ธรรมชาติ บินได้
เคยเห็นมั้ย  นกที่เค้าเลี้ยงให้เชื่อง  แล้วเอาไปฝึกบิน
จะได้ปล่อยให้นกบินไปในท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  และ บินกลบมาหาเจ้าของตามคำสั่ง
ซึ่งในความจริง  นกที่เอามาเลี้ยงให้เชื่องอย่างนั้นได้  ต้องเอามาเลี้ยงตั้งแต่ยังตัวแดงๆ มีขนขึ้นหร็อมแหร็ม  นกจะได้จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นนก  เพราะพอนกเริ่มจำอะไรๆได้  ที่เขาสัมผัสใกล้ชิดคือ คน  ไม่ใช่พ่อแม่นก
คน บินไม่ได้  จึงสอนนกไม่ได้
นกทุกตัว บินได้ ถ้าไม่พิการ
แต่นกที่ไม่รู้จักพ่อแม่  ไม่มีใครสอนบิน  ไม่เคยเห็นนกที่ไหนบินด้วย  เพราะถูกเลี้ยงอยู่ในกล่องในตะกร้า  มันจึงบินไม่เป็น  บินขึ้นสูงได้  แต่บินลงไม่ได้  เรียกยังไงก็ไม่ลง  เดือดร้อนเจ้าของต้องปีนไปเอาลงมา
เดาเอาว่าเจ้าของนกหลายคนอยากให้นกได้บินบนท้องฟ้าแบบอิสระเสรี  และ เรียกให้กลับบ้านได้  บินมาหาเจ้าของ  จึงเอาไปผึกบิน
ดูเหมือนจะหลายใจ  อยากให้อิสระด้วย อยากควบคุมด้วย
แต่คงลืมนึกไป  นกที่บินๆอิสระเสรีในฟ้ากว้างน้น  เขาเกิดและโตแบบธรรมชาติ ปรกกัดตีนถีบมาตลอด เอาตัวรอได้ทุกสถานการณ์
ส่วนนกที่เราเอามาเลี้ยง มันเกิดและโตแบบผิดธรรมชาติ  เป็นไข่ในหิน ที่ไม่ประสีประสากับโลกภายนอก
ปล่อยขึ้นฟ้าไป  ก็เหมือนส่งคุณหนูออกนอกบ้าน  ไม่เจออะไรก็ดีใป  แต่ถ้าโชคร้าย เจอจิ๊กโก๋ไล่ตีก็หนีเตลิดเปิดเปิง รู้สึกตัวอีกทีก็หลงทางกลับบ้านไม่ถูกไปแล้ว
ไม่ได้นึกด้วยว่า นกที่เลี้ยงมาแต่แบเบาะ  ใกล้ชิดผูกพันกับคนเลี้ยงมาก
เขารักคนเลี้ยง  ไม่ได้รักธรรมชาติ
จริงๆแล้ว นกแบบนี้่  ซอยขนปีก เขาก็บินไปไหนไกลๆไม่ได้แล้ว  ปล่อยเดินเล่นอยู่ในบ้านได้ตามสบาย  เรียกเมื่อไหร่เขาก็มาหา
แต่มันไม่เท่ห์  ถ่ายคลิปอวดใครไม่ได้
เอาเขามาเลี้ยงแบบผิดธรรมชาติแล้ว  ก็อยากให้เขาได้ใช้ชีวิตแบบธรรมชาติอีก
ใจคนหนอ  ยากแท้จะเข้าใจ

จะด้วยความรัก เมตตา สงสาร หรืออะไรก็แล้วแต่  จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว  คนเราก็มักพยายามควบคุมสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามต้องการเพื่อความสบายใจของตัวเอง  จนบางทีก็ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการกระทำนั้นๆ
อย่างเรื่องนก  ถ้าบินหายไป  ก็เสี่ยงที่จะตายได้ง่ายๆ  เพราะหากินเองไม่เป็น  โดนนกในธรรมชาติไล่ตี  หรือ อาจโดนรถเหยียบเพราะแลนดิ้งผิดที่
โอกาสที่จะได้ตัวคืนมาก็ยาก  เพราะนกตาดีแต่ไม่มีหู  ถ้าบินเลยระยะที่เขาจะได้ยินเสียงก็จบกัน

สิ่งหนึ่งที่ไม่มีทางควบคุมได้  แต่ก็ยังพยายาม คือ ความตาย
แน่นอนว่า ความตาย คือ การสูญเสีย  แต่ในอีกทางหนึ่ง  ความตายคือการลดจำนวน
เพื่อให้เกิดความพอดี
เพราะอะไรที่เกินพอดี  แม้จะเป็นของดี  ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดสิ่งไม่ดีได้
ฟังข่าวแล้วก็แอบปวดหัว
ข่าวหนึ่งบอกว่า เทคโนโลยีก้าวล้ำบวกกับการบริหารจัดการที่ดี  ทำให้ลดกำลังคนในการผลิดช่วยประหยัดต้นทุน บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ในอนาคต จะมีคนตกงานมากขึ้น
อีกข่าวหนึ่งบอกว่า อัตราการเกิดซึ่งน้อยกว่าการตาย  กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต  เพราะไม่มีคนวัยแรงงานที่จะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ฟังคนละที ก็เหมือนจะน่าตกใจ  แต่พอเอามาอยู่ด้วยกัน ก็...ขำๆ

