ตุลาคม 2557

 
 
 
1
2
4
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
29
30
31
 
 
All Blog
EU Trip 7-20 Sep 14 : Chapter 4 Rome (ตอนจบ)
  สวัสดีค่ะ 

กลับมาอ่านต่อดีกว่า กับทริปมหากาพย์(หรือมหาก๊าบ?) ของเรา 

ใครอ่านแล้วถูกใจ อ่านแล้วชอบ มีประโยชน์ อย่าลืมกดโหวตบล็อกให้ด้วยนะคะ ^^ ขอบคุณค่ะ

และสำหรับคนที่เพิ่งหลงมาอ่านเป็นครั้งแรก สามารถตามอ่านย้อนหลังได้ที่เมนูทางซ้ายมือของบล็อกได้เลยจ้า 




วันเสาร์ที่ 13 กันยายน 

เราได้ซื้อตั๋วเครื่องบินไปปารีสเรียบร้อย กำหนดบินราวๆ 4 โมงเย็น ดังนั้นเราต้องไปถึงสนามบินประมาณบ่ายโมงครึ่งอย่างน้อย

วิธีการเดินทางมี 2 ตัวเลือก คือ 1. รถโค้ช ราคาถูก ใช้เวลา 55 นาที หรือ 2. รถไฟวิ่งตรงไปสนามบิน FCO ราคา 14 ยูโร ใช้เวลา 36 นาที

เราเลือกไฟลทของ Kuwait Airlines ซึ่งเวลาดี ราคาประหยัดพอๆ กับ low fare แต่เป็น full service ในขณะที่ low fare ได้ราคาใกล้เคียงหรือแพงกว่าแต่ต้องเสียค่าโหลดกระเป๋าเพิ่ม จึงเป็นทางเลือกที่ดีค่ะ

เช้าวันนี้ เราเปลี่ยนเวลาเช็คเอ้าท์จาก 9.30 เป็น 8 โมงเช้า จะได้มีเวลาเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกนิด หลังเคลียร์เรื่องเงิน deposit กับเช็คเอ้าท์เรียบร้อย เราก็มารอที่ป้ายรถบัสที่เดิม แต่แทนที่เราจะได้ขึ้นรถเบอร์ 492 เรายืนรอเก้อเพราะอิรถเบอร์นี้มันไม่มาตามที่ป้ายบอก

พี่สามเลยต้องเดินไปถามร้าน Tabacchi ว่าอะไรยังไง สรุป เราขึ้นรถ M2 น่ะถูกละ (ก่อนหน้านี้มันวิ่งผ่านไปราวๆ 3-4 คันได้ น่าโมโหมาก) มันจะไปจอดใกล้ๆ Termini station เหมือนกัน

ตั๋วรถบัสเราใช้ใบเดิมจากที่ซื้อเก็บไว้เมื่อวันก่อนแต่ยังไม่ได้ใช้ (เพราะใจร้อนเดินแทน) ขึ้นรถบัสไปลงใกล้ๆ Termini ประเด็นคือ มันวิ่งไปเส้นที่เราไม่รู้จักค่ะ จนต้องถามคนขับรถว่าลง Termini ป้ายไหนใกล้สุด

กลายเป็นว่าเรานั่งเลยมาแล้ว 1 ป้าย เราจึงต้องเดินย้อนกลับไปราวๆ 2 บล็อกตึกเพื่อกลับไปที่ Termini ค่ะ = = 

เราวิ่งไปฝากกระเป๋าที่ชานชาลาที่เราจะขึ้นรถไฟไปสนามบินนั่นแหล่ะ ค่าฝากใบละ 7 ยูโรสำหรับ 4 ชม.แรก ใช้พาสปอร์ตเป็นหลักฐาน เค้าจะให้ใบเสร็จมา ให้เราเอาใบเสร็จนี้ยื่นพร้อมเงินตอนมารับกระเป๋าค่ะ กระเป๋าจะถูกเก็บไว้ในห้องเซฟที่นั่นแหล่ะ

ตอนแรกกะว่าจะฝากกระเป๋ากับที่แฟลตนะ แต่มันเสียเวลานั่งรถไปมา เราเอาความสะดวกดีกว่าค่ะ

สุดท้าย เราก็เสียเงินซื้อ Sightseeing bus tour อีกรอบ คนละ 20 ยูโรเพื่อไปเก็บสถานที่เที่ยวที่เหลือดีกว่า เราอยากไป Sistine Chapel แต่คงไม่ทันแล้วล่ะ

เราเลยเลือกไป Colosseum ดีกว่า :)









ลงที่เดิมค่ะ ด้านซ้ายมือของเราคือ Palatine Hill (Palatino) ส่วนถ้าเลยขึ้นไปอีกตรงรั้วทางซ้ายมือคือ Foro Romano (Roman Forum) ค่ะ

วันนี้เรามาแค่ Colosseum เท่านั้นเพราะไม่มีเวลาแล้ว ><



ประตูชัย




อีกด้านของประตูชัยค่ะ

สำหรับคิวของ Colosseum นั้นจะค่อนข้างยาวค่ะ มีการสแกนสิ่งของสัมภาระตามปกติ คิวจะแยกเป็นนักท่องเที่ยว walk-in กับพวกที่ซื้อตั๋วล่วงหน้ามาแล้ว

ซึ่งถามว่าเร็วกว่ากันเท่าไหร่ เราว่าไม่ต่างกันค่ะ เพราะยังไงก็ต้องผ่านเกทแสตมป์ตั๋วอยู่ดี (มีอยู่ไม่กี่เครื่องด้วย)




ตั๋วเข้า Colosseum ค่ะ คนละ 12 ยูโร เข้าได้ทั้ง Colosseum และ Forum Palatine ที่อยู่ติดกัน (ซึ่งไม่ได้ไป)



เข้ามาก็เจอสิ่งนี้ค่ะ เห็นว่าเป็นซากที่หลงเหลือในนี้แหล่ะค่ะ น่าจะเป็นคนขี่ม้าอยู่นะ ที่เหลือคือตัวม้าค่ะ

มาดูข้างในกันบ้าง :)





ยิ่งใหญ่อลังการสมคำร่ำลือ 

มาดูข้างในกันดีกว่า ช่วงที่เราไปมีนิทรรศการเกี่ยวกับกรีก-โรมันค่ะ มีสิ่งของจาก museum ต่างๆ จากหลายเมืองมาจัดแสดงไว้ที่นี่ให้เราเข้าชมฟรีใน Colosseum ด้วย










อันนี้เป็นตำรายาสมุนไพรสมัยนั้น








คุณพี่ซ้ายมือแอบน่ากลัวนะคะ มีตาขาวด้วย เหมือนคนจริงๆ เลย







Colosseum มี 2 ชั้นค่ะ ขึ้นไปดูชั้นสองกันดีกว่า







ชั้นล่างค่ะ เห็นว่ามีทัวร์พาเดินด้วยนะ แต่คงต้องซื้อแยก









จบคอร์ส Colosseum เท่านี้ค่ะ เราต้องรีบทำเวลา ไปกันต่อดีกว่าจ้า

เรานั่งรถ City Sightseeing tour อีกครั้ง



อย่างที่บอกไปตอนที่แล้ว ที่โล่งๆ ตรงนี้คือ Circo Massimo ลู่แข่งรถม้าสมัยก่อนค่ะ

ปัจจุบันเป็นพื้นที่สาธารณะ ส่วนใหญ่ก็เอาไว้เดินเล่นนี่ล่ะค่ะ

ป้ายถัดไปที่เราจะลงคือ Piazza Venezia อดีตสถานทูตของสาธารณรัฐเวนิส เพราะเรากำลังจะไปที่นี่ค่ะ Pantheon

อย่างว่าแหล่ะค่ะ เราไปที่ไหนก็เจอแต่คู่แต่งงาน ไม่เว้นแม้แต่ที่นี่...



หันไปเจอครั้งแรก เซอร์ไพรสมากเลย :)



จาก Piazza Venezia เราเดินข้ามถนนจากฝั่งลงรถบัสไปอีกฝั่งแล้วเดินเลาะไปเรื่อยๆ ค่ะ



นี่ยังไม่ใช่สถานที่ที่เราตามหาค่ะ 5555



Santa Maria sopra Minerva



Piazza della Minerva จตุรัสหน้าโบสถ์ Minerva

หนึ่งในเสาโอเบลิคส์ที่มีอยู่ตามจุดต่างๆ ในโรม



เดินตรงไปอีกนิดเราก็เจอกับ Pantheon แล้วจ้า



จตุรัสหน้า Pantheon เรียกว่า Piazza della Rotonda 

Pantheon เป็นหนึ่งในอาคารแบบโรมันโบราณและมีการใช้งานมาตลอด จนกระทั่งศตวรรษที่ 7 ถูกใช้เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิคเพื่ออุทิศให้ St.Mary and the Martyrs โดยมีชื่อเรียกแบบไม่เป็นทางการว่า Santa Maria Rotonda

คำว่า Rotonda ภาษาอังกฤษก็คือ Rotunda แปลว่า ทรงกลมค่ะ ตรงตัวมากๆ มาจากรูปแบบของห้องโถงหลักภายในนั่นเอง













วันนั้นมีอะไรกันไม่รู้ค่ะ อ่านป้ายไม่ออกเลย







ณ ที่ตรงนี้...

Madonna del Sasso ผลงานของ Lorenzetto ลูกศิษย์ของ Raphael นี่เป็นโลงหินโบราณสมัยศตวรรษที่ 1 ค่ะ ซึ่งถ้าใครได้ดูหนังเรื่อง Angels and Demons คงจำได้ ที่นี่คือโลงศพของ Raffaello Sanzio (Raphael)



หลังจาก Raphael เสียชีวิต ร่างของนายผู้นี้ก็ถูกย้ายมาไว้ที่นี่ในปี 1520 ส่วน Madonna del Sasso ผลงานของ Lorenzetto ได้นำมาตั้งไว้ในปี 1523-1524

ในปี 1833 ในยุคของพระสันตะปาปา Gregorio XVI มีการเปิดโลงเพื่อพิสูจน์ว่ามีศพของ Raphael จริงหรือไม่ เมื่อพบว่ามีศพจริง พระสันตะปาปาจึงประทานข้อความจารึกไว้บนโลงหินอ่อนโบราณนี้เป็นที่ระลึกว่า ILLE HIC EST RAPHAEL TIMUIT QUO SOSPITE VINCI RERUM MAGNA PARENS ET MORIENTE MORI (Here lies Raphael, by whom Nature feared to be outdone while he lived, and when he died, feared that she herself would die.)









รูปสุดท้ายก่อนจาก Pantheon

หลังจากนี้เราต้องรีบกลับไปที่ Termini Station แล้วค่ะ แต่เราก็เร็วไม่ได้ดั่งใจเพราะเป็นวันเสาร์ นักท่องเที่ยวเยอะกว่าปกติ รถ Sightseeing bus ที่เราซื้อไว้ เค้าเคลมว่ามาทุก 10 นาที แต่เอาเข้าจริง วันเสาร์คนเยอะมาก รถมากี่เที่ยวก็เต็มหมดค่ะ คนลงน้อย แต่คนขึ้นเยอะ กว่าเราจะได้ขึ้นรถก็ต้องรอรถ 3 คันอย่างน้อย และขึ้นได้ไม่เกิน 10 คนเอง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่ควรเที่ยวโรมวันเสาร์อาทิตย์ และ ควรหารถ sightseeing ที่รถมาถี่ๆ ค่ะ (เช่น รถสีเขียว เป็นต้น คันที่เรานั่งสีแดงค่ะ รถน้อยมาก)

หลังจากเราไปถึง Termini Station แล้ว มันก็บ่ายโมงกว่าแล้วค่ะ ต้องรีบไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ จากตอนแรกจะนั่งรถโค้ชไปสนามบิน แต่ก็ช้าเกินไป เราเลยเลือกจะนั่งรถไฟแทนค่ะ

ขอเตือนไว้อย่างนึงว่า โรม เป็นสถานที่ที่อันตรายมากหากคุณประมาท 

คืนก่อนหน้าที่เราเดินกลับระหว่างทาง เราเจอเสื้อผ้า ข้าวของของผู้หญิง ถูกทิ้งไว้แถวๆ Termini ค่ะ คาดว่าคงโดนขโมยกระเป๋าเดินทาง เอาของมีค่า แล้วทิ้งเสื้อผ้าที่ไม่ต้องการ

เห็นแล้วสงสารค่ะ ไม่รู้ทำอีท่าไหนถึงโดนขโมยได้ขนาดนี้ - -

แต่อย่าเพิ่งคิดว่า อันตรายพวกนี้จะจบแค่นี้ค่ะ บนรถไฟก็มี..

เราเลือกจะขึ้นรถไฟไปสนามบิน FCO ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่ารถโค้ชพอสมควร และไม่ต้องต่อคิวซื้อตั๋วให้ยืดยาวด้วย (คืนก่อนหน้าเรา survey กันมาหมดแล้ว หุหุ)

ระหว่างที่เรากำลังจะเดินไปซื้อตั๋วนั่นเอง ก็มีเด็กวัยรุ่นตัวอ้วนๆ ดำๆ คนนึงเดินมาถามว่า "ยูมีตั๋วแล้วรึยัง"

(คิดในใจ อะไรของแก ไม่ได้แอ้มฉันหรอกเฟ้ย เด็กบ้า ฉันรู้ว่าต้องซื้อตั๋วตรงไหนเฟ้ย)

เราก็ซื้อตั๋วสามคนอย่างรีบร้อน ระหว่างนั้นรถไฟก็มาพอดีค่ะ เราก็รีบหูตาแหกวิ่งขึ้นรถไฟกันก่อน คิดว่าคงมีคนตรวจตั๋วขึ้นมาแสตมป์ให้เราล่ะมั้ง



หน้าตาตั๋วเป็นแบบนี้ค่ะ คนละ 14 ยูโร สาย Leonardo Express

ระหว่างที่เรากำลังล่กหาที่นั่ง ไอ้เด็กอ้วนคนเดิมก็เดินมาเจ้ากี้เจ้าการ "ยู กระเป๋าวางไว้แบบนี้ไม่ได้นะ" แล้วจัดแจงยกขึ้นชั้นเหนือหัวให้เอง 

หันมาอีก "ยู ตั๋วยู validate รึยัง ยูต้อง validate ก่อนนะ" แล้วหยิบตั๋วจากมือเราออกไปนอกขบวน ไป validate กับตู้เล็กๆ ข้างๆ ป้อมขายตั๋ว โดยมีเพื่อนตัวเล็กๆ ผอมๆ ยืนอยู่ข้างๆ (เราเดินตามไปดูด้วย)

เราก็แบบ เอาละไง ไอ้เด็กพวกนี้มันต้องไม่ได้มาดีแน่ๆ 

สักพักมันเดินกลับมาที่เรานั่งกันแล้วแบมือ "5 euro each" 

ตัวเราเองตั้งใจจะให้ทิปอยู่แล้วล่ะ อุตส่าห์มาช่วย แต่ไอ้คนละ 5 ยูโรค่าบริการง่อยๆ ของแกมันเกินไปป่ะวะ เราให้ไปแค่ 2.70 ยูโร (ได้จากเรา 2 ยูโร จากพี่สาวอีก 70 เซ็นต์) พวกมันทำท่าไม่พอใจ ไอ้แห้งที่ยืนข้างนอกก็มาทำท่าเหมือนข่มขู่ให้จ่ายเงินลูกพี่มัน 

เราก็แบบ เออ เอาไงเอากันว้อย ต่อยกันก็ได้นะ (ห้าวมาก แต่นั่งอยู่ในรถไฟนะ) 

เด็กพวกนี้ทำอะไรมากไม่ได้ค่ะ เพราะที่ทำอยู่ก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าข่มขู่นักท่องเที่ยวมากๆ คนขายตั๋วหรือเจ้าหน้าที่สถานีจะออกมาว้ากพวกมันเอง ดูท่าแล้วจะเข้านอก ออกในอย่างเชี่ยวชาญ ช่ำชองมากๆ ด้วย ถึงขนาดกดปุ่มเปิดปิดประตูรถไฟเข้าออกเอง และยังหลอกนักท่องเที่ยวแบบนี้อยู่เรื่อยๆ คิดดู วันนึงจะได้เท่าไหร่

ใครดูงงๆ ทะเล่อทะล่า หน้าใหม่ๆ เสร็จพวกมันแน่นอนค่ะ ดังนั้นถ้าเจอเด็กพวกนี้ (มาเป็นแก๊งค์) ให้ปฏิเสธทุกสิ่งอย่าง และถ้าเราเสียท่าก็จงยืนยันว่ามีแค่นี้ (เศษเหรียญเซ็นต์) ถ้าไม่พอใจก็ไปคุยกับตำรวจละกัน หรือเรียกเจ้าหน้าที่ในสถานีมาช่วยเคลียร์ค่ะ 

คือเราต้องแข็งไว้ก่อนนะ อย่าใจอ่อนยอมมันเด็ดขาด แต่ทางที่ดีที่สุดคือ อย่าให้มันมายุ่งกับเราค่ะ


เอาล่ะ เราก็ไปถึงสนามบิน FCO กันแล้ว

เราจองตั๋วของ Kuwait airlines ไปลง CDG แต่คิวยาวมาก เค้าเตอร์ก็ยังไม่เปิด เราเลยไปหา McDonald's ทานกันก่อน ยังไม่ได้ทานข้าวกลางวันกันเลย

กลับมา เค้าเตอร์เพิ่งเปิดค่ะ รอนานมากเพราะเปิดแค่สองเค้าเตอร์ และมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้น เหล่าหน้าเอเชียทั้งหลายถูกปฏิเสธการบินค่ะ

พอถึงคิวเรา นางขอดูพาสปอร์ตและวีซ่าเชงเก้น นางบอกว่า "ขอโทษค่ะ เราคงให้คุณขึ้นบินกับเราไม่ได้ เพราะวีซ่าของคุณเป็นแบบ single"

เราก็งงค่ะ แบบ อ้าว แล้วฝรั่งเศสไม่ใช่เชงเก้นเหรอวะ 

นางเรียกหาตัวช่วยอีกคนเป็นผู้ชาย แกเลยอธิบายว่า สายการบินนี้มาจากนอกยุโรปนะ ถ้าบินกับเค้าจะต้องผ่านตม.ซึ่งวีซ่าเชงเก้นของเรามีการแสตมป์ไปแล้วที่สต็อกโฮม ซึ่งเราจะเข้าประเทศฝรั่งเศสไม่ได้(เพราะใช้งานไปแล้ว) เราต้องหาตั๋วสายการบินอื่นที่เป็นบริษัท European แทน

บอกตรงๆ ว่าเหวอกิน เพราะเราไม่รู้มาก่อนว่าเชงเก้นเค้ามีข้อกำหนดแบบนี้ด้วย ที่ผ่านมาเราบิน Norwegian จาก Stockholm ไปลง Venice เราก็ไม่ผ่าน ตม.เหมือนกัน เค้ามีการแยกแบบนี้น่ะเอง คือดูว่าต้นทางมาจากไหน ถ้าในกลุ่มเชงเก้นเหมือนกันก็ไม่ต้องผ่านตม.

เราเลยต้องซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่ค่ะ ให้พี่สาวกับกิ๋มบินกับ Kuwait airlines ไป กระเป๋าของเราทาง Kuwait รับผิดชอบด้วยการโหลดไปให้ฟรีเป็นการชดเชย เพราะถ้าเราแบกกระเป๋าไปก็ต้องเสียค่าโหลดอยู่ดี

ทางเจ้าหน้าที่แนะนำให้เราซื้อตั๋วของ Vueling airlines ค่ะ (ตอนแรกเราสังหรณ์ใจจะจองแล้วเชียว แต่ไม่เคยได้ยินชื่อสายการบินนี้มาก่อน เหอออออออออ) แล้วบินตามไปทีหลัง

ซึ่งก็โชคดีมากที่ Vueling มีไฟลทไปปารีสในเย็นวันเดียวกัน ราวๆ 6 โมงเย็น ตอนแรกจะซื้อผ่านเว็บไซต์ซึ่งราคาถูกกว่าซื้อเค้าเตอร์ ปรากฏว่าซื้อไม่ผ่านค่ะ แล้วระบบก็ช้าเต่าเรียกพ่อมากๆ สุดท้ายยอมบากหน้าไปซื้อตั๋วกับคุณพี่ผู้ชายคนเดิมในราคาแพงเลือดซิบ = =

ตอนนั้นเวลาราวๆ 4 โมงเย็น พี่สาวกับกิ๋มต้องรีบไปขึ้นเครื่องแล้วล่ะ เราก็จัดการตัวเองต่อไป ซื้อตั๋วแล้วกะว่าจะไปเช็คอินเลย...คุณพนักงานสาวเดินมา...

"สวัสดีค่ะ เช็คอินเหรอคะ ไฟลทไหนคะ เดี๋ยวขอเช็คแป๊บนึงนะคะว่าจะเช็คที่เค้าเตอร์ไหนได้บ้าง"

(เดินหายไปแป๊บแล้วเดินกลับมา)

"เชิญทางนี้ได้เลยค่ะ เค้าเตอร์นี้คนที่สวยๆ เพื่อนฉันเองค่ะ" 

เรานี่ยิ้มเลยค่ะ คนสวยๆ ที่เธอว่าคือ คุณผู้ชายหัวล้าน ซึ่งนางแต๋วแหล่ะ 55555 แซวกันน่าร๊ากกกกกก พวกนางบริการดีและ friendly มากค่ะ น่าประทับใจนะ

แต่ที่ไม่น่าประทับใจคือ ระบบของสายการบินนี้ ช้าเอื้องมาก เราซื้อตั๋วเครื่องบินไปเกินครึ่งชม.ละ ชื่อเรายังไม่เข้าระบบเลยค่าาาา - -" (ไม่รู้สายอื่นเป็นแบบนี้รึเปล่านะคะ เราไม่เคยทำแบบนี้ด้วย) ตัวพนักงานเองยังว่า ระบบมันช้าจริงๆ บอกให้เราไปเดินเล่นก่อนสัก 10 นาทีค่อยมาใหม่นะ เดี๋ยวยูมายืนตรงนี้เลย ไอจะหาชื่อในระบบให้

เราเดินแล้วเดินอีก เปิดเน็ตเล่นหาทางไปโรงแรมในปารีสโดยคร่าวๆ ฯลฯ สุดท้ายเราก็เดินไปให้พวกนางเช็คอีกที นางก็เช็คไม่เจออีก (พนักงานสาวอีกคน) นางเลยโทรเช็คเลยค่ะว่าทำไมหาชื่อไม่เจอ บลาๆๆๆ สุดท้ายก็หาเจอ (เราถึงกับพูดว่า Finally....)



เช็คอินเรียบร้อย สแกนสิ่งของ นั่งรอเพื่อพบว่า...ไฟลทนี้ delay!!! และเกทก็ยังไม่ประกาศด้วย รู้แค่ว่าเกท C

เกทยังไม่ออกเพราะเครื่องยังไม่มา ไฟลทก็ดีเลย์จาก 6.30 กลายเป็น 7.15 จ้า

เราเข้าเกทไปนั่งรอตั้งแต่ยังไม่ 5 โมงเย็น เดินแล้วเดินอีก สำรวจเกือบจะทั่วเกท C แล้ว (มีเกทย่อยอีก) รอจนเบื่อค่ะ สุดท้าย 6 โมง 40 มีการเรียก boarding ขึ้น(ไม่ได้ยินประกาศหรอก แต่สังเกตว่ามีกลุ่มคนรอขึ้นเครื่อง เราเลยไปมุงบ้าง) เราก็ไม่รอช้ารีบต่อแถวขึ้นรถบัสเลยจ้า



Vueling Airlines เป็น low fare airline ค่ะ คล้ายๆ Air Asia + Nok Air ยังไงอย่างนั้น

ที่นั่น 3-3 เบาะหนัง และส่วนใหญ่นะคะ ผู้โดยสารจะหิ้ว hand carry ไปคนละใบจน overhead bin ไม่พอวางของ 

เราสะพายเป้ไปใบนึง กะว่าขึ้น overhead bin แน่นอน ปรากฏว่าแอร์เดินมาเปิด bin ยกกระเป๋าเป้เราลงมาแล้วบอกว่า "ที่เก็บสัมภาระไม่พอ กระเป๋าเล็กของยูวางไว้ใต้เก้าอี้แทนนะ"

เท่าที่รู้มา สายนี้ไม่ strict เท่า Ryan air นะคะ สายนั้นต้องเป๊ะเว่อร์มากจริงๆ ถึงจะขึ้นได้ ดังนั้นนั่งได้สบายใจค่ะ



คืนนั้น เราถึงปารีสราวๆ 3 ทุ่มกว่า เดินออกมาหาแท็กซี่ ยื่นชื่อโรงแรมพร้อมที่อยู่ให้ พี่แกก็ซิ่งเลยค่ะ

คือเราก็ไม่รู้หรอกว่าสนามบินกับในตัวเมืองปารีสมันไกลแค่ไหน แต่แท็กซี่ที่ปารีสมีแบ่งโซนด้วย ถ้าเข้าตัวเมืองให้ไปอีกจุดนะ ถ้านอกเมืองมาขึ้นตรงนี้นะ ฯลฯ

และแท็กซี่ปารีส ตีนผีมากกกกกกกกกกกกกกกกก พี่เอ้ยยยยยยยยยยย ซิ่งเหมือนหลุดมาจากหนัง Fast and furious พี่จะเหยียบมันไปไหน เราได้แต่นั่งตัวแข็งเกร็งไปทั้งตัว ซิ่งเอามันจริงๆ (ดึกแล้ว สี่ทุ่มรถไม่ค่อยติด) แท็กซี่บ้านเราแพ้ยุ่ยอ่ะเราว่า 55555

เราจ่ายค่าแท็กซี่ไปราวๆ 45 ยูโรค่ะ แต่ถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพ 

คืนนี้เราพักกันที่ Hotel Best Western Anjou Lafayette 

เครือ Best Western ไม่ต้องพูดถึงเนอะว่ามันดียังไง เตียงดี ห้องกว้าง ห้องน้ำครบ สะอาดสะอ้าน นอนสบายมากกกกกกกกกกกกก



พรุ่งนี้ เราจะต้องย้ายที่นอนกันแล้ว เพราะพี่ๆ และญาติผู้ใหญ่กำลังจะตามมาค่ะ โปรดติดตามตอนต่อไป ><

สวัสดีค่ะ



ปล. อ่านแล้วชอบ มีประโยชน์ แฮปปี้ อย่าลืมกดโหวตบล็อกให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :)



Create Date : 12 ตุลาคม 2557
Last Update : 16 ตุลาคม 2557 15:36:49 น.
Counter : 1535 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อัลปาก้าจัง
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Piyoko-chan !!


เจ้าของบล็อกชื่อ เป้ ค่ะ

แต่งหน้าก็พอไหว แต่งตัวไม่ได้เรื่อง(ในบางที)

ตอนนี้มีหมวดท่องเที่ยวแล้ว ความฝันอีกอย่างคือได้เที่ยวทั่วโลกค่ะ จะพยายามรีวิวให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงทริคและเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ชมกันค่ะ


เอาเป็นว่า นั่งอ่านขำๆ ไปแล้วกันนะคะ ^^

ถูกใจบล็อก donate สมทบทุนค่าเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้ที่นี่เลย..
https://www.paypal.me/yanisapae

ขอบคุณล่วงหน้าค่า