันหน้าหนี ลูบคอแทนละกัน



เทพอารักษ์ประตู มีทั้งซ้ายและขวา แต่ถ่ายมาแค่ข้างเดียว - -"



มาถึงประตูวัดแล้ว และเจอเด็กมาทัศนศึกษาอีกแบ้วววววววววววววววว




ตรงนี้ยังไม่ใช่ทางเข้าวัดจริงๆ นะคะ ต้องเดินเลี้ยวซ้ายไป จะมีเค้าเตอร์ขายบัตรเข้าชมอยู่ค่ะ

ค่าเข้าชม 500 เยน

ณ จุดๆ นี้ เราก็เจอน้องกวางตัวนึงยืนนิ่งๆ อยู่ เลยจัดการชักภาพคู่กับน้องกวางซะเลย :D



แต่รูปที่ชาว facebook ชอบกันมากคือรูปนี้ค่ะ



เค้าบอกว่าน้องกวางยิ้มพอดี ตาเป็นสระอิ เลยมากด like กันใหญ่ 55555

พอดีใช้ iphone กล้องหน้าถ่าย มันเลยไม่ค่อยชัดนะคะ



เข้าไปในวัดกันค่ะ





ฟ้าใส วัดสวย นักเรียนเพียบบบบบบบบบบบ







หลวงพ่อโต แห่งวัดโทไดจิ



พระองค์ข้างขวาของหลวงพ่อโต



ข้างหลังมีแบบจำลองของวัดโทไดจิในอดีต เห็นว่ามีการต่อเติมกันมาเรื่อยๆ



มุมยอดนิยมของเด็กประถมค่ะ 

เค้าว่าใครที่ลอดผ่านไปได้จะโชคดี แต่ดูรูซะก่อนสิ เล็กขนาดนี้ มีแต่เด็กประถมต่อคิวลอดทั้งนั้น

ที่ยืนล้อมๆ กันคือผู้ชม รอถ่ายรูปค่ะ 5555



เทพเจ้าที่อยู่เยื้องไปทางด้านหลังขององค์พระ มีทั้งซ้ายและขวา (องค์ซ้ายถ่ายออกมาไม่ชัด มืดมาก)

ออกมานอกวัด ได้ของฝากติดมือมาคือ...



กวางหรือหมีจ้ะเนี่ยยยยยยยยยยยยย ค่าตัว 500 เยนแหน่ะ



พระพุทธรูปที่อยู่หน้าโบสถ์



อากาศดีมากกกกกกกกกกกกก

เดินออกมาๆๆๆ



แผนที่วัดและบริเวณโดยรอบ



เจอป้ายที่ทุกคนต้องหยุดอ่าน 55555

เห็นมะ เค้าบอกว่า กวางที่สวนนาราแห่งนี้ เป็นสัตว์ป่า (wild animal) = กวางโหด



โหดไม่โหดล่ะ เคี้ยวโซ่ยามว่าง...



น้องกวางตัวข้างหลัง นอนนิ่งมากค่ะ มีครอบครัวนึงเอาลูก (อายุ 1 ขวบ) ไปกอดกวาง กวางยังไม่ลุกหนีเลย เสียดายถ่ายรูปไม่ทัน


ก่อนหน้านี้ เรานั่งพักขาค่ะ แล้วก็นั่งดูแผนที่ไปเรื่อยๆ มีคุณลุงคนนึงเดินมาถามว่า "Can I help you?" ว้าว เพิ่งเจอคนใจดีก็คราวนี้แหล่ะค่ะ แต่เราไม่มีอะไรให้ช่วย นั่งดูเฉยๆ เลยบอก "No, thank you" ไป

ความจริงแล้วมีทางขึ้นไปอีกวัดนึงด้วยนะคะ แต่เราขี้เกียจขึ้น เพราะพ้อยท์หลักๆ ที่มานาราคือไปหากวางกับไปวัดโทไดจินี่แหล่ะ พอจบภารกิจเราก็นั่งรถ JR กลับค่ะ

เดินมารอรถกลับสถานีนารา ด้วยรถเบอร์ 1 ช่วงที่เรานั่งรถ เราก็มัวแต่เหม่อค่ะ พอเค้าพูดอะไรนาราๆ เลยรีบวิ่งลงจากรถ...พลางคิดในใจ "เฮ้อ...เกือบเลยป้ายแล้วมั้ยล่ะ"

เลยเดินลงไป ปรากฏว่า "ผิดสถานี!!!!" เรามาลงที่สถานี Nara Kintetsu แทนซะงั้น มันเป็นสถานีรถใต้ดินค่ะ เง้ออออออออออออ

เราก็แบบ เอาแล้วไง ยังไงดี จะกลับไปเสียค่ารถบัส 200 เยนอีกเหรอ หรือยังไง ยิ่งเดินยิ่งเอ๋อ...

