เดิน เดิน เล่น เล่น บนพื้นโลก
 
 

FORGOTTEN




เมื่อคืนฝนตกหนัก และตกเรื่อยๆเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ฉันเหลือบดูนาฬิกามันเป็นเวลาเกือบตี 1 แล้ว หลังจากดูหนังเรื่อง

SILK จบ หนังยุโรปมักมีความละเอียดและแสดงสัญลักษ์ต่างๆเยอะ จนมีเสน่ห์และงดงามขณะที่หนังไทย เฮ้อ...เหี้ย เหอๆ

ที่พอเชิดหน้าชูตาได้คงเป็นรักแห่งสยามหละมั้ง

หลังหนังจบ ฉันมักจะเศร้าและมีอารมณ์ร่่วมกับหนังเสมอ แต่ก็ไม่ทุกเรื่องหรอกนะ คนเหงาคนกลางคืนฉันมักจะเจอคนเหล่า

นี้เสมอในเซเว่น บางครั้งที่เหงา ฉันมักจะพาตัวเองมาหาไรกินก่อนจะยืนอ่านหนังสือ gossip นินทากาเลคนดังคนอยากดัง

คำถามหนึ่งหลังจากดูหนังเรื่อง SILK จบลง บางครั้งเราเลือกจะเป็นได้ไหมระหว่่าง BELONG TO ME หรือว่า BELONG

WITH ME สำหรับฉันแล้วไม่ว่าจะเป็นยังไงมันก็เจ็บปวดเสมอแหละ

บ่อยครั้งที่เราอาจจะเก็บงำความลับอะไรบางอย่างไว้ ที่ที่คิดว่าซุกซ่อนไว้ดีดีที่สุดสักวันก็ต้องถูกขุดค้นออกมาอยู่ดี

โทนของหนังออกสีเทา และเขียว ช่างเหมาะเจาะกับคืนฝนตกอย่างนี้จัง

จะทรมานแค่ไหนนะกับการรอและเฝ้าคอย รักษาสัญญาอย่างเลื่อนลอย ในยุคที่การสื่อสารไม่ทันสมัยแบบนี้

"แล้วทำไมคนสมัยนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้นเลยล่ะ" ฉันถามคนที่นั่งข้างๆ

"คนมันเหี้ยขึ้นไง " เขาตอบ หรือจะจริงอย่างที่เขาพูดนะ

หนังสือของปรายเล่มหนึ่งที่ฉันอ่านแล้ว แทบจะทำให้ฉันอดเศร้าและสมเพชตัวเองไม่ได้ ในวันที่แฟนนอกใจไปมีชู้ สมสู่กับใคร

ไม่เลือกหน้า จนฉันต้องเลิกไม่ใช่โกรธหรอกนะ แต่ฉันยังไม่อยากติดเอดส์จากมัน

คุณสมบัติที่น่าทุเรศอย่างหนึ่งของเกย์ส่วนใหญ่ ฉันหมายถึงส่วนใหญ่นะ มักจะมักมากในกาม ก็มันเอากันง่ายนี่ที่ไหนก็ได้

แม้แต่ข้างรถหรือป่าร้าง กลางทุ่งนา

ลองอ่านดูแล้วกันนะ อาจจะรู้สึกเศร้าอย่างฉัน หรืออาจจะตลกขบขันเพราะอยู่คนละห้วงอารมณ์

" FORGOTTEN" by marie laurencin

more than bored : sad,

more than sad : unhappy

more than unhappy: ill

more than ill : abandoned

more than abandoned :alone in the world

more than alone in the world : in exile

more than in exile :dead

more than dead : forgotten

หนักหนากว่าความเบื่อคือ ความเศร้า

หนักหนากว่าความเศร้า คือ ชีวิตไร้สุข

หนักหนากว่าชีวิตไร้สุข คือ ป่วยไข้

หนักหนากว่าป่วยไข้ คือ การถูกทอดทิ้ง

หนักหนากว่าถูกทอดทิ้ง คือ อยู่อย่างเปล่าเปลี่ยวบนโลกใบนี้

หนักหนากว่าการอยู่เปล่าเปลี่ยวบนโลกใบนี้ คือ พลัดพราก

หนักหนากว่าการพลัดพราก คือ ความตาย

หนักหนากว่าความตาย คือ ถูกลืม

ปราย พันแสง

ถามตัวเองดูซิเราเคยลืมใคร และใครลืมเรามั่ง สำหรับฉันแล้ว ฉันว่าฉันจำแม่นนะ แม้แต่เรืองของเธอ

และเธอคงรู้แล้วใช่ไหมว่าฉันจะให้เธอเป็นอะไรดี ระหว่าง BELONG TO ME หรือ BELONG WITH ME





 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 13 พฤษภาคม 2551 1:48:09 น.   
Counter : 357 Pageviews.  


คำมั่นสัญญา







เธอเชื่อเรื่องค่ำมั่นสัญญาไหม ไม่รู้สิคำคำนี้ฟังดีดีสิ มันช่างอบอุ่นเหลือเกิน

แต่ฉันก็เชื่อว่าคงจะน้อยคนที่ยังแบกรับมันเอาไว้ หลังจากที่เคยให้กับใครบางคนไป

บางครั้งมันก็ช่างหนักเกินแบกรับ ถ้าเราทุ่มเทกับมันมากเกิน เกินอีกฝ่ายนึง

แต่บางครั้งมันก็เบาหวิวซะจนแทบจะปลิดปลิวถ้าฝ่ายโน้นไม่ใส่ใจที่จะใยดีกะมัน

เธอเชื่อเรื่องฤดูไหม บางฤดูที่เราอยากมีความรัก

บางฤดูื่ที่เราอยากให้มันพ้นผ่านไปเร็วๆ

สำหรับฉัน ฉันเชื่อว่าฤดูบางฤดูเป็นแค่ตัวเชื่อมระหว่างเรากับใครบางคน

คำมั่นสัญญากับฤดูกาลมักจะมาพร้อมกัน

และบางครั้งก็จากไปพร้อมๆกันเหมือนกัน

บางครั้งฉันก็รู้สึกดี ดีกับคำมั่นสัญญาของใครบางคน

อบอุ่นและมีความสุขประหลาดกับบางฤดูกาล

ก่อนจะหลงลืมมันไปและสนุกกับเรื่องราวใหม่ๆ

สัมผัสของฉันที่มีคงคล้ายปลิวนุ่นล่องลอยไม่ยึดเหนี่ยว

บางเบาเหมือนไร้ตัวตน

แต่มันช่างกลมกลืนและสอดรับกับสายลมของแต่ละฤดูเหลือเกิน

เธอจะเลิกถามฉันได้หรือยังล่ะทีนี้

บางทีฉันว่าฉันอาจจะล่องลอย เกินกว่าจะหยุดนิ่งกับใครบางคน

สายลมแห่งความหนักแน่นนั่นปลิดขั้วให้ฉันล่องลอยตั้งแต่วันนั้น

วันที่เธอคำลายคำมั่นสัญญาของเราสองคนพังลง




 

Create Date : 10 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 10 พฤษภาคม 2551 0:04:28 น.   
Counter : 458 Pageviews.  


เดียวดายกลางสายลม วัยฝันวันเยาว์

ในวันที่แสนเหงาของฤดูหนาวเมื่อยามเด็ก ฉันยังไม่เข้าใจการพลัดพรากหรือการจากลา

แต่วันที่เสียงลมหนาวอุดอู้ พ่อแม่และพี่ๆน้าๆไปทุ่งนาเพื่อเก็บเกี่ยวข้าวที่สุกเหลือง โดย

ปล่อยให้ฉันเล่นขายของลำพังข้างต้นตะแบกใหญ่ที่ดอกของมันกำลังออกดอกสีม่วงเด่น



ณ วัยหกขวบของฉันตอนนั้น ฉันรู้สึกถึงความเหงาอย่างบังเอิญ เป็นความรู้สึกครั้งแรกๆ

หลังจากงานศพย่าเพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน

ตอนเด็ก ฉันมักจะฝันร้ายและไม่สบายๆบ่อยครั้งเสมอ ฉันไม่รู้ทำไม หลังจากฉันเริ่ม

รู้จักความเหงา สิ่งที่สองที่ฉันได้เรียนรู้จากการฝันร้ายคือความโดดเดี่ยว

ธรรมชาติกำลังสอนฉันให้เรียนรู้ความเจ็บปวดที่มีอยู่ในโลกนี้หรือยังไงนะ ??

ฉันได้แต่ถาม ถามตัวเอง ถามท้องฟ้า บางครั้งก็ถามเอากับสายลมที่มีแต่ความว่าง

เปล่า....



ฉันค่อยๆเติบใหญ่ทีละนิดละนิด โดยมีแม่และพ่อคอยบอกเสมอว่า ฉันเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุดที่

พวกเขารอคอย และคอยบอกฉันให้แบ่งปันความรักที่มีให้แก่คนอื่นๆที่เรารักและรักเรา

แต่นอกเหนือจากความเหงาและความโดดเดี่ยวที่ฉันได้ซึมซับมันมาแล้ว ฉันยังไม่รู้สึกถึง

ความรักเลยว่าเป็นยังไง



ฉันได้แต่หวัง สักวันฉันจะต้องรู้จักความรัก ว่าเป็นยังไง?




มันจะเหมือนน้าชายของฉันไหมนะ ที่หลงรักสาวข้างบ้านคนนึง วันสุดท้ายก่อนที่น้าจะหนีออกจาก

บ้านฉันแอบเห็นเขานั่งเหม่อลอยอยู่ที่สวนหลังบ้าน ก่อนวันที่สาวคนนั้นจะแต่งงานกับหนุ่มต่างถิ่น

คนนึง

ถ้าความรักต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดแบบั้นแล้ว พวกผู้ใหญ่ทำไมยังจะสั่งสอนแนะนำให้เด็กอย่าง

ฉันรู้จักมันด้วยนะ ไม่เข้าใจจริงๆ



วันหนึ่งฉันก็ได้รู้จักความรัก และความสูญเสียในเวลาไล่เรี่ยกัน วันที่พ่ออุ้มน้องหมาตัวน่ารักมาให้เลี้ยง

พ่อบอกว่าฉันจะได้ไม่เหงา เวลาพวกพี่ๆไปโรงเรียนกันหมด



ปุกปุยคือชื่อของหมาตัวนั้น ฉันยังจำมันได้ดี มันชอบกระดิกหางเสมอ เวลาฉันอุ้มมันมากอด แม่มักแอบ

ดุเสมอถ้าฉันแอบเอาปุกปุยมานอนบนเตียง

"เดี๋ยวจะได้กลายเป็นหมาอีกตัวพอดี " แม่มักบ่นแบบนี้เสมอ แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร

ปุกปุยมักจะชอบร้องเพลงในคืนเดือนหงาย เสมอ จนฉันรำคาญเพราะฉันฟังมันไม่รู้เรื่อง แต่พ่อบอกว่า

เขาไม่เรียกว่าร้องเพลงหรอกน่ะ เขาเรียกว่ามันเห่าและหอน เป็นธรรมชาติของมันที่ได้ยินเสียงคลื่นความ

ถี่สูงๆที่มนุษยือย่างเราไม่สามารถได้ยิน



พ่อยิ่งพูดฉันยิ่งงง อะไรก็ไม่รู้ พวกผู้ใหญ่ชอบพูดอะไรที่เข้าใจยาก






วันหนึ่งปุกปุยหนีออกจากบ้านไปวิ่งเล่นซะไกล พวกเราทุกคนที่บ้านตามหาจนทั่ว จนกระทั่งเย็นค่ำ ฉันร้องเรียก

ชื่อของมันจนแทบไม่มีเสียง จนป้าข้างบ้านมาบอกว่า ปุกปุยโดนรถเหยียบตายนอนอยู่ข้างถนนหน้าบ้านแก

ฉันรบเร้าให้แม่กะพ่อพามันไปโรงพยาบาล ที่นั่นมียาวิเศษ ที่ทำให้ปุกปุยหายได้ แม่โอบกอดฉันเบาๆและบอกว่า

มันช้าเกินไปแล้วหล่ะ ปุกปุยหลับสบายแล้ว ฉันได้แต่ปล่อยโฮ ไม่ยอมท่าเดียว

แต่บางที ปุกปุยอาจจะไปอยู่บนดาวดวงเดียวกับเจ้าชายน้อยก็เป็นได้ ฉันแอบคาดหวังถึงเจ้าชายที่แอบเปิดดูใน

กระเป๋าโรงเรียนของพี่ชาย




โลกนี้มาดาวอีกกี่ดวงนะ แล้วย่าล่ะจะไปอยู่ดวงไหนนะ ปุกปุยยังสามารถร้องเพลงในคืนที่พระจันทร์ทอแสงนวลตา

ได้อยู่หรือเปล่านะ

แม่อุ้มฉันวางไว้บนเก้าอี้ตัวเล้กๆ และเริ่มเล่านิทานเรื่องเจ้าชายน้อยอีกครั้ง น้ำตาฉันยังเปียกแฉะและยังสะอื้นไห้

เปียที่ถักไว้หลุดลุ่ยจนแม่ต้องถักให้ใหม่ สัมผัสของแม่ที่มีต่อฉันช่างนิมนวลและอบอุ่นซะเหลือเกิน




"แม่จ๋า ปุกปุยกับย่าและน้าเขาไปรอเราที่ดาวอีกดวงแล้วใช่ไหมจ๊ะ" ฉันถามแม่เบาๆ

และเฝ้าฝันจินตาการถึงดวงดาวแห่งความรักและความอบอุ่นในนิยายที่แม่เพิ่งเล่าให้ฟังเมื่่อสักครู่

"ใช่จ้ะ แต่หนูต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะก่อนถึงจะไปได้"แม่บอกเบาๆ

แม่พูดเหมือนพ่ออีกแล้ว ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทำไมพวกผู้ใหญ่ชอบพูดอะไรยากๆอยู่เรื่อยเลยนะ



และฉันต้องเรียนรู้อะไรอีกบ้างล่ะ ฉันได้แต่ถามตัวเองเบาๆ ขณะยกชายเสื้่ออีกข้างขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่ยังไม่แห้งดี

ขณะสีเทาแมวตัวเดียวในบ้านเข้ามานัวเนียใกล้ๆเหมือนคอยปลอบใจให้ฉันหยุดร้องไห้อีกคน







ps. แรงบันดาลใจมาจากภาพการ์ตูนต่างๆที่คอยเซฟเก็บไว้และคิดว่าวันนึง

มันจะมีเรื่องเล่าสักเรื่อง อย่างนี้




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 5 พฤษภาคม 2551 5:01:43 น.   
Counter : 1295 Pageviews.  


เชียงใหม่-ขอนแก่น ดินแดนแห่งความรัก




ฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล ขณะที่ผมใช้วันหยุดหลายวันกลับมาบ้านต่างจังหวัด ช่วงที่เขากลับเข้าไปทำงานกันหมดแล้ว

ปีนี้ฝนมาเร็วกว่าทุกปี หรืออาจจะเป็นเพราะฤดูกาลได้ผันผวนจนยากจะคำนวณแล้วก็เป็นได้

ผมเพิ่งค้นพบว่า บรรยากาศนั่งรถระหว่างฝนตกมันช่างโรแมนติกซะเหลือเกิน ขณะที่รถโดยสารกำลังไต่ระดับ

เทือกเขาน้ำหนาวเพชรบูรณ์วันที่กลับมาจากเชียงใหม่ตอนบ่ายๆ

เด้กน้อยมากับแม่ ขณะรถจอดพักระหว่างทาง พร้อมกับเห็ดป่าถุงใหญ่ ผมซื้อมาสองถุง ดีเหมือนกัน กลับถึง

บ้านจะให้แม่แกงให้กิน

ความคิดกำลังจะเป็นรูปเป็นร่างและโอกาสที่จะกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดก้มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมอยากเปิดร้านกาแฟแถวๆ มข อยากให้ที่นี่มีร้านดีดี แบรนด์คนไทยรสชาดดีดีเหมือนร้านกาแฟ วาวีที่เชียงใหม่

จัง ผมตกหลุมรักกาแฟร้านนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลิ้มลอง กะว่าจะขอซื้อเฟร์นไชส์หน่อยไม่รู้แพงหรือเปล่า เหอๆ

หน้าบ้านกำลังอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพรรณ ดอกไม้ที่บรรจงปลูกตั้งแต่สร้างบ้านใหม่ๆ

ฝนตกปรอยๆอีกแล้วทันทีที่มาถึงบ้าน อากาศเย็นจนหนาว พ่อบอกให้ตื่นแต่เช้า วัวเพิ่งคลอดใหม่กะอีกหนึ่งวัวสาว

ที่จะต้องผสมพันธ์ พ่อถามตลกๆว่าถ้ากลับมาอยู่จริงๆ ต้องผสมพันธ์วัวเองนะ ไหวหรือ ที่จะต้องเอามือยัดเข้าไปใน

จิ๋มวัว อึ๋ยย ฟังดูก็น่าจะขนลุกแล้วหล่ะแต่เอาเข้าจริงๆวันหนึ่งที่วัวมันเยอะผมคงต้องลงมาจัดการเองแล้วหล่ะ

ที่ตรงเนินเขาเล็กๆ ตรงปลายไร่ ปกคลุมด้วยไม้นานาพรรณ กำลังแข่งกันโตแย่งแสงแดดกัน ยังจำได้ถึงตอนวัยเด้ก

ที่ผมกะน้องชายและพ่อกับแม่ช่วยกันหักร้างถางพงแถวนี้ให้มันเตียนราบ

ดอกไม้ป่าที่กำลังออกดอกสะพรั่งนั่นส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล ฝนตั้งเค้ามาอีกแล้ว เหมือนหลับใหลไปนานแสนนานและ

ตื่นขึ้นมาอีกเช้าวันหนึ่งที่สิ่งรอบตัวดูคุ้นเคยและงดงาม ยังรู้สึกเหนื่อยกับฝันร้ายเมื่อคืน แต่ก็อุ่นใจที่ฝันนั้นผ่านไปแล้ว

ผมกำลังเหม่อมองที่ว่างเปล่าเหล่านั้น ภาพชายวัยกลางคนนึงกำลังก้มๆเงยๆขุดดินถมรอยน้ำที่กัดเซาะจนเสียหาย

จริงๆแล้วผมต้องดูแลคนเหล่านี้ พื้นที่ป่าแห่งนี้ไม่ใช่หรอกหรือ

บางครั้งก็เกิดคำถามขึ้นกับตัวเอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผมไปอยู่ไหนมานะ ในห้วงแห่งความสุขและอิ่มเอมเช่นนี้

โดยปล่อยให้ใครบางคน สิ่งบางสิ่งเติบโตอย่างเงียบเหงา และเฝ้ารออย่างสิ้นหวัง




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 3 พฤษภาคม 2551 19:39:50 น.   
Counter : 598 Pageviews.  


ศาลาคนเศร้า




แดดเดือนเมษาช่างร้อนและทรมานน่าดู และดูเหมือนว่าแต่ละปี ความร้อนจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้ ตอนนี้ผมมานั่งจมอยู่ร้านกาแฟเจ้าประจำที่เชียงใหม่อีกครั้้ง จะว่าไปเกือบสองปีแล้วที่วนเวียนมาที่

นี่บ่อยๆ

ตอนอยู่ต่างจังหวัดสมัยเรียน ม.ปลาย หนังสือหนึ่งที่ต้องหยุดอ่านและหยุดดูทุกครั้งคือ ศาลาคนเศร้า ณ ตอน

นั้นสารภาพตามตรงว่า ยังไม่เคยอกหักหรือเข้าใจอะไรมากมาย แต่สิ่งหนึ่งีท่เฝ้าถามตัวเองเสมอว่า ทำไมคน

เราถึงมีเรื่องเศร้า ทุกข์ การพลัดพรากได้มากมายก่ายกองขนาดนั้น จนกระทั่ง กระทั่ง.....

วันหนึ่งได้มีโอกาสไปห้องน้องคนหนึ่ง น้องเขาเคยบอกว่าเขาเคยเอาเรื่องราวความรักของเขาไปลงในศาลา

คนเศร้า พลันที่ได้ยินผมตลกและหัวเราะอย่างเสียมารยาท อะไรกันนี่ ในโลกที่อะไรๆมันทันสมัยไปหมด แล้วยัง

จะมีใครบ้าจี้เขียนจดหมายตอบโต้กันอยู่อีก แต่ผมก็คาดผิดเพราะน้องเขายกกล่องจดหมายที่ถูกตอบกลับมาสอง

กล่องใหญ่ๆ คนเหงาคนเศร้าไม่ได้ลดลงตามวันเวลาหรอกหรือ

หัวข้อหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ชวนใจหายคือ กรมไปย์รณีย์จะยุบส่วนการให้บริการด้านโทรเลข เพราะจำนวนผู้ใช้บริการ

ส่วนนี้ลดลง หลังจากที่เปิดให้บริการมาเกือบ ร้อยสิบสามปี ช่างน่าเศร้าใจอะไรเช่นนนี้

ผมขออนุญาติน้องคนนั้นอ่านจดหมายเหล่านั้น นานหลายปีแล้วที่ผมไม่ได้เขียนจดหมายหาใคร และมีใครเขียนจดหมาย

มาเล่าข่าวคราว จดหมายเกือบทั้งหมดคล้ายๆกันไม่มีอะไรแตกต่างหรือชวนให้น่าสนใจ ถ้าจดหมายเหล่านี้คือการเลือกใคร

สักคน ผมคงไม่เลือกเพราะมันไม่มีความแตกต่าง เกือบทั้งหมดคล้ายก้อปปี้กันมา ไม่ว่าการแนะนำตัว คำพร่ำเพ้อเชยๆ หวานๆ

และทั้งหมดมักจะลงท้ายด้วยการฝากเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้ให้โทรไปหาแทนการเขียนจดหมายตอบโต้ไปมาแบบนี้

เอาเข้าจริงๆแล้ว ความมีเสน่ห์ของการเขียนจดหมายมันหดหายไปจริงๆแล้วหรือไงนะ

ครั้งหนึ่งได้มีความรู้สึกดีกับคนไกลบางคน ความสันพันธ์เหมือนจะไปกันด้วยดี ไอ้จะโทรศัพท์หากันก็ไม่ไหว แพงเหลือเกิน จะ

ออนเอ็มคุยกันก็หาเวลาว่างตรงกันไม่ค่อยได้ จนผมเสนอไอเดียว่า ขอเขียนโปสการ์ดไปบอกเล่าดีไหม? แต่ก็ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผล

ที่เขาไม่อยากให้คนสนิทเพื่อนฝูงเหล่านั้น รู้ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขา

ดูมันช่างน่าเศร้าและขมขื่นเสียนี่กระไร

"พี่อ่านแล้วรู้สึกยังไง" น้องเจ้าของห้องเอ่ยถาม หลังจากผมอ่านจดหมายนั้นจนหมดทุกฉบับ ผมเลือกเอาจดหมายสองฉบับนั้นแยก

ออกมาด้วยที่มันแปลกและแตกต่างจากคนอื่นทั้งหมด

"พี่ขอเบอร์คนนี้กะที่อยู่ได้ไหม
" ผมเอ่ยถาม อะไรไม่รู้ที่ทำให้ผมอยากรู้จักคนสองคนนี้ นอกจากสำนวนและเนื้อหาที่เขาเขียนมาบอก

เล่า และผมมีคำถามเตรียมไว้แล้วแหละสำหรับคนเศร้าและอาศัยจดหมายเป็นสะพานเชื่อความสัมพันธ์กะคนอื่น ไม่ใช่การจีบหรือเสน่หา

แบบคนหนุ่มสาว แต่มันเหมือนเราได้เข้ามาเจอคนพันธ์เดียวกันก็เท่านั้นเอง

ผมไม่เชื่อหรอกว่าความเหงาจะถูกบำบัดด้วยคนเหงา ยิ่งใกล้คนเหงาเท่าไหร่เรายิ่งจะเหงายิ่งขึ้น วันและเวลาต่างหากที่จะทำให้สิ่งเหล่า

นั้นเจือจางพร้อมทั้งความแข็งแรงของหัวใจเราเป็นตัวหล่อหลอม

วันนี้ผมไม่เหงา ไม่ใช่ไม่เคย เพียงแต่ผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาแล้วต่างหาก ผมไม่ได้มีหัวใจที่เข้มแข็งมากกว่าคนอื่นๆ ทุกข์น้อยกว่าคนอื่น

เพียงแต่ผมเลือก เลือกที่จะอยู่ห่างๆคนเหงาเหล่านั้นต่างหาก

แล้วนี่ผมเลือกที่เหงาอีกหรอกหรือถึงเลือกที่จะเข้าใกล้คนเหงาเหล่านั้น นั่นสินะ มนุษย์บางครั้งก็ช่างเขลาแสนเขลา รู้ทั้งรู้ แต่ก็..นะ




 

Create Date : 21 เมษายน 2551   
Last Update : 21 เมษายน 2551 14:35:10 น.   
Counter : 550 Pageviews.  


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  

Bear leader
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







ทานตะวัน - ธนิศร์ ศรีกลิ่นดี

เดินๆ เล่นๆ บนผืนโลก

ในเช้าตรู่ของวันหนึ่ง
หลังจากหลับไหลมาแสนนาน
ฟ้ากำลังเปล่งสีส้มอ่อน
เมื่อคืนความฝันได้พาผมไป
หลากที่มากมาย..
คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิด..
ผมสงสัยว่า..
ผมมีชีวิตก่อกำเหนิดขึ้นมาเพื่ออะไร??
เช้าที่แสนมหัศจรรย์ของวันนี้
ผมรู้แล้วหล่ะ
ผมเกิดมาเพื่ออะไร...
..เพื่อ...ได้รู้..ได้เห็น

[Add Bear leader's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com