พฤศจิกายน 2557

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
22 พฤศจิกายน 2557
All Blog
EU Trip 7-20 Sep 14 : Chapter 6 Paris, time to leave
  สวัสดีค่ะ

ยิ่งที บล็อกรีวิวยิ่งหายไปนานเนอะ 55555 ตั้งแต่มีงานหนังสือนี่เตลิดเปิดเปิงไปใหญ่แล้ว

แล้วยังมีพวกเกม walkthrough อีก คือดูจบไปหลายเกมแล้วนะ ประมาณ 5-6 เกม (- -"

บางวันกลับบ้านมาสลบเลยก็มีค่ะเพราะทำงานนั่นนี่เยอะแยะ ชีวิตวัยทำงานมันก็ลำบากแบบนี้แหล่ะ ฮา

มาต่อกันดีกว่าค่ะ ถึงไหนแล้วนะ....



วันอังคารที่ 16 กันยายน

ลูร์ฟ ปิดวันอังคาร แวร์ซาย ปิดวันจันทร์ เราได้ยินพี่เขยพูดแบบนี้ ดังนั้นวันนี้เราจะไปพระราชวังแวร์ซายกันค่ะ

อย่างว่าแหล่ะค่ะ กลุ่มบ้านพี่เขยไปก่อน พี่ใหญ่กับหลานสาวที่ไม่สบายขออยู่บ้านค่อยตามไปสมทบอีกทีตอนเย็นดีกว่า (เพราะไปบ่อยแล้ว แถมหลานงอแงไม่สบายด้วย)

ส่วนพวกเราน่ะเหรอ....ไม่เคยไปแวร์ซายค่ะ ได้ยินพี่เขยว่าต้องต่อรถไฟ RER ด้วย เราก็ฟังผ่านๆ อ่ะนะ - -"

มื้อนี้ก็ brunch อีกแล้วจ้า คือเราสาวๆ ทำให้กลุ่มพี่เขยก่อนแล้วตัวเองค่อยกินกัน แล้วก็เก็บล้างอะไรกัน ไหนจะซักผ้า อบผ้าอีก กว่าจะได้ออกไปก็เกือบบ่ายโมงแล้วจ้า - -"

แล้วบ่ายโมงไม่ว่า เรามีภารกิจตามหา bioderma ด้วยนะ เพราะเราลองให้พี่ๆ ทั้งหลายลองใช้ดู (คือเอาขวดเล็กไป) พวกนางลองใช้แล้วดีเลยจะซื้อใช้บ้าง ประกอบกับมีญาติๆ ที่บ้านฝากพวกนางหิ้วอีก (คือขวดนึงก็ครึ่งลิตรละ นี่แพ็คสองขวด 1 โลพอดี หิ้วแขนหลุด) 

เดชะบุญค่ะคุณผู้ชม มี drug store ร้านนึงขาย bioderma!!! เพราะอิฉันสอดส่ายสายตาไปทั่วทุกร้าน ที่นี่ drug store มีทุกบล็อกหัวมุมถนนจริงๆ แต่ก็ไม่ใช่ทุกร้านที่จะมี bioderma ขายหรอกนะ อันนี้ฟลุ้คมากขอบอก

เรารีบวิ่งเข้าไป ขุ่นพระ!!! ขวดใหญ่ 14 ยูโรกว่า แต่แพ็คคู่เหลือคู่ละ 20 ยูโร ใครไม่หิ้วก็บ้าแล้วเธอเอ้ยยยยยยยยยยย แล้วเราก็หิ้วสบู่เหลวล้างหน้ามาด้วยอีกคู่ค่ะ แพ็คคู่นี่ถูกจริงไรจริง หิ้วกันคนละคู่กับพี่สาวแล้วเดินกลับไปเก็บที่บ้าน เภสัช(?)ที่นี่ก็น่ารักเหลือเกิน นางแถม sample มาให้ด้วยค่ะ เป็นสบู่เหลวล้างหน้ากับ moisture สำหรับคนเป็นสิวมาให้คนละสองชุด อิฉันซื้อที่ขัดหนังเท้ามาด้วย อันละ 17-18 ยูโร กะว่าถ้าเวิร์คก็คงดีเพราะพ่ออยากได้อยู่พอดี (มารู้ทีหลังว่าวัตสันบ้านเราก็มีขายอันละ 499 บาท แสรดดดดดดดดด)

เรากลับบ้าน แจ้งพิกัดให้พี่ใหญ่กับพี่รองไปซื้อเพิ่มเติม เรามารู้ทีหลังว่า พวกนางไปเหมาจนหมดร้านแหล่ะ ตัวเภสัชหรือพนักงานเองก็ช่วยโทรหาที่สาขาอื่นให้ แต่ก็ไม่มีของ เลยหิ้วได้เฉพาะขวดสีชมพูไป (เราซื้อสีเขียวไปคนละคู่กับพี่สาม พี่รองได้ไปคู่นึง) 

และแล้วเราก็ออกเดินทางไปแวร์ซายได้สักที เราซื้อตั๋วล่วงหน้าในเน็ตไว้ละ เป็น passport all area แบบเข้าได้ทุกที่ในเขตแวร์ซายรวมถึงสวนด้วย ราคา 25 ยูโร เพราะวันอังคารมี Fountain music show ด้วยเลยคิดแพงกว่าปกติ - -" (เพื่ออออออออออ)

นั่นแหล่ะค่ะด้วยความที่เราไม่ยอมหาข้อมูล เรารอถาม info ที่หน้าประตูทางเข้า metro แต่นางก็เวิ่นกับลูกค้าอีกคนซึ่งใช้เวลานานมากก็ไม่จบสักที เราเลยหยิบแผนที่รถไฟมาแผ่นนึง ซื้อตั๋วแล้วเดินเข้าไปเลย เพราะเจอคำว่า Ponte de Versailles เราเลยแบบ เห้ย ทำไมต้องนั่ง RER วะ นั่งรถไฟธรรมดาก็ได้นี่หว่า ว่าแล้วก็นั่งรถไปเรื่อยๆ เปลี่ยนสายบลาๆๆๆ ออกจากสถานี ยืนเอ๋อค่ะคุณ...ที่นี่ที่ไหนวะ....

มันคือที่จัดแสดงแบบอิมแพคอารีน่าบ้านเราอ่ะค่ะ เอาไว้แสดงสินค้าอะไรนี่แหล่ะ เราก็เหวอๆ เกิดอะไรขึ้น แล้วพระราชวังอยู่ไหน...

เรา พี่สาม กิ๋ม ยืนเอ๋ออยู่สักพักใหญ่ๆ ถามใครก็ไม่ได้ สุดท้ายตัดสินใจเดินเข้า pharmacy ถามคนขายของเลย นางบอกให้เราขึ้น tram ข้างหน้านี่ไปลงที่สุดสายแล้วต่อ RER สาย C ไปที่ Versailles-Chateau (เขาที่งอกขึ้นมาก็เริ่มหลุดไปบ้างแล้วทีนี้)

Tram ใช้ตั๋วแบบเดียวกันกับ metro ค่ะ (แต่ตอนเราขึ้น ตั๋ว metro หมดเวลาใช้งานไปแล้ว :P ก็ขึ้น tram ได้ปกติ ไม่ดีนะคะ อย่าทำตามนะ - -"เพราะตอนขึ้น tram ต้อง validate ตั๋วด้วย)



กะว่าชาตินี้คงไม่ได้ขึ้น tram ที่ไหนอีกแล้ว แต่เราก็ได้ขึ้นที่ปารีสจนได้ 

น่ารัก สะอาด น่านั่งรอบเมืองมากๆ 



สุดสายจะเจอป้ายนี้ ข้างล่างเป็นสถานี RER ค่ะ ตู้ขายตั๋วคุณพี่ทำงานอ้อยอิ่งมาก ซื้อได้ทีละ 1 ใบ (ถึงกับงงกันเลยทีเดียว) ส่วนรถไฟเหรอคะ...มาทุก 45 นาทีจ้า คร่อกกกกกก



สถานีวังเวงมาก เงียบมาก = =



ถ่ายมาไม่ชัด ขออภัย เราจะขึ้นรถคันไหน ไปที่ไหนให้ดูที่จอนี้เอาค่ะ ดูจุดหมายปลายทาง ของเราคือ Versailles-Chateau อีกกี่นาทีรถคันต่อไปจะมา

ไม่ได้ถ่ายรูปในรถ RER มานะเพราะคนขึ้นเยอะพอควร แถมรถไฟวิ่งหวานเย็นมากกกกกกก นั่งๆ แล้วง่วงนอนอยากหลับจริงอะไรจริง - -" 

พอถึงสถานี บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นเรานึกว่าพระราชวังแวร์ซายคือสถานที่แบบในเมืองทั่วไป เมืองใหญ่ๆ อะไรงี้ค่ะ แต่นี่เป็นเหมือนชนบทเล็กๆ เมือง Versailles สร้างมาต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้าชมวังโดยเฉพาะเลยนะ เรารู้สึกอย่างนั้น

ด้วยความที่ว่าเราไปถึงก็บ่ายสอง-สามละ แวะ Mc ค่ะ สั่ง Berry Smoothy กับ macaroon มาลองกินกัน แบบกล่องนึง 6 ชิ้น เอาทุกรสไม่ซ้ำเลย แล้วเวียนกันชิมว่าอันไหนเวิร์คสุด

กิ๋มไม่เคยกิน macaroon ค่ะ เลยต้องจัดเอาใจคนแก่หน่อย เราก็นั่งกินไปด้วย อร่อยดี เพลินๆ

Mc ที่อิตาลีมี Jelato ดังนั้น ที่ Mc ที่ปารีสก็ต้องมีขนมเค้กกับ macaroon ขายเหมือนกัน เป็นเอกลักษณ์ดีนะคะ :)

วิธีการไปพระราชวังแวร์ซาย ออกจากสถานีรถไฟไป เดินข้ามถนนที่หน้าสถานีจะเจอร้าน McDonald's ก็เลี้ยวขวาเดินตามทางไปเรื่อยๆ จะเจอถนนเล็กๆ มีสวนหย่อมให้เลี้ยวซ้าย เดินตรงไปเรื่อยๆ เราจะเจอกับพระราชวังแล้วค่ะ (คือไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่แหล่ะวังแหล่ะ)

ชาวเราไปถึงก็บ่ายสามแล้ว ยืนตะลึงพรึงเพริดไปกับความสวยของพระราชวัง ทำไมมันกว้างใหญ่แบบนี้ ทำไมเป็นสีทองอร่ามไปทั้งวันแบบนี้ สวยมากกกกกกกกก



เจอคุณคนนี้ก่อนนะคะ

ใครอยากไปที่นี่ แนะนำให้จองตั๋วออนไลน์ล่วงหน้า แคปหน้าจอไว้แล้วไปยื่นให้เจ้าหน้าที่สแกนให้ค่ะ ถ้ารอซื้อตั๋วแบบ walk-in จะเสียเวลามากเลย





อันนี้เข้ามาข้างในแล้วนะคะ สวยมากจริงๆ เสียดายที่มาซะบ่ายสาม - -"

ทุกคนที่ซื้อตั๋วเข้าไป จะได้ audio guide ฟรีคนละเครื่อง เอาไว้กดฟังคำบรรยายในแต่ละห้องได้ค่ะ










แบบจำลองส่วนตัวของพระราชวังค่ะ ส่วนอื่นๆ ที่แยกออกไปไม่มีใส่ไว้





เค้าบอกว่าเป็นกุญแจประตูวังค่ะ 








ห้องโถงที่โด่งดังที่สุดของวังแห่งนี้ :) 

สวยค่ะ และคนก็เยอะมากด้วย เราเลยไม่กล้าถ่ายรูปเยอะ



ห้องบรรทมกษัตริย์ค่ะ (ถ้าฟังไม่ผิด) 

ช่วงทางเดินตรงนี้จะค่อนข้างแคบและคนเยอะมาก ต้องระวังนิดนึงนะคะ







ห้องนอนผู้หญิงแบบนี้ น่ารักดีนะคะ



ห้องเสวย??








ขาออกจากวัง มีร้าน Laduree ด้วยนะคะ :)

จากนั้นเราก็เข้าไปที่สวนกันค่ะ เนื่องจากสวนกว้างมาก มีรถราง(เสียเงิน)พาเข้าไปในส่วนอื่นๆ นอกจากสวนด้วย แล้วก็มีรถกอล์ฟ 4 ที่นั่งให้เช่า ชม.ละเท่าไหร่จำไม่ได้ 

ตั๋ว all passport เข้าได้ทุกที่ในพระราชวังค่ะ น่าเสียดายที่เวลาน้อยไปหน่อย ทีแรกเราอยากได้รถกอล์ฟมาขับนะ แดดแรงมาก ร้อนมาก เห็นสวนแล้วท้อค่ะ 5555 แต่คิวยาวมากและไม่รู้เมื่อไหร่จะมีคนเอารถมาคืน เราเลยตัดใจ ยอมเดินเอาแล้วกัน

//www.chateauversailles.fr/resources/pdf/en/plans/plan_general_en.pdf <<< แผนที่พระราชวังแวร์ซายทั้งหมดค่ะ วันเดียวเดินไหวมั้ย - -"








ข้างขวาในรูปเป็นน้ำพุค่ะ และกำลังปิด maintenance (เวรกรรมอะไรของฉันเนี่ย T T)

เป้าหมายของเราคือเดินไปให้ถึง Grand Canal ค่ะ แทนที่จะเดินตรง green carpet (ตรงทางเดินยาวๆ นั่น) เราเข้าสวนทางซ้ายแทนดีกว่า ร่มรื่น เย็นๆ มีเพลงฟังตลอดทางด้วย ดีจะตาย





Saturn Fountain

เดินเลาะไปมา ไม่รู้ทิศทาง (แม้มีแผนที่ในมือ - -) เราเดินตามเสียงเพลงไปค่ะ เลยไปถึง Mirror Fountain มีจัดแสดงน้ำพุประกอบดนตรีโอเปร่า!! 



เพลงเพราะ น้ำพุก็สวย คนนั่งดูกันเพียบค่ะ :)

จบโชว์เราก็เดินกันต่อ



Colonnade Grove : Proserpine Ravished by Pluto

แล้วเราก็ทะลุมาที่ Grand Canal พอดีค่ะ






Apollo Fountain เล่ากันว่า Apollo เป็นเทพแห่งพระอาทิตย์กำลังควบม้าให้ถึงรถม้าขึ้นมาค่ะ






ระหว่างที่เรากำลังชมวิว ถ่ายรูป ชื่นชมบรรยากาศในสวน น้องเป็ดตัวนี้ก็ว่ายน้ำตรงมาหาเราค่ะ ตอนแรกนึกว่าคิดไปเอง เอ๊ะ...เดินไปไหน ว่ายตามด้วย ท่าทางจะคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวนะคะเลยว่ายมาทักทาย :D



หันหลังกลับไป นี่คือ Green Carpet ค่ะ แต่เราเดินได้แค่ตรงกรวดข้างๆ นะ ไม่ให้เหยียบหญ้าเด็ดขาด -3-

เดินสวนทางซ้ายแล้ว เราก็เข้าทางขวาบ้างดีกว่า สวนเดินสนุกดีค่ะ วกวนไปมาเหมือนเขาวงกต ว่ากันว่าให้ลูกหลานท่านในวังมาวิ่งเล่นกันในนี้น่ะค่ะ น่าจะวิ่งกันจนเหนื่อยเลย กว้างขนาดนี้ 




Enceladus Fountain เล่าถึงตำนานของยักษ์ไททันที่กำลังจะถูกฝังลงใต้เขาโอลิมปัส แต่ขัดขืนข้อห้ามของเทพ Jupiter และพยายามจะปีนกลับขึ้นมา 

ธีมของน้ำพุนี้ก็ประมาณว่า ไททันขัดขืนที่จะถูกฝังพยายามตะกายขึ้นมาทั้งที่โดนฝังไปครึ่งตัวและแสดงสีหน้าเจ็บปวดเจียนตายค่ะ

ปล. ห้ามเหยียบหญ้าที่นี่เด็ดขาดค่ะ มียามเฝ้าแถมเป่าปี๊ดๆ เหมือนตอนเราเหยียบเส้นเหลืองบน BTS ด้วยค่ะ "Don't step on the grass!"



Ceres Fountain (ทำไมฉันไม่ถ่ายหน้ามา - -") เทพแห่งการเพาะปลูกค่ะ



เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ ค่ะ อยากดูอะไร เดินไปทางนั้นจนเราเจอกับ....



เราถ่ายมาได้แค่นี้ค่ะ เพราะเค้าห้ามเหยียบหญ้า = =

Apollo's Baths Grove 

ขี้เกียจแปล ยกมาทั้งดุ้นเลยละกันค่ะ Designed and created by François Girardon and Thomas Regnaudin in the 1670s, the group of statues of Apollo and his nymph servants at the heart of the baths is based around the solar myth. The two groups of horses that surround the sculpture are the work of Gilles Guerin and brothers Gaspard and Balthazar Marsy.

Credit : //bienvenue.chateauversailles.fr/en/gardens/to-see

และเราก็ต้องกลับกันแล้วค่ะ นัดเจอพวกพี่ใหญ่ไว้ที่ Champs-Elysee เพราะเราจะเข้าร้าน Louis Vuitton ค่ะ 55555

ลาก่อน Versailles Chateau ไว้จะกลับมาใหม่นะ




ขากลับ รถไฟแน่นมากค่ะ คนต่อคิวซื้อตั๋วจนตั๋วกระดาษในตู้หมด พนักงานก็ไม่มาเติมสักที เราเลยให้พี่สาวไปต่อคิวซื้อกับพนักงานแทน ได้เร็วกว่าอีก - -"



ที่นี่ ถนน Champs-Elysee มีคนสงสัยว่าประตูนี้คืออะไร เราเดาว่ามันคือทางเข้าร้าน Abercrombie and Fitch ค่ะ (เห็นป้ายอยู่ข้างๆ) คนเดินเข้ากันเยอะเลย

เดินไปอีกหน่อย ข้างๆ ร้าน Paris Saint Germain เป็นโรงหนังซึ่งวันนี้มี Event พอดี





คุณคะ...มันเป็นวันเปิดตัวหนังเรื่อง Horns ที่นำแสดงโดย Daniel Radcliffe ค่ะคุณ...แฟนคลับล้นหลามมาก

เราทำอะไรไม่ได้ เดินผ่านไปก่อนละกัน ไปช้อปปิ้งอะไรของเราให้เสร็จแล้วกลับค่ะ



กลับมานี่ พ่อ Daniel ยังไม่ออกมาเลยจ้า - -" นี่พยายามทำตัวให้สูงที่สุดแล้วยื่นกล้องไปถ่ายมานะ ได้แค่นี้จริงๆ ค่ะ ไปแทรกกับแฟนคลับพวกเธอมา

(วันนึงนึกขึ้นมาได้ วันนั้นเป็นวันเปิดตัวหนังจริงๆ ด้วย ข่าวลงกันเพียบบบบบบ เกือบได้เจอพ่อแฮร์รี่ พอตเตอร์แล้วเชียว)

คืนนั้นเราตามไปสมทบกับพวกพี่เขยที่ไปช้อปปิ้งที่ Galeries Lafayette ค่ะคุณ ได้ทุกสิ่งในแห่งเดียว แม้กระทั่งกระเป๋า Longchamp ที่อิฉันหาที่ Champs-Elysee ไม่เจอ (งี่เง่าจริงๆ)

ส่วนมื้อค่ำเป็นบุฟเฟต์อาหารไทยจีน เจ้าของร้านเป็นคนจีน อาหารชืดๆ มีไมโครเวฟให้ใช้ แต่เราก็กระเดือกกันลงเพราะความหิวโหยนั่นแหล่ะ แล้วก็เดินกลับบ้านกัน

เรามีไฟลท์เช้าไปต่อ Barcelona ต้องตื่นตั้งแต่ตี 3-4 โทรนัดแท็กซี่ไว้ตี 5 เพื่อไปสนามบิน CDG

แท็กซี่ฝรั่งเศสเชื่อถือไม่ค่อยได้เรื่องราคานะคะ ถึงตกลงกับทางศูนย์แท็กซี่ไว้แล้วก็ตาม แต่ถ้าอิคนขับมันจะเอาทิป มันก็ขึ้นราคาเอาดื้อๆ เลย บ้าบอได้อีก - -

เราบิน Vueling กันอีกแล้ว แต่มีข่าวดีคือ ทุกคนถือ carry on กันหมด overhead bin เก็บได้ไม่หมด ทางสายการบินเลยรับผิดชอบด้วยการโหลดให้ฟรีทุกคน (ที่ไม่ได้ซื้อน้ำหนัก) ซึ่งทุกคนแฮปปี้มีความสุข ฮิฮิ้ววววว

เรานั่งพักดื่มกาแฟ กินแซนวิช อะไรก็ตามที่เราพอจะพกกันมาจากบ้านได้ กระเป๋าจะได้เบาขึ้นอีกหน่อย แล้วก็เดินเข้าเกทกันจ้า สนามบิน domestic หรือบินภายใน EU มักจะเป็น Terminal ที่ค่อนข้างเล็กค่ะ ไม่มีอะไรให้ช้อปปิ้งเท่าไหร่ แต่ดันมีไอ้นี่แทน....



Play Station 3 ค่ะคุณ มี 2 เครื่อง เล่นฟรี มีเกมไม่กี่เกมเอง โว๊ะ

แต่เนื่องจากเราไม่มีเวลามาก เราต้องรีบไปแล้ววววววว เรียก boarding พอดี



ลาก่อนปารีส แล้วสักวันเราจะได้เจอกันอีก

เจอกันรีวิวหน้า Barcelona และ(อาจจะ)เป็นตอนสุดท้ายของทริปแล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณที่ติดตาม สวัสดีจ้า










Create Date : 22 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2557 0:13:54 น.
Counter : 2621 Pageviews.

4 comments
  




สุขสันต์วันเกิดค่ะ ..

มีความสุขมากๆนะคะ ..




โดย: foreverlovemom วันที่: 2 สิงหาคม 2558 เวลา:19:28:01 น.
  
ขอบคุณมากค่ะ คุณ foreverlovemom
โดย: อัลปาก้าจัง วันที่: 22 สิงหาคม 2558 เวลา:21:12:47 น.
  
ผ่านมาอ่านบล๊อกนี้ในวันอังคารที่ 15 กันยายน 2558 พอดี ตอนแรกนึกว่าพี่กำลังเขียนต่อ ไม่ลงบาร์เซโลน่าหรอคะ พี่เขียนยาวดี อ่านเพลินค่ะ 555
โดย: namiki IP: 58.181.137.62 วันที่: 15 กันยายน 2558 เวลา:16:55:18 น.
  
คุณ namiki

ตอบตรงๆ แบบไม่อายเลยนะว่า "ลืม" ค่ะ 5555

รูปใน Barcelona ไม่ค่อยมี แต่จะพยายามขุดมาลงนะคะ ขอบคุณที่ติดตามกันนะ
โดย: อัลปาก้าจัง วันที่: 5 ตุลาคม 2558 เวลา:21:57:03 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



อัลปาก้าจัง
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Piyoko-chan !!


เจ้าของบล็อกชื่อ เป้ ค่ะ

แต่งหน้าก็พอไหว แต่งตัวไม่ได้เรื่อง(ในบางที)

ตอนนี้มีหมวดท่องเที่ยวแล้ว ความฝันอีกอย่างคือได้เที่ยวทั่วโลกค่ะ จะพยายามรีวิวให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงทริคและเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ชมกันค่ะ


เอาเป็นว่า นั่งอ่านขำๆ ไปแล้วกันนะคะ ^^

ถูกใจบล็อก donate สมทบทุนค่าเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้ที่นี่เลย..
https://www.paypal.me/yanisapae

ขอบคุณล่วงหน้าค่า