ขอต้อนรับสู่โลกของนิยายยูริ เรื่องจากประสบการณ์ และทำนายดวงชะตา โดย นิ้วนาง-เดียนา-ลำดวนพยากรณ์
Group Blog
 
<<
เมษายน 2562
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
7 เมษายน 2562
 
All Blogs
 
จุมพิตรัตติกาล My Sweet Vampire บทที่ 6 (Yuri)


 
หลังทานข้าวอาบน้ำอาบท่าเสร็จ สมาชิกทั้งสามมานั่งดูโทรทัศน์ที่ห้องรับแขก ลิเลียนหลับคอพับไปหลายรอบ แต่ไม่ยอมเข้าห้องนอน ดอนนั่งกอดอกถอนหายใจเฮือกเป็นระยะ
ส่วนเกวลินกระวนกระวายใจไม่น้อย ไม่ได้มีสมาธิกับการดูละครสักเท่าไหร่ ลอบชำเลืองดูนาฬิกาที่ผนังทุกๆ สิบนาที
จะห้าทุ่มอยู่แล้ว ทำไมพี่ยังไม่กลับมาอีก
...แล้วเวลาแห่งการรอคอยที่แสนทรมานได้สิ้นสุดลง
ติ้งต๊อง!
เสียงออดหน้าประตูดังขึ้น  ทั้งสามคนสะดุ้ง และเป็นเกวลินที่ลุกพรวดพราดไปที่ชะโงกดูผ่านหน้าต่างก่อน เมื่อเห็นเป็นพี่ชายก็ยิ้ม หันบอกปู่ย่า
“พี่กลับมาแล้วค่ะ มากับอาแซม”
“ให้เข้ามาเร็ว” ดอนสั่ง
“ค่ะ” สาวหน้าคมเปิดประตูต้อนรับสองคนตามคำสั่ง ก่อนล็อคประตูตามเดิม   
ทั้งสามเข้าไปในห้องรับแขก ทรุดนั่งเก้าอี้เรียบร้อย การสนทนาก็เริ่มต้นขึ้น
“บาดเจ็บหรือเปล่าลูก?” ลิเลียนถามหลานชายอย่างห่วงใย 
“ผมไม่เป็นอะไรครับย่า” ดิเรกฝืนยิ้ม พยายามซ่อนความตื่นเต้นบางอย่างเอาไว้ แต่เก็บสีหน้าได้ไม่มิด
หน้าซีดมาก ไปเจอดีมาแน่เลย
เกวลินเดาในใจ แต่ไม่กล้าถามต่อหน้าผู้ใหญ่ ได้แต่เงี่ยหูรอฟัง
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” หญิงสูงวัยถอนใจโล่งอก    
“เจอพวกมันไหม?” อดีตวีรบุรุษนักล่าถามตรงๆ เดาจากสีหน้าของทั้งคู่ เชื่อว่าต้องไปเจอกับอะไรมาแน่   
สองหนุ่มสบตากัน ก่อนหันกลับมามองคนถาม  
“เจอครับ” แซมเป็นคนตอบ “แต่พวกนั้นไม่ใช่แวมไพร์”
“หมายความว่าอะไร?”
