Group Blog
 
<<
มกราคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
29 มกราคม 2549
 
All Blogs
 
พ.ญ. อภิสมัย ศรีรังสรรค์

ในกระบวนนางสาวไทยที่มีมาทั้งหมด 40 กว่าคน เธอคนนี้...นับได้ว่าเป็นอีกบันทึกหนึ่งที่แปลกไปจากนางสาวไทยคนอื่นๆ ...เพียงเพราะมีคำนำหน้าชื่อว่า...แพทย์หญิง
แพทย์หญิง อภิสมัย ศรีรังสรรค์ หรือ หมอเบิร์ท กรอกใบสมัครด้วยคุณวุฒินักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการเข้าประกวด และกลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างรุนแรงดังที่เป็นข่าวมาแล้ว เพราะเธอเป็นหมอคนแรกที่เข้ามาสู่วงการประกวดประชันชิงมงกุฏความงาม บ้างก็ว่าเป็นการยกระดับการประกวดเวทีนางสาวไทย แต่บ้างก็ว่า เรียนสูงขนาดนี้ แต่หันมาฝักใฝ่กับเรื่องความสวยความงาม...ก็ว่ากันไป
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็ได้ครองตำแหน่งนางสาวไทย และกลับไปศึกษาต่อแพทย์จนจบ และวันนี้อดีตนางสาวไทยคนนี้ กลายเป็นแพทย์ที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิ ขณะเดียวกันตำแหน่งนางสาวไทยของเธอก็ยังมีคุณค่าที่สามารถนำไปทำประโยชน์ต่อสังคมได้ แต่เธอบอกเราเพียงว่า...

“ปัจจุบัน...การที่เราเคยเป็นนางสาวไทยมันเอื้อต่องานพอสมควร เบิร์ทไม่อยากจะพูดเรื่องที่เราต้องย้อนหลังไป ถึงพ.ศ.นี้มันก็ผ่านไปตั้ง 5 ปีแล้ว จะเล่าเรื่องเก่าเบิร์ทรู้สึกว่าเหมือนดูถูกคนอ่าน เรามาคุยกันว่าการงานทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้างดีกว่า...”

งั้นเริ่มต้นที่ตอนมาอยู่ที่ศรีธัญญาก่อนได้ไหมคะ
“ที่โรงพยาบาลศรีธัญญานี่เพิ่งมาอยู่ได้ปีเดียว...เบิร์ทเรียนมาทางจิตเวช...แล้วที่มาเรียนจิตเวชนี่ต้องเรียนจบแพทย์ก่อน “

ทำไมถึงเลือกสาขานี้
“เพราะว่า...จากช่วงที่เบิร์ทยังอยู่ที่ขอนแก่น ที่นั่นเราได้เห็นคนไข้ที่ยากจน บางคนต้องขายนา ขายควายมารักษาตัว รักษาโรคมะเร็ง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามารักษาแล้วจะหายไหม มีความหวังแค่ไหน บางคนมารักษาได้สักพักเกิดอาการหนักอาจไม่มีความหวัง ตัวคนไข้เองโคม่ากำลังจะตาย หรือตายแล้วหมอก็อยากจะเจรจากับญาติขอผ่าศพ เพื่อเอาไปช่วยเหลือคนไข้อื่น...ทำนองนี้
สิ่งเหล่านี้ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักศึกษาแพทย์ ซึ่งตอนที่เราเรียนอยู่เราจะถูกส่งตัวเวียนไปแต่ละตึก สูตินรีเวชบ้าง ศัลยกรรมบ้าง กุมารเวช หูคอจมูก อะไรพวกนี้
เวลาที่คนไข้คนหนึ่งเดินเข้ามาดีๆ เขาอาจจะยิ้มๆ อยู่ แต่ก็เส้นเลือดในสมองแตกโป๊ะ...ตาย เราต้องเดินไปบอกญาติเขาว่าญาติคุณตายแล้วนะ แม่ของคุณตายแล้วนะ บางทีก็เดินมาดีๆ บอกว่าปวดท้อง แต่ตรวจแล้วพบมะเร็งที่ตับอ่อน ซึ่งการพยากรณ์โรคบอกว่าคุณจะอยู่ได้ไม่ถึงปี ทำนองนี้...เราจะทำอย่างไร”

ลำบากใจที่จะพูด ยังงั้นใช้ไหมคะ
“คือ...การที่เราจะเดินเข้าไปบอกคนที่ดูแข็งแรงดีว่าคุณเป็นมะเร็งตับอ่อนเหลืออายุอีกไม่ถึงปี สิ่งเหล่านี้ทำให้เราซึมซับเอามาคิดว่า ไอ้วิชาแบบนี้มันน่าจะมีสอนด้วยนะ การบอกช่าวร้ายนี่ การให้กำลังใจ การดูแลสภาพจิตใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย การดูแลญาติที่ต้องเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
ซึ่งเบิร์ทมาพบคำตอบหลังจากเวียนไปวอร์ดต่างๆ ว่าเหล่านี้มันอยู่ในวิชาจิตเวช จริงๆ แล้วจะว่าไปจิตเวชคือวิชาที่เกี่ยวกับธรรมชาติในชีวิตมนุษย์นี่เอง เพราะเราต้องมีสูญเสีย ผิดหวัง เสียใจ ดีใจ สลับกันไป ซึ่งสามารถเอาจิตวิทยาเข้ามาช่วยดูแลได้
ตอนนั้นก็ได้ตระหนักขึ้นมาว่าคนไข้คนหนึ่งที่เดินเข้ามาปัญหาของเขาไม่ใช่แค่ปวดหัว ปวดท้องเป็นไส้ติ่งอะไรแค่นั้น ทุกคนพกพาความเจ็บป่วยในจิตใจมาด้วย ไหนจะค่ารักษาที่ต้องจ่าย กูหนี้ยืมสินมาใช้ ต้องลาราชการ ต้องโดนไล่ออกอะไรอย่างนี้ แล้วลูกเมียจะลำบาก ลูกต้องออกจากโรงเรียน เหล่านี้เป็นปัญหาสุขภาพจิตหมดเลย
แล้วพอได้เวียนไปที่วอร์ดจิตเวชจริงๆ ก็จะเจอคนไข้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งบางคนอาละวาด ก้าวร้าว บางคนซึมเศร้า จะฆ่าตัวตาย หูแว่ว ประสาทหลอนคุยไม่รู้เรื่องแล้ว มันก็ทำให้เราเกิดความสนใจว่าเออ...เราจะดูแลคนไข้กลุ่มนี้อย่างไร “

สรุปว่าสาเหตุที่เลือกเรียนสาขาจิตเวชนี่เพราะ...
“เพราะว่าพอศึกษาไปเราพบว่า คนไข้กลุ่มนี้เมื่อเราให้การดูแลเขาไปเรื่อยๆ เขาอาจหายแล้วกลับมาเป็นปกติได้จริงๆ เป็นคนไข้กลุ่มที่มีความหวัง ไม่เหมือนโรคเอดส์ โรคมะเร็ง ที่ป่วยแล้วคุณมีแต่จะลำบากมากขึ้นๆ ถ้าไม่ดูแลตัวเองอย่างดี อาจไปติดเชื้อซ้ำซ้อนทำให้เสียชีวิตเร็ว
ตรงกันข้ามโรคจิตเป็นโรคที่คุณเป็นแล้วยังมีความหวัง ถ้าได้รับการรักษาอย่าถูกต้องต่อเนื่อง ได้รับความเข้าใจจากครอบครัว ญาติมิตรคุณสามารถจะหายได้เป็นปกติเลยค่ะ
ทราบไหม...ส่วนหนึ่งของคนที่เห็นเดินๆ อยู่ในโรงพยาบาลเรานี่ ถ้าไม่ทราบมาก่อนก็ดูไม่ออกว่าเขาเป็นคนไข้นะคะ ที่โรงพยาบาลเรามีหลายคนเลยที่เขาออกมาทำงานได้ อาจจะทำหน้าที่เดินถ่ายเอกสาร แต่งตัวเหมือนคนปกติ ไม่ต้องใส่ชุดคนไข้ “

ทำไมต้องให้คนไข้ออกมาทำงานคะ
“ พวกนี้คือคนที่เขาหายแล้ว หรือดีขึ้นแล้ว เราก็เลยรับเข้ามาทำงาน เป็นส่วนหนึ่งในโครงการจ้างงาน ของเรา ซึ่งคนไข้หลายคนที่มารักษาอยู่กับเรานี่ อย่างที่บอกว่าหลายคนเขาพอได้รับการดูแลที่ดี ให้ยาที่เหมาะสมหายแล้วก็กลับไปทำงานได้ บางคนทุกวันนี้ได้กลับไปเป็นอาจารย์ เป็นวิศวกร เป็นทนายตามเดิม



แต่บางคนก็ต้องตกค้างอยู่ที่นี่ อยู่กับเรา เพราะไม่มีใครมารับเขากลับไป ไม่มีบ้าน ไม่มีญาติ ซึ่งเราจะพบว่าบางคนที่อยู่ที่นี่ใช้นามสกุลศรีธัญญา เพราะเขาไม่มีใครเหลือ ไม่มีญาติมารับ ผู้ป่วยจิตของเราที่หายดีแล้วบางคนตอนนี้ก็เลยต้องอยู่ที่โรงพยาบาล
เราก็ต้องหาอะไรให้เขาทำ เพื่อจะได้ไม่อยู่เฉยๆ เหมือนไม่มีความหมาย ก็ให้มาช่วยเหลือกันเองไปก่อน เช่นเวลาอาหารบางคนก็จะขี่ซาเล้งไปรับอาหารจากโรงครัวมาแจกกินด้วยกัน คนดีแล้วเอาให้คนที่ยังไม่ดี หรือช่วยไปเอามาให้เจ้าหน้าที่แจกคนไข้ บางคนตกเย็นก็ถอนหญ้า พรวนดิน รดน้ำผัก ดูแลแปลงเกษตร ให้อาหารปลา ในส่วนที่เขารับผิดชอบได้ ฯลฯ “

ที่ตกค้างนี่ หมายถึงญาตินำมาทิ้งไว้ใช่ไหมคะ
“คือ บางคนก็มาถามว่ามีที่ไหนไหมที่เป็นสถานที่สงเคราะห์ แบบว่ารับฝากไว้ ซึ่งคนไข้บางคนที่เขาพามาอายุยังน้อยมาก อายุสัก 20 กว่าๆ นี่คุณคิดดูสิคะว่าเขาจะต้องอยู่ที่โรงพยาบาลไปตอลดชีวิต จะเป็นเวลานานแค่ไหน แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตคนๆ นั้นเหมือนหมดแล้ว ชีวิตนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว
จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องในการดูแลผู้ป่วยจิต เพราะคนไข้ต้องการญาติ คนไข้ต้องการครอบครัว คนไข้ต้องการการส่งเสริมอาชีพเขา ยิ่งคุณออกห่างเขา ยิ่งเหมือนผลักเขาเข้าสู่ความป่วยของเขามากขึ้น
แต่ตรงนี้เราก็เห็นใจญาติเหมือนกัน เพราะโดยระบบสังคมของเรามันยังไม่เอื้อ ไม่ให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่มญาติคนไข้พวกนี้อย่างเพียงพอ เช่นว่าประกันสังคมเบิกรักษาโรคจิตเวชไม่ได้ เพราะอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน ยังไม่มีใครตอบได้ แต่เท่าที่รู้ กฎหมายทุกประเทศเลยเป็นแบบนี้”

หมายความว่า คนไข้โรคจิตเวชในปัจจุบันยังถูกริดรอนสิทธิ์
“อาจจะใช้อย่างนั้น เบิร์ทจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง มีรายงานจากฮ่องกงว่าเด็กผู้ชายคนหนึ่งไปสมัครงาน ปรากฏว่าเขาบอกว่าไม่รับเข้าทำงาน เพราะเด็กคนนี้มีพี่น้องเป็นโรคจิต ทั้งๆ ที่ตัวเด็กเองไม่ได้เป็นนะ เขาไม่ถูกรับเข้าทำงาน เช่นเดียวกับที่บ้านเราก็มี แบบว่าไปสมัครงานแต่พอมีคนเห็นเขาควักซองยาโรงพยาบาลศรีธัญญาขึ้นมากินเขาก็ถูกปฏิเสธ หรือเช็กประวัติไปว่าเคยไปรักษาที่ศรีธัญญาก็ไม่ได้งานเหมือนกัน
นี่ทำให้เราสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ป่วยในสังคม”

แล้วจะมีวิธีการแก้ไขปัญหานี้กันอย่างไร
“นี่ล่ะค่ะ คือสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ ในโครงการด้วยรักและเข้าใจผู้ป่วยจิตเวช ...ความรักอย่างเดียวไม่พอนะคะ โรคจิตเวชไม่เหมือนความพิการ ที่เห็นใครพิการเราจะเกิดความสงสาร เราจะให้ความช่วยเหลือ มันผิดกับผู้ป่วยจิตเวชซึ่งดูภายนอกจะไม่น่ารัก เพราะบางคนพูดไม่รู้เรื่อง บางทีจะเงียบๆ แยกตัวออกไปอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงใคร
แต่ถ้าเราเข้าใจว่านั่นคืออาการป่วย และถ้าเราจะเข้าใจลึกซึ้งขึ้นไปอีกว่าอย่างไหนควรจะพาเขาไปพบแพทย์ อย่างนี้เป็นอาการของคนขาดยา (ที่ใช้รักษา) อาการไม่ดีแล้ว ต้องหนีบไปพบแพทย์แล้ว ถ้าเราสร้างให้ชุมชนให้ความช่วยเหลือดูแลกันได้ ตรงนี้จะลดภาระไปได้เยอะ หรือวันไหนที่คนไทยเริ่มป่วยทางจิตแล้วเริ่มนึกถึงจิตแพทย์ทันที โดยไม่ใช่รอเสียจนเละเทะไปหมดแล้ค่อยหาหมอ
เมื่อไหร่ที่คนจะมองว่าคนที่ไปพบจิตแพทย์ก็คือคนหนึ่งที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต แค่นั้น หลายอย่างจะดีขึ้น ซึ่งพวกเราเพิ่งคุยกันค่ะว่า ถ้ามีใครไม่สบายทางจิตขึ้นมาแล้วเขามาหาหมอที่ศรีธัญญา ให้การรักษา แล้วสักพักคุณดีขึ้นก็กลับไปดูแลตัวเอง โดยมีชุมชนของคุณคอยช่วยเหลือ คุณจะกลับเข้าสู่ชุมชนได้ตามปกติ”

