กันยายน 2559

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
20
21
22
23
24
25
26
28
29
30
 
 
All Blog
Germany & France "Cute Little Towns" June 2016 : Chapter 4 Heidelberg เมืองเล็กชายแดนเยอรมนี(ภาคจบ)




กติกามารยาทของบล็อก

หลายรูปส่งขายไปแล้ว ใครใคร่อยากใช้งาน กรุณาซื้อได้ที่เว็บเอเจนซี่ทั้งหลายเหล่านี้นะคะ

ส่วนรูปอื่นๆ นั้น กรุณามาขออนุญาตกับเราก่อนค่อยนำไปใช้ (ที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์) นะจ๊ะ


=================================================

Day 5 : June 13, 2016 

ต่อกันค่ะ...

วันนี้เราจะเริ่มไปสถานที่ท่องเที่ยวในเมือง Heidelberg อย่างจริงจังกันแล้วค่ะ

แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง จึงต้องหาอะไรกินก่อนเดินทาง อย่างที่บอกไป เรามีคาเฟ่อยู่ข้างๆ โฮสเทลซึ่งดีงามพระราม 8 อยู่ด้วยเราเลยไม่ต้องไปไหนไกลนัก

แต่เช้านี้ก็ฝนตกอีกแล้ว...



ชาร้อน 

ขอบ่นหน่อย ชาที่เยอรมันไม่ค่อยอร่อยเลย เค้าเน้นเบียร์มากกว่าใช่มั้ยคะ ไม่ปลื้มเลยให้ตายเหอะ - -" เราไม่ดื่มกาแฟแล้วก็ไม่อยากดื่มโกโก้เลยเลือกเป็นชาดำแทน เหอ ผิดหวัง



ครัวซองแบบบัตเตอร์ อร่อยใช้ได้ 

ร้านนี้ขนมปังเยอะมากค่ะ เบเกอรี่ล้วนๆ ละลานตาน่ากินไปซะหมด แต่ชิ้นบิ๊กเบิ้มมากๆ 

วิธีการสั่งนะคะ เดินไปหยิบถาด ใช้คีมคีบขนมแล้วเอาไปจ่ายเงินที่เค้าเตอร์ พร้อมสั่งเครื่องดื่มค่ะ แล้วยกไปกินที่โต๊ะเอง กินเสร็จ เก็บถาดให้ด้วยนะจ๊ะ



นี่น่าจะเป็น hot cafe latte ของพี่แป๋ว น่ากินเหมือนกัน

จบมื้อนี้ เราไปรวมตัวกันที่โฮสเทลแล้วออกเดินทางกันค่ะ เช้านี้เราไม่ขึ้น tram ละ ไปขึ้นรถบัสแทน





ที่นี่จะออกชานเมืองสักหน่อยนะคะ เงียบสงบมาก รถไม่เคยติด



ขึ้นสาย 33 ที่ป้าย Czernybrucke ไปลงที่ S-Bf Altstadt ค่ะ เราจะไปสถานีกระเช้าขึ้นปราสาทกัน

อย่าลืมซื้อตั๋วแล้วไป activate บนรถนะคะ



วิวจากป้ายรถบัสค่ะ ฝนหยุดตกแล้ว



รถบัสจอดหน้าสถานีรถกระเช้าพอดี 





Bergbahnen Heidelberg 



กระเช้ามีทั้งหมด 3 ชั้นค่ะ 

Kornmarkt ชั้นที่เราขึ้นกระเช้า

Schloss หรือ ปราสาท ที่เราจะขึ้นไปชม ค่ารถขึ้นลง 7 euro

ส่วน Molkenkur และ Konigstuhl เป็นชั้นที่สามารถมองลงมาเห็นวิวเมือง Heidelberg ได้แต่วันนั้นมีเมฆฝน ขึ้นไปก็ไม่เห็นอะไรค่ะ พนักงานไม่แนะนำให้เสี่ยงขึ้นไปกลัวเสียเงินเปล่าๆ