“พวกมันคล้ายแวมไพร์แต่คิดว่าไม่ใช่ครับ” นักล่าหนุ่มตอบอย่างลังเล เพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวอะไร    
หืม
สามคนที่รอฟังขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“แปลว่าอะไรคะอาแซม?” สาวหน้าคมอดถามขึ้นไม่ได้  
“คือแบบนี้นะ...” แซมเล่าลักษณะของสิ่งที่เจอโดยบังเอิญ โดยมีดิเรกคอยพูดเสริม 
คนที่เหลือนั่งฟังอย่างตั้งใจ จนกระทั่งทั้งคู่ช่วยกันเล่าจนจบ
ภารกิจวันนี้ราบรื่น จนกระทั่งตอนเกือบสามทุ่ม สมาชิกคนหนึ่งเห็นอะไรบางอย่างคล้ายคนโผล่ออกมาจากที่ซ่อนสี่ตัว ภากรผู้นำทีมใหม่กลัวตัวสั่น ส่วนลูกทีมที่กระตือรือร้นในตอนแรก ตัวแข็งทื่อกลายเป็นหิน ไม่เว้นแม้แต่ดิเรก  
แซมเห็นท่าไม่ดีจึงออกคำสั่งให้สมาชิกอยู่ในความสงบ หลังส่งพิกัดศัตรูไปให้เชนหัวหน้ากลุ่ม ก็ล่าถอยออกมาอย่างเงียบกริบ ไม่มีใครคิดจะเข้าไปต่อสู้กับพวกมัน เหมือนที่ลั่นวาจาไว้แม้แต่คนเดียว
“ถ้าเป็นพวกนั้น สถานการณ์แย่กว่าที่คิด” ดอนพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง
“พวกนั้น พวกไหนครับ?” ดิเรกถามบ้างอย่างไม่เข้าใจ
“อาจจะเป็นสัตว์ดัดแปลง หรือสัตว์กลายพันธุ์จากผีดูดเลือด ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าไครอน” ชายสูงวัยตอบคำถาม
“ไครอน?” ลิเลียนทวนคำ เคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาก่อนเมื่อนานมาแล้ว “มันยังอยู่เหรอเนี่ย ผ่านมาตั้งห้าสิบกว่าปีแล้วนะ”
อ๋อ พวกที่คิดจะผลิตยาอายุวัฒนะที่อ่านเจอวันก่อน แทนที่จะทำยา ดันสร้างปีศาจขึ้นมาแทน...เอาสมองส่วนไหนคิดเนี่ย
เกวลินนึกต่อว่าต่อขานพวกที่เรียกตัวเองว่าไครอน ซึ่งทำสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต่างจากพวกที่คิดจะปลุกไดโนเสาร์จากฟอสซิล
...หากทำได้จริง มนุษย์คงไม่แคล้วสูญพันธุ์แน่   
ดอนหันไปตอบภรรยา
“ยังไม่รู้ แค่สันนิษฐานน่ะ”
“สัตว์กลายพันธุ์นี่ น่ากลัวกว่าแวมไพร์เหรอครับ?” หลานชายซักต่อ พร้อมทำหน้าไม่อยากเชื่อ
“ก็คงน่ากลัวพอกัน แต่ที่ร้ายกาจมากคือ พวกนี้จับคนเป็นๆ เป็นหนูลองยาน่ะสิ” ลิเลียนตอบ พอรู้เรื่องพวกนี้จากบันทึกเก่าๆ ที่เขียนถึงสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับผีดูดเลือดเอาไว้ด้วย
ดิเรกทำตาโตเป็นไข่ห่าน
“ขนาดนั้นเชียว!”
“ยังไม่มีใครรู้หรอกว่า พวกไครอนกับสัตว์ทดลองจริงๆ แล้วเป็นยังไง เรายังมีข้อมูลไม่มากพอ” แซมที่นั่งฟังเงียบๆ พูดเสริมขึ้น ไม่อยากด่วนสรุปแบบตีตนไปก่อนไข้ จนกว่าจะรู้ข้อเท็จจริงมากกว่านี้
แค่รู้ว่า พัทยามีสัตว์ประหลาดออกอาละวาด ก็แย่สุดๆ แล้ว จะรับมือยังไงดีล่ะเนี่ย?      
แซมคิดหนัก
เขาถูกบิดาสอนฝังหัวมาว่า ในฐานะฮันเตอร์ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับอะไร ต้องพยายามปกป้องชีวิตคนไว้ให้ได้มากที่สุด
“ที่อาแซมพูดก็ถูก แต่การที่พวกมันมาเดินเล่นที่พัทยาหลายตัวแบบนี้ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่” สาวน้อยแสดงความเห็นออกมา นึกหวั่นใจไม่น้อยว่า จะมีเรื่องยุ่งยากตามมาอีกเป็นโขยง 
มีตั้งสี่ตัว คงมีคนตายอีกเป็นเบือ
“นั่นสิ” ลิเลียนผงกหัวเห็นด้วยกับหลานสาว
“แล้วเราจะรับมือพวกมันยังไงครับ?” ดิเรกถามลิ้นรัวเร็ว ความกล้าหาญที่เคยมีล้นปรี่หายไป ตั้งแต่สามวินาทีแรก ที่เห็นสัตว์กลายพันธุ์พวกนั้น ซึ่งดูแล้วไม่ต่างจากซากศพเดินได้นัก    
ถามยากไปนะ ฉันจะรู้ไหม
ดอนพ่นลมหายใจออกปากเบาๆ
“ปู่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
คำตอบของเขา ทำให้บรรยากาศภายในห้องเครียดยิ่งขึ้นไปอีก ไม่มีใครพูดอะไรนานหลายนาที ในสมองของอดีตวีรบุรุษนักล่าอยากรู้วิธีกำจัดสัตว์ร้ายพวกนี้ให้สิ้นซาก แต่การจับพวกมันเป็นๆ เพื่อศึกษา ไม่รู้ว่าต้องสังเวยชีวิตอีกสักเท่าไร
แค่คิดถึงการแลกเปลี่ยนราคาแสนแพง เขาก็ยากจะทำใจยอมรับ รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ตนวางมือ ไม่ได้เป็นหัวหน้าทีมพาคนไปลุยเหมือนสมัยก่อน แต่กระนั้นก็ยังทรมานหัวใจทุกครั้ง ที่นึกถึงผองเพื่อนและคนรู้จักมากมายซึ่งจบชีวิตต่อหน้าต่อตา
...หากเลือกได้เขาคงเลือกที่จะตายแทนมากกว่าอยู่แบบนี้
“มีคนไปรายงานเชนหรือยัง?”
“ภากรอาสาครับ” คิลเลอร์มือดีตอบยิ้ม รู้เจตนาดีว่า หมอนั่นต้องการเอาหน้ากับพ่อ...ตามสไตล์พวกไร้ฝีมือที่นิยมทำงานด้วยลิ้น  
“แล้วเด็กนั่นเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?” ชายสูงวัยอยากรู้ฝีมือทายาทหนุ่มของหัวหน้ากลุ่ม ที่หลายคนคาดหวังให้ขึ้นตำแหน่งนี้เป็นคนถัดไป
หากพ่อหมอนั่นเห็นเข้า คงพูดไม่ออกแน่
คนถูกถามยิ้มบางๆ เมื่อนึกถึงสภาพของหัวหน้าทีมมือใหม่ ที่น่าอับอายสุดๆ
“คงต้องฝึกอีกเยอะครับอา” เขาตอบกลางๆ
“แค่เห็นสัตว์ร้ายนั่นก็สั่นเป็นเจ้าเข้า หน้าซีดซะไม่มี คนอะไรขี้โม้ชะมัด” ดิเรกพูดเยาะอย่างหมั่นไส้
ดีแต่ว่าคนอื่น...
แซมปรายตามองชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ ซึ่งมีฝีปากล้ำเลิศ ไม่ด้อยกว่าภากรสักเท่าใด   
“นายก็สั่นเหมือนกัน หรือไม่จริง”
โหย! อย่าเอามาขายสิครับ  
เขายกมือเกาหัวตัวเองแบบอายๆ  
“ง่า...อาพูดแบบนี้ผมก็แย่สิ”
ปู่ย่ากับน้องสาวหัวเราะออกมา ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายกว่าหลายนาทีก่อนมาก
“เวลาเจอศัตรู มือใหม่ก็ปอดลอยทุกคนนั่นแหละ” ลิเลียนพูดแก้ให้หลานชาย ก่อนหันไปพยักพเยิดกับสามี “ใช่ไหมคุณ?”
“คงงั้น” สามีเออออ
ค่อยยังชั่วหน่อย   
ดิเรกยิ้มเจื่อนๆ หลังเจอปีศาจตัวจริง ความห้าวหาญที่เคยมีหดหายไปเยอะ จนไม่แน่ใจว่า หากให้ไปเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายพวกนั้นอีก ...เขาจะกล้าสู้หรือวิ่งหนี?   
เกวลินนั่งนิ่ง หวนคิดถึงตอนเจอกับแวมไพร์สาว น่าแปลกที่เธอไม่รู้สึกกลัวขนาดหนักอย่างที่เคยจินตนาการเอาไว้ แถมยังใช้ให้อีกฝ่ายช่วยลูกแมวอีกต่างหาก
นี่ฉันคงไม่ปกติสินะ
แซมมองเวลาที่ผ่านเที่ยงคืนไปแล้ว
“ดึกแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ไม่อยากให้พ่อเป็นห่วง”  
“ขอบใจนะที่ช่วยดูแลดิเรก” ลิเลียนเอ่ยอย่างซาบซึ้งในน้ำใจงามของเขา
“เรื่องเล็กน้อยครับอาหญิง”
“พักผ่อนเยอะๆ ล่ะ อีกไม่นานนายได้ออกรบอีกแน่” อดีตวีรบุรุษเชื่อว่า เชนต้องไม่ปล่อยให้สัตว์ทดลองลอยนวลในเมืองนี้นานนัก เพราะไม่อยากเสียหน้า...ทั้งที่แทบจะไม่มีเหลือแล้วก็ตาม   
นัยน์ตาสีเข้มของนักล่าหนุ่มวาวเป็นประกาย
“ผมพร้อมเสมอครับอา”
“มันต้องแบบนี้สิ” ดอนมองลูกชายเพื่อนอย่างชื่นชม
“ลาล่ะครับ” 
แซมยกมือไหว้สองผู้อาวุโส เกวลินกับดิเรกไหว้เขา พร้อมเดินไปส่งที่รถ จากนั้นทั้งหมดก็แยกย้ายไปพักผ่อน  
 
เกวลินนอนลืมตามองเพดานห้องนอนในความมืด ในใจประหวัดไปถึงผีดูดเลือดสาวที่เพิ่งเจอ
หวังว่าผู้หญิงชุดดำ คงไม่เกี่ยวข้องกับสัตว์กลายพันธุ์ อะไรนั่นหรอกนะ...แต่คุ้นหน้ามาก เคยเจอที่ไหนมาก่อนนะ
สาวหน้าคมครุ่นคิดถึงหล่อนวนไปวนมา ก่อนผล็อยหลับไป   
 
เช้าวันรุ่งขึ้น ดอนรับโทรศัพท์จากหัวหน้ากลุ่มนักล่า เรื่องศพที่ถูกสัตว์กลายพันธุ์ทำร้ายจนตายไปหลายวันก่อน ทำให้เขาทำตาโตหลังได้ยินข่าวล่าสุด
“ศพหาย!”
“ใช่ ฉันกำลังให้คนไปเช็คว่า หายไปทุกศพหรือเปล่า?” เชนพูดตามสาย ด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล  
พระเจ้าช่วย!
เจ้าของร้านขายของเก่าอุทานในใจ หลังคิดถึงความเป็นไปได้ที่น่าสะพรึงกลัวสุดๆ 
“นายกำลังสงสัยว่า พวกมันแพร่เชื้อแบบเดียวกับแวมไพร์กัด”
“อือ” หัวหน้ากลุ่มคิลเลอร์พึมพำ “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง อีกไม่นานพัทยาได้เป็นนรกแน่”
บ้าเอ๊ย!
คนฟังกำมือถือแน่น จนกลัวว่ามันจะแหลกคามือ
ทั้งคู่นิ่งเงียบไปหลายวินาที แล้วเชนก็เอ่ยขึ้น 
“นายพอรู้วิธีกำจัดสัตว์กลายพันธุ์พวกนี้ไหม?”
“ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าจุดอ่อนน่าจะไม่ต่างจากผีดูดเลือด” เจ้าของร้านขายของเก่าคาดคะเน จากการที่กลุ่มไครอนใช้เซลล์ของแวมไพร์ในการทำเซรุ่ม เสียดายที่ไม่มีข้อมูลพวกนี้บันทึกไว้มากนัก    
“งั้นก็พอมีวิธี” เชนหยุดนิดนึง “ฉันจะเรียกรวมพล และจัดการพวกมันให้ได้โดยเร็ว”
ผู้นำกลุ่มนักล่ารู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่อาจรอเวลา การปล่อยให้สัตว์ร้ายฆ่ามากขึ้น ก็ไม่ต่างกับเปิดโอกาสให้พวกมันเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องลงมือกำจัดให้เร็วที่สุด ทั้งที่ไม่มั่นใจว่าจะชนะในศึกนี้เลยก็ตาม 
ตัวเดียวก็ฆ่าไม่ง่ายแล้ว ขืนมาทีเป็นฝูง...แค่คิดยังไม่อยากจะคิด  
“มีอะไรให้ช่วย ก็บอกนะเชน” อดีตวีรบุรุษพร้อมให้การสนับสนุนทุกอย่าง ไม่ใช่เพื่อหน้าตาหรือชื่อเสียงของกลุ่มกริช แต่เพื่อความอยู่รอดของทุกคน
“งั้นช่วยสวดมนต์ให้ด้วยแล้วกัน แค่นี้ก่อนนะ” อีกฝ่ายบอกเสียงเนือยๆ แล้วกดวางสายไป
เรื่องนั้นถึงนายไม่ขอ ฉันต้องทำอยู่แล้ว
คนฟังถอนหายใจยาวเหยียด วางมือถือบนโต๊ะอาหารที่มีสมาชิกนั่งอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
“มีอะไรเหรอคะคุณ?” ลิเลียนถาม หลังเห็นสามีทำหน้าราวกับฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลาย
หลานหญิงชายซึ่งนั่งร่วมโต๊ะอาหารจ้องหน้าเขาตาแป๋ว เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จะเล่าดีไหม?
ชายสูงวัยถอนหายใจ ก่อนเล่าเรื่องที่สนทนากับเชนออกมาอย่างสั้นย่อ แต่ได้ใจความ   
สามคนที่นั่งฟังทำหน้าเสีย โดยเฉพาะดิเรกหน้าซีดเผือดแทบไร้สีเลือด ก่อนสบถในใจ  
บ้าชัดๆ
“แปลว่าพวกมันจะเพิ่มจำนวนขึ้น ทุกครั้งที่มีคนตาย” เกวลินเอ่ยโพล่งขึ้น
“ไม่แน่หรอกนะลูก” ลิเลียนตอบ  
“แปลว่าอะไรคะย่า?” หญิงสาวซักต่อ
“บางคนแค่โดนกัดหรือข่วน ก็ติดเชื้อได้” ย่ารู้เรื่องนี้ เพราะเคยเป็นอดีตนักล่าในสมัยสาวๆ ก่อนวางมือหลังมีลูก ซึ่งก็คือพ่อของเกวลินกับดิเรก 
ร้ายกาจขนาดนั้นเชียว
เกวลินมองว่า เมืองพัทยาตอนนี้กำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤตแล้ว 
ดิเรกตาแทบถลนกับคำตอบ
“แบบนี้ก็แย่สิครับ”
“ก็ไม่แย่เท่าไหร่ ถ้ารีบกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก ไม่งั้นพัทยาคงกลายเป็นขุมนรก” ดอนสรุปอย่างรวบรัด
พูดน่ะง่าย แต่จะกำจัดมันยังไง
หญิงสาวคิดในทางลบ ไม่มั่นใจว่า กลุ่มฮันเตอร์จะเข้มแข็งพอจะจัดการกับพวกสัตว์กลายพันธุ์พวกนั้น หลังสมาชิกเลือดใหม่แสดงความขี้ขลาดตาขาวออกมาเมื่อคืน ไม่แน่ใจว่าจะพึ่งพาอะไรได้
...ดีไม่ดีพวกนั้นจะวิ่งแจ้นเอาตัวรอดนำหน้าไปก่อนด้วยซ้ำ
“แล้วคนที่ไม่ตาย แต่ติดเชื้อล่ะครับ เราจะทำยังไง?” หลานชายถามต่อด้วยความอยากรู้
เรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็ไม่รู้ แต่ทะลึ่งอยากเป็นคิลเลอร์ แกเป็นหลานฉันจริงๆ เหรอดิเรก   