สรุป เดินละกัน... ไปออกย่านการค้าข้างๆ สถานีค่ะ เราเดินตามป้ายเพื่อกลับไปสถานีนาราตลอดทาง แล้วก็เดินๆๆๆ ไปเรื่อยๆ 



แวะถ่ายป้ายท่อระบายน้ำของนารา

แล้วก็เดินไปจนถึงสถานีนาราค่ะ



ตอนออกมาจากสถานีนาราครั้งแรก ไม่ได้สังเกตเลยว่าอยู่ติดกับสถานที่สำคัญแบบนี้ด้วย

ในแผนที่เค้าเรียกว่า Nara Centennial Hall ค่ะ

สถานีนารา มี Max Valu อยู่ข้างล่างด้วย เราเลยแวะช้อปก่อนกลับโอซาก้าด้วยล่ะค่ะ


เนื่องจากในวันนั้น เราท้องเสีย ถ่ายท้องอย่างแรง จากที่คิดว่าจะไปปราสาทโอซาก้าทันที เราเลยเปลี่ยนแผนไปตั้งหลักที่โรงแรมก่อนดีกว่า เพลียบอกไม่ถูก



พอถึงสถานี Tennoji เรานึกขึ้นได้ว่า เรามี shopping list ของเพื่อนนี่นา!!!

มันคือกระเป๋า Bao Bao by Issey Miyake ค่ะ อยู่ในห้าง Abeno Harukas Kintetsu เดินข้ามทางลอยฟ้าจากสถานี Tennoji ไปง่ายนิดเดียว

อันนี้คือ เราไม่ทราบว่าทาง Issey Miyake ออกกฎนี้มานานรึยังนะคะ แต่พาสปอร์ตนึง ซื้อกระเป๋าได้แค่ 2 ใบเท่านั้น (ตอนกลางปีที่ไปฮอกไกโด พนักงานไม่บอก เพราะตอนที่ซื้อมีเหลือแค่ 2 ใบพอดี)

แถมรูดเงินเต็มจำนวน และต้องไปทำเรื่อง Tax refund ที่ชั้น 9 ของห้างเองด้วยค่ะ เงินที่ได้ refund มาจะได้เป็นเงินสด ไม่มีการ void เข้าบัตรเครดิตนะคะ


ซึ่งไม่ใช่แค่ที่นี่นะ ห้าง Umeda Hankyu ก็เป็นระบบนี้เช่นกันค่ะ (แต่ Yodobashi camera หัก tax ออกไปเลยตอนรูดเงิน แล้วค่อยมาเขียนใบ tax refund เย็บเข้าพาสปอร์ตอีกที)



หลังจากไปพักตั้งหลักที่โรงแรม เอาของไปเก็บแล้ว พักฟื้นพลังแล้ว

ก็ออกเดินทางไปยังปราสาทโอซาก้ากันจ้าาาาาาาาาาาาาา

บอกเลยว่าบางทีก็งงๆ ก่งก๊งนะ เราเดินไปถามเจ้าหน้าที่ในสถานีใต้ดินได้ความมาว่า เราต้องไปต่อรถไฟสายนี้ๆๆๆ นะ ไปลงสถานี Tanimachi 4-chome (ทานิมาจิ ยงโจเหมะ)

ลงรถไฟมา ก็ต้องเดินๆๆๆๆ อีกไกลมากกกกกกกกกกกก (ถามทางเป็นระยะ)

