Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
31 สิงหาคม 2551
 
All Blogs
 
นักศึกษา กับการประกวดนางงาม โอกาสที่ยั่งยืน หรือเย้ายวน



ย่างเข้าหน้าร้อน ภาพสาว ๆ นุ่งน้อยห่มน้อย ต้อนรับลมร้อน ก็เริ่มทยอยออกมาให้เห็น กันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น แฟชั่นชุดว่ายน้ำสีสันสดใส บนหน้าปกนิตยสาร โฆษณาชุดว่ายน้ำในจอทีวี และที่จัดเป็นประเพณี มาทุกปีคือ การประกวดนางงาม

ในปีนี้ มีเวทีที่น่าจับตามองสองเวทีใหญ่ ซึ่งจัดขึ้น ในเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก คือ การประกวด มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส จัดโดยช่อง ๗ สี โดยสาวงามผู้ครองตำแหน่ง จะได้เป็น ตัวแทนประเทศไทย ไปประกวดนางงามจักรวาล ในเดือนเมษายน ส่วนอีกเวทีคือ การประกวดนางสาวไทย จัดโดย สมาคมศิษย์เก่า วชิราวุธวิทยาลัย และสถานีโทรทัศน์ไอทีวี เดิมเวทีนี้ เคยใช้เป็นเวทีคัดเลือกตัวแทน เพื่อไปประกวด นางงามจักรวาล แต่ในปีนี้ ผู้ชนะใจกรรมการจะได้ดำรงตำแหน่ง "ทูตวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว" ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำปี ๒๕๔๓

แม้เวทีนางสาวไทยปีนี้ จะไม่อินเตอร์เท่า มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส แต่ก็เป็นเวที ที่เหล่าสาวงาม ให้ความสนใจ เข้าประกวดกันไม่น้อย โดยเฉพาะสาว ๆ จากรั้วมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า เวทีนางสาวไทยปีนี้ ผู้เข้าประกวด ไม่ต้องสวมชุดว่ายน้ำ โชว์เรือนร่าง ในรอบตัดสิน ท่ามกลางสายตาของ คนทั้งประเทศ เหมือนที่ผ่านมา จากรายงานการรับสมัคร มีผู้สมัครที่เป็นนักศึกษา จากทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ และเอกชน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยหอการค้า สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยเอแบค ฯลฯ

แม้ภาพของ นางงามบนเวที ที่ปรากฏต่อ สายตาคนทั้งประเทศ จะเปลี่ยนไป และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ก็ไม่ได้มองว่า การประกวด เป็นเรื่องเสื่อมเสีย จนถึงกับต้องออกกฎ ห้ามนักศึกษาเข้าประกวด แต่ก็ยังมีข้อถกเถียง จากหลายฝ่าย ทั้งในเรื่องของความเหมาะสม บทบาทที่แท้จริงของ นักศึกษา คำถามถึงผลดีผลเสีย อันเกี่ยวเนื่องกับ การประกวดประชันความงาม ที่ไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นผลได้ เพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ บนเวที ตลอดจนคำถามที่ว่า อะไรกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ การเข้าสู่เวทีประกวด ที่กลายเป็นกระแสใหม่ ของนักศึกษาวันนี้

จริงหรือ ที่การประกวดนางงาม เป็นหนทางลัด สู่สิ่งดี ๆ ในชีวิต เป็นเวทีสร้างเสริมประสบการณ์ และความมั่นใจ ?

และจริงหรือ ที่มันเป็นแต่เพียง หลุมพราง แห่งความอยากได้ใคร่ดี ?




ชุลี ใจยงค์ หรือ "ป้าชุลี"
พี่เลี้ยงนางงาม



"การประกวดนางงาม เป็นเรื่องดี ไม่มีอะไรเสียหาย ถ้าจะเสื่อมเสีย ก็คงอยู่ที่ตัวเด็กเองมากกว่า คืออาจเป็นเด็กใจแตก มาแต่เดิมแล้ว เด็กที่มาประกวด ยังบอกกับป้าเลยว่า คนจะเสีย อยู่ไหนก็เสีย อยู่บ้านก็เสีย ถ้ามันจะเสีย ไม่ใช่ว่ามาประกวดแล้ว จะทำให้เด็กเสียคน เรื่องปัญหากับสถานศึกษาก็ไม่มี เพราะเด็กเข้าประกวดที่มาอยู่กับป้า จะมีใบรับรองจากโรงเรียนมา บางมหาวิทยาลัย เขาก็ประกวดกันเป็นหน้าเป็นตา

"เด็กของป้าส่วนมาก ที่เข้าประกวดจะรักดี รักการศึกษา รู้จักแบ่งเวลา ถึงเวลาเรียนก็เรียน ถึงเวลาสอบก็ต้องสอบ ถ้าจะประกวด ก็ต้องรอให้สอบเสร็จแล้วถึงมา ไม่ให้เสียการเรียน เพราะป้าจะบอกก่อนเลยว่า ให้คิดถึงเรื่องเรียนก่อน เด็กของป้า ทั้งอดทน ทั้งขยัน เพราะต้องทำงานด้วย เรียนด้วย เลิกงานก็ไปเรียนต่อภาคค่ำ บางคนมาจากพะเยา เชียงราย จบแค่ ป.๖ มาเรียนศึกษาผู้ใหญ่ เฉพาะวันอาทิตย์ ใช้จ่ายก็ต้องประหยัด เดือนหนึ่งใช้เงินแค่ ๒,๐๐๐ - ๓,๐๐๐ บาท จะไปไหนก็ขึ้นรถต่อรถเอา ไม่ขึ้นแท็กซี่


"สมัยก่อน เด็กเรียบร้อย ขี้อาย ไม่กล้าพูด พอมาประกวด มันก็ทำให้เด็กมีความมั่นใจ กล้าแสดงออก เด็กที่ประกวดมิสทีนไทยแลนด์อายุแค่ ๑๕ ยังพูดจาฉะฉาน แล้วก็ยังได้เจอะเจอคนเยอะแยะ มีเพื่อน มีประสบการณ์ ปีนี้บนเวทีนางสาวไทย ไม่ต้องสวมชุดว่ายน้ำ นุ่งชุดเรียบร้อย ก็ดูเป็นวัฒนธรรมไทยดี สบายใจขึ้น ไม่ต้องเขิน

"เด็กที่พ่อแม่รวย ๆ มาประกวดก็มี หรือเด็กบางคนพ่อแม่ยากจน เป็นเด็กบ้านนอกแต่ใฝ่ดี ต้องการเรียน เห็นเพื่อนประกวดแล้วดีขึ้น ก็มาประกวดบ้าง พ่อแม่ก็เต็มใจให้มาประกวด ถ้าเด็กบุคลิกดี แต่หน้าตาไม่สวยหรือหมวย ๆ ป้าก็จะจับทำจมูก ทำตา จนสวยเข้าตาปิ๊งเลย ประกวดก็ได้หลายตำแหน่ง พอได้รางวัล ได้สปอนเซอร์ ก็มีเงินส่งให้ทางบ้าน ส่งน้องเรียน ส่งตัวเองเรียนหนังสือ จนจบปริญญาตรี ปริญญาโท ส่งตัวเองประกวด รับจ้างประกวด ได้ทั้งเงิน ทั้งรถ และอะไรอีกหลายอย่าง ได้งานการดี ๆ มีงานโฆษณา มีงานถ่ายแบบ เล่นละคร งานหาเสียงบ้าง เป็นเงินทั้งนั้น ป้าไม่ทราบว่า เด็กของคนอื่นเป็นยังไง แต่เด็กส่วนใหญ่ของป้าได้ดิบได้ดี มีคนติดต่อเข้ามาเยอะ ต้องการตัวไปทำงานด้วย เพราะเด็กที่ประกวด จะมีบุคลิกดี มนุษยสัมพันธ์ดี มีการศึกษาดีด้วย

"ถ้าไม่ได้มาอยู่กับป้า เขาอาจทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด หรือถูกหลอกไปขาย ไปอยู่ในตู้กระจก เพราะความจำเป็นทางบ้าน อาจจะไม่ได้มาถึงจุดนี้ ไม่ได้มาเรียนจนจบปริญญาตรี ตอนนี้หลายคนได้ดี พ่อแม่มีหน้ามีตา ไม่อับอายขายหน้าเขา บางคนก็ได้เป็นลูกดีเด่น เพราะกตัญญูต่อครอบครัว ได้เป็นคุณหญิงคุณนาย มีตัวอย่างที่เขาได้สามีดี ๆ ได้สินสอดตั้งหลายล้าน ช่วยสามีหาเสียงได้อีกด้วย บางคนได้ไปอยู่ต่างประเทศ แล้วยังกลับมาช่วยป้าอีก ป้าก็ชื่นใจ ภูมิใจ การประกวดถือเป็นการให้โอกาส ให้เขาได้เจออะไรที่กว้างไกลขึ้นไป"




รองศาสตราจารย์ ดร. วันชัย ศิริชนะ
ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย


"ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ นักศึกษาจะไปประกวดประชันความงาม เพราะไม่ใช่บทบาทของนักศึกษา ที่ควรจะเป็น หน้าที่ของนักเรียนนักศึกษา คือการศึกษาเล่าเรียน การทำกิจกรรมอะไรก็ตาม ต้องดูความเหมาะสมของวัย และสถานภาพการเป็นนักศึกษาด้วย ว่าสมควรหรือไม่ ไม่ใช่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ โดยไม่คำนึงถึงอะไร การทำกิจกรรม ก็ควรเป็นกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนมากกว่า เช่น การไปแข่งขันแสดงความสามารถ ในลักษณะที่สอดคล้องกับภารกิจ ของการเป็นนักศึกษา ไม่ใช่ประกวดประชันความงาม หรือประกวดนางสาวไทย

"เรื่องผลกระทบต่อ การเรียน เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล บางคนอาจจะจัดการแบ่งเวลาได้ แต่โดยธรรมชาติแล้ว ถ้าเราไปมีกิจกรรมอื่น มันก็ต้องแย่งเวลาของการเรียน โอกาสที่จะเรียนดีเหมือนเดิม คงเป็นไปได้ยาก ผมเชื่อว่า สำหรับคนอายุประมาณไม่เกิน ๒๕ ปี สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือการเรียนหนังสือ ถ้าหลงไปทางอื่นแล้ว กลับมาตอนหลัง ก็จะเสียเวลา เสียโอกาสไป นอกจากมีผลต่อการเรียนแล้ว ก็ยังมีผลต่ออนาคตด้วย เช่น ถ้าไปประกวดแล้ว มีคนแนะนำให้ไปทำอาชีพอื่น ที่ไม่ยั่งยืน แต่ล่อใจกว่าด้วยประการต่าง ๆ ก็อาจจะทิ้งการเรียนไป ทำให้เกิดปัญหาระยะยาว

"คนที่ชอบประกวด มักจะอยากแต่งตัวสวย ๆ ต้องการที่จะมีอะไร ให้เหมือนคนอื่น เข้าทำนองเห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง พอเห็นคนอื่นแต่งตัว ถือกระเป๋าแพง ๆ ขับรถโก้ ๆ ก็อยากมีอย่างเขาบ้าง เกิดความอยากได้ ในสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถจะไขว่คว้ามาได้ ในสภาพที่เป็นอยู่ เกิดการฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ทำให้ต้องพยายามไปหาเงิน พอหาเงินไม่ได้ก็เป็นทุกข์ ต้องไปขอพ่อ ขอแม่ หรือไปหาอาชีพอะไรทำ จุดอ่อนที่สุดของคนก็คือ การอยากได้อยากมีอย่างคนอื่น และเมื่อความอยากนี้มีมาก ก็สามารถกระทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่ง สิ่งที่ตัวเองปรารถนา และถ้าการได้มาซึ่ง สิ่งที่ตัวเองปรารถนา มีผลกระทบต่ออนาคตของตัว มันก็เป็นเรื่องเศร้า สถาบันการศึกษามีนโยบาย ห้ามไม่ให้นักศึกษาฟุ้งเฟ้ออยู่แล้ว ไม่ควรใช้ของแพง ไม่ควรจับจ่าย ใช้สอยสุรุ่ยสุร่าย ให้คำนึงถึงการเป็นนักศึกษาไว้ สมัยก่อน ก็เคยมีหนังสือเวียน แจ้งไปเรื่องการใช้ของฟุ่มเฟือย ในยุคไอเอ็มเอฟ ตอนนี้ก็เริ่มลืมแล้ว เด็กรุ่นใหม่เข้ามาเอาอีกแล้ว

"คนที่ต้องการได้เพื่อน ได้ประสบการณ์ ในการทำงานกับคนอื่น หรือต้องการสร้างความมั่นใจ และกล้าแสดงออก การประกวดนางงาม ก็อาจเป็นทางหนึ่ง เพราะการแต่งชุดว่ายน้ำ ไปยืนต่อหน้าคนเป็นหมื่น อาจมีส่วนสร้างความมั่นใจ และกล้าแสดงออกมากขึ้น แต่ว่ามันไม่จำเป็น ที่จะต้องเป็นกิจกรรมนี้เท่านั้น ทุกสถาบัน ก็มีกิจกรรมที่สนับสนุน ให้เด็กได้แสดงออก และได้เพื่อนอยู่แล้ว เช่น การมีส่วนร่วมในชมรมต่าง ๆ การไปช่วยเหลืองานสาธารณะ การไปร่วมแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม คนเราไม่เคยพูดในที่ชุมชน หัดสักครั้งมันก็ชิน มีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่จะทำได้

"ส่วนนักศึกษาที่ เลือกไปประกวดในเวที ที่ไม่ต้องสวมชุดว่ายน้ำ มันคงไม่ทำให้ภาพพจน์ดีขึ้น และมันก็คงไม่เลวลง ในการไปประกวดอย่างนี้ มันขึ้นอยู่กับว่าเวลาไปประกวด แล้วทำตัวอย่างไร ถ้าทำตัวดี ความประพฤติดี ภาพพจน์มันก็ดี

"ที่บอกว่า ต้องประกวดนางงาม เพราะความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ต้องการมีรายได้ส่งตัวเองเรียน และเลี้ยงครอบครัว คงเป็นข้ออ้างอย่างหนึ่งเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนั้น คนไม่สวยก็แย่น่ะสิ เวลานี้ถ้าคนไหนยากจนจริง ๆ ก็มีทุนของรัฐบาลให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา แต่ละสถาบัน ก็มีช่องทางที่จะให้ความช่วยเหลือ แต่เด็กที่ฐานะยากจนส่วนใหญ่ มักจะไม่ค่อยกล้าไปขอความช่วยเหลือ ไม่ค่อยแสดงตัว อาจเป็นเพราะอายเพื่อน หรือไม่แน่ใจว่า จะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ แต่ละสถาบันคงจะต้องปรับปรุง หาทางที่จะเปิดให้นักศึกษา ได้เข้ามาปรึกษาหารือได้มากขึ้น

"ผมคิดว่าเหตุผลหลักจริง ๆ ของการเข้าประกวด คือต้องการเข้าสู่วงการบันเทิง ต้องการสร้างอาชีพใหม่ ให้แก่ตัวเอง ต้องการมีชื่อเสียง ต้องการให้คนยอมรับ คนที่คิดว่า ถ้าเป็นแค่นักศึกษาธรรมดา ไม่เข้าประกวด จะไม่สามารถ ทำให้คนอื่นยอมรับได้นั้น คิดผิด จริง ๆ แล้ว ถ้าตั้งใจเรียนหนังสือให้เก่ง ให้มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านใดด้านหนึ่งแล้ว ในที่สุดก็จะมีคนยอมรับเอง วิธีการประกวดนางงาม เป็นหนทางหนึ่งเท่านั้น และดูแล้ว มันก็ไม่ใช่ทางที่นักศึกษา ควรจะกระทำนักหรอก

"ผมยังเชื่อในหลักการว่า การเรียนหนังสือ คือการสร้างพื้นฐานในชีวิต ถ้าไม่เรียนหนังสือ ก็ต้องหาประสบการณ์ในอาชีพ อันนั้นเป็นความยั่งยืนที่สุด มีอาชีพเชี่ยวชาญทางใดทางหนึ่ง ทำจนมีคนยอมรับในฝีมือ

"คนบางกลุ่ม อาจมีค่านิยมว่าการประกวด จะช่วยยกระดับชีวิตให้ดีขึ้น รู้สึกว่าถ้าได้เป็นแล้วจะสบายขึ้น จะไม่ถูกหลอกไปทำงานไม่ดี ถ้าได้ตำแหน่ง พ่อแม่ก็จะมีหน้ามีตา บางคนอาจเห็นตัวอย่าง คนที่เคยเข้าประกวดมาก่อน แล้วมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จ จึงใฝ่ฝันอยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง แต่คนที่ประสบความสำเร็จ อาจมีแค่หนึ่งในพัน ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ถ้าเราวางตัวดี มีการศึกษาดี คนก็ยกย่อง แต่ถ้าประพฤติตัวเหลวแหลก ไม่เรียนหนังสือ ใครเขาจะเลือก คนเราต้องมีดีในตัวเอง สมัยนี้ซินเดอเรลลาไม่มีแล้ว

"การประกวด ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ของนักศึกษาเอง แต่นักศึกษา ก็ควรจะต้องคิดด้วยว่า เหมาะสมหรือไม่ สังคมในมหาวิทยาลัย จะรับได้หรือไม่ ถ้าไปประกวดแล้ว แต่งตัวล่อแหลม เขาก็คงไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร ที่ไม่เห็นด้วย ก็เพราะเป็นห่วง อนาคตของเด็กเท่านั้น เพราะเมื่อเข้าไปสู่ วงการที่มีแต่ความฟุ้งเฟ้อ โอกาสที่จะ เคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งเหล่านั้น มันก็มีสูง ที่จะหวนกลับมา ตั้งหน้าตั้งตาเรียนจน ประสบความสำเร็จนั้น มีน้อย บางคนที่ประสบความสำเร็จก็มี อย่างคุณอรอนงค์ ปัญญาวงศ์ ประกวดแล้วก็มาเรียนที่จุฬาฯ จนจบ เรียกว่าไม่ลืม ไม่หลง แต่นั่นก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ไหนไม่รู้

"เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทบวงคงไม่เข้าไปยุ่ง แต่สถาบันการศึกษา สามารถจะออกกฎเกณฑ์ ข้อบังคับบางอย่าง เกี่ยวกับการประกวด ของนักศึกษาได้ ส่วนจะออกในลักษณะไหน ก็แล้วแต่ว่าสถาบันนั้น ๆ มองเรื่องนี้อย่างไร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคล จะไปออกกฎเกณฑ์ห้ามก็คงไม่ได้ นอกจากสถาบันการศึกษา จะชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสีย ของการไปประกวดเท่านั้น

"คนที่เป็นนักศึกษา ควรทำตัวให้เหมาะสมกับ การเป็นนักศึกษา ไม่ว่าจะไปประกวด หรือจะทำอะไรก็ตาม คนเขาก็จ้องมองอยู่แล้วว่า เราจะประพฤติอย่างไร ก็ต้องระวังตัวมากขึ้น พยายามทำแต่ในสิ่งที่ดี อย่างน้อยเมื่อประกวดเสร็จ ก็ต้องกลับมา ใช้ชีวิตนักศึกษาตามปรกติ และที่ต้องระมัดระวังมากก็คือ อย่าให้ความฟุ้งเฟ้อ และลัทธิเอาอย่างติดตัวมา ไม่อย่างนั้นจะเอาตัวไม่รอด ส่วนพ่อแม่คงต้องคิดดูให้ดี ว่าจะสามารถกำกับ ดูแลให้ลูกของตน มีอนาคตข้างหน้าที่สดใสได้อย่างไร"


ที่มา
นิตยสารสารคดี


Create Date : 31 สิงหาคม 2551
Last Update : 31 สิงหาคม 2551 10:45:18 น. 2 comments
Counter : 1436 Pageviews.

 
..............................
คนไทยแอบเครียดกันมิใช่น้อย อยากให้ชวนเพื่อนคุณมาอ่านเรื่องนี้
แล้วจะรู้ว่าชีวิต มีค่ากว่าที่เราคิด เสมอ


..................................
กฎ 23 ข้อ ทำให้บล็อกน่าสนใจมากขึ้น
คลิกเยย

..................................

อยากให้ดูเรื่องนี้อีกครั้ง555


โดย: พลังชีวิต วันที่: 1 กันยายน 2551 เวลา:13:55:05 น.  

 
ประกาศใครที่คิดว่าตัวเองดูดีพร้อมที่จะเป็นมิสยูนิเวิร์สเรามาร่วมสู้ด้วยกันเถอะ คือทนไม่ได้แล้วที่เห็นวงการนางงามไทยไม่เจริญแบบนี้เราจะเทรนให้คุณเริศพร้อมที่จะเป็นมิสยูนิเวิร์สในปีหน้านี้ไม่ใช่การหลอกลวงใดๆๆแต่เป็นการอึดอัดใจคืออยากเห็นมิสยูนิเวิร์สที่งามที่สุดในโลกของไทยสักทีใครเห็นด้วยหรือพร้อมส่งข้อความกันเข้ามาที่
rtykrn-nooom@hotmail.com / 0835227369 ช่วยชาติกันสักที


โดย: คุณชาย IP: 117.47.110.73 วันที่: 4 กันยายน 2551 เวลา:16:59:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ลูกโป่งลอยฟ้า_ชิงช้าสวรรค์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 63 คน [?]




ลูกโป่งลอยฟ้า ชิงช้าสวรรค์
...ติดตามข่าวสารนางงามและเรื่องน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่...
ติดต่อลูกโป่งหรือแอดมาคุยได้ที่ balloon_chingcha@hotmail.com hi5.com, twitter, facebook
New Comments
Friends' blogs
[Add ลูกโป่งลอยฟ้า_ชิงช้าสวรรค์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.