ธันวาคม 2556

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
21
22
23
24
26
27
28
29
31
 
 
All Blog
[CR] All Alone in Kyoto-Osaka : เที่ยวต่างประเทศคนเดียวครั้งแรกในชีวิต [Part 1]
  สวัสดีค่าาาาาาาาาาาาาาาา

หายหน้าหายตาจากบล็อกไปนานเป็นเดือนเหมือนกัน

เป็นช่วงที่คิดว่าจะอัพอะไรลงบล็อกดี หรือจะรีวิว Hada Crie N-2000 ดี??

ทั้งหมดนั่นพักไว้ก่อนค่ะ อันนี้สดใหม่กว่าเยอะ!!!



เพราะเราเพิ่งกลับมาจากทริปเกียวโต-โอซาก้าระหว่างวันที่ 9-14 ธันวาคมนี้เอง

ที่พิเศษคือ เราได้ไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก และเป็นการเที่ยวด้วยตัวเองค่ะ

เป็นครั้งแรกของอะไรหลายๆ อย่าง เช่น พักห้องรวมในโฮสเทลครั้งแรก แบ็คแพ็คครั้งแรก อีกต่างหาก

เราเองก็นึกไม่ถึงว่าตัวเองจะกล้าทำและทำได้ถึงขนาดนี้ ลองอ่านกันดูนะคะ




เรื่องมันเริ่มที่ว่า เราเปิดไปเจอโปรโมชั่นตั๋วการบินไทยลดราคาช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคมเข้าพอดี (บางเส้นทาง)

ตอนแรกเปิดไป โห 12xxx บาทเอง (มารู้ทีหลังว่ายังไม่รวมภาษี พอรวมแล้วเป็น 20xxx บาท)

ประกอบกับไปเจอกระทู้ของติวเตอร์ตู่เข้า //pantip.com/topic/31285728

เราถึงกับตบะแตก เห้ยยยยยยยยยยย โอซาก้าอ่ะ กรี๊ดดดดดดดด จะไปๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เที่ยวไปถามเพื่อน พี่ น้อง คนรู้จักทุกคนหาแนวร่วม อยากไปๆๆๆๆๆ

แน่นอนว่า มีแต่ที่ให้ความหวังแล้วจากไป (คือมาถามๆๆๆ แล้วสุดท้ายก็ ไม่ไปนะ เงิบเบาๆ)

สุดท้าย ขอพ่อจะไปเที่ยวคนเดียวนะ ถามเพื่อนแล้วไม่มีใครไปด้วย พ่อก็ยอมให้ไปเองซะอย่างนั้น!!! ทั้งๆ ที่ตอนแรกไม่ให้ไป มันลำบาก

เราเลยจัดการจองตั๋วเครื่องบินเลยค่ะ ไปวันที่ 9-14 ธันวาคม เวลากลับกำลังดี บินเช้า กลับถึงบ่ายไรงี้ (ไม่อยากบินกลางคืน ถึงเช้า เช็คอินกระเป๋าไม่ได้)

ตอนแรกเรามึนมาก ไม่รู้จะเที่ยวที่ไหน วางแผนยังไง เดินทางยังไง พักที่ไหน

ทำไมทุกอย่างมันมึนไปหมด มีเวลาเตรียมตัวแค่ 10 วันเอง (จองวันที่ 29 พ.ย. บิน 9 ธ.ค. รีบมาก)

น้องชล ผู้ผลักดันและเชียร์ให้เราเที่ยวคนเดียวมาตลอด ให้คำปรึกษาเรื่องนี้แทบจะตลอดทั้งวัน 

คอยอธิบายว่า รถไฟมีอะไรบ้าง บัตรรถไฟที่ใช้ได้มีอะไรบ้าง เที่ยวที่ไหน พักที่ไหนดี เดินทางยังไง ฯลฯ

จนทำให้ทริปลงตัวมาได้ จากตอนแรกจะเที่ยวแค่โอซาก้า กลายเป็น เกียวโต-โอซาก้า(พ่วงนารา) ขึ้นมาได้

ขอบคุณน้องชลอีกครั้งมากๆ 

การเตรียมตัวนั้น เราต้องพึ่งพา Uniqlo เป็นหลักค่ะ ของเดิมที่ใช้คือลองจอน หมวก ผ้าพันคอ เสื้อ fleece(ของ uniqlo) รองเท้าบู้ทคู่ชีพ

แต่ด้วยสภาวะทางด้านการเมือง ทำให้เราเข้ากรุงเทพไปซื้อ uniqlo ด้วยตัวเองไม่ได้ เลยอาศัยให้เพื่อนซื้อให้แทนค่ะ

สิ่งที่ซื้อเพิ่มคือ ลองจอนแบบ heattech อีกตัว/เสื้อขนเป็ด ultra light down jacket/ถุงมือ 

เก็บกระเป๋าให้เบาที่สุด อะไรใส่ซ้ำได้ก็ใส่ เสื้อผ้าของ uniqlo ก็เบาอยู่แล้ว จึงไม่ใช่ปัญหาค่ะ



มาถึงวันเดินทางกันบ้าง อย่างที่บอกว่า วันที่ 9 คือวันที่มวลมหาประชาชนออกมาแสดงพลังขับไล่รัฐบาล

ทำให้เราหวั่นๆ ว่า เราจะไปสนามบินทันเวลามั้ย การบินไทยจะบินรึเปล่า สารพัดจะกังวลค่ะ

เราเองก็ถึงสนามบินก่อนเวลาบินราวๆ 2 ชม. กว่าๆ แถวเช็คอินแอบยาวพอสมควร แต่ก็เดินแถวได้เร็วค่ะ

มีโอกาสได้ลองเข้าไปใช้บริการ Louis Tavern ด้วยสิทธิ์ของบัตรเครดิตธนชาต Visa Platinum Max ด้วย



คนเยอะเต็มห้องเลย ตอนแรกว่าจะรีวิว แต่คงทำไม่ได้ เลยถ่ายมาแค่นี้ค่ะ orz

กว่าจะได้เข้าเล้าจ์ก็ 7 โมงกว่า ต้องรีบกินๆๆๆ แล้วรีบเดินไปที่เกท คราวนี้เป็น E9




สุดท้ายสุดซอยเช่นเคย (ตอนไปนิวยอร์ค E10) 

คนไม่เยอะมากเท่าไหร่ ซึ่งนั่นแปลว่า ไฟลทไม่เต็มค่ะ เราได้เลือกที่นั่งริมหน้าต่างด้วย :)




เครื่อง take off แล้ว หน้าต่างมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะด้วย :D



ระหว่างการนั่งเครื่องบินนั้น เราจะได้ยินข่าวจากแอร์ทั้งหลายเรื่องม๊อบ "ยุบสภาแล้วนะ" แต่ไม่รู้รายละเอียดค่ะ

จริงๆ คือเค้าประกาศยุบสภาตอนที่เครื่องกำลังจะ take off พอดี ลูกเรือคงได้ข่าวกันตอนนั้นน่ะเอง


ช่วงก่อนที่เราจะได้ landing กันนั่นเอง จู่ๆ เครื่องบินก็เชิดหัวขึ้นอีกครั้ง

กัปตันประกาศว่า เราต้องบินวนก่อน 10 นาทีเนื่องจากมีเครื่องบินลำนึงไม่สามารถนำเครื่อง take off ได้ 

เราเลยได้บินวนรอบทะเล 1 รอบ แล้วค่อย landing ที่สนามบินคันไซค่ะ = =

บอกตรงๆ ว่าตอนเข้าด่าน ตม. เราเองก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ เหมือนกันนะ เพราะไม่ได้เตรียมเอกสารแสดงตัวอะไรไปเลยว่าฉันมีงานทำและกลับบ้านแน่นอน ไปแต่ใจกับเอกสารการจองทั้งหลาย

คุณพี่ตม.เองก็ตรวจอยู่นานมาก เคาะๆ อะไรนานเหลือเกิน กลัวจะมีปัญหาอดเข้าประเทศเค้าจริงๆ

แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ เย้!!!

พอออกมา เราก็เดินหาห้องขายบัตรรถไฟทั้งหลาย เป้าหมายคือบัตร ICOCA+Haruka

ตอนแรกมุ่งหมายว่าจะเอาลาย Pikachu ค่ะ แต่มันไม่มี!!! มีแต่ลายยักษ์กับคิตตี้ เลยเอาคิตตี้มา





เราซื้อแบบพ่วงบัตรรถไฟ Haruka ขาเดียว ราคาทั้งหมด 3000 เยนมาค่ะ

เพราะวันนี้เราต้องนั่งรถไฟไปที่เกียวโตเพื่อเริ่มเที่ยววันแรก 

แต่ไฟลทลงก็ 15.45 น. (เวลาท้องถิ่น) แล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือ ไปเช็คอินโรงแรม หาอะไรกินแล้วนอนค่ะ

บัตร ICOCA อ่านว่า อิโคกะ เป็นบัตรโดยสารแบบเติมเงิน คล้ายๆ บัตรแรบบิทบ้านเรา

เติมเงินแล้วไม่มีส่วนลดใดๆ แค่อาศัยความสะดวกรวดเร็ว ย่นเวลาการซื้อตั๋วเท่านั้นเอง และสามารถเติมเงินได้จากตู้ขายตั๋วทั่วไปได้ด้วยค่ะ

มีวิธีการเติมเงินและวิธีการใช้งานต่างๆ รวมไปถึงแผนที่รถไฟที่สามารถใช้บัตรใบนี้ได้ในสมุดคู่มือที่ได้มาพร้อมบัตรได้เลย

บัตรใบนี้ ราคา 2000 เยน ค่ามัดจำ 500 เยน เท่ากับว่ามีเงินในบัตร 1500 เยน

ใช้ได้ในเขตเกียวโต โอซาก้า และโกเบ นะคะ เวลาจะใช้ให้ลองสังเกตสัญลักษณ์ ICOCA ดู หรือคำว่า IC card ค่ะ



ในช่วงที่เรานั่งรถไฟ Haruka ไปลงสถานีเกียวโตนั้น เราแอบกังวลค่ะ แม้จะฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องก็ตาม แต่บนรถไฟมีการประกาศนั่นนี่ตลอดทาง ทำให้เราสับสนเอาจริงๆ ทั้งๆ ที่มั่นใจว่านั่งรถถูกขบวนแล้วนะ

เราก็ยังไม่วายถามพี่คนไทยสองสามีภรรยาที่นั่งรถไฟคันเดียวกัน พี่สองคนลงที่ Shin-Osaka เราต้องนั่งรถไฟไปต่อเพื่อลงที่สถานีเกียวโต 

สถานีเกียวโต ใหญ่โตและสับสนวุ่นวายค่ะ เราเดินหลงทางอยู่พักใหญ่เลย เพราะไม่รู้ว่าจะไปลง subway ที่ตรงไหนได้ ตรงนี้ก็ subway ตรงนั้นก็ subway

ถามยามที่ประตูทางออก เค้าก็ให้ลงไป subway ในสถานี (ซึ่งคาดว่าเป็น JR ในนารา) พอเดินลงไป ถามพนักงานอีกที เค้าก็ไล่ให้ขึ้นไปทางเดิม เราเลยเดินออกจากสถานีไปเลย

ปรากฏว่าเราคิดถูกที่เดินออกมาค่ะ เราเจอทางลง subway แล้วก็เจอจุดจอดแท็กซี่ด้วย

ครั้งนี้เราหงุดหงิดตรงที่ว่า เราไม่รู้จะถามใครค่ะ เราเลยกะว่าขึ้นแท็กซี่ดีกว่า เรามีแผนที่ด้วยนะ

ความเงิบก็มาเยือนเมื่อเราขนของขึ้นรถและขึ้นรถไปแล้ว ปรากฏว่า คนขับแท็กซี่อ่านแผนที่ไม่เป็น!!

He บอกให้เราโทรหาทางโรงแรม แต่โทรศัพท์เราโทรไม่ได้ แกเลยไล่เราลงจากรถ บอกให้ไปหาตำรวจแทน

เราได้แต่แบกความเจ็บช้ำครั้งนี้แล้วเดินลง subway เอง แล้วไปงมโข่งกับตู้ขายตั๋วเอา ถามป้าพนักงานไป นางก็แค่บอกว่า เราอยู่ตรงนี้เลขสถานีนี้ เราต้องหยอดเงิน 230 เยนนะ เอ้าไปซื้อเอง (กำ!)

ตู้คุณพี่ก็เข้าใจยากบรม มี guideline ภาษาอังกฤษแค่ตอนแรก อธิบายว่าซื้อยังไง หลังจากนั้นเป็นญี่ปุ่นหมดค่ะ!!!

งมไปงมมา ต้องเลือก ticket (kippu) นะ แล้วก็หยอดเงินลงไป จำนวนเงินที่เราจะซื้อก็จะโผล่ขึ้นมาบนปุ่ม กดเลือก 230 เยน ตั๋วก็จะออกมา 

พูดง่ายๆ คือ เหมือนตั๋ว BTS บ้านเราอ่ะค่ะ ดูที่ราคาแล้วก็หยอดเงินเอา จบ...//โง่ตั้งนาน ดวก!

เนื่องจากความงก เราลงที่สถานี Shijo แล้วเลือกที่จะเดินไปที่ Exit 10 ตามที่โรงแรมให้แผนที่เอาไว้ เดินๆๆๆๆ คาดว่าเป็นกิโล กระเป๋าหนัก หนาว เหนื่อย เพลีย หิว นรกมาก ณ ตอนนั้น

จำได้ว่าตอนไปถึงโรงแรม เราดีใจนะ แต่พนักงานหน้าตาไม่รับแขกเอาซะเลย พวกนางนิ่งมาก เราลากกระเป๋ามา แทนที่นางจะกล่าวต้อนรับอะไรหน่อย นางบอก "ปิดประตูด้วยค่ะ"

อิหอยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย (เสียงกรีดร้องในใจ)

โรงแรมที่เราเลือกมาพักในเกียวโต 2 คืนคือ Khaosan Kyoto Guesthouse ตามคำแนะนำของน้องชล ผู้มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน

เราเลือกนอนแบบ Female dorm single bed ค่ะ นอนห้องหญิงล้วนสบายใจกว่าเยอะ

คืนนั้นเราหิวข้าวตาลาย ปวดท้อง สารพัดค่ะ อาศัยข้าวห่อไข่แถวๆ โรงแรมให้รอดตายคืนนั้นไป

มาดูสภาพห้องกัน ห้องหญิงล้วนเป็น bunk bed แบบ 6 เตียง มีม่านกั้นเป็นสัดส่วน เราได้เตียงหมายเลข 6

บนเตียงมีผ้าลินินให้คนละ 2 ผืนสำหรับปูเตียง ตอนเช็คเอ้าท์ เราต้องถอดผ้าปูกับปลอกหมอนไปใส่ตะกร้าหน้าระเบียงด้วยนะ แกจะได้เอาไปซัก

ที่นี่ต้องเช่าผ้าเช็ดตัว 500 เยนนะ หรือจะเอาไปเองก็ได้

ในห้องน้ำมีแชมพู สบู่ ครีมนวดผมให้ มีไดร์เป่าผมให้เรียบร้อย

สิ่งที่ชอบที่สุดคือ แกเปิดฮีตเตอร์เกือบทุกส่วนของตึกค่ะ ในห้องนอนเองก็มีเครื่องปรับอากาศเช่นกัน อุ่นสบายสุดๆ



มีล็อกเกอร์เก็บของให้ของแต่ละคน แต่ก็เฉพาะของมีค่าเล็กน้อยเท่านั้น



คืนแรก มีแค่เรากับแม่สาวอีกคนที่เตียง 2 เท่านั้นเอง สบายยยยยยยยยยยยย ห้องเป็นของเรา

ข้อเสียของที่นี่มีแค่ไม่กี่อย่างค่ะ

1. ปลั๊กไฟมีน้อย มีเฉพาะไฟที่เตียงแค่ 1 ช่องเท่านั้น เราก็ผลัดๆ กันเสียบชาร์จแบตนั่นแหล่ะค่ะ - -"



ส่วนอื่นในห้องก็มีแค่ 2 จุดเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นมา 

2. ห้องน้ำในโซน Female dorm มีห้องอาบน้ำ/ห้องสุขาแค่อย่างละ 1 ห้องเท่านั้น 
ทางโรงแรมแจ้งว่า ถ้าห้องน้ำเต็มหรือไม่ว่าง ไปใช้ได้ที่ชั้นอื่นก็ได้นะจ้ะ ไม่ว่ากัน

3. wifi ค่อนข้างเต่ามากถึงมากที่สุด เราคิดว่าญี่ปุ่นเน็ตไม่ค่อยดีเท่าเกาหลีค่ะ ไม่รู้เกี่ยวกับที่ว่าคนใช้เยอะรึเปล่านะ แต่เวลามันล่ม มันก็ล่มพร้อมกันหมด รวมถึง pocket wifi ของเราด้วยค่ะ


คืนนั้น เราหิวจนเกือบหน้ามืด แถมกว่าจะได้ลงมาก็สองทุ่มกว่าละ ร้านรวงเริ่มทยอยปิด เราเลยพุ่งตัวไปที่คาเฟ่เล็กๆ ไม่ไกลจากโรงแรม สั่งเซตข้าวห่อไข่มากินอย่างหน้ามืด

เราว่าข้าวห่อไข่ที่ญี่ปุ่นก็คล้ายๆ กับร้าน Omu บ้านเราอ่ะค่ะ 55555 ใกล้เคียงสุดละ



เช้าวันที่ 10 ธันวาคม อากาศเย็นกำลังดี 10 องศา

ทางโรงแรมมีคูปองส่วนลดอาหารเช้าแจกให้แขกของโรงแรม โดยจะมี 2 ร้านคือ คาเฟ่อาซากุระ และ Promenade Cafe 

เซตอาหารเช้ามีทั้งขนมปังและกาแฟ และข้าวแบบญี่ปุ่นค่ะ 



เห็นเซตแบบนี้ มีแถมชา/กาแฟอีกแก้วนะคะ เซตนี้ราคา 500 เยน (ได้ส่วนลดจากโรงแรมแล้ว)

เอาลง fb เพื่อนทุกคนถาม "กินอิ่มเหรอ?" ขอบอกว่า กินไม่หมดนะคะ - -" พอดีเป็นคนกินน้อย



โปรแกรมวันนี้ เราจะนั่งรถบัสไปที่วัดทอง วัดเรียวอนจิ และพระราชวังเกียวโตกันค่ะ

ก่อนออกจากโรงแรม เราได้ซื้อ one day pass ราคา 500 เยนกับทางโรงแรมแล้ว (มีขายบัตรเที่ยวแทบทุกอย่างค่ะ สอบถามทางเค้าเตอร์โรงแรมได้) พร้อมกับแผนที่รถบัส

ดูแผนที่ได้จากที่นี่ค่ะ 



เนื่องจากโรงแรมอยู่ในซอย เราก็เดินออกไปริมถนนใหญ่แล้วเลี้ยวขวา เราก็จะเจอป้ายรถเมลค่ะ

ทีนี้ ป้ายรถเมลมันมีเยอะ และแต่ละป้ายก็มีชื่อของมันเอง เราต้องมาดูอีกทีว่าป้ายไหน มีรถสายไหนจอดบ้าง

อย่างป้ายรถเมลที่ใกล้เรามากที่สุดในตอนนั้นคือ Shijo Kawaramachi เราก็มาดูว่าที่วัดทอง มีรถเมลสายไหนไปจอดบ้าง

ก็จะมีเบอร์ 12 กับ 59 และอื่นๆ ดังนั้นเราสามารถขึ้นรถเบอร์ 12 กับ 59 เพื่อไปลงที่หน้าวัดทอง (ป้าย Kinkakuji-mae) ในรถจะมีประกาศภาษาอังกฤษอีกครั้งค่ะ

รถเมลที่นี่ ขึ้นจากข้างหลัง(หรือกลางรถ) แล้วเดินไปจ่ายเงินที่หน้ารถอีกทีค่ะ เรามีบัตร one day pass ก็เสียบบัตรได้เลย สบายๆ

ป้าย Kinkakuji-mae อยู่ตรงข้ามทางเข้าวัดพอดีค่ะ 

ค่าเข้าชม 400 เยน



เข้าไปแล้วจะเจอวัดทองทันที



ท้องฟ้าครึ้มมาก มาถึงฝนก็ตกเลยค่ะ = =



เดี๋ยวจะเล่าที่มาของรูปนี้ทีหลังนะคะ 55555 *** ไว้เลย







ร้านขายเครื่องราง



เดินมาอีกหน่อยจะเป็นวัดส่วนที่ใช้ขอพร ไหว้พระ แล้วก็แขวนป้ายอธิษฐานค่ะ

ขอบอกว่า เราไหว้แบบญี่ปุ่นไม่เป็น เลยได้แต่โยนเหรียญ 5 เยนแล้วไหว้แบบปกติไป - -"





บันไดทางลงวัดค่ะ

ถัดมาเราจะมุ่งหน้าไปที่วัดเรียวอนจิ

จากที่หาข้อมูลมา เค้าบอกว่าจากวัดทอง เดินไปวัดเรียวอนจิ ใช้เวลาราวๆ 15นาที

เอาเข้าจริง มันไม่ใช่นะคะ - -" เดินหอบเหมือนกัน เดินไปครึ่งชม.เห็นจะได้

นั่งรถบัสแค่ 5 นาทีถึงแท้ๆ เฮ้อ....


วัดเรียวอนจิ เป็นวัดที่ได้ชื่อว่ามีสวนหินที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่เราเฉยๆ กับสวนหินที่นี่ค่ะ ความสวยมันมีมากกว่านั้น

แนะนำว่าให้มากับแฟนนะคะ วัดอะไรโรแมนติคมากๆ 



แค่ทางเดินเข้าก็สวยแล้ว...




พอมาถึงจุดนี้ แม่สาวญี่ปุ่นสองคนถึงกับพูดว่า kireiiii สวยจังเลย





ประตูทางเข้าวัดค่ะ ค่าเข้าชม 500 เยน 

เดินเข้าไปในส่วนของวัดและสวนหิน ต้องถอดรองเท้าด้วยนะคะ



แบบจำลองสวนหิน



ของจริงเป็นแบบนี้...

เราได้มีโอกาสไปนั่งห้อยเท้าแบบสาวๆ เหล่านี้ด้วยค่ะ แดดกำลังส่องหน้าเลย - -"

อากาศดี กำลังสบายเลย



ข้างหลังเป็นห้องอะไรสักอย่างค่ะ อ่านไม่ออก 



อันนี้เห็นเค้ามุงเลยถ่ายรูปมาบ้าง



เดินวน 1 รอบ แล้วออกมาค่ะ มีทางเดินออกมาโดยเฉพาะ และสวยมากกกกกกกก



โดน Damage critical hit 100 แต้ม //คนโสดโดนทำร้าย

***คำแนะนำ ควรมากับแฟนนะคะ***




ทางเดินแบบลอดต้นไม้ใหญ่ไปตลอดทาง สวยมาก บรรยากาศดีมาก (และส่วนใหญ่มาเป็นคู่ - -")



สระน้ำหน้าวัดค่ะ





โลกเป็นสีชมพู...



ถ่ายตัวเองมั่ง :3



ลูกอะไรไม่รู้

ออกมา เจอฝรั่งมุงสิ่งนี้ค่ะ




ออกจากวัด เราก็เดินๆๆๆๆ หาป้ายรถเมลค่ะ

บ่ายนี้เรามีนัดที่พระราชวังเกียวโต จองเวลาเข้าชมแบบ English Ver. ไว้ตอนบ่ายสอง

เนื่องจากว่าเราโง่เกินไป และรถเบอร์ 59 มันไปสุดแค่แถวนี้ เราเลยลงที่หน้าวัด Ninanji ตามแก๊งคนจีน

แล้วข้ามฝั่งไปขึ้นรถเมลสาย 59 อีกครั้งเพื่อไปลงป้าย Karasuma Imadegawa ซึ่งเป็นป้ายที่ใกล้พระราชวังฯ มากที่สุด





วัด Ninanji ที่เราไม่ได้เข้าไป เลยถ่ายจากประตูวัดแทน



เทพอารักษ์ที่หน้าประตูวัด Ninanji

ยืนรออยู่นานกับพวกเด็กมัธยมที่มาทัศนศึกษากันที่นี่ จนได้ขึ้นรถสาย 59 ไปลงป้ายที่ต้องการจนได้

ระหว่างทางก่อนถึงป้าย ตรงนั้นเป็นสี่แยกถนนใหญ่ค่ะ เราเห็นร้านอาหารไทยพอดี พอลงรถก็รีบเดินไปหาอะไรกินทันที ร้านอาหารไทยนี่นะ...

เข้าไปในร้าน เรางงๆ ค่ะ มีบุฟเฟต์ด้วย พนักงานเป็นญี่ปุ่น พูดไทยได้นิดหน่อย มีเมนูเป็นภาษาไทยด้วย

เราเลยถามพนักงานหญิงคนนึงค่ะว่าร้านอาหารที่นี่ เจ้าของเป็นคนไทยเหรอ

เธอบอกว่า "เจ้าของเป็นคนญี่ปุ่น แต่กุ๊กเป็นคนไทย"

สไตล์การตกแต่งร้าน ก็ดูเป็นไทยเยอะเลยค่ะ ถ้าคนไทยทำอาหารก็ไม่ต้องห่วงว่ารสจะเพี้ยนหนัก

เราเลยสั่งเซตผัดไทยไป ออกมาแล้วเป็น ผัดไทยจานใหญ่ แล้วก็มีซุป สลัด น้ำเปล่าให้เหยือกนึง (เหยือกเงินแบบไทยเลย!!!)

เซตนึง 800 กว่าเยน รสชาติก็พอไหวค่ะ กินแล้วรู้ว่าใช้น้ำซอสปรุงสำเร็จมาผัดผัดไทยน่ะเอง :3


เสร็จจากนั้นก็รีบเดินไปที่พระราชวังเกียวโต มีประตูทางเข้าทางด้านข้างด้วยนะคะ

ถ้าเดินจากป้ายรถเมล Karasuma Imadegawa จะอยู่ฝั่งตรงข้าม ให้เดินเลาะถนนลงไปเรื่อยๆ จะเจอประตูทางเข้าอยู่ค่ะ 

เข้าประตูไปแล้ว ทางซ้ายมือคือ information center ใครที่ยังไม่ได้จองเวลาทัวร์หรือจองเรียบร้อยแล้ว ให้เดินเข้าไปได้เลย พนักงานจะบอกให้เราไปรออยู่ตรงหน้าประตูวังค่ะ

ใครสะดวกจองผ่านเว็บไซต์ก็ได้ค่ะ //sankan.kunaicho.go.jp/english/

กรอก application จองวันและเวลา แล้วพริ้นท์ใบที่มีบาร์โค้ดออกมาเพื่อใช้เป็นบัตรผ่านประตู ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ค่ะ



ฝนตกอีกแล้ว... ทางเดินจาก information center ไปหน้าประตูวังค่ะ 

ฝรั่งมายืนรอกันเพียบเลย...

จากนั้นเค้าจะให้เรามานั่งรอใน waiting room เพื่อดูวิดีโออธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของพระราชวังเกียวโต ซึ่งเราไม่ได้ฟังมากนัก (เพราะนั่งหลังสุด)

ในกรุ๊ปนี้ มีคนไทยนอกจากเราเข้ามาด้วย 4 คน (ดูแล้วรู้ว่าเป็นคนไทยด้วยอะไรหลายๆ อย่าง)

เป็นชาย 1 หญิง 3 เข้าห้องเลทสุด ในขณะที่ทุกคนกำลังดูวิดีโอ พวกนางหยอดตู้กดน้ำเสียงดังสนั่น - -" เอิ่มมมมมมม

สักพักไกด์ คุณคิโยโกะ (จำชื่อไม่แม่น) ก็เดินเข้ามา นางพูดภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว เกือบเหมือนเจ้าของภาษา

นางอธิบายว่า เราต้องเดินตามนางไปเท่านั้น ห้ามแยกตัวออกจากกลุ่มเด็ดขาด นางจะคอยหยุดอธิบายเป็นช่วงๆ และเราจะเดินดูได้แค่บางส่วนของพระราชวังเท่านั้น

จากนี้เราจะสาดรูปอย่างเดียวค่ะ เรียงลำดับไม่ค่อยจะถูก ><




จุดแรกเป็นห้อง waiting room สำหรับรอเข้าเฝ้าค่ะ ห้องจะมี 3 ห้อง แบ่งเป็น เสือ นกกระเรียน แล้วก็อะไรอีกอย่าง ลืมค่ะ - -"

ผ้าที่คาดเสื่อทาทามิจะเป็นสีขาวอยู่ 2 ห้อง และมีสีแดง 1 ห้อง สำหรับแบ่งชนชั้นของผู้เข้าเฝ้าน่ะเอง



ตรงนี้เรียกว่าอะไรจำไม่ได้ค่ะ แต่ไกด์ชี้ชวนให้ดูตราประจำตระกูล ซึ่งเป็นรูปดอกเบญจมาศ



ใช้ได้กับงานมงคลเท่านั้น




ส่วนที่เราเข้าไม่ได้ค่ะ เป็นที่ประทับส่วนในสำหรับใช้ทำพิธีการต่างๆ

ส่วนนี้จะมีต้นซากุระทางประตูด้านซ้ายและขวาค่ะ



ประตูสำหรับใช้ต้อนรับแขกสำคัญๆ แขกบ้านแขกเมือง รวมไปถึงประธานาธิบดีจากประเทศต่างๆ ด้วย













ส่วนที่พระมหากษัตริย์เอาไว้สวดมนต์ภาวนาให้ประเทศชาติสงบสุข

ตรงที่เป็นม่านเสื่อ จะมีพื้นขาวๆ อยู่ค่ะ ไม่ใช่กระเบื้อง แต่เป็นของคล้ายๆ ไวนิล สำหรับกษัตริย์เดินเท่านั้น

คุณไกด์เธอเล่าเพิ่มว่า สมัยก่อนถ้าอากาศหนาว พวกท่านทั้งหลายจะทำยังไง

คำตอบคือ จะใส่กิโมโนหลายๆ ชั้นทับเข้าไป (นอกนั้นจำไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าใช้กระเบื้องแผ่นบางๆ เผาใบแล้วสอดเข้าไปรึเปล่า)





ทัวร์นี้ใช้เวลา 1 ชม.ค่ะ อากาศเริ่มเย็นพอดี เราก็แยกย้ายกันกลับ

ณ ตรงนี้เราหนาวจนต้องเอาถุงมือออกมา ข้าวของพะรุงพะรัง จนทำถุงมือหล่นไปข้างนึงที่หน้าประตูวัง!!!

เจ้าหน้าที่หน้าประตูเห็นเราหันรีหันขวางอยู่สักพัก เลยกวักมือเรียก มีคนเก็บถุงมือได้เลยส่งคืนให้เรา เฮ้ออออออออ โล่งอก...


จากนั้น เราก็นั่งรถเมลสาย 202 เพื่อไปลง Gion กะว่าจะเดินเล่นค่ะ

เอาจริงๆ เราก็ไม่รู้ว่าแถวนั้นมันคืออะไร ก็เดินมั่วไป รถเมลจอดที่ป้าย Gion หน้าวัด Chionin Temple 

เดินมั่วๆ ไป เลยได้ภาพนี้มา 




เดินวนรอบนึง แล้วก็นั่งรถเมลกลับโรงแรมค่ะ

เรากลับไปโรงแรมราวๆ 4 โมงเย็นกะหาข้อมูลก่อนแล้วค่อยออกไปหาอะไรกิน

ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะหาร้าน Gogyo ที่มีบะหมีน้ำดำชื่อดังใน Trip Adviser และชาวพันทิปเคยไป

ตาม google map แล้ว เราต้องผ่านตลาด nishiki market ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมก่อน


เรานั่งในห้องสักพัก ถึงรู้ว่า เรามี roommate เพิ่มขึ้นมานี่นา 

และแม่สาวน้อยจากสวิตเซอร์แลนด์ก็เดินเข้ามา นางเพิ่งมาถึงเกียวโตและหลงทางหาทางมาโรงแรมไม่เจออยู่ 2 ชม.

เราคุยกันเรื่อยเปื่อยค่ะ จนตกลงใจว่าจะไปหาอะไรกินด้วยกัน เพราะนางก็หิวแล้วล่ะ

เราเลยชวนว่า งั้นเราไปหาร้าน Gogyo กันพร้อมเม้ามอยว่าร้านนี้ดังมากนะ มีคนมาต่อคิวเยอะแยะเลย ได้ top3 จาก Trip Adviser ด้วยนะ บลาๆๆๆ

นางก็เล่าว่า นางเพิ่งไปโตเกียวมา และนางเพิ่งเริ่มชอบ Bigbang ได้ 2 เดือนเอง ถ้านางไปเกาหลีนางคงไม่ได้กลับมาง่ายๆ แน่นอน 5555

นางบอกว่า คราวก่อนนางไปโตเกียว นางเพิ่งเริ่มชอบ Bigbang ได้ไม่นาน หลังจากนางกลับสวิส 1 วัน นางถึงรู้ว่า BB มีคอนเสิร์ตที่โตเกียว ทำให้นางเสียดายมาก และคงต้องวางแผนกันใหม่คราวหน้าจะได้ไม่พลาดอีก 5555




ตัวตลาดนี้ อยู่ในซอยลึกเข้าไปอีกจากถนนใหญ่ กลายเป็นย่านช้อปปิ้งและของกินของที่เกียวโตเลย

ตอนที่เราไป ยังไม่ 6 โมงเย็นดีเลยนะคะ แต่ร้านรวงเริ่มปิดแล้ว

เราอาศัย google map อยู่สักพัก ถึงรู้ว่ามันไม่ใช่!!! แกมั่วมาก พาหลงอีกต่างหาก!!!

สรุป เราเลยเดินไปถามพนักงานขายของแถวนั้นดูว่าร้าน Gogyo อยู่ที่ไหนกันแน่ นางล้งเล้งถามเจ้าของร้านอยู่พักนึง ถึงได้ความว่า เราต้องเดินไปอีก 2 บล็อก แล้วเลี้ยวขวาไป

บอกเลยว่าลำพังเราหาไม่เจอหรอก เพราะมืดมาก และร้านไม่เหมือนในรูปที่เคยเห็นเลย

สาวสวิสนางหาเจอค่ะ แต่ร้านยังไม่เปิด นางตกใจนึกว่าร้านปิด เราเลยอ่านป้ายอีกที ร้านเปิด 6 โมงเย็น

นางว่า โชคดีนะที่เราอ่านญี่ปุ่นออก นางอ่านไม่ออกเลย กลับประเทศไปต้องกลับไปเรียนบ้างละ

สรุปว่าเราต้องเดินต๊อกแต๊กในตลาดสักพักเพื่อรอร้านเปิดค่ะ แล้วเราก็ไปเจอ....




บามคูเฮง!!!! ร้าน Fumiya

ถ้วยนี้มี 5 ชิ้น ราคา 200 เยน รสดั้งเดิม 

รสชาติเหมือนบัตเตอร์เค้กค่ะ แหะๆ แต่ก็กินให้รู้อ่ะเนอะ 

สาวสวิสของเราตอนแรกไม่รู้ว่ามันคืออะไร เลยบอกว่า บามคูเฮงไงๆๆๆ

นางเลยเอ๋อ เพราะมันเป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า wood cake ทำเลียนแบบวงปีของต้นไม้

กินไปคุยไป เราบอกว่า เราอ่านมังงะ ดูอนิเมะแล้วเห็นขนมอันนี้ออกมาตลอด เราเลยอยากลองกินมั่ง

นางก็อ่านมังงะ ดูอนิเมะนะ เราบอกเราอ่านบลีช วันพีซ นารูโตะ นางว่านางไม่ชอบวันพีซ นางชอบแฟรี่เทลมากกว่า

นางถามว่าเราดูบาคุมัง (Bakuman) เราดูนะ นางชอบเนื้อเรื่องที่ว่า ตั้งเป้าจะขอนางเอกแต่งงานตอนที่เรื่องของตัวเองได้เป็นอนิเมชั่น มันโรแมนติคมากเลย

คุยไปคุยมา ก็ไปร้าน Gogyo กันดีกว่า ใกล้จะ 6 โมงแล้ว...




มีคนมาต่อคิวแล้วจริงๆ ด้วย!!!

ตอนเรามา เค้ายังไม่เปิดร้านเลยค่ะ ยืนสักพักเค้าถึงจะเปิดไฟ เอาโคมมาแขวน

สาวสวิส (สมมติว่าชื่อ อิซาเบลล่า ละกัน ลืมชื่อไป) นางว่า ถ้าเมื่อกี้เราอยู่รอ เราก็ได้นั่งแล้วล่ะ 555

แล้วพนักงานก็มาเชิญเราเข้าร้านค่ะ เมนูภาษาอังกฤษก็มี แต่พนักงานพูดอังกฤษแทบจะไม่ได้เลย

เราเลยสั่ง Burnt soy sauce ramen ไปคนละชาม แล้วก็เกี๊ยวซ่า 8 ชิ้นแบ่งกัน




คุณขา...เราว่ามันไม่อร่อยอ่ะ orz

มันคือราเมนที่มันเลี่ยนมาก แล้วที่ดำๆ คือเจียวมันหมูจนไหม้นะ กะเลี่ยนติดปลายลิ้นเลย เราทนกินเส้นกับชาชูจนหมด แต่เหลือน้ำไว้เยอะมาก 

เกี๊ยวซ่ารสชาติโอเค แป้งบาง แต่ก็ไม่พ้นตรงที่มันไหม้อยู่ดี - -" ทำไมร้านนี้ชอบของไหม้ๆ

เรากับเบลล่าคุยกันเรื่องที่นางไปเที่ยวโตเกียว เพื่อนนางแนะนำให้ไป Robot Museum ซึ่งมันแปลกมาก มีเต้นๆ อะไรด้วย นางเอาคลิปที่ถ่ายมาให้ดู

คุยสัพเพเหระไป นางบอกว่า ที่โตเกียว นางไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วก็สั่งราเมนผ่านตู้ ของทุกคนเป็นราเมนชามไซส์ธรรมดา แต่ของนางดันกลายเป็นไซส์จัมโบ้ ช็อกมาก กินได้ครึ่งเดียวก็ไม่ไหวแล้ว

นางก็กลับมาที่ราเมนน้ำดำ (เราแอบรู้สึกผิด พามากินอะไรแปลกๆ ป่ะวะ) นางว่า "ก้นๆ ชามก็เข้มข้นดีนะ ก็อร่อยดี แต่ถ้าให้เลือก ขอกินราเมนธรรมดาดีกว่า" กร๊ากกกกกกกกก

สรุปว่า สำหรับเรา ไม่ผ่านนะคะ 

เรากลับมาที่โรงแรม ราเมนน้ำดำทำเรากะเลี่ยนจนแทบอ้วกเลยทีเดียว พะอืดพะอมจนเช้า

น้องเบลล่าบอกว่า นางจะไปที่ common room จนดึกนะ บอกลาตรงนี้เลยแล้วกัน เพราะพรุ่งนี้นางซื้อ day tour ไว้ต้องออกแต่เช้า เผื่อเวลาหลงทางอีก

ก่อนจากกันเลยขอถ่ายรูปไว้หน่อย ในฐานะไปกินราเมนด้วยกันมา




**เล่าข้ามไปนิดนึง

ก่อนที่เราจะออกไปร้าน Gogyo กัน เราเจอหน้า roommate ครบ 6 คน วันนี้ห้องเต็ม เตียงล่างของเราเป็นสาวญี่ปุ่น มาจากเกียวโตนี่แหล่ะ เราก็แปลกใจกัน ทำไมอยู่ที่นี่แต่มานอน hostel

สาวคนนี้เล่าแบบตะกุกตะกักว่า เธอกำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่ เลยมานอน dorm เพื่อเรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษา เพราะปีหน้าจะไป work & holiday ที่ออสเตรเลีย

เอาเข้าจริงๆ เราว่าเธอจะเหนื่อยมากเพราะภาษายังไม่แข็งแรงและต้องฝึกอีกเยอะเลย


พอออกจากห้องมาใส่รองเท้า

น้องเบลล่ามาถามอายุเรา เราบอก 28 นางตกใจ บอกนึกว่าเด็กกว่านี้นางอายุ 19 เอง

เราเลยบอกว่า ดีนะที่เธอเริ่มท่องโลกตั้งแต่อายุยังน้อย เราอายุ 28 เพิ่งจะคิดได้เอง แต่ก็ยังไม่สายเนอะ :)



จบรีวิว 2 วันแรกของการเดินทางเพียงเท่านี้จ้า รอ Part II กันต่อนะอีกไม่นานเกินรอ...




Create Date : 19 ธันวาคม 2556
Last Update : 19 ธันวาคม 2556 14:57:32 น.
Counter : 2586 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



อัลปาก้าจัง
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Piyoko-chan !!


เจ้าของบล็อกชื่อ เป้ ค่ะ

แต่งหน้าก็พอไหว แต่งตัวไม่ได้เรื่อง(ในบางที)

ตอนนี้มีหมวดท่องเที่ยวแล้ว ความฝันอีกอย่างคือได้เที่ยวทั่วโลกค่ะ จะพยายามรีวิวให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงทริคและเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ชมกันค่ะ


เอาเป็นว่า นั่งอ่านขำๆ ไปแล้วกันนะคะ ^^

ถูกใจบล็อก donate สมทบทุนค่าเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้ที่นี่เลย..
https://www.paypal.me/yanisapae

ขอบคุณล่วงหน้าค่า