แน่นอนว่า เราขึ้นบนดินแล้ว งงมากกกกกกกก ที่นี่ที่ไหน มันคือ Osaka Business Park





ถนนแถวๆ นั้นค่ะ สวยเชียว

เดินจนค่อนข้างแน่ใจว่าข้างหน้าน่าจะเป็นเขตปราสาทโอซาก้านะ เราก็เจอกับสองพี่น้องชาวออสเตรเลียที่ขี่จักรยานเที่ยวกัน กำลังจะไปปราสาทโอซาก้าพอดี สรุป เราก็เจอปราสาทโอซาก้าโดยที่ไม่หลงให้เสียเที่ยว :)


อย่างที่เคยได้ยินมา การเดินเข้าปราสาทโอซาก้า เป็นอะไรที่เดินไกลมากกกกกกกกกกกกกกกก

เดินจนแบบ ฉันมาทำอะไรที่นี่วะ!! ทำไมเดินไกลขนาดนี้ ไม่ถึงตัวปราสาทสักที ทำไมๆๆๆ

จนในที่สุด...







ปราสาทโอซาก้าสีชมพู :)

ปราสาทปิดแล้ว แต่เราไม่คิดจะเข้าไปอยู่แล้วค่ะ นั่งดูเฉยๆ พอ

ณ ที่นี่เราได้เจอสองพี่น้องชาวออสเตรเลียอีกครั้งนึง... คุยจนได้ความว่า

คนน้องสาว เป็นลูกครึ่งไทย คุณแม่เป็นคนแพร่ โตที่เชียงราย และย้ายไปอยู่เชียงใหม่ พ่อเป็นคนออสเตรเลีย พี่ชายไม่มีเค้าคนไทยค่ะ น่าจะเป็นลูกคนละแม่มากกว่า

สองพี่น้องเช่าจักรยานมาจากโรงแรมแล้วขี่เที่ยวรอบโอซาก้า เค้าว่ามันได้เห็นอะไรๆ เยอะกว่าการนั่งรถไฟใต้ดิน แต่ก็เหนื่อยพอสมควร ทั้งสองคนวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม และจะกลับออสวันที่ 2 มกราคม มีวันหยุดพักร้อน 2-3 อาทิตย์เลยมากัน (เราว่า ไม่ใช่แค่ 2-3 อาทิตย์นะ มันเดือนนึงแล้วเธอ!!) และพรุ่งนี้จะไปเกียวโตกัน

เราก็ถามว่า "พวกเธอจะไปไหนกันต่อ เราได้ยินว่ามี light up ที่นี่สวยมากนะ แต่เรารอไม่ไหวเพราะเราจะไป Umeda sky tower ได้ยินว่าสวยมากต้องไปให้ได้ แต่มันคงไม่เวิร์คสำหรับคนโสดอย่างเราหรอก" 

คุณน้องสาวบอกว่า "นั่นสิ เราก็เหมือนกัน ไปกับพี่ชายเนี่ย"

แล้วเราก็ขอตัวกลับออกมาค่ะ จะไปขึ้นรถ JR ไปลงที่สถานี Osaka ต่อ ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ผู้หญิงคนเดียวอย่างเรา การเดินค่ำๆ มืดๆ ตามลำพัง มันก็อันตรายไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม

ความที่ว่าถ่ายท้องทั้งวัน ระหว่างที่เดินไป JR สถานี Osakajo-koen ก็ต้องคอยมองหาห้องน้ำไปด้วย T T

ตรงปราสาทโอซาก้า มีสถานี JR แถวนั้นอยู่ 2 สถานีค่ะ คือ Osakajo-koen กับ Osaka Business Park ซึ่งมีป้ายบอกทางในบริเวณปราสาทโอซาก้าทั้งคู่ค่ะ ส่วนตัวเราเลือกไปที่ Osakajo-koen แทน

//www.osaka-info.jp/en/access/images/rosen.pdf << แผนที่รถไฟในโอซาก้า

กว่าจะเดินไปถึงก็ลากเลือดเหมือนกันนะ มืด เปลี่ยว ไกล ไม่ควรเดินคนเดียวค่ะ แถวนั้นเป็นสนามซ้อมเบสบอล แล้วก็เป็นสนามแข่งเบสบอลด้วย คนเดินไม่เยอะ ควรระวังค่ะ

สถานี Osakajo-koen เป็นสถานี JR ในสาย Osaka loop line ค่ะ วนเป็นวงกลม และบางสายจะไปถึงสนามบินคันไซด้วย

จากนี้เราจะไปลงที่สถานี Osaka เพื่อไปแถว Umeda กันค่ะ

เนื่องจากมาเป็นครั้งที่สอง เราเลยมีเป้าหมายหลักแรกที่ห้าง Hankyu เพราะสืบทราบมาว่ามีร้าน Bao Bao ที่นี่ ตามล่าให้เพื่อนต่อค่ะ

เพื่อนเราออเดอร์ไซส์ 3*4 มา แต่ของหมดทุกที่ พนักงานบอกว่า "ต้องรอต้นปีหน้านะคะ"

ก่อนหน้าที่เราจะซื้อกระเป๋าเค้า เรายืนรอพนักงานบริการคุณนายท่านนึงชาวญี่ปุ่น เธอซื้อไป 1 ใบแบบสวยๆ ค่ะ ยืนเชิดๆ พนักงานกุลีกุจอช่วยเหลือ (จริงๆ ช่วยทุกคนแหล่ะ)

ตอนนี้คุณนายเธอเดินออกไป พนักงานนอบน้อมมาก โค้งตามองศาที่คุณนายเดินไปจนลับสายตา

ในใจอยากจะปรบมือร้องว่า Bravo!!! จริงๆ มี 100 ให้ 10000 เลยห่ะ



ช้อปปิ้งเสร็จ เราก็เดินหา Umeda sky building ตอนแรกถามจากพนักงาน tax refund ของห้างก่อนค่ะ เธอเอาแผนที่+คูปองส่วนลดค่าบัตรขึ้นตึกมาให้ด้วย

เธอเอาดินสอขีดเส้นในแผนที่ให้แล้วบอกว่า "ไปที่ชั้น 1 นะคะ เดินออกจากห้าง เลี้ยวขวาเจอห้าง Yodobashi camera แล้วก็เลี้ยวซ้าย เดินตรงไปเรื่อยๆ จะเจอตึกค่ะ"

//you got "Umeda sky building map" 1 ea
//you got "discount Umeda sky building coupon" 1 ea


อินี่โง่ค่ะ ทำไมต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา มึนนนนนนนนน ยืนมึนอยู่หน้าห้าง - -"

จริงๆ เราเป็นคนอ่านแผนที่เข้าใจนะคะ แต่ที่ญี่ปุ่นแถว Umeda เนี่ย อาศัยมองตึกสูงอย่างเดียวไม่ได้จริงๆ เพราะมันสูงไปหมดเลยยยยย

เอาล่ะ เดินข้ามถนนละกัน แล้วเดินไปทางขวา.....ป๊ะ yodobashi camera แต่...ไม่มีทางม้าลายให้ข้ามอ่ะ!!! ทำไงอ่ะ ขี้เกียจเดินกลับด้วย (เริ่มรู้ละว่าทำไมพนักงานที่ห้างถึงให้เลี้ยวขวาก่อน เพราะมันไม่มีทางม้าลายนี่เอง)

เลยถามคุณตำรวจตรงนั้น มีคนถามทางแกเยอะมาก แม้แต่คนญี่ปุ่นก็เหอะ...

คุณตำรวจพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ เลยพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นแทน... (ฉันก็ฟังรู้เรื่องดั้วะ!!!) แกดูแผนที่ที่เราได้จากพนักงานห้างแล้วแกไม่เข้าใจค่ะ แกเลยควักแผนที่ของแกอีกแผ่นขึ้นมา...

//you got "umeda map" 1 ea

อธิบายพร้อมวาดเส้น มาร์คจุดให้อย่างดี เดินไปทางนี้นะครับ บลาๆๆๆ ตรงไปทางนี้ แล้วเลี้ยวขวาตรงสี่แยกนี้ (พยายามพูดเป็นภาษาอังกฤษ) เดินตรงไปเรื่อยๆ จะเจอตึกนะครับ

เอ้า เดินต่อจ้า... อากาศตอนนั้นก็... 5 องศาเห็นจะได้

เดินไป เลี้ยวขวาตรงสี่แยก เออ....ไหนอ่ะ ทางเข้าตึก ฝั่งที่จะเดินไปตึก Umeda sky building มันเป็นไซต์ก่อสร้างอ่ะ ไหนทางเข้าอ่ะ เดินไปยังไงอ่ะ ฯลฯ

ความมึนมาเยือนอีกครั้ง ตรงนั้นเป็นห้าง Grand Front Osaka พอดี จัด Illumination ด้วย สวยทีเดียว แต่เราถ่ายมาไม่ค่อยดีค่ะ - -" ขออภัย





หลงจ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

เริ่มหงุดหงิด หิวแล้วพาล ตูไม่ไปแล้วววววววววววว ถ่ายรูปตึก Umeda sky ลิบๆ แล้วบ่นลง fb ว่า "ไม่ไปละ แค่นี้นะ เพลีย" แล้วนั่งหาอะไรกินแถวนั้น - -"

เพื่อนก็ต้องเข้ามาบอก โห เสียดาย สวยนะแก บลาๆๆๆๆ

กินแล้วถึงได้สติค่ะ ชั่งใจอยู่พักนึงว่าจะเอายังไงดี จะไปดีมั้ย หรือยังไง ไว้คราวหน้ามีแฟนค่อยมากันรึเปล่า ฯลฯ

//คือพวกที่แนะนำให้มาที่นี่ เป็นพวกที่ 1. แต่งงานแล้ว 2. มีแฟนและสวีทกันมาก

แล้วฉันโสดแถมไปเที่ยวคนเดียวเนี่ยนะ T^T


เราก็แบบ เอาวะ กลับดีกว่า ดึกแล้ว (ทุ่มกว่า??) เดินกลับเข้าสถานี Osaka ...

เดินเข้าไปเจอ Tourist Information ซึ่งวันแรกที่มา มันปิดค่ะ แต่วันนี้เปิด!!! มีฝรั่งถามอยู่ด้วย เอาวะ สักที..

เดินไปถาม พนักงานพูดภาษาอังกฤษดีมาก สมแล้วที่อยู่ใน Tourist Information สำเนียงเลิศทีเดียว

พนักงานควักแผนที่ออกมาอีก 1 แผ่น พร้อมอธิบายว่า "เราอยู่ที่นี่นะคะ ให้เดินออกไปตรงแยกตรงนี้ จะมี underground walk path เดินไปถึงหน้าตึกเลยค่ะ" (ตอนแรกงงกับ light up นางพูด christmas decoration โว๊ะ) 

//you got "osaka map" 1 ea

เราก็แบบว่า โง่อยู่พักนึง เดินวนไปมา ในหัวมีแต่คำว่า underground walk path คิดในใจ "ถ้าคราวนี้หลงอีก ตูกลับโรงแรมแน่!!"

เดิมพันด้วยการเดินไปถึงแยกไฟแดง ปรากฏว่าเจอคนเดินออกมาจากใต้ดินค่ะ orz

คือเราอ่ะมาถึงแล้วนะ แค่ไม่เดินจนสุดเท่านั้น ปริศนาไขกระจ่างแล้ว!!!!!

ไขกระจ่างตั้งแต่แผนที่แผ่นแรกยันแผ่นที่ 3 เลย

สรุปว่า ทางที่พนักงานห้าง Hankyu บอก เป็นทางที่ง่ายและใกล้ที่สุดค่ะ แต่อินี่โง่เอง อ้อมโลกซะอย่างนั้น...




ถ่ายจากแยกไฟแดงตรงทางลง underground walk path ค่ะ

มันคือคีย์เวิร์ดของทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งไม่มีใครบอกเลย จนพนักงานของ Tourist Information บอกนี่แหล่ะ โง่จัง :P



แน่นอนว่าเดินค่ะ เดินนนนนนนนนนนน ไปถึงแล้วก็ต้องตะลึงตึงๆๆ



มีดนตรีใต้ต้นคริสมาสด้วย...



สไตล์ Dutch เหมือนหน้าห้าง Grand Front Osaka ค่ะ



แน่นอนว่าอิฉันก็หาทางขึ้นตึกไม่ถูกนะ ไม่มีใครบอกเลยอ่ะ ไม่มีป้ายด้วย เดินมึนเข้าตึกก็ไม่มีทางขึ้น ไรว้าาาาาาาาาาาา

มึนพักนึงค่อยตั้งสติได้ ไปเจอคำว่า Floating Garden Observation เลยเดินเข้าไปค่ะ เป็นส่วนที่แยกออกมาจากตึกฝั่งขวา (East) มีประตูเข้าเฉพาะเลย ขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ชั้น 3 ขึ้นลิฟต์ต่อไปอีก เราจะเจอเค้าเตอร์ขายตั๋วขึ้นตึกอีกทีค่ะ

