หวานเย็นผสมโซดา | รวิวารี | Mahal Kita | NamPhet
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
6 มีนาคม 2549
 
All Blogs
 
การเดินทางของหัวใจ

วันนี้ยังคงเป็นเหมือนทุกๆ วันที่ผ่านมา ฉันยังคงใช้ชีวิตอยู่อย่างเหว่ว้าและเงียบเหงา เหงาทั้งๆ ที่มีผู้คนมากมายรายล้อมรอบกาย และในความเหงาที่แสนคุ้นชินนี่เอง ทำให้ฉันคิดถึง ‘ เขา ’ ขึ้นมา อยากให้เขามายืนอยู่ตรงนี้เหลือเกิน และทั้งๆ ที่รู้ดีว่า แค่เพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วบรรจงกดเลขหมายปลายทางให้ครบเก้าหลักและกดปุ่มโทรออกเท่านั้น เมื่อสัญญาณเรียกเข้าทางปลายสายดังขึ้น เจ้าของเครื่องคงละทิ้งทุกสิ่งอย่างตรงหน้ามาหาฉันทันทีที่ร้องขอ แต่ฉันก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม คงเป็นเพราะความกลัวที่ซ่อนตัวอยู่ลึกๆ ในจิตใต้สำนึกกระมัง
ตลอดระยะเวลาเกือบหกปีที่รู้จักกัน ไม่อาจทำให้ฉันมั่นใจในความรู้สึกของเขาได้เลย ฉันยังคงเป็นฉัน เด็กดื้อรั้น ไม่รู้จักโต คอยตั้งหน้าตั้งตาสร้างกำแพงกับเขาอยู่เสมอ แต่ใครเลยจะรู้ ความรู้สึกที่ฉันมีอยู่มันเดียวดายสักเพียงไหน
กาลครั้งหนึ่ง ในความเหงาอันนานเนิ่น ฉันเคยไขว่คว้าใครคนหนึ่งไว้เป็นหลักพักพิงหัวใจ ใคร…ซึ่งฉันคิดไปเพียงลำพังฝ่ายเดียวว่าเป็นคนที่เข้าใจฉันมากที่สุด แต่…ฉันคงผูกพันกับความฝันอันเลื่อนลอยนั้นมากเกินไป ในเมื่อฉันยังไม่เคยเข้าใจหัวใจตัวเองเลยสักครั้ง แล้วจะหวังให้ใครคนนั้นมาเข้าใจได้อย่างไร
บทเรียนในวันนั้นสอนให้ฉันได้เรียนรู้ว่า อย่าพยายามไขว่คว้าใครไว้เป็นหลักให้หัวใจในวันเหงา บทเรียนที่ทำให้ฉันเจ็บจำมาจนวันนี้ แม้จะรู้ดีว่าเขาไม่มีวันเป็นเหมือนใครคนนั้น แต่ฉันก็ไม่ต้องการดึงเขาเข้ามาในเวลานี้ เวลาที่ความเหงารุมเร้าให้อ่อนแอลงทุกนาทีอย่างที่เป็น
หากกระแสความรู้สึกของฉันคงแรงจนเกินไป คนที่อยู่ในห้วงแห่งความคิดถึงของหัวใจ จึงสามารถจับคลื่นสัญญาณนี้ได้ หน้าจอโทรศัพท์มือถือของฉันปรากฏหมายเลขโทรเข้า และคงเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจาก ‘ เขา ’ ฉันนิ่งมองอยู่นานพอสมควร ก่อนตัดสินใจรับสาย
“ ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ? ” นั่นคือคำทักทายประโยคแรกของคนที่โทรเข้ามา
“ แสนรู้จังเลยเนอะ อย่างนี้ต้องตบรางวัลด้วยเพ็ดดีกรีซะแล้วสิ ” ฉันล้อเลียนอีกฝ่ายค่อนข้างแรงทีเดียว
“ อ้าว! เห็นพี่เป็นไอ้ตูบไปแล้วเหรอ เด็กน้อย ”
เขาไม่ค่อยเรียกแทนตัวเองว่าพี่บ่อยนัก ทั้งๆ ที่หากนับกันตามความเป็นจริงแล้ว เขาอายุมากกว่าฉันอยู่หลายปีทีเดียว และผ่านมาจนวันนี้ ฉันก็ไม่เคยเรียกเขาว่า ‘ พี่ ’ เลยสักคำ เหตุผลก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเราเริ่มต้นจากการเป็นคนรู้จักในฐานะเพื่อน รู้จักกันโดยบังเอิญ หาใช่ความตั้งใจของใครทั้งสิ้น
มันเป็นความผิดพลาดด้านทักษะการพิมพ์ของเขา และเป็นความสะเพร่าของคนทำงานด้านตัวอักษรอย่างฉัน ก่อเป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักกันระหว่างเรา เขาพิมพ์ชื่อของฉันเพิ่มเติมลงไปในลิสต์โปรแกรมการสนทนาออนไลน์ยอดฮิตตัวหนึ่ง ด้วยเข้าใจว่าฉันคือเพื่อนที่เขารู้จัก ส่วนฉันก็ตอบรับส่งเดชเพราะคิดว่าอาจเป็นเพื่อนคนใดคนหนึ่งของรุ่นในรั้วมหาวิทยาลัย หากเมื่อบทสนทนาดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จึงได้รู้ว่าต่างฝ่ายต่างเข้าใจผิด ครั้นจะปิดฉากการสนทนาลงในทันที ก็ดูเหมือนไร้มารยาทจนเกินไป เขาจึงเป็นฝ่ายแนะนำตัวเองอย่างเป็นกันเองก่อนว่าเป็นใคร ฉันเองก็มีมนุษยสัมพันธ์มากพอที่จะบอกกล่าวว่าตนเองเป็นใครเช่นกัน
“ เหงาอีกแล้วล่ะสิ ” เขาถามมาอีกครั้ง
“ เปล่าสักหน่อย ” เสียงหัวเราะอย่างรู้ทันถูกส่งผ่านมาตามคลื่นสัญญาณไร้สายของโทรศัพท์ มันทำให้ฉันอดใจยอกย้อนกลับไปไม่ได้ “ หัวเราะอะไรไม่ทราบ ”
“ หัวเราะคนโกหกไม่เก่งน่ะสิ ถามได้ ”
“ อ๋อเหรอ ไม่ได้หัวเราะยิปซี งั้นก็แล้วไป ”
ฉันแกล้งเฉไฉทำเป็นไม่เข้าใจว่า ‘ คนโกหกไม่เก่ง ’ ที่เขาพูดถึงก็คือฉัน และนั่นถึงกับทำให้คนที่หัวเราะอยู่เมื่อครู่ เปลี่ยนอากัปกิริยามาเป็นการถอนหายใจแทน
“ ยอมรับมาเถอะว่าเหงา ไม่มีใครเขาว่าอะไรหรอกน่า ” เมื่อเห็นฉันยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ ออกไป คนที่ถือสายรอฟังคำตอบจึงบอกมาว่า “ รออยู่นั่นนะ เดี๋ยวไปหา อย่าเพิ่งหนีไปไหนล่ะ ”
“ รู้เหรอคะว่าอยู่ที่ไหน ” ฉันย้อนถาม ทั้งๆ ที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว
“ เถอะ…นั่งรอไม่เกินครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวไปหา ” ฉันบอกเขาว่าไม่ต้องมา เพราะฉันกำลังจะกลับแล้ว หากอีกฝ่ายยังดื้อดึงที่จะตามมา
“ นั่งเหงาอยู่คนเดียวได้เป็นนานสองนาน พอจะไปนั่งเป็นเพื่อนก็จะหนีกลับซะนี่ รอก่อนนะ อีกยี่สิบนาทีเจอกัน ” ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไรต่อ เขาก็ตัดบทวางสายไปเสียก่อน ปล่อยให้ฉันนั่งมองโทรศัพท์ในมือด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

--------------------------------------


ฉันสาวเท้าออกเดินตามเส้นทางเลียบแม่น้ำสายหลักของกรุงเทพฯ อย่างช้าๆ เรื่องราวต่างๆ มากมายวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดคำนึง บนสะพานที่ทอดยาวข้ามผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เหล่าบรรดานักตกปลายืนกันอยู่อย่างประปราย
“ บอกให้รอ ทำไมไม่รอ ”
มือหนาของคนที่เพิ่งมาถึงเอื้อมมาดึงแขนของฉันไว้จากทางด้านหลัง ฉันหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ แล้วหันไปมองเจ้าของมือขาวๆ นั้น ก่อนจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่ไม่รักษาน้ำใจคนฟังสักเท่าไร
“ ก็บอกแล้วนี่คะว่า ไม่ต้องมา ยิปซีกำลังจะกลับบ้านแล้ว ” หากเขาใจเย็นมากพอที่จะไม่ถือสา
“ ก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้รอ นี่ก็ไม่เกินเวลาที่บอกไว้เลยสักนิด ไม่เชื่อดูสิ ” เขายื่นข้อมือข้างที่มีนาฬิกาเรือนหรูประดับอยู่มาตรงหน้าให้ฉันได้เห็นเวลาที่บ่งชัดบนหน้าปัด ฉันเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่า ‘ แล้วไงล่ะ ’
“ เฮ้อ! พวกเจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษรนี่ไม่น่าเข้าใจอะไรยากเลยนะ ” เขาแกล้งบ่น
“ แล้วพวกนักวิเคราห์ระบบทำไมถึงได้ดันทุรังอย่างนี้ล่ะคะ บอกแล้วไม่ใช่รึไงคะว่ากำลังจะกลับ ”
“ ก็แค่กำลังจะกลับ ไม่ได้ความว่ากลับไปแล้วสักหน่อย ” เขาย้อน
“ ไปส่งที่บ้านได้มั้ย ? ” คำถามนั้นทำให้ฉันหันมองหน้าคนพูดอีกครั้ง ก่อนหาทางเลี่ยงด้วยการทำเป็นไม่เข้าใจ
“ เป็นสุภาพบุรุษประสาอะไร มาบอกให้สุภาพสตรีไปส่ง ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ ”
“ เออ…ให้มันได้อย่างนี้สิ ” เขาบ่นพลางถอนหายใจอีกครั้ง ฉันจึงเดินไปทรุดตัวนั่งลงบนม้านั่งริมทางเดินแทนการเดินไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมายปลายทาง
“ ไม่กลับบ้านแล้วหรือไง ? ” เขาเดินตามมานั่งข้างๆ ก่อนตั้งคำถามอีกครั้ง ฉันหันไปมองเจ้าของคำถามนิดหนึ่งก่อนจะหันกลับมาทอดสายตามองสายน้ำไหล ไม่ตอบว่าอะไรทั้งสิ้น
“ อยากว่ายน้ำเล่นเหรอ ? ” ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบ แล้วต่างฝ่ายต่างก็จมอยู่ในความเงียบ ไม่มีการเอื้อนเอ่ยสนทนาใดๆ อีก
ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไร รู้เพียงรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวก็เต็มไปด้วยความสว่างไสวจากแสงไฟยามค่ำคืนของมหานครแห่งนี้ และคนที่นั่งอยู่ข้างกายยังคงเป็นเขานั่นเอง
“ เมื่อคืนนอนดึกอีกแล้วใช่ไหม ? ” ทำไมเขาถึงได้ชอบตั้งคำถามกับฉันนักนะ
“ กลับกันเถอะค่ะ ” ฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกไม่มั่นคงทันทีที่ยืนขึ้น ยังไม่ทันได้ไขว่คว้าสิ่งใดไว้เป็นหลักทรงตัว ทุกสิ่งอย่างก็ดับมืดลง