กลับมาพูดเรื่องความตายต่อกันดีกว่า
เชื่อมั้ยว่า  หมาจรจำนวนมากมาย  ที่ไม่รู้จะจัดการกันอย่างไรดีนี้  ส่วนหนึ่งก็เพราะ ไม่ยอมให้ตาย
คนช่วยใจดี  แต่ไม่มีกำลังรับผิดชอบ  ก็ช่วยจากถนนใหญ่ไปอยู่ในซอย  ไปอยู่ตามวัด  ด้วยเหตุผลว่า ปล่อยไว้มันก็ตาย
พอมันเริ่มมากเข้า เริ่มรวมกันเป็นฝูง  ดูน่ากลัว  จนมีคนรู้สึกไม่ปลอดภัย  อยากเอามันออกไปจากบริเวณนั้น  ด้วยบริการของภาครัฐ    ก็จะมีหน่วยพาหมาหนี  ให้เหตุผลว่า โดนจับไป  มันตายแน่
แม้แต่หมาที่ได้ไปอยู่ในที่ทางที่หลวงจัดไว้ดูแล  ก็ยังคนใจดี  ตามไปดูแล  เหตุผลที่ได้ฟังมาคือ  เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ดี  ตกเย็นกลับบ้านกันหมด กลางคืนไม่มีคนดูแล
อืม...ตอนที่อยู่ตามชุมชน ข้างถนน  มีใครดูแล  นี่มีที่อยุ่ ที่กิน  ไม่ต้องโอนรถชน คนเมาไล่เตะ  ยังดีไม่พอหรือ  เข้าใจว่า มันก็ไม่ได้สบานักหรอก  แต่ถ้าเทียบกับที่เคยอยู่  ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ
มันดีไม่พอจริงๆ หรือ เพราะ ใจ เราไม่พอ

เคยฟังคุณครูที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กเร่ร่อน  พูดถึงเด็กกลุ่มนี้  ที่เลือกออกมาจากบ้าน  ทั้งที่มีบ้านให้อยุ่  เพราะเขาไม่อยากอยู่ในกฏเกณฑ์การควบคุมของพ่อแม่  ไม่ใช่เด็กเขาเกรียน  แต่พอ่แม่ควบคุมด้วยความรุนแรงไม่ใช่ความรัก  เขาเลือกมาลำบากอยุ่นอกบ้าน  และแม้จะมีบ้านอุปถัมภ์ที่ปลอดภัยให้เขาได้อาศัย  เขาก็ยังไม่ยอมไปอยู่  เพราะเขายืนยันและยินดีจะต่อสู้ด้วยตัวเอง  ไม่อยากไปอยุ่ในกฏ กติกา ของใครอีก  เด็กพวกนี้ไม่ใข่เด็กเลวร้าย  ตรงกันข้าม  เขาเป็นเด็กที่กล้าหาญ  พร้อมเผชิญทุกอย่าง เพื่อเขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่เขาเลือก
จริงๆแล้ว ธรรมชาติในตัวมนุษย์ทุกคนเป็นแบบนี้  อยากเป็นอย่างที่ตัวเองชอบ
แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมมากมาย ไม่ว่าจะ ค่านิยมทางสังคม ขนบ ประเพณี เศรษฐกิจ
มันค่อยๆมาบดบังธรรมชาติในตัวเรา  จนมันค่อยๆลดความสำคัญลงไป  จนวันหนึ่ง  บางคนก็ถึงกับลืมไปแล้วว่ามีมันอยู่  คล้ายๆกับ เขม่าควันดำที่จับก้นหม้อทีละน้อย ทีละน้อย  นานวันเข้า  มันก็จับหนาจนขูดอย่างไรก็ไม่ออก  และ มองไม่ออกแล้วด้วย ว่าก้นหม้อเคยสะอาดแวววาวแค่ไหน
อยากเข้าใจมากกว่านี้  ลองไปหาอ่าน วรรณกรรมรางวัลซีไรท์ ชื่อ หม้อที่ขูดไม่ออก

ทำใจเสียบ้าง  ยอมรับความจริงเสียเถิด  ธรรมชาติ  พยายามจัดทุกอย่างให้พอดีอยุ่แล้ว
ที่วิปริต ผิดแปลกอยุ่นี่  ก็เพราะคนไปบิดเบือนเขา
อะไรๆก็มีธรรมชาติของตัวเองทั้งนั้น  ถอยตัวเองอออมาสักก้าว  เข้าใจเขาให้มากขึ้น
ชีวิตจะได้เบา สบาย หายใจสะดวก
ไม่มีอะไรอยู่ภายใต้ความควบคุมได้ตลอดเวลาหรอก เชื่อสิ



  



Create Date : 20 ธันวาคม 2562
Last Update : 22 ธันวาคม 2562 16:56:58 น.
Counter : 825 Pageviews.

0 comments
Food For Fun : Hot Wok Return #52 : อลหม่านจานใหม่(* ﺐ *)หมูยอผัดเส้นแก้วใส่ไข่ nonnoiGiwGiw
(16 ต.ค. 2563 17:43:43 น.)
No. 926 โรงละครแห่งความฝัน (ตะพาบ) ไวน์กับสายน้ำ
(16 ต.ค. 2563 04:53:36 น.)
...........๑๓ ตุลาคม สันตะวาใบข้าว
(14 ต.ค. 2563 09:07:59 น.)
ToobTub Side Story ^ ^ nonnoiGiwGiw
(12 ต.ค. 2563 16:49:37 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Wallaya.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#16



วัลยา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด