เด็กเอ๋ย เด็กน้อย
เห็นเด็กน้อยออกมาทำอะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น  มองดูด้วยความแปลกใจ ห่วงใย และ ละเหี่ยใจไปพร้อมๆกัน
นึกไปนึกมา  ก็นึกได้ว่า  ตอนตัวเราอายุเท่าๆนี้  ผู้ใหญ่ที่อายุเท่าๆเราในตอนนี้  ก็คงมอง และ ละเหี่ยใจกับเราอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
ได้โอกาสหวนกลับไปดูตัวเอง  ฉันเองก็คงทำให้ผู้ใหญ่เหนื่อยใจอยู่ไม่น้อย

ตอนเป็นเด็กน้อย  แม้ฉันจะเป็นเด็กเรียบร้อย  ไม่ซนโลดโผนโจนทะยาน  แต่ก็ออกจะเป็นเด็กแปลกอยู่สักหน่อย
แปลกแรกที่จำตัิดใจ คือ วันหนึ่งในห้องเรียนชั้น ป.4  โต๊ะเรียนประจำของฉันอยู่ติดหน้าต่างบานเกล็ด  ซึ่งเป็นบานกระจก  วันนั้นฝนตกปรอยๆเบาๆ  ฉันนั่งเหม่อมองดูฝนที่โปรยลงมาไม่ขาดสาย  ดูๆไปสักพัก  อยู่ๆฉันก็สงสัยว่า  ฝนตกอยู่ข้างนอกจริงๆเหรอ ทั่งๆที่รู้ว่าฝนตกอยู่นอกชายคา  ฉันอยู่ในห้องเรียนที่ไม่มีทางโดนฝน  กระนั้นฉันก็ยังสงสัยว่า จะเปียกมั้ย  แล้วก็ลองยื่นมือไปทางหน้าต่างบานเกล็ด ทำท่ารอให้ฝนตกใส่มือ
ครูประจำชั้นเห็นท่าทางแปลกๆนั้น  ได้ถามฉันว่า ทำอะไร
ฉันตอบไปตามจริงว่า อยากรู้ว่ายื่นมือไปรอแล้วจะเปียกฝนมั้ย
ฉันจำได้ว่า ครูมองฉันนิ่งๆ อึ้งๆ  แล้วฉันก็โดนลงโทษ ฐานที่ไม่ตั้งใจเรียน

ฉันเป็นอ่อนด้อยในเรื่องงานประดิษฐ์เอามากๆ  วันหนึ่ง  น่าจะตอน ป.5  ในวิชาการงาน  ฉันต้องเรียนทำดอกไม้ประดิษฐ์จากกระดาษ เกสรสำเร็จรูป ลวด ใบไม้สำเร็จรูป และ ฟลอร่าเทป
หมดชั่วโมงเรียน  ทุกคนต้องมีดอกไม้ไปส่งครู
ฉันพยายามเข้าดอกอยุ่ 2 - 3 รอบ ก็ไม่ได้สวยอย่างใจเสียที  ก็เลยเลิกทำ  ไม่ขอให้ใครช่วย  ไม่สนใจด้วย  ว่าไม่มีงานไปส่งครู
ที่สำคัญ  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ในชั่วโมงงานประดิษฐ์  ฉันไม่มีงานส่ง
วันนั้น  หลังเลิกเรียน  ครูจับให้ฉันนั่งอยุ่ในห้องเรียนคนเดียว  สั่งให้ฉันทำดอกไม้ให้เสร็จ  ส่งตรูแล้ว  จึงจะกลับบ้านได้  ครูยังไปรอบอกพ่อฉันที่มารับที่โรงเรยนทุกวันให้ด้วยว่า ฉันยังต้องอยู่ที่โรงเรียนไปก่อน
กว่าฉันจะทำเสร็จแบบที่ดอกไม้มันหาความสวยอะไรไม่ได้  ก็ปาเข้าไปห้าโมงครึ้ง  ทั้งที่โรงเรียนเลิกตั้งแต่ 4 โมงเย็น
ตอนนี้กลับมานึก ก็รู้สึกผิด  เพราะนกจากคุณครูจะไม่ตีแล้ว  ยังสละเวลาตัวเองมานั่งอดทนรอให้เด็กไม่รับผิดชอบอย่างฉัน  รู้จักทำหน้าที่ของตัวเอง
ที่แย่ที่สุด  ความเสียสละของครู  ไม่ได้ทำให้ฉันดีขึ้นเลย

พอมาอยู่ ม.ต้น  ฉัีนได้เกรด ร เรือ มาทุกปี ตั้งแต่ ม.1 ยัน ม.3 ด้วยอาการเดิมๆ  จะเรียกว่ากบฏ ก็คงได้  เพราะงานอะไรที่ครูสั่งให้ทำ  แล้วฉันเห็นว่า ไม่รุ้จะให้ทำไปทำไม  ทำแล้วก็ไม่สวย  ทักษะความรู้ฉันก็ไม่ได้เพิ่มอะไร  ฉันเลือกไม่ทำงานส่ง  ไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าจะมีผลกระทบอะไรตามมาบ้าง  ติด ร มาแล้ว ก็ไม่ได้พยายามจะแก้ด้วย  ครูเรียกแล้วเรียกอีก  จนสุดท้าย ต้องเชิญผู้ปกครองมาพบ  เพราะถ้ายังมีเกรด ร อยู่จนถึงเทอมสุดท้าย  ฉันจะไม่มีจบ ม.3 ไปเรียนต่อที่ไหนไม่ได้  เรื่องมันใหญ่จนฉันยอมทำทุกอย่าง  ทั้งที่ก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี  เพื่อให้ฉันได้มีเกรด  ในใบับรองวุฒิ  เพื่อเอาไปสมัครเรียนต่อ

เมื่อตอน ม.3 มีวิชาเลือกเสรี  ให้โอกาสนักเรียนได้เลือกเรียนตามใจชอบ  เพื่อนคนอื่นๆเกือบทั้งห้อง  เลือกวิชาอังกฤษเสริม  ก็ถูกของเขา ภาษาอังกฤษมันสำคัญ  แต่สำหรับคนที่เรียนวิชานี้ได้เกรดอยุ่แค่ 0 1 ดีที่สุด คือ 2  จะไปเลือกทำไมให้หนักหัวเพิ่ม  ทั้งที่ไม่มีเพื่อนเรียนด้วยเลยสักคน  และโดยไม่ปรึกษาใคร  ฉันเลือกเรียนวาดรูป กับ บัญชีเบื้องต้น
เหตุผลที่เลือก 2 วิชานี้  เพราะฉันว่า ฉันโง่  เลข  อังกฤษ  วิทยาศาสตร์ ไม่ได้ความสักอย่าง  จบม.3 จะไปเรียนอะไรต่อ  จะไปเลือกเอาอาบหน้า ก็เกรงว่าจะไปเจอที่ไม่ชอบแล้วไปต่อไม่ได้  ก็เลยอยากลองเรียนดูเสียก่อน  ฉันเลือกด้วยเหตุผลของฉัน  ไม่มีการตามเพื่อนอย่างที่คนวัยเดียวกันชอบทำ
ผลออกมาก็ได้ตามที่ต้องการนั่นแหละ  คือ ฉันไปไม่รอดในทั้ง 2 ทางนั้น  เป็นอันว่า  ไม่ต้องไปเสี่ยงเรียนให้เสียเวลาชีวิต

ม.ปลาย  ฉันเลือกเรียน ศิลป์-ฝรั่งเศส  ด้วยเหตุผลที่คิดมาแล้วอย่างดี และ ไม่ปรึกษาใครว่า เลข วิทยาศาสตร์ ตัดไปไม่ไหวแน่ เหลือัวเลือกแค่ ศิลป์-ฝรั่งเศส กับ ไทย-สังคม ซี่งถ้าเลือกอย่างหลัง  ก็ไม่พ้นต้องท่องจำ  ซึ่งฉันรู้ว่า ไม่ใบ่ทาง  ภาษาฝรั่งเศส  ซึ่งทุกคนก็ไม่เคยเรียน  มาเริ่มพร้อมกับทุกคน  ตั้งต้นแต่แรก  ตั้งใจให้ดี  อันนี้น่าจะรอดสุด
แต่เรียนไปได้ไม่กี่อาทิตย์  ฉันก็เริ่มตามเพื่อนไม่ทัน  เริ่มงงว่า  ฉันเข้าเรียนครบทุกคาบ  ไม่ได้โดดเรียนไปไหน  แล้วทำไม  เหมือนครูสอนข้ามๆ  แต่คนอื่นเขาเรียนรู้เรื่องกันมหด  ถามเพื่อน จึงได้รู้ว่า  ครูสอนไปแล้วที่เรียนพิเศษ
ฉันอึ้งๆ งงๆ  ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องอุทานว่า อย่างนี้ก็ได้เหรอ
ไม่ใช่ฉันไม่รู้หรอกว่า ครูเปิดสอนพิเศษ  ไม่ใช่ไม่มีเงินจ่ายค่าเรียน  ฉันแค่คิดว่า ยังไม่รุ้เลยว่า เรียนแล้วมันจะยากง่ายแค่ไหน  จะไปรีบเสียเงินเรียนทำไม เอาไว้ถ้าไม่ไหว ค่อยไปเรียน
คิดตรงไปตรงมาแบบเด็กๆอย่างฉัน  ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า มันเป็นแบบนี้ก็ได้ด้วย
แต่ฉันเป็นเด็กแปลก  แทนที่จะไปเรียนพิเศษกับครู  จะได้เรียนทันเพื่อน  ฉันกลับเลือกเรียนแต่ห้องเรียนต่อไป  ทั้งๆที่รู้ว่ามันจะเรียนไม่รู้เรื่องนั่นแหละ  ฉันรู้สึกว่า ครูต้องรับผิดชอบที่ครูไม่สอนฉันในห้องเรียน  ถ้าผลการเรียนออกมาไม่ดี  ครูก็ต้องทำอะไรกับฉันสักอย่างแหละ
ในที่สุด  มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ  ฉันสอบได้คะแนนแย่มาก  โดยเฉพาะส่วนที่ครูข้าม ไม่มาสอนซ้ำในห้องเรียน  ครูก็คงรู้สึกอะไรอยู่บางละมัง  จึงได้เรียกฉันไปพบ  และนัดให้มาเรียนเพิ่ม
ฉันจึงได้เรียน  ในส่วนที่ฉันควรจะได้เรียน  แบบไม่ต้องเสียเงินเพิ่มด้วย

เด็กแปลกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้  เทอมแรกเพื่อนตื่นเต้นอยากรู้เกรดรายวิชาก่อนที่ใบเกรดจริงจะออกมา  เพื่อนชวนฉันไปหาอาจารย์  ขอดูคะแนน  ฉันซึ่งไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำดะไร  แต่ก็เห็นว่ามันก็ไม่ได้เสียหายอะไร  จึงได้ไปด้วย  อาจารย์เห็นว่ามากัน 2 คน ก็จึงเื้อเฟื้อดูคะแนนให้ฉันด้วย
ดูแล้วก็บอกว่า ได้ 80 คะแนน  ถ้าได้อีกคะแนนนึง ก็ได้เกรด A นะ  เอามั้ย อาจารย์แก้ให้
ฉันมองหน้าอาจารย์แบบงงๆ  ตอบไปว่า ไม่เป็นไรค่ะ  ขอบคุณค่ะ
ฉันไม่ได้คิดอะไรกับอาจารย์  ฉันแค่คิดว่า ฉันไม่อยากโกงตัวเอง  ฉันทำไปเท่าไหร่  ก็ควรได้ผลมาเท่านั้น  มันถูกอยู่แล้ว
ฉันภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้แม้มันจะน้อยนิดหากเที่ยบกับที่ฉันจะได้จากคนอื่น
แต่แบบนั้น มันไม่ภูมิใจ  อวดใครไม่ได้เต็มปากหรอก ว่านี้คือผลงานของฉัน
และด้วยเหตุผลเดียวกันนั้น  เมือต้องเรียนวิชาการอ่าน ซึ่งงานของเทอมนั้น คือ นิยาย 1 เล่ม
ฉันจึงเลือกอานทั้งเล่มด้วยตัวเอง  ปฏิเสธเพื่อนที่ชวนไปเข้ากลุ่ม จะได้แบ่งกันไปอ่าน แปล  แล้วเอามาแลกกัน
ฉันโดนเพื่อนเคืองอยู่นาน เพราะเรื่องนี้  แต่ฉันก็ไม่ได้อธิบาย  และ ตั้งหน้าตั้งตาอ่านของฉันไป
แล้วฉันก็ได้เกรด A มาเป็นเกียรติประวัติ อีก 1 ตัว

สุดท้ายที่อยากเล่าคือ  บทเรียนที่ทำให้ต้องเปลี่ยนความคิดเลยทีเดียว
ที่โรงเรียนฉัน มีสนามแาสกลางแจ้ง  และมีจัดแข่งทุกปี  ใต้แป้นบาสฝั่งหนึ่งมีร่มไม้ให้นั่งเชียร์ได้สบายๆ  ส่วนใต้แป้นบาสอีกฝั่งไม่มีอะไรคลุม  แดดร้อนตอนบ่ยแก่ๆหลังเลิกเรียน  ทำให้ไม่มีใครนั่ง
มีแต่ฉันซึ่งไม่ชอบเบียดเสียดกับคนมากมาย  เดินเดี่ยวไปนั่งตากแดดเชียร์บาสอยุ่คนเดียว
วันรุ่งขึ้น  คนรู้จักฉันกันทั้งดรงเรียน  พร้อมกับคำนินทาห้อยท้ายในรางที่ว่า  ฉันอยากโชว์ออฟ
มีแต่ฉันเท่านั้นที่รู้ว่า เหตุผลมันไม่ใช่  แต่ก็ป่วยการจะไปบอกใคร  และสายตาแปลกๆพวกนั้น  ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับฉัน
มีแต่ความรู้สึกฉันเท่านั้นหรอก ที่บอกว่า  ฉันไม่ควรทำอย่างนี้อีก  ฉันไม่เคยอยากเด่น  ไม่ได้อยากเป็นจุดสนใจ  ฉันควรระวังตัวมากกว่านี้  ครั้งแรก ไม่คิด เพราะไม่รู้  ตอนนี้รู้แล้ว  ครั้งต่อไป ก็ต้องคิด

ฉันว่า  ที่ฉันทำอะไรแปลกๆลงไปนี้  คงเป็นเพราะฉันเป้นตัวของตัวเอง และมั่นใจในสิ่งนี้  ซึ่งบางทีมันก็มากไปจนฉันละเลยที่จะคิดถึงผลกระทบที่จะตามมา  ซึ่ง  ใครบอก็ไม่เชื่อหรอก จนได้รู้สึกด้วยตัวเองนั่นแหละ จึงจะได้เข้าใจ  และยอมกลับมาพิจารณาตัวเอง

เข้าใจเด็กน้อยที่เขาไปแสดงออกกันอยุ่ตอนนี้
ก็ได้แต่หวังว่า ที่เขาไปทำอยู่ คือ ตัวเขา จริงๆ
หรือถ้ามันไม่ใช่  หากเขาจะต้องได้บทเรียนอะไรสักอย่าง เพื่อให้เขาเข้าใจตัวเอง
ก็อย่าให้เขาต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงนักเลย
เด็กเอ๋ย  เด็กน้อย



Create Date : 25 กันยายน 2563
Last Update : 26 กันยายน 2563 16:50:44 น.
Counter : 126 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
153/2563 ร่วมกิจกรรมตะพาบ 263 "โรงละครแห่งความฝัน" (เที่ยวสมุยตอนที่ 4) เริงฤดีนะ
(16 ต.ค. 2563 09:14:43 น.)
การ์ตูนเทียบเคียงความเป็นจริง : พฤติกรรม 'บูลลี่' toor36
(10 ต.ค. 2563 00:01:47 น.)
10.10.2020 : ช่วยด้วยค่ะ อิชั้นโดนป้ายยา!!!! Max Bulliboo
(10 ต.ค. 2563 19:27:45 น.)
No. 924 เราปรับตัว แบบไหนดี...? ไวน์กับสายน้ำ
(9 ต.ค. 2563 05:20:11 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Wallaya.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#16



วัลยา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด