สิงหาคม 2556

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
25
26
27
28
29
30
 
All Blog
[CR] ทริปดูไบ 7-11 สิงหาคม 2556 :: กิน เที่ยว เปรี้ยว ช้อปปิ้ง!! EP.2 ตึกที่สูงที่สุดในโลก Burj Khalifa
 ตอนแรก เวิ่นเว้อมากไปหน่อยสาระไม่ค่อยจะมี 5555

วันนี้จะสาดรูปให้เยอะๆ ค่ะ สารภาพว่าแต่ละรูปสีไม่ค่อยจะเหมือนกัน เพราะใช้กล้อง 3 ตัว

1. กล้องเพื่อน (จำรุ่นไม่ได้)
2. Nikon ของเรา กล้องคอมแพค
3. iPhone4



ต่อจากเมื่อวาน ขอแปะแผนที่ก่อน เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

Burj Khalifa และ Dubai Mall อยู่ติดกันค่ะ ถ้าอยากจะขึ้น At the Top (จุดขึ้นชมวิวบนตึก Burj Khalifa) คุณต้องเดินเข้าทาง Dubai Mall ค่ะ อยู่ชั้นใต้ดิน

หากคุณเดินทางด้วย Metro (รถไฟฟ้า) ไอ้เส้นสีแดงนั้น คือทางที่คุณต้องเดินค่ะ = =

ไม่ได้เดินบนถนนนะ แต่เป็น walk way หรือทางเลื่อนแบบในสนามบินบ้านเราอ่ะค่ะ แต่ยาวมากๆๆๆๆๆ กี่กิโลไม่ทราบ แต่ก็หอบแฮ่กเหมือนกัน ไม่ต้องกลัวร้อนเค้าเปิดแอร์ด้วยจ้า

ส่วนในวงสีฟ้า คือตึก Burj Khalifa ตึกที่สูงที่สุดในโลก (เพื่อนเราเรียกว่า หน่อไม้ยักษ์)

ลงมาตรงสีฟ้าๆ คือ Lake Khalifa เป็นจุดที่เราจะชมน้ำพุสุดอลังการของดูไบค่ะ

โดยจะมีโชว์ทุกวัน วันละ 5 รอบ เริ่มเวลา 19.30 น. และมีทุก 30 นาทีค่ะ (ถ้าผิดขออภัย)

ไฮไลท์ของน้ำพุชุดนี้คือ เป็นการแสดงน้ำพุเล่นแสงสีประกอบเพลง ชุดนึงแสดงราวๆ 4-5 นาทีค่ะ

เดี๋ยวมันอลังการยังไง รอชมภาพดีกว่าเน้อ :3


ความเดิมตอนที่แล้ว เราทานอาหารกันที่ Souk Madinat Jemeirah และต่อแท็กซี่เพื่อมาลงที่ Dubai Mall ค่ะ

เดินเข้ามาสักพัก เราจะเจอ Aquarium แสนโด่งดังของที่นี่



ตู้ปลาขนาดยักษ์ที่แม้เราจะไม่เสียเงินก็เดินดูจากข้างนอกได้

เพื่อนบอกว่า ถ้าเข้าไปก็เป็นอุโมงค์ใต้น้ำ สามารถจ้างคนลงไปเลี้ยงอาหารปลาได้ อะไรแบบนั้น

แต่เราดูอยู่ข้างนอกก็ฟินแล้วล่ะ ตู้ปลาใหญ่มากเลย = =




มีฉลามตัวน้อยๆ ว่ายไปมา น่ารักเชียว = = 

แต่ตอนที่ถ่าย เรามาเช้าไปค่ะ (ก็เที่ยงละนะ) ปลายังไม่ตื่นกัน 55555

มาดูอีกทีตอนบ่ายๆ เย็นๆ นะ ปลาเพียบบบบบบบ ฉลามว่ายน้ำกันหนุกหนาน เหมือนรู้งานว่าคนจะมาดูเยอะที่สุด 5555

เดินเลยเข้าไปเลยค่ะ เรามีนัดกันที่ At the Top นะ



หน้าทางเข้า At the Top ค่ะ เงาๆ แว๊บๆ แต่เด่นมาก

ณ จุดนี้ เลยไปอีกนิดจะเป็นเค้าเตอร์ขายตั๋วค่ะ แต่แนะนำว่าให้ซื้อจาก website ล่วงหน้าจะถูกกว่ามาก

ซื้อล่วงหน้า ตั๋วผู้ใหญ่ 125 ดีแรม ถ้าไปซื้อหน้างาน 400 ดีแรม (โขกกันให้เลือดสาดเลย - -)

ดูรายละเอียดได้ที่นี่ค่ะ


ส่วนใครที่ซื้อตั๋วมาก่อนแล้ว พริ้นท์ใบจองออกมาค่ะ แล้วไปที่ตู้ Kiosk ข้างๆ

พิมพ์นามสกุลของเราและเลขที่จอง กดตามขั้นตอนแล้วเราจะได้ตั๋วเข้าตึกค่ะ



รูปจำลอง Burj Khalifa 

*ลืมบอกไป ในนี้มี Free wifi ให้เล่นนะคะ แต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่เหมือนตึกสูงๆ ที่อื่นหรอกค่ะ
เทียบกับ Empire States หรือ Top of the Rock ในนิวยอร์คแล้ว สัญญาณอ่อนกว่าเยอะ



มีการเปรียบเทียบตึกที่เคยติดอันดับโลก ของพี่สูงที่สุดจ้ะ ชนะขาดเลย - -

ด้วยความที่เป็นตึกระดับโลกนั้น แกก็ต้องมีลูกเล่นอะไรให้ทุกคนแปลกใจ

ทางเดินหลังจากที่เราปั๊มตั๋วแล้ว จะเป็นทางเลื่อนแต่....

ที่สวยนั้นจะเป็นกำแพงที่ฉายภาพเคลื่อนไหวค่ะ มีราวๆ 5 ชุด และสวยมากกกกกกกก

ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ อยากให้ไปดูกันเองถ้ามีโอกาสค่ะ :D

ส่วนในลิฟท์ก็ต้องไม่ให้น้อยหน้าเนอะ ก็เป็นเพลงประกอบแนวอาหรับๆ หน่อย

มีกราฟฟิคนิดๆ ไม่ให้น่าเกลียด

(แต่อันดับ 1 ในใจอิฉันต้องยกให้ลิฟท์ที่ Top of the Rock นั่นแหล่ะ อันนั้นกินขาด)



กราฟฟิค Time Line ในการสร้างตึก Burj Khalifa ค่ะ

ในความจริงแล้ว ตึกจะไม่สูงเท่านี้หรอก แต่ระหว่างการสร้างก็มีตึกสูงอันดับ 1 ขึ้นมาตลอดเวลาอ่ะนะ

แกก็เลยต่อเติมความสูงไปเรื่อยๆ ระยะดำเนินการก็ยืดไปเรื่อยๆ จนมาเป็น Burj Khalifa ในปัจจุบัน

เป็นอันดับ 1 สมใจแล้วนะ - -

เพราะใช้ระยะเวลาในการสร้างนาน ก็เลยมีสถาปนิกหลายชุดค่ะ ราวๆ 50 กว่าคน หมุนเวียนไปมา 

ในตึกมีรูปสถาปนิกทุกคนที่เคยสร้างมา หลายสัญชาติ ทุกผู้ทุกนามทั้งชายและหญิง เยอะจริงๆ




ขึ้นมาบน Observation Desk กันบ้างค่ะ

ออกจากลิฟท์มา เราจะโดนต้อนไปที่จุดชมวิวหรือระเบียงสำหรับชมวิวก่อนเลย


ถ่ายลงด้านล่าง เจอ Lake Khalifa จุดแสดงน้ำพุในคืนนี้

รูปนี้ยื่นมือออกไปถ่ายนอกกระจกค่ะ



รูปนี้ถ่ายในกระจก






รูป Sheikh (เชค) แห่งอาบูดาบีและดูไบค่ะ

คนที่นี่จะนับถือ Sheikh ของตัวเองมาก เพราะถือว่าท่านทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง

ตัวเอมิเรตส์นั้น ปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ขึ้นตรงกับสุลต่านเพียงผู้เดียว และมี Sheikh ปกครองเมืองใหญ่ๆ 7 เมือง

ดังนั้นการพัฒนาหรือวางผังเมืองก็จะทำได้โดยง่ายค่ะ อยากตัดถนนตรงนี้แต่มีบ้านมาบัง

"เธอก็ต้องย้ายนะ ฉันสร้างบ้านให้เธอใหม่แล้ว ย้ายไปซะ..." 

ซื้อได้แต่บ้าน ที่ดินซื้อขายไม่ได้นะจ้ะ - - (ข้อมูลผิดพลาดประการใด ขออภัย ฟังมาจากเพื่อน+จำมาอีกทีค่ะ)






คนที่นี่เค้าไม่ได้รวยเพราะขายน้ำมันนะคะ แกรวยเพราะทำท่าเรือต่างหาก




จุดนี้ไม่ใช่จุดที่สูงที่สุดนะคะ ยังมีสูงกว่านี้แต่เราขึ้นไปไม่ได้

เลยถ่ายย้อนขึ้นไปให้ดู :3



EID Mubarak !!

เข้ามาด้านในกันบ้าง



เราสนใจไอ้เจ้านี่มากเลยค่ะ 55555

มันก็คือกล้องส่องทางไกลนั่นแหล่ะ แต่มันหรูกว่านั้น ไม่ให้เสียชื่อเมืองมหาเศรษฐีเนาะ

ไอ้เจ้า Telescopes นี่ มันพิเศษตรงที่ว่า

1. ฟรี
2. เป็นกล้องส่องทางไกล แบบเป็นกล้องจริงๆ ไม่ต้องเอาตาไปส่องเลย

ข้อ 3-4-5 จะบอกในรูปถัดไปค่ะ



จิ้มเข้าไปแล้วจะมีหน้าตาแบบนี้ออกมาค่ะ

3. เลือกได้ว่าจะดูวิวแบบไหน Day (กลางวัน) Live (ภาพสดที่เรากำลังยืนดูอยู่นี่) Night (วิวกลางคืน) Historic (ภาพอดีตตอนสร้างตึก)

อยากเลือกอันไหน จิ้มโล้ดค่ะ!



ดูได้คนละ 3 นาที แต่ถึงจะหมดเวลา 3 นาทีแล้ว เราก็กดดูใหม่ได้นะ 55555

อันนี้เราเลือกแบบ Historic ค่ะ ก่อนจะเต็มไปด้วยตึกและถนนหนทาง ดูไบเคยเป็นแบบนี้มาก่อน!!



แบบ Live ค่ะ ระหว่างชมวิวก็มีชื่อตึกขึ้นมาด้วย 



กดดูได้ว่าตึกไหน ชื่ออะไร 



มีแม้กระทั่งบ้านของท่าน Sheikh นะคะ 55555

4. ดูวิวได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าเราจะไปตอนกลางวันหรือกลางคืน ไอ้เจ้านี่มีให้เราดูหมดค่ะ

เพื่อนแนะนำว่า ควรไปตอนกลางวันดีกว่า ไปกลางคืนเห็นแต่แสงไฟ ไม่เวิร์คเท่าไหร่

ส่วนข้อเสียของไอ้เจ้า Telescopes นี่คือ...

แม้ว่าจะมีเจ้านี่ติดตั้งอยู่รายรอบ Observation Desk แต่มุมที่อยู่ในกล้อง กลับมีแค่มุมเดียวค่ะ

ก็คือมุมที่เราถ่ายมาให้ดูนั่นเอง...

ถ้าไปดูกล้องตรงมุมอื่นอาจจะงงได้ ทำไมวิวความเป็นจริงกับในกล้องมันถึงไม่เหมือนกันหว่า...

คุณหลอกดาว!!!!

ลองไปเดินหาดูค่ะว่ามุมไหนเป็นมุมที่ใช่ที่สุด ตรงกับวิวในกล้องมากที่สุดค่ะ 55555



ก่อนลงจากตึกก็สักแชะนะ เป็นใบประกาศฯ จาก Guinness World Records ว่าที่เป็นสูงที่สุดในโลกจ้า

มีจุดให้จับผิดด้วยนะ คือ Guinness แกเขียนเดือนมกราคมผิดไป ใครหาเจอว่าอยู่กรอบไหน ไม่มีรางวัลให้จ้า 555555

(ขำมั้ย - -")

บน Observation Desk มีจุดถ่ายรูปและขายของที่ระลึกด้วยค่ะ

ใครเป็นแฟนหนัง Mission Impossible 4 น่าจะพอจำได้ว่าพ่อพระเอกเราก็ไปปีนตึกนี้มาด้วย

แกเลยเอาฉากนั้นมาตัดต่อขายเป็นรูปที่ระลึกค่ะ 555555



รูป Burj Khalifa ตอนปีใหม่ปี 2013 ตอนฉลองแกจุดพลุแบบนี้เลยค่า

สวยมาก น่ามา countdown อย่างยิ่ง (แม้จะต้องเบียดกับพวก อ.ด. ป.ก. อ.ร.บ. สับปะรด ฯลฯ ก็ตาม)



ลงจากตึก Burj Khalifa กันดีกว่า 

วิวด้านนอกก็สวยใช่ย่อย กลางคืนได้ดูน้ำพุ กลางวันก็ไม่เลว






รูปบนคือ Souk Al Bahar ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ Dubai Mall โดยมีสะพานเชื่อมกันอยู่ค่ะ

ตัว Souk Al Bahar เป็นตึกที่เน้นร้านอาหารเป็นหลัก มีร้านขายของประปราย

ที่สำคัญ หากใครต้องการชมน้ำพุตอนหัวค่ำให้ได้อรรถรส แนะนำให้มานั่งร้านอาหารชั้น 2 ที่นี่ค่ะ

จะเห็นน้ำพุในมุมที่กว้างและสวยกว่าการยืนมองจากหน้า Dubai Mall 

เพราะน้ำพุมีลักษณะคล้ายครึ่งวงกลม มุมจากร้านอาหารเลยเห็นได้ชัดเจนกว่าค่ะ



อีกด้านของ Souk Al Bahar ด้านนี้เป็นร้านอาหารซะส่วนใหญ่

ดูสิคะ มีแกนน้ำพุอยู่ข้างล่างด้วย เห็นชัดสุดๆ 

ชอบร้านไหนเลือกได้เลยค่ะ แต่ต้องไปเร็วนิดนึงนะ บางร้านคนจองเต็มหมดแล้ว เพราะอยากดูน้ำพุเหมือนเรานี่แหล่ะ

ด้านล่าง มีเรือโดยสารรับส่งด้วยนะ เรือออกแม้กระทั่งตอนน้ำพุแสดงเลย


เดินมากๆ เหนื่อยค่ะ แวะกินน้ำกินท่ากันเสียก่อน เดี๋ยวเป็น Heat Stroke กันพอดี

เราแวะพักกันที่ร้าน Cafe Bateel (คาเฟ่ บาเตล)

อากาศก็ร้อนนะ แต่ก็สั่งชาร้อนกันมาคนละกา 5555



ของเพื่อนเป็นบราวนี่ ของเราเป็นชีสเค้กค่ะ

บราวนี่ เพื่อนบอกว่า มันนุ่มมาก ช็อกโกแลตเข้มข้น หวานพอสมควรแต่ยิ่งกินยิ่งอร่อย

ชีสเค้กของเรา นุ่ม เนียน ไม่เลี่ยน อร่อยสุดๆ 

(โดนเพื่อนเบรค..."นั่นชีสทั้งก้อนเลยนะ" อ้าว นานๆ ทีไม่เป็นไรมั้ง 5555)

ดื่มกับชาร้อนๆ นะคะ จะได้ตัดเลี่ยนกันได้ :)



วิวจากโต๊ะที่นั่งเป็น Dubai Mall Waterfall

พักหายเหนื่อยก็ไปกันต่อค่ะ shopping time!!!

เราเดินหลงแล้วหลงอีกในห้างแห่งนี้ (หลงจนเราเก็บมาหลอน ฝันว่าหลงทางไปหลายคืน 5555)



ที่นี่มีร้าน sephora ด้วยนะคะ สาวๆ ><

นอกจากในดูไบ อาบูดาบีแล้ว ประเทศในตะวันออกกลางก็ยังมีหลายสาขานะคะ

แล้วก็มี Member Card เฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเท่านั้นด้วย เริ่ดอ่ะ

คอมเมนต์ : ของแพง (แพงในที่นี้คือ แพงกว่าที่อเมริกาแน่นอน และแพงกว่าราคาหิ้วบ้านเราด้วยนะ) มี Urban Decay ตัวฮิตเยอะแยะ แต่ไม่เยอะเท่าที่อเมริกา แบรนด์ดังๆ ก็มีเกือบหมด ใครที่อยากได้ของแท้ก็มาซื้อได้ แต่ถ้าคิดว่าอยากได้ของถูกก็ไม่น่าเข้าค่ะ 

ก็คือ ของแท้แน่นอนไม่ต้องรอนาน ซื้อไปเลยค่ะ บางคนพรีออเดอร์ ราคาถูก แต่รอนานหรืออาจจะเจอของปลอมก็ได้ 

ลองชั่งน้ำหนักตรงนี้ดูค่ะ

นอกจากนี้ Dubai Mall ยังมีร้านดังๆ หลายร้าน บางร้านก็ไม่มีในไทยด้วย

ใครชอบ Garrett Popcorn ที่นี่มี 2 สาขา สาขาแรกอยู่ตรง Candylicious (ตรงตู้ปลา) และอีกสาขาทางเข้าด้านข้างฝั่งน้ำพุ 

ของบางอย่างก็ถูกกว่าในไทย (เรียงลำดับจากถูก > แพงได้ราวๆ นี้ อเมริกา > ดูไบ > ไทย)

Fitflop ช่วงที่เราไป ลด 20% เหลือ 2000 กว่าบาท เทียบกะในไทย 3000 กว่าบาท เราก็ซื้อมาค่ะ

แบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Muji ก็เพิ่งมาเปิดได้ไม่นาน เราซื้อโทนเนอร์ขวดเล็กมาลองใช้ในราคา 15 ดีแรม (ราวๆ 132 บาท) ในไทยไม่รู้ราคาเท่าไหร่ ไม่เคยเดินไปถึงสักที



ตัดมาที่กลางคืนดีกว่า 



แท่งหน่อไม้ยักษ์เปลี่ยนไป...

เริ่มโชว์ชุดแรก เราไม่สามารถเบียดไปกับฝูงชนได้ค่ะ เลยเห็นแต่อะไรแบบนี้



นั่นแหล่ะ ระหว่างที่ดู เค้าก็กรี๊ดกร๊าด วี๊ดวิ๊วกัน - - กรี๊ดอะไรกันฟะ มีแต่น้ำพุ่งขึ้นมา

เพื่อนบอก ต้องไปดูใกล้ๆ สิ แกจะเห็นแสงสีชัดๆ มันจะสวยกว่านี้ 

เออ เชื่อก็ได้

จบชุดนี้ เราก็ไปหาทำเลใหม่ค่ะ กะว่าจะย้ายขึ้นตึกละ ไม่อยากเบียดฝูงชนไปมากกว่านี้ (มีแต่ชายหื่น)

มาคราวก่อนเพื่อนมากับพี่อีกคน เพื่อนอิฉันโดนจับก้นด้วย เพราะเบียดๆ กันดูน้ำพุนี่แหล่ะ แย่มาก

เราย้ายมุมกันบ้าง พอดีเจอที่ว่างตรงสะพานข้ามฝั่งค่ะ เลยได้ยืนแช่ แย่งที่ยืนกับเหล่าชายฉกรรจ์และเด็กๆ (แม้แต่เด็กก็ไม่เว้น!!!)

อย่าได้แคร์เพราะไม่ได้มาบ่อยๆ เดี๋ยวก็กลับบ้านแล้วว้อย 555555



โชว์ชุดที่2 ไม่ได้ถ่ายรูปค่ะ แต่ถ่ายเป็นคลิปวิดีโอมา รอสักแป๊บนะคะ กำลังอัพอยู่ แปะ clip ล่วงหน้าเลยละกัน

โปรดอย่าสนใจเสียง sound on film นะคะ 55555




หลังจากนั้น เราก็วิ่งขึ้น Souk Al Bahar เลยค่ะ ด้วยความเพลียร่าง

หอบหิ้วของพะรุงพะรัง แถมหิวโหยหมดแรง 

เราก็เดินหาร้านอาหารที่พอจะเห็นน้ำพุแหล่ะค่ะ ร้านแรกเต็ม เลยเดินไปร้าน Mango Tree ที่เป็นร้านอาหารไทย ก็เต็มอีก

เลยเดินย้อนกลับมาเข้าร้าน Rivington Grill แทน เพราะมีโต๊ะริมระเบียงให้เราดูน้ำพุด้วย

น่าแปลกที่ไม่ค่อยมีใครนั่งริมระเบียงเนอะ (นั่งข้างในร้านเพียบเลย)

คุณพี่เด็กเสิร์ฟ แกทักพวกเราว่า "คุณเป็นคนไทยรึเปล่าครับ" (ภาษาอังกฤษ)

อุ้ยตายยยยยยยย ตั้งแต่เหยียบดูไบ ไม่เคยมีใครทักว่าเป็นคนไทยเลย มีแต่ทัก "หนีห่าว"

แกบอกว่า "ผมมีเพื่อนเป็นคนไทย เลยพอจะเดาได้"

มื้อนี้ พี่แกเลยดูแลเรา 2 สาวชาวไทยเป็นอย่างดี T T แถมมี wifi ให้เล่นด้วยค่า

น้ำพุชุดที่ 3 เราไม่ได้ดูค่ะ เพราะหมดแรง นั่งกินน้ำกินท่า สั่งอาหารให้เรียบร้อยก่อน ค่อยว่ากัน

เราสั่งไอ้เจ้านี่มาค่ะ



จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่เป็นปลาคอทกริลล์กับสมุนไพรแล้วก็เลมอน

ในตัวมีสมุนไพรและเลมอนยัดอยู่ในพุงปลาด้วยค่ะ ด้านนอกโรยเกลือเอาไว้

อาหารที่นี่ก็ต้องบีบเลมอนด้วยแทบทุกจาน ยิ่งเปรี้ยวเข้าไปอีก - -"

กินเข้าไปแล้ว จะมีรสเปรี้ยว เค็ม หวานนิดๆ ของเนื้อปลา เค้าย่างหนังปลาจนกรอบอร่อยเลย

ในตะกร้าเป็น hand-cut chips (อินี่โง่ ไม่รู้จักว่ามันคืออะไร แต่ก็สั่งไป)

สรุป มันคือเฟรนช์ฟรายนั่นเอง อร่อยอย่าบอกใคร 

เพื่อนกินเข้าไปแล้วบอกว่า "อร่อยจนน่าโมโห" 555555

ในจานมีเลมอนอยู่นะคะ เราสองคนบีบไม่ไหว เปลือกเลมอนหนามาก พี่เด็กเสิร์ฟเลยเอาไปเปลี่ยนให้ใหม่ เอานิ่มๆ ให้เราบีบกันง่ายๆ

น่ารักเนอะ :)


กินไปเม้าท์ไป พอฟื้นพลังค่อยกลับมาดูโชว์ชุดที่ 4 ค่ะ



ทางซ้ายมือ (หน้า Dubai Mall)



เขยิบมานิดนึง เห็นเป็นสายมั้ยคะ



ซ้ายมือ (ของทางร้าน) 

เห็นครบทุกมุมมองจริงๆ ฮี่ฮี่

ชุดนี้ประกอบเพลง Take me to your heart ภาคภาษาจีนค่ะ



อันนี้เราไม่ได้ถ่ายนะคะ ยืมของเค้ามา แต่เพลงนี้ ชุดนี้เลยล่ะ :3

ในบรรดาโชว์ทั้ง 5 ชุด เราชอบชุดนี้ที่สุดละ เพลงเพราะ แล้วก็ดูสบายๆ เข้ากับบรรยากาศดีค่ะ

(ดูหน้า Burj Khalifa เห็นชัดขนาดนี้เชียว ดีจริงๆ)



จบจากนี้ เราก็พุ่งตัวกลับบ้านค่ะ (ไม่รอดูชุดที่ 5 หรอก) ทางเชื่อม Metro อยู่ชั้น 5 ของ Dubai Mall

พบฝูงชนมากมายเดินกลับ Metro 

มีการทำ crowd control ระหว่างทาง (ตรงทางเดิน walk way) โดยการแยกผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก ครอบครัว ออกมา

ผู้ชายลงไปเดินข้างล่างซะ ผู้หญิงและเด็ก และครอบครัวเดินข้างบน

แล้วไปเจอกันอีกทีตอนต่อคิวตื๊ดบัตรเข้ารถไฟค่ะ

เห็นแบบนี้ ยืนรอไม่ค่อยนานเท่าไหร่ (เดินจาก Dubai Mall ไป Metro ไกลกว่า นานกว่า)

โชคดีที่เรานั่ง Gold Class ค่ะ คนน้อย นั่งสบายมากๆ 

เรานั่งไปลงที่ Deira City Center เพื่อขึ้นแท็กซี่กันที่นี่ 

DCC เป็นห้างประมาณบิ๊กซี โลตัสบ้านเราค่ะ ไม่ใหญ่มาก มีคาร์ฟูร์อยู่ชั้นใต้ดิน

ที่สำคัญ มีจุดขึ้นแท็กซี่อยู่ที่นี่ด้วย 

ความที่ว่ามันเป็นช่วง EID คนก็เยอะอ่ะ เราต่อคิวขึ้นแท็กซี่อยู่เกือบชม.ได้ ทั้งเมื่อย ทั้งเพลีย 

กว่าจะได้แท็กซี่ กว่าจะถึงบ้าน ก็ราวๆ ห้าทุ่มอ่ะค่ะ T^T

กลับบ้านไป สลบเหมือดยันเช้า คร่อก....


ปล. ห้างที่นี่เปิดถึงตีสองค่ะ เน้น night life เป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ตื่นสายๆ เอา ส่วนใหญ่ห้างร้านจะคึกคักกันตอนบ่ายโมงเป็นต้นไป และจะแน่นมากตอนเย็น-หัวค่ำ ไปจนดึกๆ เลย

วันหยุดราชการคือวันศุกร์ Metro เปิดตอนบ่ายโมงครึ่ง (อย่าพลาดไปผิดล่ะ -3-)


จบ EP 2 ไว้แต่เพียงเท่านี้นะคะ

ตอนหน้าเราจะไปลุย Sand Safari แล้วววววว 

สวัสดีค่า :D




Create Date : 24 สิงหาคม 2556
Last Update : 24 สิงหาคม 2556 23:05:09 น.
Counter : 1881 Pageviews.

1 comments
  
ขอบคุณมากค่ะ อ่านแล้วอยากไปเลยค่ะ
โดย: Annie/Fl. IP: 173.78.95.92 วันที่: 25 สิงหาคม 2556 เวลา:10:07:12 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อัลปาก้าจัง
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Piyoko-chan !!


เจ้าของบล็อกชื่อ เป้ ค่ะ

แต่งหน้าก็พอไหว แต่งตัวไม่ได้เรื่อง(ในบางที)

ตอนนี้มีหมวดท่องเที่ยวแล้ว ความฝันอีกอย่างคือได้เที่ยวทั่วโลกค่ะ จะพยายามรีวิวให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงทริคและเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ชมกันค่ะ


เอาเป็นว่า นั่งอ่านขำๆ ไปแล้วกันนะคะ ^^

ถูกใจบล็อก donate สมทบทุนค่าเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้ที่นี่เลย..
https://www.paypal.me/yanisapae

ขอบคุณล่วงหน้าค่า