ดอนนึกบ่นในใจที่อีกฝ่ายมีความรู้รอบตัวต่ำเตี้ยมาก  
พวกคิลเลอร์มีกฎปฏิบัติอยู่ว่า ถ้าติดเชื้อต้องถูกกำจัดทิ้ง เพื่อไม่ให้เป็นภัยภายหลัง พวกนักล่าติดเชื้อที่มีจิตใจเข้มแข็งจะลงมือฆ่าตัวตายทันที ไม่ก็ขอร้องให้เพื่อนในทีมช่วยจัดการ แต่ก็มีนักล่าหลายคนที่ตาขาวรอจนกลายเป็นผีดูดเลือด แต่สุดท้ายก็ต้องถูกฆ่า
ติดเชื้อจะอยู่ได้สักกี่วันเชียว ยังไงก็กลายเป็นปีศาจ สู้ตายไปเลยดีกว่า
สาวหน้าคมคิดอย่างเด็ดเดี่ยว
“ก็ต้องกำจัดสถานเดียว” คนเป็นปู่ตอบเสียงเรียบ
“ไม่มีทางรักษาเหรอครับ?”  หลานชายถามเสียงสั่นๆ รู้สึกกลัวตายขึ้นทันที  
“ไม่มี” ชายอาวุโสส่ายหัว
ฉันชักไม่อยากเป็นนักล่งนักล่าอะไรนั่นแล้ว...อันตรายชะมัด
ดิเรกคิดแบบคนรักตัวกลัวตาย ไม่คิดจะเอาตัวเองไปเสี่ยงแบบนั้นอีก เขามีความคิดแบบเดียวกับนักล่ามือใหม่หลายคน ที่ลังเลใจว่า...จะออกจากกลุ่มหรือไปต่อดี?
“คุณมีวิธีกำจัดปีศาจพวกนั้นแล้วเหรอคะ?” ลิเลียนถาม  
“จริงๆ ผมก็ยังไม่รู้ ได้แต่หวังว่าพวกมันจะมีจุดอ่อนเหมือนพวกผีดูดเลือด” ดอนตอบภรรยา ก่อนเอ่ยถึงภารกิจสำคัญที่กลุ่มนักล่าควรทำเป็นอันดับแรก “ตอนนี้เรื่องสำคัญเร่งด่วน คือต้องหารังของพวกนั้นให้เจอโดยเร็วที่สุด”
พวกมันน่าจะอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่พวกภากรเจอ
ดอนเชื่อว่า เชนเองต้องคิดไม่ต่างจากเขานัก และส่งพวกฝีมือดีไปที่นั่น อย่างช้าที่สุดคงลงมือคืนนี้ ก่อนที่พวกมันจะฆ่าและแพร่พันธุ์เต็มเมือง    
“แล้วถ้าเกิดพวกมันไม่เหมือนกันล่ะครับ จะทำยังไง?” ดิเรกถามถึงอีกความเป็นไปได้ 
แกถามฉัน แล้วฉันถามใคร
คนเป็นปู่กลอกตาไปมา แต่ไม่คิดจะตอบใดๆ ตักอาหารเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ   
ส่วนลิเลียนทำหน้าขรึมกว่าเดิม คาดว่าคงรู้คำตอบนี้ แต่ไม่อยากพูดออกมา
คนถามช่างสังเกตพอเดาได้ว่า น่าจะเป็นเรื่องร้ายมากกว่าดี จึงก้มหน้าก้มตากินอาหารในจานตรงหน้า กลัวจนหัวหด 
ถ้าจัดการมันไม่ได้ พวกเราก็อาจจะตายแทนน่ะสิ...ไม่น่าถาม
เกวลินตอบคำถามของพี่ชายในใจ แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ความรู้สึกหิวหายไปหมดสิ้น จึงยกแก้วนมสดขึ้นดื่มแทน   
OoXoO



Create Date : 07 เมษายน 2562
Last Update : 7 เมษายน 2562 16:01:34 น. 0 comments
Counter : 146 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#15


 
นิ้วนาง-เดียนา
Location :
พิษณุโลก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




งานเขียนทั้งหมดใน blog นี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ พ.ศ.2537 ห้ามนำไปพิมพ์ เผยแพร่ หรือลอกไปกระทำการใดๆ ก็ตาม หากผู้ใดกระทำการผิด เจ้าของ blog จะเอาผิดท่านตามกฏหมาย ได้ทุกกรณี


Friends' blogs
[Add นิ้วนาง-เดียนา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.