ค่าเข้าชมจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนชั้นที่เราขึ้นไปนั่นแหล่ะค่ะ

















สะพาน Karl Theodor ที่เราไปเมื่อวานค่ะ เห็นพระแม่มารีสีทองใน Kornmarkt ด้วย



Heidelberg Castle หรือ Heidelberger Schloss ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพังและเป็น landmark สำคัญของเมือง Heidelberg ค่ะ ตัวปราสาทตกแต่งด้วยศิลปะแบบ Gothic Renaissance 

ตัวปราสาทเดิมสร้างก่อนปี 1214 ต่อมาก็ขยายเป็นสองหลังในปี 1294 แต่เกิดไฟไหม้บนส่วนบนปราสาทจากฟ้าผ่า เมื่อปี 1537 ส่วนที่คงเหลือมาจนถึงปัจจุบันเป็นส่วนที่ขยายเพิ่มเติมหลังจากนั้นเมื่อปี 1650 ก่อนที่จะถูกทำลายด้วยสงครามและไฟไหม้ และก็ถูกฟ้าผ่าจนเกิดไฟไหม้อีกครั้งในส่วนต่อเติมใหม่เมื่อ 1764 ทุกวันนี้เลยเหลือแต่ซากปรักหักพังอย่างที่เห็นค่ะ

ตัวปราสาทเหลือแค่โครงสร้างหลักบางส่วน ตัวปราสาทจริงๆ พังเสียหายไปเกือบหมดแล้ว เหลือป้อมปราการแค่บางส่วน ห้องหับแทบไม่เหลือค่ะ




ซุ้มประตูมีกลิ่นอายแบบอังกฤษด้วยเพราะภรรยาเจ้าของปราสาทแกมาจากอังกฤษค่ะ สามีอยากเอาใจนางจึงสร้างซุ้มประตูแบบอังกฤษพร้อมกับสวนสวยให้นาง แต่พืชที่ได้มาเป็นพืชที่เติบโตบนที่ราบทั่วไป ไม่ใช่บนภูเขาจึงต้องมีการปรับพื้นใหม่ค่ะ 

เจ้าของปราสาทคนแรกคือ King Federick V (Elector Palatine) และภรรยาเป็นธิดาของกษัตริย์แห่งอังกฤษ Elizabeth Stuart 



วันที่เราไปกัน กำลังจะมีละครเวทีแสดงกันด้วยแหล่ะค่ะ ถ้าจำไม่ผิดจะเป็น Romeo & Juliette นะ

ฉากก็ใช้ซากปราสาทที่เหลือนั่นแหล่ะ คลาสสิคดี - -"



เห็นสวยๆ แบบนี้แต่เข้าไปในตัวปราสาทไม่ได้นะคะ เหลือด้านหน้า ข้างในพังหมดแล้ว



เก๋ไก๋ด้วยนาฬิกาแดด แต่วันไหนไม่มีแดดจะดูเวลายังไง??



มาดูตรงนี้กันบ้าง เป็นส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุดของปราสาท Heidelberg นั่นคือถังเก็บไวน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก...จุได้มากกว่า 2 แสนลิตร

ทำไมถึงใหญ่? เพราะสมัยก่อนเจ้าของไร่องุ่นส่งไวน์มาเป็นเครื่องบรรณาการ ปีนึงได้เยอะก็มาเทรวมกัน Charles III Philips ก็ได้แต่งตั้ง Perkeo ตัวตลกวังหลวงที่พระองค์โปรดปรานให้เฝ้าถังไวน์เหล่านี้ไว้ (ไม่ได้มีแค่ 1 นะคะ มี 3 ถังและอาจจะมีเยอะกว่านั้นด้วย) ซึ่งต่อมา Perkeo ก็กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างไม่เป็นทางการของเมือง Heidelberg ไป 



Perkeo ค่ะ พี่จะชวนดื่มไวน์ตลอด เมืองนี้ดังเรื่องไวน์ค่ะ

ชื่อนี้มีที่มาค่ะ ประมาณว่าเป็นคำตอบภาษาอิตาลีเวลาเจอคำถามแบบ "กระดก(ไวน์)อีกแก้วได้มั้ย" แกจะตอบว่า "Perche no?" หรือ why not? (แน่นอน!!) พูดเร็วๆ จะกลายเป็น Perkeo ค่ะ

ในห้องเก็บไวน์มีไวน์ให้ชิมด้วยนะคะ 5oz ราคา 3.80 euro 



เราปีนขึ้นไปบนถังเก็บไวน์ได้ด้วยนะ



อยากรู้ว่ามันคืออะไรเหมือนกันนะคะ หน้าตาเหมือนวงเวียน



รูปปั้น Perkeo ผู้เฝ้าถังไวน์

ออกมาข้างนอกกันบ้างค่ะ



พักสายตาด้วยดอกไม้สวยๆ สักครู่ :3

ไปอีกด้านของปราสาทกันบ้างค่ะ



จุดชมวิวที่สามารถเห็นย่าน old town และฝั่งตรงข้ามได้



ส่วนที่เหลือของปราสาท ที่เราเห็นสวยๆ ข้างในนั่นแหล่ะค่ะ ข้างหลังไม่เหลืออะไรแล้ว





ในยุคของ Charles III Philips นั้นเจ้าตัวอยาก redesign หรือออกแบบปราสาท Heidelberg นี้ใหม่หมด แต่งบไม่พอจึงต้องระงับโครงการไปค่ะ ท้ายที่สุดพี่แกก็ไปสร้างปราสาทใหม่ซึ่งตอบโจทย์ของแกได้ทั้งหมดที่เมือง Mannheim แทนและย้ายวังไปที่นั่นเลย

ต่อมาปี 1764 Karl Theodor ผู้สำเร็จราชการของ Charles ต้องการย้ายวังกลับมาที่ Heidelberg แต่ดันโชคไม่ดี ไฟไหม้เพราะฟ้าผ่าปราสาทในส่วนอาคารพอดี แกเลยคิดว่ามันคงเป็นความประสงค์ของสวรรค์ที่ไม่ให้แกย้ายกลับมา แกเลยยอมแพ้แต่โดยดีค่ะ (คือย้ายเพื่อทำให้ปราสาท Heidelberg เป็นบัลลังก์ของแกนั่นแหล่ะค่ะ ตกแต่งไรเกือบเสร็จแล้วเป็นแบบ Pompadour เฟอร์นิเจอร์อะไรมารอที่ Church of the Holy Spirit แล้วดันเกิดฟ้าผ่าซะนี่ จบข่าวปราสาทแสนสวยอายุ 500 กว่าปีในเวลาไม่กี่ชม.)



นักท่องเที่ยวล้นหลามมาก เห็นว่าลงมาจาก cruise นำเที่ยวน่ะค่ะ



เมฆก็เยอะ ฝนตกเปาะแปะตลอดเวลา

มีอีกจุดนึงที่เภสัชกรและคนทั่วไปน่าจะสนใจนะคะ อีกฝั่งของปราสาทเป็นพิพิธภัณฑ์ความเป็นมาของยาและร้านขายยาของเยอรมันด้วยล่ะค่ะ

เข้าชมฟรี แต่ถ้าอยากได้ audio guide ต้องจ่ายเพิ่มนะ



เนื้อหาเยอะ ขอไม่แปลนะคะ ขนาดเรายืนอ่านอยู่พักนึงยังยอมแพ้เลย - -" 

อันนี้เล่าประวัติความเป็นมาของยาตั้งแต่สมัยก่อนนู่นยุคอียิปต์โบราณ ยุคกรีกโบราณ ในกลุ่มประเทศอิสลามิกด้วย



สัญลักษณ์ร้านขายยาของเยอรมันจะเป็นตัว A สีแดงแบบนี้ค่ะ มาจากคำว่า Apotheke






อันนี้เป็นตู้ยาสำหรับเด็กเล็กค่ะ






ตำรายาของที่นี่บอกว่า ส่วนผสมในการทำยานั้นแบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ

1. พืช
2. สัตว์และสัตว์ในตำนาน (ยูนิคอร์น มัมมี่ก็รวมนะ)
3. แร่ธาตุ














ส่วนนี้จำลองมาจาก Officina จาก Urseline convent ที่ Klagenfurt, Austria ปี 1730



อันนี้เล่าคร่าวๆ แล้วกันนะคะ 

บอกว่าในยุคกลาง ชุมชนในกระจุกตัวในตลาด บรรดาพ่อค้าและช่างฝีมือมักจะตั้งแผงไม้เพื่อขายของให้กับทางโบสถ์และศาลากลางเมือง ร้านขายยายุคแรกก็ขายในแผงไม้ทำนองเดียวกันค่ะ ทั้งการเตรียมยาทั้งหมดก็ต้องทำกันในที่แบบนั้นดังนั้นอุปกรณ์การเตรียมยาจึงน้อยมากๆ ใช้แบบเบสิคสุดค่ะ 

ต่อมาเมื่อกิจการร้านขายยาเริ่มเติบโตขึ้นจึงย้ายเข้าไปในร้านที่ใหญ่ขึ้นมา สร้างจากไม้หรือหินจึงมีการเพิ่มขั้นตอนการปรุงยาต่างๆ ในห้องที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ห้องนั้นถูกเรียกว่า Officina หรือห้อง workshop ซึ่งอยู่ชั้นล่างสุด มีส่วนประกอบการปรุงยาและสสารเพื่อเตรียมปรุงยาเก็บไว้ในลิ้นชัก บรรจุไว้ในภาชนะมีราคาเช่น Faience หรือถ้วยที่ทำจากโลหะพวกดีบุกหรือตะกั่ว แก้วหรือไม้ เภสัชกรจะเตรียมยาบนโต๊ะโดยมีใบสั่งยา หรือ prescription จากหมอและลูกค้าจะรับยาผ่านหน้าต่างเท่านั้น 

พอถึงศตวรรษที่ 17-18 ก็เปลี่ยนรูปแบบใหม่ มีเค้าเตอร์ในการขายยาเพิ่งเข้ามา ตัว Officina ได้แบ่งเป็นสามส่วน คือ โต๊ะเตรียมยา เค้าเตอร์(ขายยา) และชั้นเก็บยา ปัจจุบัน ยาถูกส่งมาจากแล็บด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัยและพื้นที่ นอกจากนี้ทุกร้านขายยาจะมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษาซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในการจ่ายยาด้วย ดังนั้นลูกค้าที่มาถามหาคำปรึกษาจึงมั่นใจได้ในด้านนี้ (ว่าจะได้ยาที่ถูกต้องกลับไป)




คิดว่าเป็นยูนิคอร์นจริงๆ มั้ยนั่น??



ยาดมแบบบ้านเราเลยค่ะ กลิ่น classic คือแบบเดียวกันเลย กับบาล์มดูไม่คล้ายยาหม่องนะ 

เราคงชินกับแบบ classic น่ะค่ะ กลิ่นอื่นเลยไม่ชอบเลย ออกแนวดอกไม้ๆ อะไรแบบนั้น ราคาก็โหดร้ายกว่าบ้านเรามากเลย

ถ้าสนใจเนื้อหา ประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ทาง museum มีเว็บไซต์อยู่นะคะ เข้าไปดูได้ที่ German Pharmacy Museum








จากนั้นก็ลงมาค่ะ ย่านที่เราเดินเรียกว่าย่าน old town ส่วนย่าน Universitat หรือย่านมหาวิทยาลัยอย่างที่เคยบอกไปในตอนที่ 3 เนอะ University of Heidelberg ดังมาก เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเยอรมนีค่ะ



กลับมาที่นี่อีกครั้ง Church of the Holy Spirit 

รอบๆ โบสถ์มีขายของที่ระลึกแล้วก็ของกินเต็มไปหมดเลยค่ะ 



นี่น่าจะเป็นเหมือนซุปเปอร์มาร์เก็ตนะ มีขายพืชผักสวนครัวด้วย แต่ขายทั้งกระถางเลย

แล้วก็นี่เลย...เครป!!! เครปเยอรมันจะเหมือนบ้านเรามั้ยนะ



ร้านนี้ออพชั่นเยอะค่ะ พอเดาได้ว่าเค้าคิดเมนูมายังไง แต่เราก็สั่ง Choco Banana ไปนะ



เสร็จแล้ว หน้าตาเหมือนโรตีไม่มีผิด เป็นเครปแบบนิ่มน่ะค่ะ แต่เห็นแบบนี้กินไม่หมดนะ อิ่มมาก

มาต่อกันค่ะ...



Studentenkarzer หรือคุกนักศึกษามหาวิทยาลัยถูกออกแบบมาเพื่อทำโทษนักเรียนที่มีความประพฤติไม่ดี เช่น ติดเหล้า ลบหลู่เบื้องสูง หรือก่อเหตุทะเลาะวิวาท นักเรียนสามารถจับกุมนักเรียนกันเองได้ เริ่มตั้งแต่ปี 1600s คุกจะเป็นห้องเดี่ยวเรียบๆ ผู้ถูกกล่าวหาอาจจับให้อยู่ในห้องที่ว่า 2-3 วันหรืออาจจะถึง 2-3 สัปดาห์ แต่ยังสามารถเข้าเรียนและทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ตามปกติ (แล้วจะจับทำไมฟะ) 



คุกที่นี่เป็นของ University of Heidelberg นะคะ ยังได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวไป





หลายปีผ่านไป การถูกจับเข้าคุกแห่งนี้กลับกลายเป็นการส่งต่อข้อความกันในหมู่นักเรียนนักศึกษาผู้ที่ต้องการการลงโทษอย่างแข็งขัน จนในที่สุดคนนอกก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้และคุกก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ปาร์ตี้ไปแทน (party palaces) โดยนักเรียนที่ถูกขังสามารถเชิญคนนอกเข้าไปฉลองการถูกคุมขังของตัวเอง วาดกราฟฟิตี้บนกำแพง ส่วนใหญ่จะมาจากสมาคมหรือชมรมของตัวคนที่ถูกขังเอง

เมื่อไม่ได้ใช้งานแล้ว ทุกอย่างก็ถูกเก็บรักษาไว้ตามสภาพเดิมค่ะ โครงเหล็กของเตียง โต๊ะไม้ที่ถูกแกะสลักโดยอดีตนักเรียน (หรือศิษย์เก่า) กำแพง ภาพกราฟฟิตี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ไปดูกันค่ะว่าเป็นยังไง ส่วนตัวคิดว่ามันหนาวเหน็บเหมือนกัน แต่ก็มีความหัวรุนแรงซ่อนอยู่นะ












อันนี้เป็นห้องน้ำค่ะ



อำลา Studentenkarzer ด้วยรูปนี้แล้วกันค่ะ

จากนั้นเราก็เดินไปเรื่อยๆ เข้าโซน University of Heidelberg 



ห้องสมุดค่ะ ถ้าเดาไม่ผิดนะ เราเข้าไปดูด้านนอกค่ะ ในห้องสมุดหรือห้องคอมพิวเตอร์ เราคงเข้าไม่ได้ ด้วยมารยาทด้วยอะไรด้วยนะ




Codex ในห้องสมุดค่ะ อ่านไม่ออกแต่อยากรู้มากว่ามันคืออะไร



เยื้องๆ กับห้องสมุด มีโบสถ์หลังนึงพี่แป๋วบอกว่าสวยค่ะ แต่เราเข้าไปไม่ได้เพราะโบสถ์ติดจัดแสดงอะไรสักอย่างอยู่ค่ะ จำไม่ได้ เราเลยอดเข้าไปเลย เดาว่าเป็นโบสถ์ประจำสถาบันนะ



เราแอบเข้า cantine หรือโรงอาหารของเด็กนักศึกษาที่นี่ด้วยนะคะ แต่เราคนนอกไม่สามารถซื้ออาหารของเค้าได้นะ น่าจะเป็นสวัสดิการเฉพาะนักศึกษาเพราะต้องใช้การ์ดของเค้าในการรูดซื้อด้วย เราเลยได้แต่นั่งมองเงียบๆ วิ่งเข้าห้องน้ำแล้วก็ออกไปค่ะ

นี่เป็นรางเก็บถาดอาหารล่ะ นี่ชอบนะ สะดวกดี ทำไมบ้านเราไม่ทำงี้มั่ง :3



นี่ๆ อันนี้แอบถ่ายมาจากห้องน้ำหญิงในโรงอาหารค่ะ 

ตอนแรกนึกว่าเป็นพวกยาพอนสแตนเหมือนที่อเมริกานะ แต่ที่นี่ไม่ใช่ค่ะ ดูเอาเองนะว่ามันคืออะไรบ้าง - -"



รถบัสจอดใกล้ๆ โรงอาหารเลยค่ะ สะดวกมาก



ลืมบอกไป Starbucks สาขาที่นี่ (ที่รีวิวไปในตอนที่แล้ว) Barista เป็นแชมเปี้ยนด้วยนะเออ ใครสนใจไปลองชิมฝีมือแชมป์ปี 2014 ดูได้นะ

ต่อมา...เราเดินไปเรื่อยๆ แหล่ะ แต่อย่าว่างั้นงี้ เราเจออะไรก็ต้องจัดเต็ม มาถึงถิ่นทั้งทีนี่นะ...เจลาโต้ไง



คือร้านนี้พิเศษตรงที่ว่า เค้าตักเจลาโต้เป็นรูปดอกไม้ค่ะ ปั้นสวยมาก มี 3 ไซส์ 




แล้วเจลาโต้มีหลายรสให้เลือกเยอะมากกกกกกกกกก ตาลายสิคะ

เราเลือกไซส์กลางไป ราคาจำไม่ได้ แต่ถือว่าโอเค (ในแบบของเรานะ ถ้า convert เป็นเงินบาทอาจจะร้องไห้ได้) ขนาดมีผลกับจำนวนกลีบของดอกไม้ค่ะ แต่เราสามารถเลือกรสได้เท่าจำนวนกลีบดอกไม้เลยนะ คือกลีบละรสเลยก็ยังได้

เราเลือกไซส์กลางไป แล้วขอให้เค้าเลือกรสที่เค้า recommended ให้ที แบบให้ยูจัดเลย อันไหนอร่อยจัดมา

แกก็น่ารักนะ จัดมาแบบสวยงามแถมกินอร่อยอีกต่างหาก ออกมาเป็นแบบนี้...



แต่ละกลีบไม่ซ้ำเลยค่ะ อร่อยมาก กลีบนอกสุดจะเป็นพวกเชอร์เบตรสเปรี้ยวๆ หวานๆ พอกินไล่เข้าไปจะเป็นพวกรสหวานๆ นมๆ กินแล้วเพลินๆ ค่ะ รู้ตัวอีกทีกินหมดแล้ว อิ่มพอดี 555

สนใจเจลาโต้กลีบดอกไม้แบบนี้ไปที่ร้าน Amorino ย่าน Old town ของ Heidelberg นะคะ

กินอิ่มแล้ว ไปเดินเล่นดีกว่า...Let's roll!!!





Bismarckplatz ก็ย่านช้อปปิ้งกลางเมืองดีๆ นี่เองค่ะ

Muller ที่นี่ของเยอะมาก ควรมาช้อปด้วยประการทั้งปวง ของเล่นเด็กเพียบบบบบ





ช้อปปิ้งจนพอหมดแรง เราก็กลับกันแล้วค่ะ มุ่งหน้าไปร้าน Aldi แถวโฮสเทลดีกว่า หามื้อเย็นและเสบียงแทน

ความดีงามของ Aldi ก็ที่ขายขวดนี่แหล่ะค่ะ ร้านคล้ายๆ makro ขายส่งซะเยอะ กองๆ ไว้หยิบเอาเอง แกะก็ได้ถ้าไม่ซื้อยกโหล (สำหรับน้ำขวด)



นี่เป็นเครื่องรับขวดพลาสติกแล้วก็กระป๋องน้ำอัดลมค่ะ ให้ใส่ขวดที่มีบาร์โค้ด (ดูข้างขวด) เข้าไปในช่องกลมๆ นะคะ เครื่องจะสแกนขวดแล้วบีบอัด ให้ใส่ได้ไม่จำกัดค่ะ 

ขวดส่วนมากที่ขายได้ จะเก็บค่าขวดด้วยนะ อย่างขวดน้ำ Evient จะได้ขวดละ 25 cent (ตอนซื้อจะบวกเพิ่ม 25 cent เช่นกัน) ถ้าเราทิ้งขวดไปเฉยๆ ก็เสียเงินฟรีเลยค่ะ ให้มาขายกับเครื่องนี้ เราจะได้เป็นคูปองเงินสดสำหรับซื้อของในห้างนั้นๆ แทน 

ช่วงที่อยู่เยอรมัน ซื้อแต่ Evient ขวดลิตรดื่มค่ะ ไม่กล้าดื่มน้ำก๊อกบางที่ แถมจะซื้อยี่ห้ออื่นที่ถูกกว่าก็กลัวจะเจอแบบ sparkling แทน (แบบอัดแก๊ส) เพราะเคยซื้อแล้ว ยี่ห้อนึงมีหลายสี สีไหนเป็น still บ้างก็ไม่รู้ ภาษาอังกฤษก็ไม่มี เขย่าก็ไม่เห็น สรุป Evient ค่ะ ราคาพอๆ กัน


มีเครื่องขายขนมปังด้วย ใช้ยังไงมีใครรู้มั้ยคะ

สรุปกลับมา ซื้อสลัดมากินค่ะ 5555



มันดีมากเลยค่ะ ครบทุกหมู่ 555 มีช้อนส้อมให้อีกต่างหาก สบ๊ายยยยย



กินหมดด้วย ประหลาดใจตัวเอง คือกินไป คุยกับแฟนไปน่ะค่ะ 5555 เพลินๆ หมดชาม ฮา

สำหรับคืนนี้ กินอิ่ม พักผ่อน ฝันดีราตรีสวัสดิ์

พรุ่งนี้เราจะไปเมือง Strasbourg แคว้น Alsace ฝรั่งเศส กันจ้า นั่งรถบัสไป

ติดตามชมกันนะคะ :)



Create Date : 19 กันยายน 2559
Last Update : 27 กันยายน 2559 16:48:42 น.
Counter : 1019 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



อัลปาก้าจัง
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Piyoko-chan !!


เจ้าของบล็อกชื่อ เป้ ค่ะ

แต่งหน้าก็พอไหว แต่งตัวไม่ได้เรื่อง(ในบางที)

ตอนนี้มีหมวดท่องเที่ยวแล้ว ความฝันอีกอย่างคือได้เที่ยวทั่วโลกค่ะ จะพยายามรีวิวให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงทริคและเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ชมกันค่ะ


เอาเป็นว่า นั่งอ่านขำๆ ไปแล้วกันนะคะ ^^

ถูกใจบล็อก donate สมทบทุนค่าเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้ที่นี่เลย..
https://www.paypal.me/yanisapae

ขอบคุณล่วงหน้าค่า