ลงมือทำอะไรกันไปบ้างแล้วคะ
“เมื่อไม่นานมานี้เราเพิ่งไปจัดงานกันที่ทาวน์อินทาวน์ ชื่องานขอใจเธอหน่อย ก้าวแรกของเราเล็งเห็นว่าสื่อทั้งหลายนี่เป็นคนที่มีศักยภาพถึงประชาชนมากที่สุด งานแรกเลยเป็นการเชิญนักข่าวมาได้ 30 กว่าแหล่งข่าว มาฟังการพูดคุยถึงเรื่องของความเจ็บป่วยของคนไข้ ซึ่งบางคนปัจจุบันนี้หายเป็นปกติแล้ว เช่น คุณชนินทร์ โปสาภิวัฒน์ มีการเอางานที่ผู้ป่วยผลิต ทั้งการฝีมือ การเกษตร เอามาโชว์บ้างขายบ้าง
แล้วก็เชิญดารามาร่วมงานด้วย เพราะกลุ่มนี้จะมีศักยภาพในการกระจายข่าว เวลาที่เขาให้สัมภาษณ์คนชอบฟังเขา ก็ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี มีคนเขียนถึงเยอะทำให้คนเข้าใจกันมากขึ้น
อย่างคุณแจ๊ด ประณม ถาวรเวช ผู้อำนวยการสถาบันจอห์น โรเบิร์ต พาวเวอร์ มาเล่าให้เบิร์ทฟังว่า แกรู้สึกดีขึ้นที่ได้ทราบข้อมูลที่เราให้ เพราะแกไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าควรทำอย่างไรกับผู้ป่วยจิตเวช แกเคยรังเกียจ เพิ่งรู้ตัวว่าทำผิดมาตลอด ที่ไม่ให้โอกาสเขาเลย ไม่เข้าใจเขา...ซึ่งนั่นจะเป็นการผลักผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาล และเมื่อเขายิ่งได้อยู่ในโรงพยาบาลมากขึ้น อยู่กับสังคมน้อยลง เขาก็จะอยู่ข้างนอกได้ลำบากขึ้น “

หมายความว่าการสื่อภาพออกไปอย่างไม่ระมัดระวังมีผลกระทบต่อคนไข้
“ตรงนี้เบิร์ทอยากบอกว่า ส่วนหนึ่งที่มีคนเข้าใจคนไข้จิตเวชอย่างนั้น คืออาจจะรังเกียจ รู้สึกว่าน่ากลัว เป็นอันตรายเพราะว่า จากการสื่อภาพคนพวกนี้ออกไปในเรื่องราวของหนังหรือละคร เมื่อไหร่มีคนบ้า คนไข้โรคจิต พวกนี้จะต้องออกมาอาละวาด คุยไม่รู้เรื่อง ดุร้าย
ส่วนหนึ่งยอมรับนะคะว่าคนไข้ที่มีอาการทางจิตระยะแรกนี่เขามีอาการรุนแรงได้ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ใน 100 เปอร์เซ็นต์ จะมีสัก 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่อาละวาด แต่สื่อก็มักจะสื่อภาพนี้ออกมา สมัยนี้ทั้งยาก็ดี วิวัฒนาการการดูแลทางจิตเวชก็ดีมันก้าวหน้าไปมาก ฉะนั้นไม่มีหรอกภาพที่ไล่ฟันกันในโรงพยาบาลโรคจิต เบิร์ทว่าไม่มีแล้ว เวลาที่เราเห็นเขาสื่อภาพอย่างนี้ออกมาจะช้ำใจมาก เพราะจริงๆ แล้วคนไข้จิตเวชก็เหมือนเรา... เหมือนเราทุกอย่าง”

สาเหตุที่ทำให้คนทุกวันนี้เป็นโรคจิตเกิดจากอะไรคะ
“ สมัยก่อนพูดกันว่าใครจะเป็นโรคจิตต้องแบบสามีแยกทาง หย่าร้าง ลูกติดยา เลยทำให้คุณกลายเป็นโรคจิตขึ้นมา เพราะความเครียดที่ถาโถม ไม่มีคนช่วยเหลือ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว โรคจิตคือโรคที่ถูกฝังมากับกรรมพันธุ์ คุณบอร์น ทู บี จิตเวช คุณบอร์น ทู บี โรคซึมเศร้า
ฉะนั้นจึงไม่มีใครบอกได้ว่าวันหนึ่งเบิร์ทจะเป็น เบิร์ทจะหูแว่วขึ้นมา เหมือนที่เราไม่มีทางรู้ว่าเราจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานไหม เพราะเราเชื่อกันว่ากินหวานเยอะเป็นเบาหวาน แต่บางคนบอกว่ากินหวานเยอะแต่ไม่เห็นเขาเป็นเลย บางคนบอกบุหรี่ก็ไม่ได้สูบนี่ เครียดเอยอะไรเอยก็ไม่เป็นสักหน่อย แต่ทำไมเป็นความดันโลหิตสูง
จิตเวชก็เหมือนกัน มันเป็นเรื่องของสารสื่อประสาทในสมอง ที่มันรอเวลาอยู่ ไม่ใช่แค่ว่าเราเครียดจัดๆ แล้วไม่รู้จักผ่อนคลายถึงจะเป็นโรคนี้...ไม่ใช่แล้ว ถึงได้พูดว่าโรคนี้คล้ายกับโรคความดัน เบาหวาน ที่เกิดกับใครก็ได้ แต่ถ้าเกิดแล้วสามารถรักษาได้ รักษาแล้วกลับมาเป็นคนเก่งได้ กลับมาทำงานได้ กลับมามีความรู้ความสามารถเหมือนเดิมได้
อย่างโรคหวัดที่ถึงเวลาก็หาย ถ้าเราดูแลตัวเองดีๆ เบิร์ทว่าเทียบแล้วเหมือนเบาหวานมากที่สุด เพราะถ้าคนไข้ห่างยาก็จะกลับมาเป็นอีก ฉะนั้นการกินยาของโรคจิตเวชนี่ต้องกินค่อนข้างยาว ที่กินยาวไม่ใช่โรคไม่หาย แต่ที่ยาวเพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก”



ฟังเหมือนโรคนี้ใครๆ ก็เป็นกันได้ ถ้าหากเกิดความเครียด
“จากสาเหตุของความเครียดนี่ทำให้พูดกันว่า 1 ใน 4 ของคนที่เป็นคือคนที่มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น คุณพ่อเสีย สามีไปมีภรรยาน้อย ลูกเอนทรานซ์ไม่ติด คลอดลูกออกมาตรวจพบว่ามีความพิการ มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ บางคนเกิดแล้วก็หายไป เพราะอะไร เพราะเขาอาจได้รับการช่วยเหลือจากคนรอบข้างบ้างก็เลยหายไป
แต่บางคนเกิดขึ้นแล้วรุนแรงจนกลายเป็นโรค นี่จึงเป็นทฤษฎีที่ว่าบางคนเกิดมาพร้อมที่จะซึมเศร้าอยู่แล้ว พอมากระทบปังกับเหตุการณ์ที่ทำให้สูญเสีย โศกเศร้า หรืออะไรก็ตามที่ดีใจสุดขีด อาการซึมเศร้าของคุณก็จะโผล่มาได้ ในบางคนเราจะเห็นว่าไม่เห็นมีความเครียด ความกดดันอะไรสักหน่อยเลย อยู่ๆ ก็ซึมเศร้าฆ่าตัวตายไปซะเองดื้อๆ
ที่ว่าเกิดกับใครก็ได้นั้น เบิร์ทว่าการที่เราได้ทราบอย่างนี้จะช่วยให้เราได้เข้าใจว่าคนไข้โรคจิตก็คือพวกเรานี่ล่ะ ธรรมดาเขาก็อยู่รวมกับพวกเรา แล้วพอถึงเวลามันอาจเกิดขึ้นกับเรา หรือเพื่อนเราก็ได้ จึงไม่ควรจะมารังเกียจ กีดกันพวกเขาออกไปอยู่อีกโลกหนึ่ง หรือต้องขังเอาไว้ ต้องให้สวัสดิการที่เป็นประเภทชั้นสอง
ตรงนี้คือสิ่งที่ท้าวความถึงโครงการด้วยรักและเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชของเรา เพื่อเป็นการลดตราบาปผู้ป่วยจิตเวช อย่างที่เราพูดไปแล้วว่าใครที่ผ่านศรีธัญญาเหมือนมีตราประทับบนหน้าผาก ประกาศว่าฉันออกจากโรงพยาบาลโรคจิต เป็นพวกไม่ดี เป็นพวกต่ำ เวลาออกทีวีต้องคาดแถบดำๆ ที่หน้า เปิดเผยไม่ได้ จริงๆ แล้วผู้ป่วยจิตเวชน่าอายตรงไหน ทำไมต้องปกปิดตัวเองในเมื่อโรคที่เราเป็นไม่ใช่โรคที่เกิดจากเราไปทำผิด ติดยา
การรณรงค์โครงการนี้คือ การบอกว่าเราจะไม่เอาผู้ป่วยมาเก็บไว้ เพราะคุณไม่ได้ทำอะไรผิด จู่ๆ มันก็ป่วยขึ้นเอง ซึ่งเมื่อเป็นแล้วหรือหายแล้วควรได้รับการมองเห็นอย่างแบบ...เออ...น่าเห็นใจเนอะ อย่างที่เราเคยเข้าใจผู้ป่วยโรคเอดส์มาแล้วว่าบางคนที่เป็นนี่ก็คือผู้หญิงดีๆ ที่ติดเชื้อมาจากสามี หรือเด็กที่เกิดมาเพราะแม่ติดเชื้อแล้วท้องลูกก็รับเชื้อมาทางสายเลือด ที่เขาเป็นไม่ใช่เพราะมีพฤติกรรมน่ารังเกียจ
ถ้าเราเข้าใจได้อย่างนี้ เราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ต้องแยกเอาพวกเอดส์ไปไว้ที่หนึ่ง พวกคนดีอยู่ที่หนึ่ง ต่อไปนี้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างเพิ่มความระมัดระวังขึ้น ว่าเวลาจะสัมผัสเสมหะ เลือด อะไรทำนองนี้ใส่ถุงมือเสียก่อน แยกขยะ อย่างพวกถุงมือก็เอาไปทิ้งในที่ฆ่าเชื้อ จะมีเพศสัมพันธ์ก็ได้แต่ต้องใช้ถุงยางอนามัยด้วย ทำให้เราอยู่ร่วมกันได้
การที่เราต้องปกปิด อยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ให้ใครรู้ว่าป่วยนั้น เวลาไปจะไปเบิกสิทธิ์เขาจะไม่กล้าไป หรือเวลาที่จะต้องลางานไปหาแพทย์ก็ไม่กล้า กลัวใครรู้ว่าป่วยต้องไปศรีธัญญา แม้กระทั่งการที่เคยส่งเบี้ยประกันดีมาตลอดชีวิต แต่พอถึงวันที่รู้ว่าเป็นโรคจิตกลับเบิกไม่ได้ ไม่สามารถเคลมประกันของเขาได้ทั้งที่เขาต้องการเงินตรงนั้นมารักษาตัว”

งานของศรีธัญญาเหมือนเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ
“ตรงนี้ถ้าเราเอาทั้งหมดของปัญหามาทำ ซึ่งเราคิดกันหลายเรื่อง เช่น การให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป เข้าหากลุ่มเสี่ยง หรือคนที่เป็นโรคแล้ว ฯลฯ ถ้าเราจัดการทั้งหมดเราจะไม่ได้อะไรเลย ซึ่งเราก็เลยมาดูว่านโยบายของศรีธัญญาคือการเป็นสถาบันฟื้นฟู
ฉะนั้นเราก็ยังคงจับอยู่ที่หลักการของเรา คือฟื้นฟูกลุ่มผู้ป่วยที่ป่วยแล้ว ในขณะเดียวกันเราก็ปล่อยให้การจัดการกับคนที่ยังไม่ป่วยอยู่ในงานของฝ่ายส่งเสริมสุขภาพจิต แล้วบางที่เราค่อยไปช่วยเหลือกันตามที่เขาขอมา อย่างเบิร์ทจะเคยไปช่วยอบรมเขาบ่อยๆ เช่น อบรมครูเรื่องสุขภาพจิตในโรงเรียน อบรมผู้ปกครอง อบรมพนักงาน เราก็จะพูดเรื่องทำงานอย่างไรให้มีความสุข ทำให้เขาปรับตัวได้ในการทำงานร่วมกับคนในองค์กรใหญ่”

การส่งเสริมคนดีกับคนป่วยค่อนข้างแตกต่างกัน?
“เป็นคนละกลุ่มเป้าหมาย อย่างการไปคุยกับกลุ่มปกติ เราจะส่งเสริมให้เขามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เพื่อให้เขาเข้าใจด้วยว่าบทบาทจิตแพทย์ไม่ใช่ต้องรอรักษาคนที่มีอาการทางจิตเท่านั้น
แล้วอย่างการลดตราบาป ซึ่งเราทำในกลุ่มคนที่เคยป่วย และหายแล้วอย่างนี้เพื่อจะให้เขากลับไปทำงานได้ เข้าสังคมได้อย่างเดิม ยังรวมถึงการทำอย่างไรไม่ให้เขากลับมาเป็นซ้ำ “

อยากทราบว่าคนไข้อาการประมาณไหนควรจะต้องไปพบิตแพทย์คะ
“อย่างแรกเลยเบิร์ทอยากพูดว่าถึงเรายังไม่มีระบบบริการจิตเวชที่เข้าถึงประชาชน แต่เราก็มีระบบที่เอื้อหนุนกัน อย่างที่พูดไปส่วนหนึ่งว่าบางทีเราเป็นแล้วแต่ไม่มากและได้รับการช่วยเหลือจากคนรอบข้างก็เลยหายไป นี่คือระบบที่เกื้อหนุนที่เบิร์ทว่า เลยทำให้เรายังไม่สามารถเข้าถึงระบบที่เบิร์ทพูด
บ่อยครั้งที่เรามีปัญหาสุขภาพจิต เราจะมีญาติ มีพี่น้องเพื่อนฝูงพ่อแม่อะไรที่คอยซัพพอร์ตเรา แล้วถ้าไม่ดีขึ้นเรายังมีเจ้านายที่เข้าใจเรา อนุญาตให้หยุดงานได้ ไปรักษาตัวได้ หรือพอขั้นนี้ก็ยังไม่ไหว ไม่ได้อีก โน่นคนไทยก็ยังมีพระ ที่พึ่งพิงทางศาสนา มีหมอดู มีอะไรที่สารพัดสารเพไปทำให้พิธีโน่นพิธีนี่ สะเดาะเคราะห์ให้สบายใจ คนที่มีอาการจะใช้การสังเกตจากหลักอันนี้ก็ได้ค่ะ ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเกิดเสียฟังก์ชั่น คำนี้ครอบคลุมหมดทั้งหน้าที่การงานในอาชีพ ฟังก์ชั่นในสังคม เช่น นักเรียนที่เคยเรียนได้เกรด 3 เกรด 4 ตกลงมาเหลือ 1 หรือ 0 จากคนที่ทำงานเก่งๆ เคยได้เสนอชื่อเป็นครูดีเด่นทุกปี เริ่มมีการทำงานที่ผิดพลาด มีปัญหากับเพื่อนครู มีปัญหากับนักเรียน เมื่อก่อนเป็นคนเฮฮาร่าเริง เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนเก็บตัว ไม่อยากไปตลาด ไม่อยากไปวัด ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากไปทำงาน โดดได้เป็นโดด อันนี้คือสิ่งที่เคยดีๆ แล้วเสีย
เคยมีสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนฝูง กับคนในครอบครัวก็เกิดบาดหมางกัน ส่วนใหญ่คนทั่วไปจะไม่รู้เพราะคิดว่าเขาเปลี่ยนไป ซึ่งพอไปถึงมือจิตแพทย์ถึงจะรู้ว่าเออ...นี่เขาเป็นโรคซึมเศร้าแล้วนะ เขานอนไม่หลับ กินไม่ได้ อ่อนเพลีย ก็คอยสังเกตจากฟังก์ชั่นเหล่านี้ว่าเสียไปหรือยัง เมื่อไหร่ที่ฟังก์ชั่นเสียไป หรือเสื่อมลง เช่น ทุกวันนี้ต้องฝืนมากเลยที่จะออกไปทำงาน ทำงานแล้วเจ้านายตำหนิบ่อย อยากออกจากงานวันละ 100 หนนั่นคือคุณเสียฟังก์ชั่นแล้ว ทำงานอย่างไม่เป็นคนเดิม เพื่อนร่วมงานควรสะกิดกันให้พาไปพบจิตแพทย์ “

เราไปพบแพทย์เองได้ไหมคะ
“ อย่างที่บอกว่าเรายังไม่เข้าถึงระบบบริการจิตเวชอย่างฝรั่ง มีปัญหาเขาก็จะไปพบจิตแพทย์ ทั้งนี้อาจมาจาการที่เรามีโรงพยาบาลน้อย หรือมีจิตแพทย์น้อย อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของทัศนคติ คนที่จะกล้าเดินเข้ามาพบจิตแพทย์เองได้นี่ต้องเป็นประเภทรุ่นใหม่จริงๆ
แต่เรามักจะได้พบเขาเมื่อรอจนเป็นมากแล้ว ชนิดหูแว่วแล้ว ประสาทหลอนแล้ว ซึมเศร้าอยากฆ่าตัวตายแล้ว ซึ่งพอเขามาพบเราก็มักจะเจอของแถมอื่น เช่น ติดเหล้าน่ะ “

อาการเหล่านี้จะกระทบถึงสุขภาพร่างกายไหมคะ
“ก็อาจจะออกมาในรูปของอาการที่บ่งบอกโรค เช่น อาจจะปวดหัวบ่อย ช่วงเย็นๆ นี่ปวดหัวทุกวัน พักก็ไม่ดีขึ้นเลย นอนไม่หลับ ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน หยุดงานแล้วหยุดงานอีก โดยที่หมอหาสาเหตุไม่ได้ ไม่เจอ แต่เหล่านี้คือตัวฟ้องว่าคุณมีความเครียด แล้วก็อาจจะถูกส่งไปหาจิตแพทย์
เคยได้ยินไหมประเภทที่ ตรวจปอด ตรวจหัวใจ กระดูก อะไรสารพัดจะตรวจแล้วแต่ก็ไม่เจอสาเหตุของอาการ อย่างนี้หมอเขาจะถามแล้วว่าคุณมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า และเขาจะส่งคุณไปพบจิตแพทย์แล้ว...ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ไป แล้วก็ย้อนกลับไปที่ว่าเราจะเจอเขาเมื่อเป็นมากแล้ว “

อยากทราบอุดมการณ์ของหมอเบิร์ท เกี่ยวกับอาชีพที่ทำหน่อยได้ไหมคะ
“ จริงๆ เบิร์ทก็ไม่ได้อยากเป็นหมอมาตั้งแต่แรกหรอก เด็กๆ เราก็อยากเป็นโน่นเป็นนี่เปลี่ยนไปเรื่อย แต่รู้สึกได้อย่างหนึ่งว่าเราจะอยากทำงานที่ได้ช่วยคน เช่น เคยอยากเป็นครู อยากเป็นผู้พิพากษา อยากเป็นสถาปนิก หมอนี่มาอยากเป็นตอนเรียนม.6 ที่สตรีวิทย์ ได้ไปดูงาน ได้เข้าไปดูการทำงานในห้องผ่าตัด ที่เขามีห้องให้ชะโงกลงไปดู เห็นหมอกำลังลงมีด ก็รู้สึกตื่นเต้นดี ไปวอร์ดเด็กก็เห็นคุณหมอที่ใจดีมากๆ เด็กร้องเขาก็มีวิธีอุ้มให้หยุดได้ เด็กอึ เด็กฉี่เขาก็มีวิธีจัดการได้ดีเลย
ก็มาคิดว่าเออ...ดูเป็นอาชีพที่ได้ช่วยเหลือคน เสียสละ ก็เลยเลือกสอบแพทย์ ซึ่งพอเข้าไปเรียนแล้วก็รู้ว่าคนจะเรียนหมอได้ไม่ใช่เฉพาะคนเก่งเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งคุณต้องมีจิตใจที่ช่วยเหลือคน...การที่คุณเป็นหมอ ตรวจคนไข้ถูกให้ยารักษาถูก เก่งแค่นั้นคนไข้อาจไม่พอใจในการรักษาของคุณก็ได้ แต่ถ้าคุณมีน้ำใจ ถามเขาว่ามารอนานไหม เป็นอย่างไร รู้จักเชิงจิตวิทยา การที่เขาไม่กินยา ถามว่าทำไมไม่กิน หรือจะบอกข่าวร้ายกับเขาอย่างไร เบิร์ทว่าการดูแลทางจิตใจนี่ล่ะที่มันทำให้เป็นแพทย์อย่างสมบูรณ์ เบิรท์ให้ความสำคัญกับตรงนี้
อีกอย่างที่คิดไว้ตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์คือ จะไม่เปิดคลินิกเด็ดขาด...”

หมอเบิร์ททำงานในโรงพยาบาลวันละกี่ชั่วโมงคะ
“ โดยระบบราชการวันละ 8 ชั่วโมง แต่มันไม่เสร็จหรอก ต้องหอบไปทำต่อที่บ้านทุกวัน เพราะแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลไม่ได้มีแค่การตรวจรักษา เบิร์ทมีทั้งคนไข้นอกวันละประมาณ 30 คิว มีเวรดูคนไข้บนวอร์ด สอนนักศึกษาแพทย์ รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่องสุขภาพจิต
แล้วเบิร์ทเองก็สังกัดกรม ก็จะอยู่ในทีมวิจัยเพื่อจะวิจัยเรื่องที่เราสนใจ อย่างตอนนี้คือเรื่องการฆ่าตัวตายของคนเป็นโรคจิต มีรายการให้ความรู้กับประชาชนของกรม ซึ่งเป็นกรรมการอยู่ และทำหน้าที่พิธีกรด้วย ชื่อรายการล้อมรั้วด้วยรัก และก็ยังมีงานบริหารในส่วนการตลาดและประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาล...”

แล้วยังมีงานในรายการทีวี และอ่านข่าวทางช่อง 7
“อันนั้นเป็นงานนอก ไม่ใช่ภารกิจหลัก ภารกิจหลักของเบิร์ทจะอยู่ที่งานโรงพยาบาล นอกนั้นถ้าไม่มีเวลาพอเราก็เลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ “

แต่เห็นหมอเบิร์ทออกงานบ่อยมาก
“ ส่วนใหญ่ที่ติดต่อเข้ามา เขาก็บอกว่างานเขาสำคัญทั้งนั้น บางรายเดือนนี้ไม่ว่าง เดือนหน้า เดือนต่อไปเขาก็ยังรอเราอยู่ ก็ต้องไปให้เขาให้ได้ ที่จริงเบิร์ทก็อยากให้มันลดลงไปหน่อยเหมือนกัน เพราะชักจะโหลดมากไปแล้ว”

งานอ่านข่าวที่ช่อง 7 เป็นภาระผูกพันจากตำแหน่งนางสาวไทยหรือเปล่า
“ ไม่หรอกค่ะ งานอย่างนี้ถ้าเป็นงานที่เราเบื่อ ไม่อยากไปทำ มันต้องมีประโยชน์เราถึงไปทำ คิดว่าคงไม่สามารถดันทุรังอ่านอยู่ได้ถ้าไม่ชอบ มันมีอะไรหลายอย่างให้เราเรียนรู้ และมันยังช่วยสนับสนุนของเรา คือทำให้คนรู้จัก คนเขาคุ้น เวลาที่เราออกไปขอความช่วยเหลืออะไรจะได้ตอบกลับมาดี
ใครที่บอกว่ามาทำงานทาง public ไม่ได้ประโยชน์อะไร เบิร์ทว่าถ้าอย่างนั้นไปทำอย่างอื่นแล้ว เพราะค่าตอบแทนก็ไม่ได้มากนะ แต่มันช่วยให้เราคุ้นหน้าชาวบ้าน เวลาเราออกไปทำเรื่องสุขภาพ รณรงค์เรื่องอะไรตามชุมชนเราจะได้รับความร่วมมือ เพราะเขารู้จักเรา
การเป็นนางสาวไทย หรือคนอ่านข่าวมันช่วยตรงนี้ได้เยอะ และมีความสุขที่ได้ไปทำ”

เมื่อกี้คุณหมอบอกว่าจะไม่เปิดคลินิก เพราะอะไรหรือคะ
“ปกติทุกวันที่โรงพยาบาลนี่ก็คือการอยู่คลินิกอยู่แล้ว วันละ 8 ชม. 9-10 ชม. แล้วทำไมจะต้องไปเปิดคลินิกเพื่อจะตรวจต่อไปอีกถึง 2-3 ทุ่ม หรือวิ่งไปอยู่เอกชนจนถึง 4-5 ทุ่ม ...ไม่เอาล่ะ ! คือถึงจะเป็นหมอ แต่เบิร์ทก็ขอได้มีเวลาเลิกงาน
อาจจะหอบงานกลับไปทำที่บ้านบ้าง แต่นั่นเป็นอีกงานหนึ่งที่เราต้องทำ ซึ่งอาจจะเป็นการนั่งเขียนวางแนวการตรวจผู้ป่วยผู้ป่วยจิตเวช แนวทางการศึกษาแพทย์ระหว่างกัน consultation อะไรอย่างนั้น เตรียมการสอนนักศึกษาแพทย์
แต่ถ้าให้ไปตรวจคนไข้อีกไม่เอา การตรวจคนไข้นี่ถ้าล้าเหมือนกันนะ ถ้าถึงสักคนที่ 30 ขึ้นไปแล้ว มันเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะตรวจได้ดี ดีๆ ก็ภายในประมาณ 30 คนแรกนี่ล่ะ พวกหมอนี่น่าสงสารนะ เงินเดือนก็ไม่เท่าไหร่ 8-9 พันเอง
ทุกวันนี้ทั้งตรวจผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกเบิร์ทก็ว่าแน่นจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้แล้ว ตึงมากแล้ว จะไปคิดเปิดคลินิกยังไงไหว เบิร์ทตึงมากแล้ว”

เวลาเหนื่อยจากงานผ่อนคลายตัวเองอย่างไร
“อย่างแรกวิธีที่จะทำงานไม่ให้เหนื่อยคือคือการจัดตารางให้เหมาะสมตั้งแต่แรก สองคือเบิร์ทไม่ได้มีวิธีการพักผ่อนอะไรที่ต่างไปจากคนอื่นหรอกค่ะ ก็จะง่ายๆ อยู่บ้าน ดูต้นม้งต้นไม้บ้าง ออกกำลังกาย เต้นแอโรบิกบ้าง
ถึงวันโอกาสพิเศษๆ อาจออกไปกินข้าวนอกบ้านกันบ้าง ไปเที่ยวทะเล ไปต่างจังหวัดอะไรทำนองนั้น... เบิร์ทว่าจะโดยวิธีไหนก็แล้วแต่มันไม่สำคัญ แต่สำคัญอยู่ตรงที่ว่ามันต้องมีการพักผ่อน คนเราต้องมีการพักผ่อน ประเภทว่าเป็นคนทำงานชนิดไม่มีการลาพักร้อนเลย แล้วค่อยไปให้รางวัลตัวเองทีหลังมันไม่ได้นะคะ
คนเราถ้ารู้เราต้องพัก ไม่งั้นจะไม่ไหว แต่คุณจะพักอย่างไรไม่สำคัญ จะเที่ยว จะอยู่บ้าน หรือนัดกันสามีภรรยาลูกทำกับข้าวกินด้วยกัน แม่ล้างลูกชิ้น ลูกเอาถั่วงอกมาเด็ด เสร็จแล้วช่วยกันกินช่วยกันเก็บช่วยกันล้าง นั่นก็อาจะเป็นการพักผ่อนของคุณก็ได้
สิ่งสำคัญคือคนเราน่าจะมีงานอดิเรก วาดรูป ชอบต้นไม้ ทำงานปั้น ซึ่งในระยะยาว...มันไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวต่างประเทศ จะต้องแบบว่าไปขับเจ็ทสกีแพงๆ ไอ้การพักผ่อนนี่อะไรก็ได้ที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าได้ทิ้งจากงานที่รู้สึกล้าแล้วบ้าง ไปทำอะไรที่คุณมีความสุข อยู่กับคนรอบข้างที่คุณรัก “

งานอดิเรกของคุณหมอ ทำอะไรบ้าง
“ ที่พูดมาทั้งหมดเลยค่ะ แต่จะไม่ไปเข้าคลับ หรือฟิตเนส หรูหรา จ่ายเงินแพงๆ บางทีก็อยู่บ้าน ทำงานบ้าน เอาดินมาปั้นเป็นต้นไม้ วาดรูป เบิร์ททำหมดเลย เป็นคนประเภทมีงานอดิเรกหลายอย่าง ในขณะที่บางคนเวลาถูกถามงานอดิเรกคืออะไร จะนึกไม่ออกเพราะไม่ได้ทำอะไรเลย งานอดิเรกควรเป็นเรื่องที่เราทำแล้วรู้สึกได้พักจากงานจริงๆ และมีความสุขที่ได้ทำ “

ดูแลตัวเองอย่างไรคะ ยังให้ความสำคัญกับการคงความสวยงามของอดีตนางสาวไทยมากน้อยขนาดไหน
“ ดูแลอย่างไรดีล่ะ จริงๆ แล้วเบิร์ทไม่อยากให้เราไปติดอยู่ที่ว่าคุณต้องลดน้ำหนักให้ผอมอยู่ตลอดเวลานะ คุณต้องแต่งตัวสวย แต่งหน้าสวยอยู่เสมอนะ ปกติเบิร์ทมาทำงานเบิร์ทไม่ได้ทามาสคาราหรอก ทุกคนที่นี่เขาจะคุ้นดีกับเบิร์ทที่ธรรมดาๆ หน้าผมธรรมชาติ
คือประมาณว่าเราเป็นข้าราชการน่ะ ก็มีเวลาน้อย 8 โมงต้องถึงโรงพยาบาลแล้ว ถ้าจะแต่งก็แต่งอ่อนๆ แล้วก็มาโรงพยาบาล เวลาไปทำพิธีกรทีหนึ่งถึงจะแต่งให้เข้มหน่อย อย่างวันนี้เผอิญมีงานที่โรงพยาบาลแล้วเบิร์ทต้องเป็นพิธีกรให้เขาก็แต่งกันนิดหนึ่ง “

หมอเบิร์ทห่วงกับภาพลักษณ์เหมือนนางสาวไทยคนอื่นๆ ไหมคะ
“ เบิร์ทเคยคิดไว้เหมือนกันว่าวันหนึ่งเบิร์ทอาจอ้วนขึ้น เบิร์ทอาจเหี่ยวลง หรือในที่สุดแล้วผมร่วง เป็นกระเป็นฝ้า ฯลฯ แต่ ณ วันนั้นเบิร์ทว่ามันก็น่าจะมีอะไรสักอย่างแล้วที่ทำให้คิดว่าฉันเป็นจิตแพทย์ที่ดีนะ มีคนไข้ที่ดีจากฝีมือฉัน จากเพื่อนร่วมงานของฉัน กรมของเราสามารถขยายงานช่วยเหลือคนได้มากขึ้น
หมายถึงว่าอย่างน้อยมันควรจะมีความภูมิใจอะไรสักอย่างหนึ่งให้เรายึดได้ในวันนั้น จนไม่สนใจกับรูปร่างหน้าตาสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนวัยรุ่นที่มันหาเอกลักษณ์ตัวเองไม่ได้ ก็เอาไปฝากไว้ที่ผิวหน้า พอสิวขึ้นเม็ดหนึ่งจะเป็นจะตายหมดหล่ออะไรอย่างนี้ ตรงนั้นเพราะเขายังไม่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง
แต่เรา ณ วันนั้นคงมีแล้ว ภูมิใจได้แม้จะไม่มีเบนซ์แต่เรามีอะไรที่ทำให้มั่นใจใจตัวเองได้ ภูมิใจตัวเองโดยที่ โห ! ไม่ต้องหิ้วกระเป๋าหลุยส์ฯ หรือต้องอะไรว่าอายุขนาดนั้นต้องรวยเท่านั้น ต้องมีนั่นมีนี่ มีลูกที่เรียนโรงเรียนนี้ ณ วันนี้เบิร์ทคิดเอาไว้อย่างนี้
แต่ถ้าถามจริงๆ ว่า แล้วเบิร์ทดูแลไหม ดู เพราะยังเป็นสิ่งจำเป็น แม้จะไม่ที่สุด แต่ก็ถือว่าจำเป็นเพราะอะไร...เพราะพออายุเยอะเราจะป่วย ถ้าเราแก่เราก็กระดูกผุ เราก็ปวดหลัง เราก็ปวดขา เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งเบิร์ทจะไม่ไปตั้งว่าฉันต้องลดน้ำหนักให้ผอมอยู่เสมอ ฉันจะต้องดูแลดึงให้หน้าฉันไม่เหี่ยว มันไม่ใช่
แต่จะคิดว่าจะทำอย่างไร จะออกกำลังกายให้ฉันอายุ 50 ฉันยังกระฉับกระเฉง ยังไปเที่ยวได้ ยังลุย ยังท่องป่าไหว อยากให้เป็นอย่างนี้มากกว่า ทำอย่างไรที่พอ 50 จะไม่เดินขึ้นบันไดไม่ไหว จะไม่มีไขมันอุดตันเส้นเลือด 99 เปอร์เซ็นต์ ทำไงให้มันอยู่ในความมีสุขภาวะที่ดี ทำเพราะคิดว่าอยากมีสุขภาพดีมากกว่า
...ความสวยงามนั่นถือเป็นของแถม แต่จะไม่ยึดมั่นแบบว่าฉันเหี่ยวไม่ได้ อันนี่ตายแน่ เพราะอีกหน่อยเบิร์ทก็เหี่ยว เบิร์ทก็อ้วนขึ้น ผมหงอก ตอนนั้นอาจจะไปย้อมหน่อยหนึ่งแต่ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะ...ตายแล้วตำแหน่งของฉันหมดไปแล้ว... อย่างนี้ไม่ใช่ ไม่งั้นเบิร์ทคงไม่อยู่ที่นี่ แบบ...ถามคนที่นี่ก็ได้ว่าเบิร์ทแต่งตัวมาทำงานอย่างไร
และอีกส่วนหนึ่งเบิร์ทก็ปลงไปแล้วนะ เพราะโดยอาชีพเราถ้าจะให้ลดน้ำหนักเพื่อจะให้ออกกล้องแล้วดูพอดี...ไม่ไหว เบิร์ทต้องตรวจคนไข้ทุกวัน วิ่งโน่นวิ่งนี่เราเอาแข็งแรงดีกว่า”

ผู้หญิงเราหมอเบิร์ทความสวยอยู่ที่ไหนคะ
“ จริงๆ แล้วเบิร์ทสนับสนุนให้ผู้หญิงเราดูแลผิวพรรณนะ อย่างที่บอกว่ากินน้ำเยอะ กินผักผลไม้เยอะอันนั้นใช่...แล้วก็ไม่ผิดหรอกที่ผู้หญิงจะมีครีมรองพื้นบ้าง ทาแป้งทับบ้าง เพราะพอเราอายุสัก 40 เราก็จะเริ่มมีฝ้า ตอนนี้ เบิร์ทก็มีแล้วด้วย
การแต่งบางทีมันก็ทำให้เรามีความสุข ซึ่งมันช่วยให้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วยได้เหมือนกัน งั้นถ้าจะทาครีมสักหน่อยหนึ่ง แล้วเราก็ทาแป้ง ฯลฯ ปกติเบิร์ทจะไม่ทาตา แต่ทาครีมรองพื้น ทาแก้ม แล้วทาปากหน่อยๆ อะไรแค่นี้ ทามากไม่ได้ ไม่งั้นเดี๋ยวพอตกเย็นจะละลายออกมาเปรอะไปหมด”

มีเหตุผลอื่นของการดูแลตัวเอง แบบว่าเพื่อใครหรือเปล่า?
“หมายถึงแฟนหรือคะ แฟนไม่มี...อันนี้ 100 เปอร์เซ็นต์จริงๆ ทั้งที่เบิร์ทไม่เคยจำกัดเลยว่า ฉันต้องไม่มีแฟนอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มันก็ไม่มีเอง เพราะเวลาไปไหนมักจะไปกับที่บ้าน ถ้าไม่ที่บ้านก็กับที่โรงพยาบาลตลอด แล้วจะมีใครต่อใครพยาบาล พี่ๆ ที่ทำงานอยู่ด้วยกันเต็มไปหมด ...แต่ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ยังมีความสุขกับงาน”

ทิ้งท้ายไว้แบบนี้ ไม่ทราบว่าตั้งใจจะให้หมายความว่าอย่างไรดี ระหว่างอยู่ห่างๆ ก่อนนะอย่าเพิ่งเข้ามา งานยุ่ง ไม่มีเวลา จริงๆ หรืออย่างไรก็สุดแต่จะตีความ อย่างไรก็ตาม ความหมายตรงที่สุดคือ ยังโสดจริงๆ (ซิงๆ)


บทสัมภาษณ์จากนิตยสารหญิงไทย
-ฉบับที่ 667 ปีที่ 28 ปักษ์หลัง เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2546




Create Date : 29 มกราคม 2549
Last Update : 29 มกราคม 2549 11:55:35 น. 8 comments
Counter : 3256 Pageviews.

 
สวยเก่งอะ


โดย: อินทรีทองคำ วันที่: 29 มกราคม 2549 เวลา:13:03:31 น.  

 
มีความสุขในวันตรุสจีนนะคะ


โดย: รักดี วันที่: 29 มกราคม 2549 เวลา:14:06:32 น.  

 
ความสวยงามที่มีสาระ


โดย: yungyak วันที่: 29 มกราคม 2549 เวลา:16:14:56 น.  

 
กะจะมาอัพข่าวนางงาม

มาเจอนางงามอย่างมีคุณค่าอย่างนี้ ดีใจมากค่ะ


โดย: จันทร์น้อย วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:20:20:38 น.  

 
พ.ญ. อภิสมัย ศรีรังสรรค์
คุณหมอเบิร์ท เป็นผู้หญิงเก่ง สวย และจิตใจดี
ประทับใจคุณหมอในความเป็นกันเอง ไม่ถือตัว และน่ารักสุดๆ...อิอิ



โดย: koonkeag IP: 161.200.255.161 วันที่: 27 สิงหาคม 2549 เวลา:7:32:15 น.  

 
พ.ญ. อภิสมัย ศรีรังสรรค์
คุณหมอเบิร์ท เป็นผู้หญิงเก่ง สวย และจิตใจดี
ประทับใจคุณหมอในความเป็นกันเอง ไม่ถือตัว และน่ารักสุดๆ...อิอิ

//www.koonkeag.blogspot.com/




โดย: koonkeag IP: 161.200.255.161 วันที่: 27 สิงหาคม 2549 เวลา:7:33:33 น.  

 
นี่ๆมีเด็กนักเรียนโรงเรียนชื่อดังในเชียงใหม่ถูกขังตายในห้องนํ้ากว่าพบศพก็ผ่าน1อาทิตย์โปรดส่งต่อไปอีก6คนถ้าไม่ครบเวลา0.00น.เด็กคนนั้นมาเคาะประตู......ขอโทษนะเราโดนมาแล้วซวย





โดย: 111 IP: 124.120.158.217 วันที่: 23 ตุลาคม 2551 เวลา:14:29:24 น.  

 
I have to express some thanks to you for bailing me out of such a setting. As a result of browsing through the world wide web and getting principles which were not helpful, I figured my life was over. Being alive without the presence of solutions to the issues you've sorted out all through this website is a critical case, and the kind which could have negatively damaged my entire career if I hadn't noticed your blog post. The know-how and kindness in controlling a lot of things was crucial. I'm not sure what I would have done if I had not discovered such a stuff like this. I'm able to at this time look ahead to my future. Thanks a lot so much for the impressive and results-oriented guide. I won't hesitate to refer your blog post to anybody who desires guidelines about this problem.
cheap snapbacks hats //www.sunriseventuresllc.com/services.html


โดย: cheap snapbacks hats IP: 94.23.252.21 วันที่: 4 สิงหาคม 2557 เวลา:4:18:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ลูกโป่งลอยฟ้า_ชิงช้าสวรรค์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 63 คน [?]




ลูกโป่งลอยฟ้า ชิงช้าสวรรค์
...ติดตามข่าวสารนางงามและเรื่องน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่...
ติดต่อลูกโป่งหรือแอดมาคุยได้ที่ balloon_chingcha@hotmail.com hi5.com, twitter, facebook
New Comments
Friends' blogs
[Add ลูกโป่งลอยฟ้า_ชิงช้าสวรรค์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.