คูปองส่วนลดที่ได้เอาไว้ใช้ลดค่าเข้าชม จาก 700 เยน เหลือ 630 เยน

ลดค่าเครื่องดื่มบนตึกได้ 50 เยน และส่วนลดซื้อของที่ระลึก 10% ค่ะ

**คูปองไม่ทราบว่าไปหาได้จากที่ไหน แต่เรารับมาจากพนักงานที่ห้าง Hankyu ตรงเค้าเตอร์ Tax Refund ค่ะ**





ขึ้นบันไดเลื่อนค่ะ มืดๆ แบบนี้สวยดีนะ

สิ่งแรกที่ทำให้กรีดร้องคือ...



ฆ่าคนโสดให้ตายทั้งเป็นจ้าาาาาาา....

เก้าอี้นั่งดูวิวแบบคู่ ต้องปีนบันไดขึ้นไปนะคะ และแน่นอนว่าเก้าอี้ไม่เคยว่าง 5555



อันนี้ ตอนที่ซื้อบัตรเข้าชม เค้าจะมีกระดาษรูปดาวให้เรามาเขียนคำอธิษฐาน แล้วเอามาแขวนตามนี้ค่ะ

มีโต๊ะให้นั่งเขียน แล้วจะมีเชือกให้ร้อยแขวน จะแขวนที่ต้นคริสมาสหรือที่เชือกที่เค้าแขวนเอาไว้ก็ได้ค่ะ 

ที่นี่คนไทยมาเยอะเลย :)

มาดูวิวกันบ้างดีกว่า...







ต้องไปตอนกลางคืนถึงจะสวยนะ ไปกลางวันไม่เห็นอะไร

เพื่อนบอกว่ามีระเบียง neon floor ด้วย แต่เราไม่เจออ่ะค่ะ T T



เป็นจุดถ่ายรูปของที่นี่ค่ะ บอกวันที่ที่ถ่ายให้ด้วย

เดินวน 1 รอบ จะชนกับร้านขายเครื่องดื่มค่ะ แบบว่าเป็นโต๊ะที่ติดริมหน้าต่างเลย อยากไปนั่งบ้าง แต่เค้านั่งกันเต็ม แถมนั่งเป็นคู่อีก T T

ได้แต่กรีดร้องในใจ เพื่อนพ้องให้กำลังใจบอกว่า "หาตุ๊กตามากอดด่วน" หรือ "หารูปผู้ชายมานั่งดูแทนนะ" ฮว้ากกกกกกกกกกก ไม่ช่วยเลยยยยยยยยย

ได้แต่แบกความอิจฉากลับลงไปค่ะ T T

ตอนที่เดินกลับออกไปจนถึงสถานีโอซาก้า มันมีตึกเชื่อมกันหลายๆ ตึกเนอะ เค้าเรียกว่า Osaka Station City มีการจัด Illumination ภายในอาคารด้วย




อันนี้ใช้กล้อง iPhone4





อันนี้ใช้กล้องคอมแพค Nikon




ยังไม่จบนะจ้ะ ขอต่อตอนหน้าแล้วกัน เหลืออีกติ่งนึง แล้วจะมาเฉลยรูปปริศนาวันแรกด้วยจ้า

ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้แหล่ะ 55555



Create Date : 25 ธันวาคม 2556
Last Update : 27 ธันวาคม 2556 13:48:31 น.
Counter : 1906 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อัลปาก้าจัง
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Piyoko-chan !!


เจ้าของบล็อกชื่อ เป้ ค่ะ

แต่งหน้าก็พอไหว แต่งตัวไม่ได้เรื่อง(ในบางที)

ตอนนี้มีหมวดท่องเที่ยวแล้ว ความฝันอีกอย่างคือได้เที่ยวทั่วโลกค่ะ จะพยายามรีวิวให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงทริคและเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ชมกันค่ะ


เอาเป็นว่า นั่งอ่านขำๆ ไปแล้วกันนะคะ ^^

ถูกใจบล็อก donate สมทบทุนค่าเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้ที่นี่เลย..
https://www.paypal.me/yanisapae

ขอบคุณล่วงหน้าค่า