หวานเย็นผสมโซดา | รวิวารี | Mahal Kita | NamPhet
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 มีนาคม 2549
 
All Blogs
 
คนรู้จัก

เรื่องราวระหว่างฉันกับเขาเริ่มต้นขึ้นในมุมเล็ก ๆ มุมหนึ่งของโลกกว้าง ครั้งแรกที่ได้พบกัน เขาพยายามชวนฉันคุยและคงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการซักถามเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตของฉัน ฉันเลือกที่จะตอบในบางคำถามที่คิดว่าเขาควรจะรู้ และเงียบในอีกบางคำถามที่คิดว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่เขาจะต้องรู้ แต่ส่วนใหญ่คำตอบที่เขาจะได้รับคือการเงียบ ก็แค่ “ คนรู้จัก ” จะเอาอะไรกันมากมาย ขนาดคนที่ได้ชื่อว่า “ เพื่อน ” ยังไม่สามารถรู้ทุกซอกทุกมุมในชีวิตของฉันได้ หากฉันไม่ยินยอมเปิดเผยมัน ฉันกำลังสร้างกำแพงกับคนตรงหน้าเหมือน ๆ กับที่เคยทำกับใครอีกหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต รอยยิ้มหวาน ๆ กับท่าทางเงียบ ๆ เฉย ๆ นั่นคือสิ่งที่เขาได้เห็น แต่ใครเลยจะรู้ว่าในฐานะ “ คนรู้จัก ” คนใหม่ เขากลับกลายเป็นคนที่ฉันต้องหันหน้าไปขอคำปรึกษาอย่างไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะความหวังสุดท้ายของความยุ่งยากตรงหน้าที่ก่อตัวขึ้นคือ “ เขา ” คนนี้นี่เอง หลังจากนั้นไม่นานชีวิตที่เรียบง่ายของฉันกลับดำเนินไปในทางตรงกันข้าม เมื่อปัญหามากมายเริ่มประเดประดังเข้ามาในวันที่หันหน้าไปไม่เห็นใคร หยาดน้ำใส ๆ เริ่มไหลริน ใครคนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า และเมื่อฉันแหงนเงยขึ้นสบตาก็พบว่าเป็นเขานั่นเอง...คนที่ยื่นมือเข้ามาคอยช่วยเหลือ...ปัดกวาดหัวใจที่รกเรื้อสิ้นหวัง เปรียบเสมือนความอบอุ่นจากก้านไม้ขีดไฟ...ของนักเดินทาง ที่แม้จะมีอยู่เพียงน้อยนิด แต่ก็ทำให้ชีวิตที่มืดมนได้ค้นพบแสงสว่าง...แสงสว่างของหัวใจที่จวนเจียนสิ้นหวังและศรัทธา เป็นดั่งหลักให้พักพิงในวันที่แสนหวั่นล้า แต่ช่วงเวลาที่เปรียบเสมือนความมั่นคงปลอดภัยนั้นไม่สามารถดำเนินต่อไปได้นานนัก

และแล้ว...ก็ถึงวันที่ความผูกพันระหว่างฉันกับเขาต้องสั่นไหว เมื่อเขาทวงถามถึงความรู้สึกลึก ๆ ที่ฉันมี เขาเป็นใครในความผูกพัน ยืนอยู่ตรงไหนในหัวใจที่แสนเย็นชา ไม่มีคำพูดใด ๆ จากปากฉัน...มีเพียงความเงียบงันจนน่าใจหาย ยิ่งถูกคาดคั้นก็ยิ่งหวั่นไหว ฉันตอบได้แค่เพียง “ ฉันไม่รู้ ” ไม่รู้จริง ๆ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเลยสักครั้งที่ฉันจะถามใจตัวเองว่ารู้สึกเช่นไร แม้กระทั่งในเวลานี้...เวลาที่ใครคนหนึ่งซึ่งเคยได้ชื่อว่า “ คนรู้จัก ” มาทวงทักไถ่ถาม และความอดทนของคนเราก็มีขีดจำกัด “ เขา ” คนที่เคยสงบนิ่งเริ่มร้อนรนและโวยวาย ท้ายที่สุดก็หันหลังเดินจากไป สิ่งที่ฉันทำได้ก็แค่มอง...มองดูเขาเดินจากไปเท่านั้นเอง จากวันนั้นฉันก็ไม่ได้พบกับเขาอีกเลย

จนกระทั่งวันหนึ่ง...เขาก็กลับมา ฉันเองอยากเข้าไปทัก...แต่...อะไรบางอย่างที่ติดค้างในความรู้สึกทำให้ต้องเงียบ เขาเองก็คงเช่นกัน แล้วคนที่เคยห่างเหินก็เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ พร้อมกับเอ่ยคำทักทายทำลายความเงียบงันของบรรยากาศในช่วงเวลานั้นลง ฉันยิ้มให้เขาเป็นการตอบรับ เจ้าความเงียบเริ่มกลับมาเยือนอีกครั้ง และครั้งนี้ฉันเป็นฝ่ายหลบหน้าด้วยการหันหลังเดินจากมาเสียเอง เพราะเพิ่งเข้าใจในวันนี้เองว่า ภายใต้รอยยิ้มที่ใครต่อใครได้พบเห็น อีกทั้งท่าทางเงียบ ๆ เฉย ๆ นั้น ลึกลงไปในหัวใจแสนเปราะบาง หวาดหวั่นกับการเผชิญหน้ากับความเป็นจริง...ความเป็นจริงที่ว่าในวันที่เขาจากไปหัวใจนั้นร้าวรานลึกเพียงใด หากเขาคงไม่รับรู้ในความรู้สึกที่ฉันมี จึงพยายามตามมาเพื่อร้องขอให้กลับไปเป็นเช่นวันก่อนอีกครั้ง...กลับไปเป็นคนรู้จักเช่นวันเก่า ฉันคงไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธในความหวังดีที่เขามีให้ จึงได้แต่ยอมรับในเงื่อนไขที่เขาเป็นผู้เสนอ หากสิ่งหนึ่งที่ฉันต้องการคือเวลา...เวลาสำหรับการเยียวยารักษาหัวใจบาง ๆ ที่บอบช้ำให้หายดี ฉันฝืนยิ้มให้เขาอีกครั้งก่อนจะถอยหลังเดินจากมา...ถอยมาตั้งหลักรักษาหัวใจให้แข็งแกร่งดังเดิม แล้วพรุ่งนี้ฉันจะกลับไป...กลับไปทำหน้าที่ “ คนรู้จัก ” ของเขาอีกครั้ง

-----------------------------------------------------------------


ฉันหนีหน้าจากเขาไปนาน…นานจนหัวใจที่แสนเงียบงันนั้นแข็งแรงเพียงพอที่จะกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง ในฐานะของคนรู้จัก ฉันกลับมาหาเขา…กลับมาทำหน้าที่ “ คนรู้จัก ” ฉันสามารถยิ้ม หัวเราะ และพูดคุยกับเขาได้ดังวันก่อน ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในความผูกพันของหัวใจ แต่…แท้ที่จริงแล้วฉันคิดผิด…ผิดไปจากความเป็นจริงมากเลยทีเดียว ฉันไม่สามารถคิดกับเขาในฐานะคนรู้จักได้อย่างสนิทใจนัก ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ยิ่งคนตรงหน้าคอยใส่ใจดูแลมากเท่าไร หัวใจก็ยิ่งหวั่นไหวมากขึ้นเท่านั้น ฉันไม่เข้าใจ…ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมต้องทำดีกับฉันมากมายถึงเพียงนั้น ในเมื่อฉันก็เป็นเพียงแค่..คนรู้จัก..สำหรับเขา ทุกครั้งที่สบตา ฉันเห็นร่องรอยของความห่วงหาอาทรปรากฏในแววตาคู่นั้น นั่นคือความจริงหรือเป็นเพียงภาพลวงตา ฉันเริ่มสับสน…สับสนกับทุกสิ่งที่เป็นไป สับสนกับความรู้สึกลึก ๆ ของหัวใจที่ไม่อาจค้นหาคำตอบ ทุกครั้งที่ใครต่อใครรอบข้างพูดถึงเขาให้ได้ยิน หัวใจที่ฉันคอยประคับประคองด้วยน้ำตา เยียวยารักษาด้วยกาลเวลาที่คิดว่ายาวนานก็เริ่มร้าวรานอีกครั้ง และนับวันก็ยิ่งร้าวลึกลงทุกที….ทุกที ฉันจึงเริ่มหลีกหนีอีกครั้ง…หนีด้วยการสร้างกำแพงแห่งความห่างเหิน อย่างน้อยที่สุดกำแพงที่ฉันก่อขึ้นเป็นเกราะกำบังคุ้มกันภัย เป็นที่พักพิงให้หัวใจที่เปราะบางคงช่วยต้านทานแรงโถมถาที่รุมเร้าทิ่มแทงให้อ่อนล้าหมดแรงได้ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งต่อไป…แม้จะเพียงเศษเสี้ยววินาทีก็เพียงพอแล้วสำหรับใจดวงนี้ที่มันไม่รักดี เขาคงไม่เข้าใจในความเปลี่ยนไปที่ฉันเป็นคนหยิบยื่นคืนมาให้อีกครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยถามเลยสักคำ…ไม่เคยมีแม้เพียงสักคำจริง ๆ ฉันควรจะดีใจ…แต่…ทำไมหยาดน้ำใส ๆ กลับล้นเอ่อ ฉันควรทำอย่างไร…ยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปในฐานะคนรู้จัก หรือหันหลังเดินจากไป…ไปให้ไกลจากใครที่ไม่เคยมีใจให้แม้เพียงเสี้ยวเศษ

สมองสั่งการให้ถอยหนี แต่หัวใจไม่รักดีจึงไม่อาจหลีกเร้นหาย คงทำได้เพียงหยุดอยู่ตรงนี้…อยู่กับพันธนาการที่ไม่มีวันมองเห็นและสัมผัส เป็นเพียงความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันโดยไม่ทันได้ตั้งตัวหรือร้องห้าม ฉันจึงทำได้แค่เพียงปลอบใจตัวเองให้ทนอยู่อย่างมีหวัง…ความหวังที่มันริบหรี่เหมือนเปลวไฟของแสงเทียนที่วูบไหวตามแรงลม ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมจึงมีใครเคยกล่าวไว้อย่างเข้าใจถึงความอ่อนไหวของหัวใจยามลมพัดไหวเพียงเบา ๆ “ แรงลมเท่ากันแต่ความอ่อนไหวต่างกัน “ ถ้อยประโยคนั้นฉันเองเพิ่งเข้าใจในวันนี้…วันที่หัวใจเป็นเหมือนเปลวไฟที่แผ่วล้าอ่อนแรงแทบอับแสงเมื่อสายลมนั้นแกว่งไกว

ฉันไม่รู้เลยว่าใครคนนั้นที่ผูกพันเพียง “ คนรู้จัก ” จะรู้สึกเช่นไร หากรู้ซึ้งถึงความเปลี่ยนไปในหัวใจของใครคนนี้…คนที่เขาไม่เคยมีอยู่ในสายตา เขาคงโกรธและเกลียดฉันมากที่ทรยศต่อความหวังดีที่เขามีให้ แต่หากจะให้ฉันเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างไรคงไม่ทัน เพราะหัวใจใช่เป็นเช่นดังกระดาษที่สามารถขีดวาดแล้วลบเลือนให้สะอาดปราศจากความรู้สึกใด ๆ ในพริบตา ในเมื่อฉันเป็นคนผิด…ผิดที่แอบเอาหัวใจไปวางไว้ใกล้ ๆ ใครที่ไม่เคยต้องการ ฉันก็คงต้องยอมรับในความเป็นไปที่เกิดขึ้นเพียงลำพังและเก็บงำอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป ฉันสัญญา…สัญญาว่าจะไม่ทำให้เขาต้องลำบากใจแม้เพียงนิดเดียว จะเก็บงำทุกถ้อยคำที่รู้สึกให้มันจมลึกลงไปจนสุดใจ

รู้ดีว่าเธอไม่เคยรักกัน
ฉันผิดเองที่เผลอไปผูกพันจนหวั่นไหว
คิดถึง…ห่วงหา…ทุกช่วงเวลาของลมหายใจ
ห่วงใยทุกความเป็นไปของเรื่องราว
ยังคงเฝ้ามองอยู่อย่างนี้
แม้ความหวังดีที่มีถูกมองข้าม
ขอเพียงให้หัวใจได้ติดตาม
สัญญาจะไม่ทวงถามสร้างความรำคาญให้เหนื่อยใจ
จะเก็บงำทุกถ้อยคำที่รู้สึก
กดให้ลึกสุดใจจะทำได้
ยินยอมพร้อมเป็นเพียงคนห่างไกล
แต่ทุกเสี้ยวเวลาที่ผ่านไป…เธออยู่ใกล้หัวใจทุกวินาที

-----------------------------------------------------------------


หากถามฉันว่าเจ็บไหม ? ที่ทำได้เพียงเฝ้ามองเขาอยู่ตรงนี้…เฝ้ามองทุกความเป็นไปที่มี…ทุกเรื่องราวที่ผ่านไปแต่ละวินาที…ในฐานะของคนที่เป็นได้แค่เพียง ‘ คนรู้จัก ’ ฉันคงตอบไม่ได้…ทุกครั้งที่เขาผ่านมาเพื่อทักทาย สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือการฝืน…ฝืนยิ้มให้เขาทั้ง ๆ ที่น้ำตามันเอ่อล้นท่วมท้นจนเต็มหัวใจ ยิ้มทั้ง ๆ ที่อยากร้องไห้เสียเต็มประดา หากกลัวว่าคนตรงหน้าจะเอื้อมมือมาซับน้ำตาอย่างห่วงใย น้ำเสียงอบอุ่นที่คุ้นเคยจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดเพื่อปลอบใจด้วยหวังดี แล้วความรู้สึกมากมายที่ฉันเพียรสร้างก่อร่างกำแพงจะแสดงให้เขาหรือใครได้รับรู้ ฉันกลัว…กลัวเหลือเกินว่ากำแพงแห่งความรู้สึกนั้นจะพังทลายเพียงเพราะความอ่อนโยนของคนที่ได้ชื่อว่า ‘ คนรู้จัก ’ ย่างกรายใกล้หัวใจ ทำไมนะ…ทำไม ? หัวใจไม่รักดีจึงไม่เข้มแข็งเหมือนทุกที ก่อนที่เขาจะเข้ามาผูกพันและพันผูกมันไว้ด้วยพันธนาการที่ไม่อาจต้านทานให้หลุดพ้น หากยิ่งดิ้นรนยิ่งผูกมัดและรัดแน่น ทุกครั้งที่เขาผ่านไป หัวใจที่เปราะบางก็รานร้าว เหน็บหนาว…หนาวในน้ำตา แม้ว่าดวงตะวันจะยังทอแสงอันอบอุ่นกรุ่นรอบกาย แต่ไอละมุนกลับแทรกซึมไม่ถึงให้อุ่นใจแม้เสี้ยวเศษ ตรงกันข้าม เมื่อยามสายลมพัดไหวอย่างละไมละเมียด ความเหน็บหนาวกลับยิ่งเสียดแทงให้ปวดร้าว แต่หากวันใดที่เขาจากไกล หัวใจคงปวดปร่ามากกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้…คงร้าวลึกอีกทบทวีเมื่อ ‘ คนรู้จัก ’ ที่แสนดีนั้นห่างหาย ชีวิตที่เหลืออยู่คงหมองหม่นทุรนทุราย เมื่อบทอำลาสุดท้ายนั้นย่างกรายเข้าทดแทน

ฉันเลือกที่จะยอมรับกับการยืนอยู่ในฐานะ ‘ คนรู้จัก ’ ที่เขาเป็นคนหยิบยื่นให้ยึดถือ และไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงสถานภาพของตัวเองให้มากมายเกินกว่าที่เขาจะให้ได้ หากการเปลี่ยนแปลงที่พยายามเปลี่ยนผันนั้นเป็นเพียงความดื้อดึง…ที่คอยฉุดดึงความสัมพันธ์ให้สั่นคลอนและอ่อนลง ฉันจะไม่เรียกร้องอื่นใดและพร้อมยอมรับทุกความเป็นไประหว่างหัวใจฉันกับเขา ยินดีที่จะเป็นเพียง ‘ คนรู้จัก ’ หากมันจะรักษาและต่อเวลาในการมีกันและกันให้เนิ่นนานตราบลมหายใจจะสุดสิ้น ยินยอมเก็บงำทุกถ้อยคำที่รู้สึก…เก็บกดไว้ในส่วนลึกของหัวใจ และเก็บไว้ตลอดไปตราบจนวันสุดท้ายของความผูกพัน…เก็บไว้ในความผูกพันที่ไม่มีวันจืดจางและลางเลือน แต่จะคอยย้ำเตือนอยู่เสมอทุกลมหายใจของชีวิตนี้ว่าครั้งหนึ่งได้เคยมี ‘ คนรู้จัก ’ ที่แสนดีเช่นเขา

-----------------------------------------------------------------


ชีวิตนี้แสนสั้น…แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นสั้นยิ่งกว่า ณ วินาทีนี้ฉันกล้าที่จะพูดประโยคนี้ได้อย่างเต็มปาก แม้ช่วงเวลาแห่งความสุขของฉันที่ผ่านมานั้นต้องเสียน้ำตามากมาย แต่…อย่างน้อยการได้มีเขาอยู่ใกล้ ๆ ก็อุ่นใจเกินพอ หากวันนี้สิ่งที่ได้ยินจะเป็นเพียงแค่ความฝัน และฉันเองก็อยากให้เป็นเช่นนั้นเหลือเกิน…อยากให้เป็นเพียงความฝันชั่วคืนเมื่อลืมตาตื่นก็จางหาย แต่ความจริงก็คือความจริงอยู่อย่างนั้น และมันช่างแสนโหดร้าย เมื่อได้รับรู้ว่า…คนรู้จักของฉันกำลังจะจากลา แม้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องกลับมา หากการรอคอยนั้นช่างแสนทรมาน คืนวันคงผ่านผันไปอย่างเชื่องช้าจนหัวใจแทบหยุดไหวเต้น แต่สิ่งที่ฉันแสดงออกเมื่อได้รับฟังข่าวดีที่แสนร้ายคือการฝืน…ฝืนยิ้มให้คนตรงหน้า ทั้ง ๆ ที่น้ำตานั้นเอ่อล้นท่วมท้นเต็มหัวใจ แต่จะโทษใครคงไม่ได้ ทุกคนย่อมมีทางเดินของตนให้ค้นหา มีความฝันงดงามของวันข้างหน้าให้ติดตามไปไขว่คว้า ฉันคงไม่มีเหตุผลกลใดมาเหนี่ยวรั้งเขาไว้ ณ ตรงนี้ และไม่มีความสำคัญเหนือใครที่จะร้องขอให้เขาไม่จากไปในวันนี้หรือวันพรุ่ง สิ่งที่ฉันทำได้ก็แค่เพียงแสดงความยินดีกับเขาในฐานะของคนรู้จัก อนาคตนั้นสำคัญมากมายนัก…แต่อนาคตของฉันจะเป็นเช่นไรหากต้องขาดเขาไปสักคน หัวใจจะร้อนรนกระวนกระวายเพียงไหน บอบช้ำเพียงใดในวันไกลกัน เมื่อวันที่อ่อนล้าใครจะคอยห่วงหาเอื้ออาทร เมื่อยามน้ำตาเปียกปอนใครจะช่วยซับมันให้เหือดหาย เมื่อยามทุกข์ทนทุรนทุรายคงเดียวดายไร้คนคอยปลอบใจ

ช่วงเวลาแห่งการฝืนทนกำลังจบลง หากความรู้สึกที่ก้าวเข้ามาทดแทนนั้นปวดร้าว หากเลือกได้ฉันจะยอมทำทุกอย่าง ทำทุกทางเพื่อให้ยังมีเขา แต่ฉันก็ไม่มีสิทธิ์เหนี่ยวรั้งหรือร้องขอ ไม่สามารถอ้อนวอนคนจากไปให้คงอยู่ ฉันไม่สามารถทำอะไรได้เลยในวินาทีนี้ นอกจากเฝ้ามองเขาเดินหายไปอย่างช้า ๆ แล้วเก็บซ่อนน้ำตาไว้ไม่ให้ใครได้เห็น เฝ้าประคับประคองหัวใจที่หวาดไหว เพื่อรอคอยการกลับมาของ ‘ คนรู้จัก ‘ ที่จากไป รอคอยคนเคยห่วงใยกลับมาอยู่ใกล้ในสายตาดั่งวันวาน

-o-o-o-o-o-o-o- The End o-o-o-o-o-o-o-








Create Date : 03 มีนาคม 2549
Last Update : 3 มีนาคม 2549 21:42:25 น. 1 comments
Counter : 331 Pageviews.

 
เอ่อ...คือ...หวานเย็นจะย้ายมารวบรวมไว้ที่เดียวกันนะคะ
สำหรับ ' คนรู้จัก ' เก็บรวบรวมจาก ' เรื่องเล่าในวันเหงา '
มาไว้ที่นี่แทน ขออภัยสำหรับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นฮับ


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 3 มีนาคม 2549 เวลา:21:45:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

หวานเย็นผสมโซดา
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 33 คน [?]




คนขี้เหงา...เจ้าน้ำตา
ใช้ชีวิตเหว่ว้าบนโลกกว้าง
ท่ามกลางความวุ่นวาย...สบายดี
New Comments
Friends' blogs
[Add หวานเย็นผสมโซดา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.