--------------------------------------


“ รู้สึกตัวแล้วเหรอ ? ”
เขาถามขึ้นทันทีที่ฉันลืมตาขึ้นอีกครั้งเพื่อพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงหนานุ่มในห้องนอนเล็กๆ ห้องหนึ่ง ไม่ใช่ห้องนอนของฉัน ความรู้สึกบอกกับฉันอย่างนั้น และนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉันผุดลุกขึ้นอย่างรีบร้อน หากสังขารร่างกายกลับไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย ฉันรู้สึกหนักอึ้งไปหมดจนไม่สามารถขยับตัวลุกขึ้นได้ตามคำสั่งการของสมอง
“ นอนพักก่อนเถอะ ” เสียงของเขาดังขึ้นอีกครั้งอย่างห่วงใย ฉันเหลือบตาขึ้นมองคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงเป็นเชิงถาม “ ไข้ขึ้นน่ะ กลับไปบ้านยิปซีก็ไม่มีใคร เลยพามาที่นี่แทน ”
“ ที่ไหนคะ ? ” ฉันถามเมื่อความสงสัยไม่ได้รับความกระจ่าง
“ ก็บ้านผมสิครับคุณหนู ” น้ำเสียงนั่นแสดงอาการไม่เดือดร้อนอะไรเลยจนนิดเดียว เมื่ออธิบายต่อว่า “ ไม่ต้องกลัวหรอก แม่ผมยังอยู่ทั้งคน คงไม่ปล่อยให้ทำอะไรเกินเลยกับว่าที่ลูกสะใภ้หรอกน่า ”
“ ไข้ขึ้นได้ยังไงกันเนี่ย ? ”
“ อืม…นั่นสิ ว่าจะถามอยู่เหมือนกัน ” ได้ยินแบบนี้แล้วรู้สึกอยากตบปากตัวเองนัก อุตส่าห์เปลี่ยนเรื่องพูดแล้วทำไมไม่หาเรื่องที่มันพ้นตัวกว่านี้นะ
“ เมื่อคืนนอนดึกอีกแล้วใช่ไหม ? ” เขาถามคำถามเดิมอีกครั้ง หากไม่รอฟังคำตอบ “ ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า ตกเย็นแทนที่จะรีบกลับบ้านไปพักผ่อน ก็เถลไถลออกนอกเส้นทาง ตั้งแต่กลางวันทานอะไรบ้างหรือเปล่า ? ” ฉันเงียบแทนการตอบรับ เพราะคนถามคงรู้คำตอบดีอยู่แล้ว
“ ทำไมไม่รู้จักดูแลตัวเองบ้างเลย ไม่รู้หรือไงว่าทำให้ใครเขาเป็นห่วง ” เขาทำท่าจะบ่นยาว หากกรรมการไม่เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“ รู้สึกตัวแล้วเหรอจ๊ะ ? หนูยิปซี ” ฉันตอบรับเสียงใส คนเฝ้าไข้ตวัดสายตาดุๆ ส่งมาให้
“ ดินออกไปยกข้าวต้มมาให้น้องหน่อยไป แม่เตรียมไว้ให้แล้วอยู่ในครัว ” เขาขยับตัวทำตามคำสั่งของมารดาแต่โดยดี
“ เดี๋ยวทานอะไรรองท้องสักหน่อยนะลูก จะได้ทานยา ” ผู้สูงอายุกว่าหันมาสั่งความกับฉันอย่างเอื้อเอ็นดู ฉันจึงพนมมือไหว้เป็นการขอบคุณ
“ ขอบคุณค่ะ คุณป้า ”
“ เรียกแม่ก็ได้จ้ะ ” ฉันยิ้มอย่างเขินๆ “ คืนนี้ก็ค้างที่นี่นะลูก เห็นดินบอกว่าหนูอยู่ตัวคนเดียว ที่บ้านไม่มีใคร ”
“ ไม่เป็นไรค่ะ ยิปซีไม่อยากรบกวน ” ฉันเอ่ยอย่างเกรงใจ
“ หนูยิปซีนี่ดื้อเหมือนที่ตาดินว่าไว้เลยนะ ”
ยังไม่ทันจะตอบว่าอะไร คนช่างฟ้องที่กล่าวหาว่าฉัน ‘ ดื้อ ’ ก็กลับเข้ามาเสียก่อน เขาวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะเล็กข้างเตียง ก่อนหันมาประคองฉันให้ลุกขึ้นทาน ระหว่างนั้นแม่ของเขาก็ขอตัวออกไป ปล่อยฉันทิ้งไว้ตามลำพังกับเขา
“ คืนนี้ค้างที่นี่นะ ” ฉันอ้าปากจะเถียง แต่เขาไม่เปิดโอกาสให้หลุดคำพูดใดๆ ออกมาได้
“ พรุ่งนี้วันเสาร์ ไม่ต้องไปทำงาน ค้างที่นี่น่ะดีแล้ว จะได้มีคนดูแล เรื่องเสื้อผ้าไม่ต้องห่วง ยิปซีคงใส่ของยัยตัวยุ่งได้ ” สีหน้าฉันคงบ่งชัดถึงความสงสัย เขาจึงอธิบายต่อ
“ หลานสาวคนเล็กของบ้านนี้น่ะ ชื่อ ‘น้องยุ่ง’ เป็นเจ้าของห้องนี้ แต่ตอนนี้เจ้าตัวไม่อยู่ไปออกค่ายอาสากับเพื่อนๆ ที่ต่างจังหวัด ”
ฉันพยักหน้ารับรู้ ก่อนปฏิเสธข้าวต้มคำต่อไปที่เขาตักป้อน อีกฝ่ายไม่บังคับให้ทานต่อ ส่งยาพร้อมน้ำดื่มให้ ก่อนผละออกไปอย่างเงียบๆ

--------------------------------------


แสงอรุณสาดส่องให้มองเห็นความสดใสของวันใหม่อีกครั้ง อาการของฉันก็ดีขึ้น เรียกได้ว่าหายดีเป็นปลิดทิ้ง เขาอาสาไปส่งฉันที่บ้าน ฉันนั่งเงียบมาตลอดเส้นทางที่ผ่านมา จนกระทั่งเมื่อเห็นชัดว่าถนนสายที่ทอดยาวอยู่นี้ ไม่ใช่ถนนสายที่มุ่งตรงสู่บ้านของฉัน
“ ถ้าคุณจะแวะไปทำธุระก่อน จอดส่งตรงป้ายรถเมล์ข้างหน้าก็ได้ค่ะ ยิปซีกลับเองได้ ” ไม่มีการตอบรับจากคนที่นั่งประจำที่คนขับ
“ คุณพสุ ได้ยินที่ยิปซีพูดไหมคะ ? ” เขาหันมามองหน้าฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปสนใจกับการขับรถต่อ
“ ไม่ต้องรีบกลับก็ได้ บ้านมันไม่หนีไปไหนหรอกน่า ” ฉันเลือกที่จะเงียบ ด้วยรู้ดีว่าต่อปากต่อคำไปก็ไม่มีทางชนะคนเอาแต่ใจอย่างเขาได้
สถานที่ที่เขาพาฉันมาคือ พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังไม้สักที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฉันจำได้ว่าเขาเคยอาสาเป็นไกด์นำเที่ยวกิติมศักดิ์เมื่อครั้งที่ฉันยังเป็นนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย และเพิ่งรู้จักเขาได้ไม่นาน
“ ให้เกียรตินายพสุคนนี้เป็นไกด์นำคุณหนูยิปซีเที่ยวชมพระราชวังสักครั้งนะครับ ” เจ้าของชื่อ ‘ พสุ ’ หันมาโค้งให้ฉันอย่างเป็นทางการ
“ เอ! ยิปซีจำได้ว่าเคยบอกคุณไกด์จำใจไปแล้วนะคะว่า ยิปซีอยากไปเที่ยวดรีมเวิลด์มากกว่าน่ะ ”
“ เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันเกิดของไกด์นำเที่ยวครับ ไม่ใช่วันเกิดของคุณหนูยิปซี เพราะฉะนั้นเรื่องสถานที่ต้องเจ้าของวันเกิดเท่านั้นที่มีสิทธิ์กำหนด ”
“ ไม่ยุติธรรม ” ฉันประท้วงทันทีที่เขาอธิบายเหตุผลในการเลือกสถานที่ที่เที่ยวจบลง
“ ตามใจกันสักวันไม่ได้เลยเหรอ ? ” ถ้าฉันฟังไม่ผิดน้ำเสียงที่เอ่ยมานั้นแฝงรอยน้อยใจอยู่ด้วย มันทำให้ฉันหยุดการกระทำอันจงใจแกล้งนั้นลงอย่างฉับพลัน
หลังจากเดินชมตำหนักต่างๆ ในบริเวณพระที่นั่งวิมานเมฆจนทั่วแล้ว ฉันจึงขอปลีกตัวจากเขาเพื่อมาเดินเลือกซื้อสินค้าในร้านขายของที่ระลึกตามลำพัง ก่อนตัดสินใจซื้อโคมไฟซึ่งมีภาพทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนเป็นลวดลาย น่าจะถูกใจคนรับบ้างล่ะนะ ฉันออกจากร้านขายของที่ระลึก เดินย้อนกลับไปยังหน้าพระที่นั่งฯ ตรงจุดที่เขาบอกไว้ว่าจะนั่งรอ
“ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ค่ะ พี่ดิน ” ฉันยื่นของขวัญที่เพิ่งซื้อหามาเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาออกไปตรงหน้าของคนที่นั่งรอ หากเขากลับไม่ยอมยื่นมือมารับไปสักที มัวแต่นั่งจ้องหน้าฉันอยู่ได้
“ ไม่รับ ยิปซีวางไว้ตรงนี้นะคะ ”
“ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ ? ” เขาถาม
“ ยิปซีบอกว่าถ้าคุณไม่รับ ยิปซีจะวางไว้ตรงนี้ล่ะ ” ฉันบอก
“ ก่อนหน้านี้ ”
“ ก็…แฮปปี้เบิร์ธเดย์ไงคะ หรือว่าต้องแปลเป็นภาษาไทยถึงจะเข้าใจ ”
“ ไม่ต้องหรอก สงสัยจะหูฝาดไปเอง ” เขาว่าพลางถอนหายใจ ก่อนเอ่ยชวนกลับบ้าน ทำไมฉันจะไม่รู้ในสิ่งที่เขาต้องการจะฟัง เพียงแต่ฉันตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่พูดมันซ้ำอีกเท่านั้นเอง

--------------------------------------


ฉันมองคนตรงหน้าด้วยอาการตกตะลึง ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าโลกจะกลมถึงเพียงนี้ ช่างภาพที่ยืนจับภาพพระที่นั่งวิมานเมฆอยู่ในขณะนี้ คือใครคนหนึ่งซึ่งฉันเคยคิดว่าเข้าใจฉันมากที่สุดคนนั้นนั่นเอง ฉันตั้งใจจะเดินหลีกบุคคลตรงหน้า หากมันคงเป็นการเสียมารยาทจนเกินไป ในเมื่อสายตาของอีกฝ่ายหันมาสบเข้าอย่างจังแบบนี้ ริมฝีปากของฝ่ายนั้นโค้งขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มทักทายสำหรับคนที่เคยรู้จักกันเช่นฉัน
“ สวัสดีค่ะพี่ภัทร ” ฉันหลุดคำทักทายออกไปอย่างแสนยากลำบาก
“ สวัสดีครับ ยิปซีเป็นไงบ้าง ? ไม่เจอกันนานเลยนะ ”
“ สบายดีค่ะ ”
“ พี่ภัทรล่ะคะ สบายดีหรือเปล่า ? ”
“ ครับ ” พี่ภัทรหันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างกายฉัน ก่อนประโยคถัดไปจะตามมา
“ จะไม่แนะนำให้พี่รู้จักหน่อยเหรอ ”
“ ขอโทษค่ะ อืม…พี่ภัทรคะ นี่คุณพสุค่ะ คุณพสุคะ นี่พี่ภัทร รุ่นพี่ของยิปซีสมัยเรียนมหา’ ลัยค่ะ ”
“ ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณพสุ ”
“ เช่นกันครับ ”
แล้วบทสนทนาทั้งหมดก็จบสิ้นลงในวินาทีนั้นนั่นเอง ไม่มีใครพูดอะไรกันต่ออีก บรรยากาศในเวลานี้มันช่างอึดอัดเหลือเกินในความรู้สึกของฉัน จนกระทั่งพี่ภัทรต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาเสียเอง
“ เอ่อ… ยิปซีคงกำลังจะกลับแล้วใช่มั้ย ? ”
“ ค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ ”
“ ครับ กลับบ้านดีดีล่ะ ” พี่ภัทรยิ้มให้ฉันอีกครั้ง ก่อนจะหันไปกล่าวลากับเขา
“ โอกาสหน้าคงได้พบกันอีกนะครับ คุณพสุ ”
“ ครับ ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ”
ระหว่างการเดินทางกลับบ้านนั้น ทั้งฉันและเขาต่างตกอยู่ในภวังค์ของความเงียบ ไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้นเลยตลอดระยะทาง จนกระทั่งถึงบ้านของฉัน
“ เข้าไปดื่มน้ำสักแก้วก่อนมั้ยคะ ? ”
“ นึกว่าจะไม่ชวนแล้วเสียอีก ” ฉันยิ้มให้กับประโยคดังกล่าว แต่มันคงเป็นยิ้มที่ฝืดเฝื่อนเต็มที
ไม่รู้ว่าฉันคิดผิดหรือเปล่าที่ชวนเขาเข้ามานั่งจมอยู่กับความเงียบอีกครั้ง แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะหยิบยกเรื่องใดมาเป็นประเด็นในการสนทนาระหว่างเรา สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นลงอีกครั้ง
“ จะว่าไปก็ชักขี้เกียจขับรถกลับบ้านซะแล้วสิ ขอค้างที่นี่สักคืนได้ป่ะ ? ” เขาพูดด้วยท่าทางทีเล่นทีจริง หากยังไม่ทันที่ฉันจะตอบรับหรือปฏิเสธ อีกฝ่ายก็หัวเราะอย่างขื่นๆ แล้วบอกว่า
“ ล้อเล่นนิดเดียว ทำไมต้องทำท่าคิดหนักอย่างนั้นด้วยล่ะ ”
“ ก็… ” ฉันไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี จึงเลือกที่จะนั่งเงียบๆ แทน และก็เป็นหน้าที่ของเขาอีกเช่นเคยที่ต้องหาเรื่องคุย
“ พี่ต้องไปสัมมนาที่พิษณุโลกสองอาทิตย์นะ ” ฉันหันไปมองหน้าเขา แค่มองเท่านั้นจริงๆ
“ ออกเดินทางเช้าวันจันทร์ ”
“ เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ ” ฉันบอกเขาด้วยประโยคที่ค่อนข้างเป็นทางการในความรู้สึก หากฉันคงทำได้เท่านั้นจริงๆ และนั่นคงทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดจึงเป็นฝ่ายขอตัว
“ กลับก่อนดีกว่า ยังต้องจัดกระเป๋าเตรียมเดินทางไกลอีก ”
เขาขยับตัวลุกขึ้น และฉันก็ไม่อาจเสียมารยาทจึงเป็นฝ่ายเดินตามไปส่งเขาที่รถ เพราะไม่ทันระวังตัว ฉันจึงตกอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่ายทันทีที่เขาหันกลับมาและรั้งฉันไว้ในอ้อมแขน ฉันพยายามดิ้นรนเพื่อให้ตนเองเป็นอิสระ หากอีกฝ่ายกลับไม่ยอมปล่อยแต่โดยดี
“ ปละ…ปล่อยค่ะ ”
“ ยิปซีรักพี่บ้างหรือเปล่า ? เคยรักพี่บ้างไหม ? ” ฉันนิ่งเงียบอยู่ในอ้อมกอดนั้น ไม่ใช่ไม่ต้องการที่จะตอบ หากไม่สามารถหาคำตอบสำหรับคำถามล่าสุดของเขาได้ต่างหาก
“ ยังไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้ พี่เองก็ยังไม่พร้อมที่จะฟังคำปฏิเสธ รอกลับจากพิษณุโลกเมื่อไหร่ ค่อยมาขอฟังคำตอบ ” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนปล่อยฉันให้เป็นอิสระ
“ เตรียมคำตอบไว้นะ กลับมาแล้วจะแวะมาฟัง ” เขายิ้มให้ฉัน ก่อนเปิดประตูก้าวเข้าไปนั่งประจำตำแหน่งแล้วขับรถจากไป ทิ้งฉันไว้กับความมืดของยามราตรี

--------------------------------------


เฝ้าตามหาเรื่อยไปใครสักคน
ที่ทำให้ใจร้อนรนและหวั่นไหว
พเนจรรอนแรมมาแรมไกล
สุดแต่ใจเจ้ากรรมนำพเน
มีเสียงเพลงแห่งรักคอยกล่อมเห่
ปลอบหัวใจที่ว้าเหว่ของคนเหงา
ตามหารักที่หลบเร้นเป็นดั่งเงา
ตามหาคนที่ใจเหงาเฝ้ารอคอย

ฉันวางปากกาในมือลงอย่างเหนื่อยล้าในหัวใจ ชีวิตฉันก็คงเป็นเหมือนกับกลอนบทนี้ที่ขีดเขียน เฝ้าเดินทางตามหาเรื่อยไปใครสักคน…แค่เพียงสักคนที่จะเติมเต็มในส่วนที่ขาดหาย ‘ ยิปซี ’ ชนเผ่าเร่ร่อนในยุโรป ชื่อนี้ช่างเหมาะกับฉันเหลือเกิน คนเร่ร่อนที่รอนแรมตามหาใครสักคนซึ่งหัวใจรอคอย
ฉันถอนหายใจเป็นรอบที่ยี่สิบเก้าของการทำงานรอบบ่ายวันนี้ ตั้งแต่คืนนั้น เขาก็เงียบหายไป ไม่ติดต่อมาอีกเลย เขาทำตามที่บอกไว้ ให้เวลาฉันค้นหาคำตอบ และจะกลับมาฟังหลังกลับจากการสัมมนา พรุ่งนี้แล้วสินะ พรุ่งนี้ที่เขาจะกลับมา
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายภวังค์ความคิดทั้งหมดของฉันให้สะดุดหยุดลง ฉันกดรับโดยไม่ทันได้ดูว่าปลายทางที่โทร. เข้ามาหานั้นเป็นใคร แล้วฉันก็ต้องพบกับความแปลกใจ เมื่อคนที่โทร. มาคือ คุณป้า หรือแม่ของเขานั่นเอง
“ หนูยิปซีเหรอลูก ? ” ฉันตอบรับเพียงสั้นๆ เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเริ่มอธิบายถึงสาเหตุที่โทร. มา
“ ดินประสบอุบัติเหตุที่นครสวรรค์ อยู่โรงพยาบาล…. แม่กำลังจะขึ้นไปดูอาการ หนูจะไปด้วยกันไหมจ๊ะ ? ”
“ คุณพสุประสบอุบัติเหตุ ” ฉันเอ่ยทวนในสิ่งที่ได้ยินอีกครั้งอย่างแผ่วเบา มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฉันถามตัวเองอย่างมึนงง
“ คุณป้าจะออกเดินทางเมื่อไหร่คะ ? ”
ปลายสายอธิบายรายละเอียดให้ฟังอย่างช้าๆ และฉันก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับคำเชิญชวนนั้น หลังจากวางสายลง ฉันก็สะสางทุกอย่างตรงหน้าเป็นการด่วน รีบติดต่อขอลางาน และออกจากสำนักงานทันที หากนั่นยังคงช้าเกินไปในความรู้สึก เพราะหัวใจฉันตอนนี้มันแล่นไปถึงนครสวรรค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

--------------------------------------


ฉันมาถึงโรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัดพร้อมกับแม่ของเขาในตอนเย็นของวันที่ได้ทราบข่าวนั่นเอง แพทย์ใหญ่ชี้แจงถึงอาการของคนเจ็บด้วยสีหน้าเป็นกังวล บอกให้ทางญาติทำใจเพราะโอกาสรอดมีเพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ฉันสวมเสื้อคลุมของทางโรงพยาบาลทับชุดที่ตัวเองสวมอยู่เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อก่อนก้าวเข้าไปหยุดอยู่ข้างเตียงคนเจ็บ
ฉันมองใบหน้าของคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย เขาคงไม่รับรู้ว่ามีฉันยืนอยู่ตรงนี้ เฝ้ารอการลืมตาตื่นของเขาทุกวินาทีด้วยหัวใจที่จดจ่อและรอคอย ฉันกลัวเหลือเกินว่าเขาจะละทิ้งลมหายใจของตัวเองไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า กลัวเหลือเกินว่าเขาจะไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกแล้ว คิดเพียงเท่านี้ น้ำตาที่มีก็ร่วงริน
“ อย่าเป็นอะไรไปนะคะพี่ดิน ตื่นขึ้นมาฟังคำตอบที่พี่อยากฟังก่อนนะ พี่ดินได้ยินยิปซีมั้ยคะ ? ยิปซีเรียกพี่ว่า ‘ พี่ดิน ‘ แล้วไงคะ พี่ดินอย่าทิ้งยิปซีไปนะ อย่าทิ้งยิปซีนะคะ ”
“ หนูยิปซีอย่าร้องไห้เลยนะ ตาดินคงไม่สบายใจ ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้หนูร้องไห้แบบนี้ ” น้ำเสียงอ่อนโยนของแม่คนเจ็บทำให้ฉันพยายามเช็ดน้ำตาให้เหือดหาย หากยิ่งซับกลับยิ่งรินไหล
“ แย่จังค่ะ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ” คนฟังยิ้มให้ฉันอีกครั้งอย่างเอ็นดู
“ ไปล้างหน้าล้างตาเถอะจ้ะ เดี๋ยวต้องกลับกันแล้ว ” ประโยคนั้นทำให้ฉันหันไปมองคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกเป็นห่วง
“ พรุ่งนี้น้องยุ่งจะกลับจากค่ายแล้วน่ะจ้ะ ตอนแรกตาดินบอกว่าจะรีบกลับไปรับหลานด้วยตัวเอง แต่ก็… ” เสียงคนพูดขาดหายไปคล้ายจะสะเทือนใจที่จะเล่า
“ คุณป้ากลับก่อนก็ได้ค่ะ ยิปซีจะอยู่เฝ้าพี่ดินให้เอง ” คุณป้าทำท่าจะค้าน หากฉันชิงตัดบทเสียก่อน
“ นะคะ เดี๋ยวพี่ดินฟื้นขึ้นมาจะได้มีคนดูแล ”
“ ตามใจหนูก็แล้วกันจ้ะ ”

--------------------------------------


ฉันตัดสินใจขอลางานเป็นเวลาสองสัปดาห์ด้วยกัน สองสัปดาห์อาจเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควรสำหรับการลาหยุด หรือลาพักร้อน หากหัวหน้างานของฉันก็พอจะเข้าใจดีถึงเหตุผลของลูกน้องอย่างฉัน ที่นานๆ ครั้งจะขอหยุดพักการทำงาน เหตุผลสำคัญของการตัดสินใจยื่นใบลาของฉันในครั้งนี้ก็คือ ‘ เขา ’ คนที่นอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่ในโรงพยาบาลนั่นเอง
ตลอดระยะเวลาหกวันที่ผ่านมา หกวันของการรอคอยให้เขาตื่นลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง มันช่างยาวนานเหลือเกินในความรู้สึกของคนที่เฝ้ารอ แม้ความหวังที่มีจะน้อยนิด หากฉันก็เชื่อมั่นว่าเขาจะไม่มีวันทิ้งฉันไป ไม่มีวันทอดทิ้งลมหายใจที่แผ่วล้าจากไป
แล้วการรอคอยก็สุดสิ้นในวินาทีที่เขาลืมตาตื่น และทั้งๆ ที่เฝ้ารอให้เขาลืมตาตื่นขึ้นมารับฟังคำตอบที่ฉันมีมานานหลายวัน แต่ฉันกลับไม่สามารถเอ่ยถ้อยคำใดออกมาได้ เมื่อดวงตาคู่นั้นมองมา จนกระทั่งคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นเสียเอง
“ มองนานๆ แบบนี้ ไม่กลัวคนเพิ่งฟื้นเขินหรือไงกัน ”
“ น้องยุ่งไม่สบายตั้งแต่กลับมาจากค่ายอาสา คุณป้าต้องอยู่คอยดูแล ยิปซีเลยอาสามาอยู่เป็นเพื่อนพี่ดินแทนค่ะ ” ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายไม่ได้ถามถึงเหตุผลที่ทำให้ฉันต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ หากฉันก็ไม่รู้ว่าจะหาเรื่องอะไรมาพูดคุยกับเขา
“ ไม่ต้องทำงานเหรอ ? ” เขาถาม
“ ยิปซีลางานสองอาทิตย์ค่ะ ถือซะว่าเป็นการพักร้อนไปในตัว ”
“ พักร้อนในโรงพยาบาลแบบนี้น่ะเหรอ ? ” ฉันนิ่งเพราะไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไรดีกับคำถามนี้ “ กลัวไม่ตื่นขึ้นมาทวงคำตอบถึงขั้นยอมลงทุนมาเฝ้าด้วยตัวเองเลยเหรอ ”
ถ้อยคำประชดประชันที่เขามีทำให้น้ำตาที่ฉันอุตส่าห์เก็บกลั้นไว้ไม่ให้รินไหลนั้นร่วงริน ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ และไม่มีความคิดที่จะไถ่ถามเพื่อหาคำตอบ ฉันไม่ต้องการรับฟังอะไรอีกแล้วในเวลานี้ ไม่ต้องการแม้แต่จะบอกกล่าวถึงความรู้สึกที่มีนับตั้งแต่วินาทีที่ได้รับรู้ว่าเขาประสบอุบัติเหตุ เขาคงไม่ใส่ใจที่จะรับรู้ว่าฉันรู้สึกเช่นไรกับการเฝ้ารอให้เขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แม้ความหวังที่มีจะน้อยนิดเพียงใด ฉันก็ไม่เคยคิดจะถอดใจแม้แต่นิดเดียว หากแค่คำพูดเพียงไม่กี่คำที่เขามี กลับทำให้ฉันยอมแพ้ในทันทีที่ได้ยิน
“ ยิปซีไปตามคุณหมอมาให้นะคะ ” พูดจบฉันก็เดินหนีออกมาโดยไม่รอฟังคำตอบ ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองหน้าคนใจร้ายอย่างเขาอีก

--------------------------------------


ฉันนั่งทอดสายตามองสายน้ำที่ไหลเอื่อยอยู่บนม้านั่งตัวเก่าริมแม่น้ำที่ครั้งหนึ่งเคยมีเขาเคียงข้าง บรรยากาศในยามเย็นของวันนี้ไม่มีอะไรผิดแผกแตกต่างไปจากวันนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ยกเว้นเพียงที่นั่งข้างกายฉันที่มันว่างเปล่าเท่านั้นเอง หลังจากวันที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฉันก็ไม่เคยได้พบเขาอีกเลยจนกระทั่งวันนี้
ในวันนั้นฉันเดินกลับเข้าไปในห้องคนเจ็บอีกครั้ง และพบว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงนั้นหลับไปแล้ว ฉันโทร. บอกแม่ของเขาว่าเขารู้สึกตัวแล้ว ท่านคงดีใจที่ลูกชายเพียงคนเดียวที่ท่านเหลืออยู่นั้นปลอดภัย วันรุ่งขึ้นเมื่อคุณป้ามาถึง ฉันก็ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทันที โดยไม่รอให้เขาตื่น ฉันบอกกับท่านว่า ฉันเป็นห่วงบ้านเพราะไม่ได้กลับมาดูแลหลายวันเต็มที
ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา ฉันไม่เคยได้รับข่าวคราวจากเขาอีกเลย ฉันให้เหตุผลกับตัวเองว่า เมื่อเขาไม่ติดต่อมา ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ฉันจะต้องติดต่อไป บางทีเขาอาจไม่ต้องการคำตอบอะไรจากฉันอีกแล้วก็เป็นได้
“ ขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ “ เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น และฉันคงคิดไปเองที่ว่าน้ำเสียงนี้ช่างคุ้นหูเหลือเกิน อาจเป็นเพราะความเหงาที่ทำให้ฉันคิดถึงเขาขึ้นมาก็เป็นได้ ใครคนนั้นทรุดตัวลงนั่งตรงที่ว่างข้างฉัน ที่นั่งที่เคยเป็นของเขา
“ ไม่คิดจะไถ่ถามอาการกันหน่อยหรือ ? ”
“ คุณพสุ ! ” ฉันไม่ได้หูฝาดไป เจ้าของคำพูดประโยคนี้คือ ‘ เขา ’ นั่นเอง
“ ฮืม… จำได้ว่าตอนนอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาล คุณหนูยิปซีเรียกว่า ‘ พี่ดิน ’ ไม่ใช่เหรอ ? ” เขาถาม “ เอ ! หรือว่าจะหูฝาดไปเอง ”
“ หายดีแล้วเหรอคะ ? ” ฉันเลี่ยงที่จะตอบคำถามด้วยการเป็นฝ่ายตั้งคำถามเสียเอง
“ ไม่รีบหาย กลัวเด็กดื้อแถวนี้จะหนีหายไปพร้อมคำตอบที่เคยถามไว้ ” เขามาเพื่อทวงคำตอบ แต่ฉันกลับไม่ต้องการที่จะตอบ
“ เย็นมากแล้ว ยิปซีขอตัวกลับก่อนนะคะ ” ฉันขยับลุกขึ้นทันทีที่พูดจบ หากยังคงช้าไป เมื่อมือหนาของคนที่นั่งอยู่เคียงข้างเอื้อมมาดึงตัวฉันเอาไว้เสียก่อน พร้อมทั้งพันธนาการฉันไว้ในอ้อมกอด ไม่เปิดโอกาสให้เดินหนีได้อีก
“ พูดผิดเสียที่ไหนล่ะ ไม่ทันไรก็จะเดินหนีกันอีกแล้ว ” เขานั่งมองหน้าฉันนิ่งนาน ก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคถัดมาออกจากปาก
“ คำตอบล่ะ รอฟังอยู่นะ ” เมื่อเห็นฉันยังคงเงียบ เขาจึงพูดต่อไปว่า “ ไม่รีบตอบวันนี้ หากพรุ่งนี้พี่เป็นอะไรไปยิปซีจะเสียใจนะ ”
ฉันไม่เคยนึกเกลียดน้ำตาตัวเองเท่าวันนี้มาก่อนเลยจริงๆ ไม่รู้ทำไมฉันถึงห้ามมันไม่ได้ และทำไมฉันต้องเสียน้ำตาให้กับคำพูดไม่มีกี่คำของเขาด้วย ฉันคงอ่อนแอเกินไปใช่ไหม ? อ่อนแอเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยความในใจให้ใครได้ล่วงรู้
“ อย่าร้องไห้เลยนะคนดี ” เขาเอื้อมมีมาเช็ดน้ำตาที่มีให้อย่างอ่อนโยน “ ถ้ายิปซีไม่พร้อมที่จะตอบตอนนี้ ก็ไม่เป็นไร พี่คิดว่าพี่รู้คำตอบนั้นดีอยู่แล้ว ” วันนี้เขาเรียกแทนตัวเองว่าพี่บ่อยเหลือเกินไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
“ ยิปซีจำเพลงเพลงนี้ได้ไหม หากคำพูดฉันไม่ใช่คำที่มันหวานพอ ไม่ใช่คำที่เธอเฝ้ารออยากได้ยินจากปากฉัน หากการเอาใจเหมือนที่ใครต่อใครทำให้กัน ฉันไม่เคยให้ความสำคัญเหมือนฉันเฉยชา สบตาฉัน ณ ตอนนี้ ตอบฉันทีว่าเห็นใคร มีแต่เธอใช่ไหมทั้งในสองตา ทาบมือเธอบนอกซ้ายแล้วช่วยตอบฉันมา ว่ามันบอกเธอว่าฉันรักใคร 1 ” ฉันไม่ตอบ แต่เขาคงรับรู้ได้ถึงคำตอบที่มี ฉันคงไม่มีวันลืมเพลงโปรดของตัวเองอย่างแน่นอน
“ พี่เพิ่งเข้าใจความหมายของเพลงนี้ ในเช้าวันที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล แล้วพบว่าเด็กดื้อคนหนึ่งแอบหนีไปโดยไม่ยอมตอบคำถามที่พี่อยากฟังมากที่สุด เด็กดื้อที่ชอบหายตัวไปโดยไม่บอกกล่าว ปล่อยให้พี่ต้องคอยตามหา ” เขาโอบฉันไว้ในอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด ก่อนเอ่ยประโยคถัดไป
“ ยิปซีจะไม่ตอบคำถามของพี่ก็ได้นะ แต่พี่อยากให้ยิปซีรับรู้ไว้ว่า พี่รักยิปซีนะ ” นิ้วนางข้างซ้ายของฉันถูกประดับด้วยแหวนทองคำขาววงหนึ่งทันทีที่คำบอกรักนั้นจบลง ฉันมองหน้าคนที่บรรจงสวมแหวนให้ฉันอย่างไม่เข้าใจในความหมายของการกระทำที่เขามี
“ ถ้าคำตอบที่ยิปซีเก็บไว้ในใจตอนนี้ตรงกับสิ่งที่พี่บอกไป ยิปซีจะรังเกียจไหมที่จะแต่งงานกับพี่ ” ฉันนิ่งอึ้งไปนานกับคำถามของเจ้าของแหวนวงใหม่ที่ฉันได้รับ “ เงียบแบบนี้พี่ถือว่าตกลงนะ ”
“ ยิปซีมีสิทธิ์ปฏิเสธมั้ยคะ ? ” เขาส่ายหน้าแทนคำตอบ “ เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะคะ ”
“ ไม่เปลี่ยนใจครับ ” เขายืนยันคำตอบอีกครั้ง ด้วยการยกมือซ้ายของฉันขึ้นจรดริมฝีปากอย่างแผ่วเบา และนั่นก็เพียงพอแล้วที่ทำให้ฉันตอบรับเขาได้อย่างมั่นใจไม่แพ้กัน
และแล้วคนเร่ร่อนตามหาคนของความรักอย่างฉัน ก็ได้พบกับจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับการลงหลักปักฐานหัวใจเสียที เมื่อวันนี้ยิปซีเร่ร่อนเช่นฉันมีแผ่นดินหัวใจเป็นของตนเองแล้วอย่างแท้จริง แผ่นดินที่มีความรัก ความเข้าใจไว้คอยต้อนรับการเดินทางของหัวใจฉันทุกนาที

-o-o-o-o-o-o-o- The End o-o-o-o-o-o-o-


1 เพลง ‘ หัวใจโกหกไม่เป็น ’ อั้ม อิราวัตร

ความคิดเห็นจากยาหยี - ยาใจ







Create Date : 06 มีนาคม 2549
Last Update : 26 มีนาคม 2549 19:23:59 น. 6 comments
Counter : 354 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ

เขียนเรื่องเก่งจังเลยค่ะ


โดย: รักดี วันที่: 6 มีนาคม 2549 เวลา:20:27:39 น.  

 


โดย: อพันตรี วันที่: 6 มีนาคม 2549 เวลา:21:48:08 น.  

 
เขียนได้ดีจังค่ะ เอ่อ อยากทราบว่าช่วงกลอนนี่แต่งเองใช่ไหมค่ะ ชอบมากๆ เลย เพราะจังค่ะ

ออ ปลากัดก็อัพเรื่องสั้นในบล็อกเหมือนกัน แต่ไม่ดีเท่านี้หรอกค่ะ แหะๆ


โดย: ปลากัด (LonelySeason ) วันที่: 11 มีนาคม 2549 เวลา:21:00:11 น.  

 
-> รักดี

ขอบคุณสำหรับคำชมฮับ

-> อพันตรี



-> ปลากัด

ขอบคุณสำหรับคำชมเช่นกันฮับ ส่วนกลอนที่นำมาประกอบเรื่อง หวานเย็นเขียนเองฮับ


โดย: หวานเย็นผสมโซดา IP: 203.155.247.66 วันที่: 22 มีนาคม 2549 เวลา:19:36:22 น.  

 
ขอโทษนะคะที่อ่านไม่จบ
แต่จะไปดูเรื่องอื่นต่อค่ะ


โดย: สาวกกุหลาบขาว IP: 61.19.65.115 วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:12:11:26 น.  

 
สาวกกุหลาบขาว : ไม่เป็นไรค่ะ อ่านเรื่องอื่นก่อนได้ค่ะ


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 27 สิงหาคม 2552 เวลา:11:38:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

หวานเย็นผสมโซดา
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 33 คน [?]




คนขี้เหงา...เจ้าน้ำตา
ใช้ชีวิตเหว่ว้าบนโลกกว้าง
ท่ามกลางความวุ่นวาย...สบายดี
New Comments
Friends' blogs
[Add หวานเย็นผสมโซดา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.