กันยายน 2557

 
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
27
28
29
30
 
 
All Blog
เกริ่นนำ My Trip to EU (Schengen countries) 7-20 Sep 14 //เกร็ดความรู้จากทริปครั้งนี้
  สวัสดีค่ะ

เพิ่งกลับจากเครื่องบินเมื่อเช้านี้เอง มาพร้อมกับอาการหวัด เจ็บคอ ไอค่อกแค่ก

มาเล่าเรื่องทริปแบบสั้นๆ ก่อนจะทำรีวิวดีกว่าค่ะ ก่อนที่จะลืมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไป

เรื่องถนัดของเราก็จะเป็นเรื่องช้อปปิ้งเป็นหลัก = ="

แต่เรื่องเที่ยวก็สำคัญค่ะ การวางแผนที่ดีก็ช่วยให้การเดินทางเราราบรื่นได้เยอะ

ทริปนี้มันกลับไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิคะ เพราะเราวางแผนกันแบบ step by step อยากไปไหน จิ้มจองตั๋วเลย

ข้อดีของการเที่ยวแบบนี้ก็คือ flexible ยืดหยุ่นตลอดทริป อยากไปไหนก็ไป ไม่เครียด ตั๋วบินเจ้าไหนถูก ซื้อเจ้านั้นเลย 

ข้อเสียคือ หาที่พักยากค่ะ จะไปเจอโรงแรม/ที่พักราคาสูง หรือ location ไม่ดี ตัวเลือกก็จะน้อยลง ทำให้เราต้องจ่ายมากขึ้น 

ตั๋วเครื่องบินเองบางครั้งก็ไม่มีตั๋วถูกค่ะ อาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้ภาหนะแบบอื่นแทน เช่น รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น (แต่ก็เป็นข้อดีเหมือนกันนะ ได้เปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบ)

สำหรับทริปนี้ของเรา ได้ใช้บริการขนส่งมวลชนเกือบครบทุกรูปแบบแล้วล่ะค่ะ

เครื่องบิน(อันนี้เป็นหลัก) เรือเมล taxi(ทั้งบนบกและในน้ำ) รถไฟ รถไฟใต้ดิน แทรม รถบัส 

อีกหนึ่งข้อเสียคือ เราจะหลงทางเพราะไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้าค่ะ ทำให้เสียเวลา เสียเงิน(เพราะหลงทาง)พอสมควร แต่เราก็จะได้เรียนรู้แผนผังเมืองไปในตัว แบบจากที่หลงทางกลายเป็น expert รู้แจ้งไปเลยไรงี้ 5555



แผนการเดินทางของเรามีดังนี้ค่ะ

BKK > Stockholm > Venice > Rome > Paris > Barcelona > Stockholm > BKK

อยู่แต่ละที่ราวๆ 2-3 วัน ซึ่งสั้นและเหนื่อยพอประมาณ บินเป็นหลัก (เน้นตั๋วถูก) อย่างไรจะเล่าให้ฟังในรีวิวแบบเต็มอีกทีนะคะ


อันนี้มาคร่าวๆ เรื่องทำ Tax Refund ดีกว่า เดี๋ยวจะลืมก่อน

ด้วยความที่เราบินไปกลับ BKK > Stockholm > BKK ดังนั้นเราต้องทำ Tax Refund ที่สนามบินปลายทาง ซึ่งก็คือ Arlanda Stockholm Airport นั่นเอง

ที่ Arlanda จะมีแค่บริษัท Global Blue บริษัทเดียว และทำได้เฉพาะเข้าบัตรเครดิตเท่านั้น

หากซื้อของภายในสวีเดนและกลุ่มประเทศ Scandinavia สามารถทำ Refund ได้ทันทีที่เค้าเตอร์เลย

แต่ถ้าคุณซื้อของมาจากประเทศในกลุ่มเชงเก้นอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Scandinavia จะต้องขอปั้มตราจาก ตม.ก่อน ซึ่งไม่ใช่ว่าต้องเข้าด่านตม.เพื่อปั้มนะคะ 

ที่ Arlanda จะมีหน้าต่างสำหรับทำ Tax Refund สำหรับกลุ่มประเทศนอก Scandinavia และบริษัทอื่นที่ไม่ใช่ Global Blue ด้วยค่ะ

โดยหน้าต่างที่ว่าอยู่ที่ชั้นผู้โดยสารขาเข้า (ลงมาหนึ่งชั้นจากชั้นที่เป็นเค้าเตอร์เช็คอิน) แน่นอนว่าหน้าต่างปิดตลอด เราต้องเคาะหน้าต่างหรือโทรเข้าไปเรียก จนท.เพื่อมาประทับตราให้เราค่ะ

หน้าต่างสังเกตง่ายมาก มีคำว่า Tax Refund แล้วก็สัญลักษณ์ Global Blue ตัวใหญ่ พร้อมกล่องไปรษณีย์อยู่ข้างหน้าเลยค่ะ

ทีนี้ เราจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. Tax Refund ของ Global Blue นอกกลุ่มประเทศ Scandinavia (ในที่นี้ของเรามาจากฝรั่งเศสและสเปน) ต้องเอาใบ tax free ที่ทางร้านออกให้ นำไปประทับตรา เซ็นชื่อ และกรอกเลขบัตรเครดิตใบที่เราต้องการให้ refund จากนั้นถือไปส่งที่เค้าเตอร์ Global Blue ที่ชั้นบนได้เลย

2. Tax Refund ที่ไม่ใช่ Global Blue ที่เราได้จะเป็น Tax Free ที่ได้จากบาร์เซโลน่าหรือตามร้านค้า เช่น Sephora จะเป็นคนละบริษัทกันค่ะ ใบ tax free ที่ได้จะเป็นใบเสร็จสีขาวยาวๆ (ยาวมาก) เราต้องกรอกชื่อ นามสกุล ที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ เลขบัตรเครดิตที่เราต้องการ refund เข้า และเซ็นชื่อ พร้อมประทับตราจาก ตม. 
จากนั้น ให้ใส่ซองแล้วส่งไปรษณีย์ไปที่กล่อง Global Post ตรงตู้ที่นั่นได้เลย
ของเราแยกส่งไปสองซอง ซองแรกจากบาร์เซโลน่า อีกซองจากปารีส (จริงๆ ก็ที่อยู่เดียวกันแหล่ะ แต่แยกประเทศเอง) ซองจะได้จากร้านค้าตอนทำ Tax Refund และไม่ต้องติดแสตมป์ค่ะ



เคล็ดลับสำหรับสาวกขาช้อป/เกร็ดความรู้จากทริปนี้

Barcelona, Spain

- Barcelona ช้อปปิ้งมันมาก โดยเฉพาะเขต Catalunya (กาตาลุนย่า) เป็นถนนคนเดินที่ยาวมาก กินเนื้อที่ราวๆ 6-7 บล็อก รวมช้อปทุกยี่ห้อและห้างเข้าด้วยกัน ปิดราวๆ 20-21.00 น. (แล้วแต่ร้าน)

- ห้าง El Corte Ingles พิเศษตรงที่ว่า ไม่ว่าเราจะช้อปปิ้งกี่วันกี่สิ่ง เราสามารถรวมบิลจากทุกแบรนด์ในห้างนั้นๆ (ต้องเป็นภายในห้างเดียวกัน) แล้วรวมยอดไปทำ tax refund ทีเดียวได้ ยิ่งช้อปเยอะ ยิ่งได้ tax refund เยอะ เป็น Step 10%-12%-14% จำไม่ได้แล้วว่าเท่าไหร่ถึงจะได้เยอะๆ 

- BCN Airport ของช้อปเยอะเหมือนเดินห้าง เวลาน้อยแต่ของช้อปเยอะ มันไม่ยุติธรรมเลย!!!

- เครื่องสำอางใน Duty free BCN ราคาถูกกว่าสนามบิน FCO (โรม อิตาลี) เยอะมาก เยอะจนงงว่านี่เทศกาลโละของเซลหรืออย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าของเซล

- อยากได้ของที่ระลึกจากทีม Barca (Barcelona FC) ต้องไปที่สนามของเค้าเองนะ เสื้อทีม เสื้อแข่งทีมเหย้า-เยือน กางเกง ชุดวอร์ม สารพัดของที่ระลึก สามารถทำ Tax Refund ได้ ส่วนถ้าใครอยากเข้า Camp Nou ต้องไปเร็วๆ ค่ะ ปิด 17.30 น. (เสียดายมากที่ไม่ได้เข้าไป)

- เสื้อแข่งของทีมนี้ ถ้าไม่มีเบอร์ข้างหลัง สามารถสกรีนเพิ่มได้นะ แน่นอนว่าเสียเงินเพิ่ม

- มีร้าน Mango Outlet ด้วยนะคะ ลดราคาสุดขีด แต่เป็นธรรมดาของ outlet ที่ไปซื้อแล้วไม่ค่อยได้อะไรเพราะไม่มีไซส์ (ปิดสามทุ่ม)

- Barcelona มีร้าน Outlet แบรนด์เนม แฝงตัวอยู่มากมาย ต้องใช้ความสามารถนิดนึงค่ะ

- Sephora ตรง Catalunya ปิดสี่ทุ่มค่ะ ร้านใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกก ของแถมก็ดีมากด้วย

- รถ Hop on-hop off สีฟ้าของ City Sightseeing เป็นบริษัทเดียวกับของที่โรม ดังนั้นเก็บตั๋วไว้เป็นบัตรลดได้นะคะ


Paris

- ร้านรวงแถว Champs-Elysee ปิดที่ 19.00 น. (เช่น LV) หรือ ราวๆ 20.30 น. (เช่น Sephora) ส่วน Gallerie Lafayette ปิดที่ 19.00 น.เหมือนกัน แถมไม่ต้องเดินหาร้านให้เหนื่อย มีทุกแบรนด์ให้เลือกสรร

- คนไทยไปโกย Bioderma จนหมดร้านเค้าแต่ก็ยอมรับว่าราคาถูกจริงไรจริง แถมคนขายใจดียังแถมผลิตภัณฑ์ตัวอย่างมาให้อีกต่างหาก วู้ปี้!!! (ที่สเปนไม่มีขวดใหญ่ขายด้วยนะ)

- น้ำแร่ฉีดหน้ายี่ห้อ Evene และ La Roche-Posay ราคาถูกมากกว่าที่สเปนเยอะ 

- รถไฟ metro ที่ปารีสแบบ single ใช้ได้ใน 1 ชม. ใช้ได้กับรถไฟใต้ดิน-แทรม(รถราง) ด้วยนะคะ ส่วน RER ต้องซื้อแยก ซึ่งตู้ขายได้ทีละใบ (ช้ามากบอกตรงๆ) แนะนำให้ซื้อกับคนขายตั๋วดีกว่า

- จักรยานเช่า Velib มีมัดจำเงินบัตรเครดิตที่ 150 ยูโร และแม้เราจะคืนจักรยานภายในเวลาที่กำหนดก็จะยังไม่ได้เงินก้อนนี้คืนทันที ต้องโทรไปคุยกับทางธนาคารบัตรเราเอง ถ้าใครต้องใช้เงินหรือวงเงินไม่เยอะ ไม่ควรเช่าค่ะ แม้จะคืนภายใน 30 นาทีไม่เสียเงินก็ตาม เราก็โดนอายัตเงินตรงนี้อยู่ดี

- ปารีส ไม่ขายกาแฟตอนกลางคืน แต่ถ้าเป็นไอศกรีมรสกาแฟก็โอเค

- วันอาทิตย์ร้านปิดเกือบหมด ส่วน Supermarket บางร้านเปิดถึงแค่บ่ายโมง (ไปถึงปารีสวันอาทิตย์เป็นอะไรที่ซวยมาก)

- Versailles ปิดวันจันทร์ และช่วงเดือน พ.ค.ถึง ต.ค. จะมีการแสดงดนตรีในสวน (น้ำพุประกอบดนตรี) ค่าเข้าจะเพิ่มเป็น 25 ยูโร แบบ 1-day passport ค่ะ (ปกติ 18 ยูโร) เฉพาะวันอังคาร เสาร์และอาทิตย์ เข้าชมได้ทุกส่วนภายใน Versailles ค่ะ

- จะดูเฉพาะตัวพระราชวังก็ได้ แล้วซื้อตั๋วเข้าชมสวนแยกต่างหาก หรือตำหนักพระนางมารีอังตัวเน็ตแยกก็มีเช่นกัน แล้วแต่ชอบ

- รถไฟ RER  วิ่งได้หวานเย็นมาก ตอนนั่งไป Versailles นี่แทบหลับ ส่วนขากลับคนแน่นจนต้องยืนตลอดทาง


Rome

- ไม่ได้ช้อปเลยค่ะ นั่งรถ hop on-hop off อย่างเดียว ซื้อแบบ 2-day จะราคาถูกมาก 1-day = 20 euro และ 2-day = 22 euro สามารถนำตั๋วกระดาษที่เค้าให้ เก็บไปใช้กับประเทศอื่นได้ด้วยนะคะ ได้ส่วนลด 10% ในบริษัทของเค้าเอง (ใช้ที่ BCN ได้)

- Sistine Chapel รอบสุดท้ายคือ บ่ายสามครึ่ง ต้องไปก่อนเวลาครึ่งชม.ค่ะ (อยู่ในวาติกัน)

- Vatican เข้าชมฟรี เสียเงินเฉพาะที่ขึ้นยอดโดมและ Tesoro museum 

- Vatican แถวยาวมาก แต่รอไม่นานค่ะ แถวไหลเร็วเหมือนกันเพราะเข้าฟรี ดังนั้นอย่าตกใจกับแถวยาวๆ นะคะ

- การขึ้นยอดโดม กรุณาพกยาดมไปด้วย ส่วนใครที่เป็นความดัน เข่าเสีย โรคหัวใจ ไม่ควรขึ้นค่ะ เพราะทางขึ้นชันและแคบมาก ใครกลัวที่แคบก็ไม่ควรเข้าไป

- แต่พอได้ขึ้นไป คือยอดโดมสูงๆ ของวาติกันเลยจ้า บนนั้นมีร้านขาย souvenir ด้วย สามารถซื้อโปสการ์ดและแสตมป์ส่งที่นั่นได้เลย

- ตั๋วรถเมล ซื้อได้ที่ร้าน Tabacchi (Tabacco) สังเกตสัญลักษณ์ตัว T หรือร้านขายของชำที่มีคำว่า Biglietti (Ticket) ดูค่ะ รับรองว่ามีขายแน่นอน บอกว่าเอา Single for bus ราคา 1.7 ยูโร อยู่ได้ 75 นาที ขึ้นรถแล้วต้อง activate ตั๋วกับตู้สีเหลืองบนรถด้วยนะคะ

- รถบัสที่นี่กวนมาก จอดบ้างไม่จอดบ้าง แม้จะมีชื่อสถานีเขียนที่ป้ายก็ตามแต่แกก็ไม่หยุดอยู่ดี

- Termini Station เป็นสถานีรถไฟหลักของ Rome เป็นชุมทางรถไฟ รถบัส รถโค้ชไปสนามบิน และอื่นๆ ค่ะ

- ขอให้ระวังการไป Termini Station โดยเฉพาะเวลาขึ้นรถไฟไปสนามบิน จะมีแก๊งเด็กจรจัดพยายามเข้ามาช่วยคุณ (ช่วยซื้อตั๋ว ยกกระเป๋า activate ตั๋ว ฯลฯ) โดยถ้าเราพลาด มันจะเดินมาเก็บเงินคนละ 5 ยูโร แต่ถ้าคุณพลาดไปแล้วก็จงยืนยันว่า "ฉันให้ได้แค่นี้แหล่ะ ไม่พอใจก็ไปคุยกับตำรวจแล้วกัน" เราโดนไป 2.70 ยูโร แต่ตั้งใจให้ทิปอยู่แล้วเลยไม่คิดมาก (มีเป็นแก๊งใหญ่นะคะ)

- เด็กพวกนี้สามารถยื้อรถไฟได้นานโดยที่มี จนท.รถไฟให้ท้ายพอสมควร แต่ถ้าวุ่นวายมากๆ คนขายตั๋วจะด่ามันเอง -*- เพราะรถไฟสามารถกดเปิดปิดประตูได้ตลอดค่ะ 


Venice

- เรือเมล เช่นเดียวกับที่โรม มองหาร้าน Tabacchi ซื้อตั๋วเรือเมลได้ใบละ 7 ยูโร ต้อง activate ตั๋วที่ท่าเรือนะคะ นั่งยาวๆ ได้ 60 นาที

- เราสามคนได้นั่ง water taxi ในราคา 110 ยูโร เป็นสปีดโบ้ทแบบส่วนตั๊วส่วนตัว ส่งได้ถึงท่าเรือที่ใกล้ที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำขึ้นลงในแต่ละช่วงด้วย (คือเก็บคนละ 40 ยูโรแหล่ะ แต่ลดราคา)

- เมืองสวย โรแมนติค น่าเดินเที่ยว น่าอภิรมย์ใจ แต่อาหารไม่อร่อยอย่างแรง - -"

- ตรอกซอกซอยเดินได้หมด แต่ถ้ากลัวหลงควรมีแผนที่และอย่าก้มหน้าเดิน เดี๋ยวไม่เห็นป้ายบอกทาง ป้ายเหลืองที่สถานที่เที่ยวหลัก ป้ายสีขาวคือป้ายชื่อถนน เดินตามป้ายเหลืองไม่มีทางหลงแน่นอน

- อย่าลืมขอแผนที่จากโรงแรมนะคะ 

- ร้านค้าปิดตอน 2 ทุ่มครึ่ง แต่ถ้าอยากนั่งดริ้งค์ ก็เปิดได้ยาวๆ แหล่ะมั้ง

- เมืองนี้ค่อนข้างปลอดภัยค่ะ มีแต่นักท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเผลอเรอได้นะ


Stockholm

- Tax refund 13% ไม่ต้องบอกใช่มั้ยว่าซื้ออะไรได้บ้าง

- ร้านรวงปิดตอนทุ่มนึง-สองทุ่ม ดังนั้นรีบช้อปให้ไว

- มีห้องน้ำฟรีที่ park แต่ถ้าเข้าตามร้าน เสีย 10 โครน

- ร้านอาหารไทยชบา อาหารแซ่บมาก เด็ดดวง อร่อยเลิศ (คนไทยไปกินเยอะ ฝรั่งก็กินกันเยอะ) ส่วนร้าน pong เป็นบุฟเฟต์ราคา 200 กว่าโครนแต่คนแน่นทุกวัน



นึกออกเท่านี้ ถ้ามีเพิ่มจะมา edit นะคะ :)



Create Date : 22 กันยายน 2557
Last Update : 22 กันยายน 2557 11:46:30 น.
Counter : 1328 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



อัลปาก้าจัง
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Piyoko-chan !!


เจ้าของบล็อกชื่อ เป้ ค่ะ

แต่งหน้าก็พอไหว แต่งตัวไม่ได้เรื่อง(ในบางที)

ตอนนี้มีหมวดท่องเที่ยวแล้ว ความฝันอีกอย่างคือได้เที่ยวทั่วโลกค่ะ จะพยายามรีวิวให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงทริคและเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ชมกันค่ะ


เอาเป็นว่า นั่งอ่านขำๆ ไปแล้วกันนะคะ ^^

ถูกใจบล็อก donate สมทบทุนค่าเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้ที่นี่เลย..
https://www.paypal.me/yanisapae

ขอบคุณล่วงหน้าค่า